เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3204 เปลี่ยนอีกแล้ว / ตอนที่ 3205 ถูกจับ
ตอนที่ 3204 เปลี่ยนอีกแล้ว
ทว่าเมื่อเขาได้สติกลับมาได้ ขณะกำลังคิดจะกล่าวขอบคุณสตรีนางนั้น ขอบคุณที่นาง
ช่วยชีวิตเขา กลับพบว่าสตรีชุดแดงที่เดิมยืนอยู่ข้างๆ นั้นหายไปไม่เห็นตัวแล้ว
“ท่านเขียน? ท่านเขียน?”
เขาตะโกนพลางมองไปรอบๆ กลับไม่เห็นเงาคนแม้แต่นิดเดียว สตรีนางนั้นเหมือนกับ
ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน หายไปอย่างไร้ร่องรอย หากไม่ใช่เพราะปีศาจหมาป่าที่ตายไปแล้วยังคง
นอนอยู่ที่เดิม เขาอาจคิดจริงๆ ว่าตนเกิดภาพหลอนเพราะได้รับบาดเจ็บหนัก
เพิ่งจิ่วที่นั่งอยู่บนหลังอินทรีแก่กลับถึงหน้าผาด้านบน นางกระโจนกลับไปนอนอย่าง
สบายใจอยู่ในรัง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเสียงเบา หยิบสุราจากในห้วงมิติมาดื่มคำหนึ่ง
สุดท้ายยังกล่าวอีกว่า “อินทรีแก่ รังของเจ้าอบอุ่นดีจริงๆ หญ้าที่ปูเอาไว้ก็สบายมากด้วย อย่าง
น้อยอยู่ในป่าผืนนี้ รังนี้ของเจ้าไม่เลวเลย”
นางหัวเราะเสียงเบา มองดวงดาวบนท้องฟ้าและยิ้มออกมา “อีกทั้งได้มองทิวทัศน์
ยามค่ำคืนด้วย ชมจันทร์”
อินทรีแก่ได้ยินแล้วมุมปากพลันกระตุก มันกระพือปีกไปเกาะข้างๆ พลางถามว่า “ไยเจ้า
ช่วยคนผู้นั้นแล้วจากมาเช่นนี้เล่า เขาเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเจ้านะ”
“ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้วย่อมไม่อาจจากไปได้โดยเร็ว และชายธราที่ส่งข้ามาที่นี่น่าจะไม่ให้ข้า
เดินเล่นไปรอบๆ ข้าจึงอยากทำความคุ้นเคยกับที่นี่สักหน่อย พรุ่งนี้จะลองไปฝึกฝีมือกับสัตว์
ปีศาจในป่าแห่งนี้ดู”
นางเงยหน้าดื่มสุรา เห็นอินทรีจ้องมองนาง นางจึงยิ้มถาม “ทำไม เจ้าอยากไล่ข้าไปหรือ
กลัวว่าข้าจะยึดรังของเจ้าหรืออย่างไร”
อินทรีแก่ขยับปาก พูดอย่างไม่ค่อยพอใจ “ไหนเลยจะกล้า” แม้มันมีความเห็น ทว่าก็ไม่กล้า
พูดออกมาเช่นกัน คนไม่ปกติผู้นี้เพียงลงมือก็เผาปีศาจหมาป่าตัวหนึ่งได้ อย่างไรเสียนางก็เป็น
มนุษย์ ไม่มีทางยึดรังของมันได้ตลอดไป
เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็คิดไม่ถึงว่าจะจับตัวปัญหากลับมาเช่นนี้ หากรู้แต่แรกล่ะก็ มัน
ต้องหนีจากไปให้ไกลอย่างแน่นอน
“ย่าๆ เจ้าไม่ต้องกังวล พรุ่งนี้ข้าก็ไปแล้ว แต่วันนี้ขอยืมที่นี่พักผ่อนก่อน” นางพูดแล้วดื่มสุรา
หลายอีก ก่อนจะเก็บสุรากลับเข้าไปในห้วงมิติ แล้วหยิบผลไม้วิญญาณสองสามผลออกมาให้
อินทรีน้อยทั้งหลาย คราวนี้ถึงค่อยหลับตาพักผ่อน
เมื่ออินทรีน้อยเหล่านั้นเห็นผลไม้วิญญาณก็ส่งเสียงร้องด้วยความดื่นเด้นอย่างอดไม่อยู่
กรูเข้าไปรับผลไม้วิญญาณมากัดกิน
เฟิ่งจิ่วนอนครั้งนี้แล้วตื่นขึ้นอีกครั้งยามเช้าตรู่ในวันถัดมา
แม้อินทรีแก่ที่เฝ้ายามดอนกลางคืนจะไม่ได้จ้องมองเพิ่งจิ่วเขม็งตลอดทั้งคืน แต่ก็
เหลือบมองไปทางนางครั้งหนึ่ง เมื่อยามเช้ามาเยือน ท้องฟ้าสว่างจ้า มันชำเลืองมองไปทางเฟิ่ง
จิ่วโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนกำลังจะเลื่อนสายดาหนี กลับต้องเบิกดวงตาอินทรีสองข้างขึ้นอย่างโง่งม
นี่ นี่ ไยมนุษน์ผู้นี้ถึงกลายเป็นสัตว์กลืนเมฆาตัวหนึ่งได้?
มันถลึงดวงตาอินทรี มองสัตว์กลืนเมฆาที่ปกคลุมไปด้วยขนสีแดงทั้งตัว เนิ่นนานไม่พูดจา
ด้วยไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่ามนุษย์คนหนึ่งจะเดี๋ยวกลายเป็นนกน้อย เดี๋ยวกลายเป็นมนุษย์
เตี๋ยวกลายเป็นสัตว์กลืนเมฆาได้อย่างไร
อินทรีน้อยเหล่านั้นตื่นนอนแล้วเช่นกัน มองเห็นมนุษย์ผู้นี้เปลี่ยนรูปร่างอีกครั้งแล้วก็อด
ขดตัวรวมกลุ่มกันไม่ได้ อีกทั้งยังไม่กล้าส่งเสียงออกมา
ดวงดาอินทรีหลายคู่จึงจ้องมองสัตว์กลืนเมฆาที่นอนอยู่ในรังอย่างนั้น จนกระทั่งสัตว์ตัว
น้อยขยับร่างกาย ยกมือขึ้นปิดปากหาวด้วยท่าทางของคนก่อนลืมตาขึ้น
“เอ๋?”
เมื่อเฟิ่งจิ่วลืมตา นางเห็นกรงเล็บพร้อมขนปุกปุยข้างหนึ่ง นั่นทำให้นางชะงักงันและ
กะพริบตาปริบๆ นางคิดว่าตนเองมองผิดไป แต่พอหลับตาและลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็ยังคง
มองเห็นกรงเล็บพร้อมขนปุกปุยข้างนั้นเช่นเดิม
ทันโดนั้นนางพลันพลิกตัวลุกขึ้นนั่งตอนที่ 3205 ลูกจับ
“ดาแก่น่าดาย!”
นางต่อว่าอย่างอดไม่อยู่คำหนึ่ง ความโมโหขณะมองมือของตนเองกลายเป็นกรงเล็บ
ผสมผสานกับความโมโหยามตื่นนอน ทำให้ดอนนี้นางโมโหจนแทบบ้าแล้ว
โอสถร่างสัตว์ของขายชราผู้นั้นทำให้ดอนกลางวันกลายร่างเป็นสัตว์ และตอนกลางคืน
กลายร่างกลับเป็นคนอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นแล้วมันออกฤทธิ์นานเท่าไรกันแน่ ไม่ใช่ว่านางต้อง
เปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่างสัตว์กับคนทุกวันเช่นนั้นหรือ2
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางรู้สึกอดสูยิ่งนัก! อาจารย์ที่นางกราบแข็งแกร่งกว่านาง โอสถที่หลอม
ออกมาก็ยอดเยี่ยมกว่านาง โอสถร่างสัตว์หนึ่งเม็ด อีกทั้งโยนนางมาอยู่ที่นี่ นางทำได้แค่หา
ทางออกไปแล้ว!
สัตว์กลืนเมฆานั่งก่นด่าอยู่ตรงนั้นด้วยความโมโห อินทรีแก่รู้สึกลังเลอยู่บ้าง ก่อนถามออก
ไปว่า “เอ่อ เจ้ายังสบายดีใช่หรือไม่”
ความจริงมันอยากถามว่าเหตุใดเจ้าจึงกลายเป็นสัตว์อีกแล้ว อีกทั้งกลายเป็นสัตว์กลืน
เมฆาอีกต่างหาก แต่มันเพียงมองท่าทางโกรธขึ้งของนางเท่านั้น ไม่กล้าถามออกไป
เฟิ่งจิ่วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออก สงบอารมณ์ขุ่นข้องตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนกล่าว “เจ้า
ส่งข้าลงไปเถอะ!”
“ได้” อินทรีแก่บินออกมาถึงตรงหน้านาง จากนั้นก็ลดปีกลงต่ำลง
เฟิ่งจิ่วปีนขึ้นไป หลังจากนอนบนหลังอินทรีแก่และมาถึงเบื้องล่าง นางก็พูดกับอินทรีแก่ว่า
“เจ้ากลับไปเถอะ! ข้าไปคนเดียวได้”
อินทรีแก่พยักหน้า หลังกระพือปีกบินขึ้นไป ขณะอยู่กลางอากาศมันก็มองลงไปข้างล่าง
เห็นเพียงร่างกายขดเป็นก้อนกลมของสัตว์กลืนเมฆากำลังเดินอยู่กลางป่า แม้ร่างนั้นจะเล็กจ้อย
แต่ขนและผิวหนังสีแดงทั้งตัวยังคงเตะตายิ่งนัก
มันถอนสายตากลับมา คิดในใจว่า ‘ไม่รู้ว่าคนโชคร้ายที่ไหนจะได้เจอนาง … ‘
เฟิ่งจิ่วเดินอยู่กลางป่า จากนั้นเดินออกจากป่าทึบแถบหนึ่ง มาถึงสถานที่ซึ่งมีหญ้ารกชัฏ
สูงเท่าครึ่งตัวคน เพราะร่างกายเล็กเกินไปจึงมองทางข้างหน้าไม่ชัด นางจึงเตรียมกลายร่างเป็น
นกน้อยบินขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่ทันโดนั้นนางก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ที่นี่มีสัตว์ตัวน้อยที่งดงามเช่นนี้ด้วยหรือ!”
นั่นเป็นเสียงของสตรี เสียงนั้นทั้งตกใจทั้งตื่นเด้น เพิ่งจิ่วหันศีรษะไปมอง ตอนที่นางหัน
ศีรษะไปนั้นเอง ตาข่ายสีเงินก็พลันคลุมลงมาจากด้านบน
“จับได้แล้วๆ!” สตรีนางนั้นกล่าวด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะกล่าวกับขายวัยกลางคนข้างกาย
ว่า “ขอบคุณท่านพ่อ!” ขณะจะเดินมาข้างหน้า ชายวัยกลางคนกลับรั้งนางไว้
“ท่านพ่อ มีอะไรหรือ” นางถามเพราะสงสัย มองบิดาที่รั้งนางไว้
“สัตว์ตัวนั้นคือสัตว์กลืนเมฆา แต่ข้าไม่เคยเห็นหนังและขนของสัตว์กลืนเมาเป็นสีแดง
มาก่อน มองดูแล้วแปลกอยู่บ้าง ระวังหน่อยดีที่สุด” ชายวัยกลางคนกล่าว มองสัตว์ตัวเล็กที่อยู่
ด้านในดาข่ายเงิน สุดท้ายพูดกับคนที่อยู่ฝั่งข้ายและขวา “พวกเจ้าไปดูหน่อย ระวังด้วย อย่าทำให้
ตนเองบาดเจ็บ”
“ขอรับ”
ชายอายุประมาณสามสิบปีสองคนก้าวไปเก็บดาข่าย เดิมคิดว่าจะถูกจู่โจมจากสัตว์ตัวเล็ก
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าสัตว์ตัวนั้นเพียงนั่งยองมองพวกเขาไม่ขยับเขยื้อน แม้แต่พวกเขาจะเก็บตาข่าย
เงินไปแล้ว ตอนที่คว้าสัตว์ตัวเล็กนี้ขึ้นมา มันก็ยังไม่ต่อด้านหรือจู่โจมเช่นเดิม
“เจ้าตระกูล สัตว์ตัวนี้ดูเชื่องมากทีเดียว” ายสองคนเอ่ยกับชายวัยกลางคนผู้นั้น
เมื่อได้ฟังดังนั้น สตรีที่ถูกรั้งเอาไว้ก็เร่งฝีเท้าก้าวเข้าไปอย่างอดไม่อยู่ รับสัตว์ตัวน้อยที่ถูก
ดึงขนนั้นมา “พวกเจ้าอย่าดึงขนมัน มันตัวเล็กขนาดนี้คงเจ็บแย่”
ชายสองคนยิ้มอย่างจนใจก่อนจะถอยไปข้างๆ
สตรีนางนั้นลูบสัตว์ตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมแขน อดกล่าวชมไม่ได้ “งดงามจริงๆ ข้าไม่เคยเห็น
สัตว์ที่งดงามเช่นนี้เลย ขนสีแดงเพลิงนี้สวยมาก เหมือนกับไฟอย่างไรอย่างนั้น”