เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3304 รายงาน / ตอนที่ 3305 เชิญชวน
ตอนที่ 3304 รายงาน
ตอนพูดถึงตรงนี้ เจ้าสำนักคนหนึ่งมองไปทางซื่อเชวียและมู่ซิน ถามว่า “พวกเจ้าสองคนเป็นศิษย์ของพวกเฟิ่งจิ่ว ห้าปีที่ผ่านมานี้พวกเจ้าไม่ได้รับข่าวคราวอะไรสักนิดเลยหรือ”
ซื่อเชวียกับมู่ซินสบตากัน ก่อนยิ้มขื่น “ตอนอาจารย์ทั้งสองจากไป พวกเขาไม่ได้บอกพวกข้าว่าจะไปที่ใด พวกข้าจึงไม่รู้จริงๆ ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน ไม่มีข่าวคราวของพวกเขาด้วยเช่นกัน
ต่อให้มี แต่หากไม่ได้รับอนุญาตจากอาจารย์ แล้วพวกเขาจะกล้าบอกข่าวคราวของพวกอาจารย์ได้อย่างไร!
เมื่อฟังคำพูดของคนทั้งสองแล้ว ทุกคนก็กลับมาครุ่นคิดอีกครั้ง ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงหารือกันต่อ “หากต้องการประมือกับประมุขเทียมฟ้า นั่นต้องให้สี่สำนักใหญ่และสี่พรรคใหญ่ร่วมมือกัน หลังจากพวกเราแยกย้ายกันกลับสำนัก ส่งศิษย์ที่มีพลังค่อนข้างอ่อนแอกลับบ้านของพวกเขา เหลือไว้เพียงศิษย์ที่พลังค่อนข้างแข็งแกร่ง ทำเช่นนี้แล้วเมื่อถึงเวลาต่อสู้ก็จะสามารถลดการบาดเจ็บล้มตายได้”
ทุกคนฟังจบก็พยักหน้า ใช่ หากศิษย์ที่พลังอ่อนแอเกินไปเข้าร่วมการต่อสู้ เมื่อถึงตอนนั้นแล้วมีเพียงจุดจบเดียวเท่านั้นก็คือความตาย พวกเขาย่อมหวังให้มีผู้สืบทอดสำนักหลงเหลืออยู่ ไม่หวังให้ทั้งสำนักถูกทำลาย
“อีกอย่างหนึ่งก็คือ หากพวกเราปล่อยข่าวนี้ออกไป ผู้แข็งแกร่งจากทั่วสารทิศย่อมตอบรับร่วมสู้กับพวกเรา ข้าเชื่อว่าผู้แข็งแกร่งข้างนอกนั่นมีอยู่ไม่น้อย ขอเพียงพวกเราปล่อยข่าวออกไป จะต้องมีคนมาช่วยอย่างแน่นอน”
“อืม แบบนี้ก็ได้” ทุกคนพยักหน้า
“ยังมีอีกอย่างหนึ่ง ส่งคนไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ เชิญคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยพวกเราอีกแรง…”
ซื่อเชวียกับมู่ซิงฟังอยู่เงียบๆ มองพวกเขาหารือกันอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งเมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าสำนักทุกคนพร้อมทั้งผู้อาวุโสทั้งหลายก็ล้วนแยกย้ายกันไป ขณะที่พวกเขาเตรียมตัวจะจากไปเช่นกันนั้นก็ถูกเจ้าสำนักเรียกเอาไว้
“พวกเจ้าสองคนรอเดี๋ยว” เจ้าสำนักเดินเอามือมือไพล่หลังเดินตามมา เรียกพวกเขาไว้
“เจ้าสำนัก” สองคนหันกายกลับไป คารวะครั้งหนึ่งแล้วถามว่า “เจ้าสำนักมีอะไรจะสั่งหรือ”
เจ้าสำนักจ้องมองพวกเขา “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าอาจารย์คนอื่นล้วนไม่ได้มาร่วมการหารือครั้งนี้ แต่พวกเจ้าสองคนกลับได้เข้าร่วม”
ฟังดังนั้นแล้ว แววตาของพวกเขาวูบไหวเล็กน้อย ในใจกระจ่างแจ้งอยู่บ้าง ทว่ากลับไม่ได้พูดมาก เพียงประสานมือกล่าวว่า “ขอเจ้าสำนักพูดให้ชัดเจนด้วย”
เจ้าสำนักฟังแล้วถอนหายใจเสียงหนึ่ง “พวกเจ้าไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องกับข้า เจตนาของข้าเป็นอย่างไร ข้าเชื่อว่าพวกเจ้ารู้ดีเช่นกัน คำพูดเมื่อครู่นี้พวกเจ้าก็ได้ยินแล้ว อย่างอื่นข้าไม่ขอพูดมากอีก พวกเจ้าคิดดูให้ดีก็แล้วกัน!” ครั้นพูดจบ เขาก็ก้าวเท้าเดินออกไปข้างนอก ทิ้งคนทั้งสองไว้ข้างหลัง
มู่ซินมองซื่อเชวีย “เจ้าสำนักหวังให้พวกเราบอกอาจารย์”
ซื่อเชวียยิ้มขื่น “นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องอื่นได้อีกหรือ แม้พวกเราจะบอกว่าไม่รู้ข่าวคราวของอาจารย์ แต่เจ้าสำนักจะเชื่อหรือ ช่างเถอะ ถึงพวกเราไม่รู้ข่าวคราวของอาจารย์จริงๆ แต่กลับรู้ว่าจะติดต่อพวกท่านได้อย่างไร”
พูดถึงตรงนี้แล้ว ซื่อเชวียถอนหายใจเสียงหนึ่ง “ห้าปีมานี้ถึงพวกเราถือป้ายหยกสื่อสารของอาจารย์ ทว่าไม่เคยใช้เลยสักครั้ง ครั้งนี้เจ้าสำนักพูดเช่นนี้ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ว่าอย่างไรก็ควรรายงานพวกอาจารย์สักหน่อย ส่วนพวกเขาจะกลับมาหรือไม่ นั่นก็ต้องดูที่ความต้องการของอาจารย์ทั้งสองแล้ว”
มู่ซินพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ เช่นนั้นพวกเรากลับไปก่อนเถอะ! รายงานข่าวนี้ให้พวกอาจารย์รู้หน่อย” ทั้งสองคนจึงก้าวเท้าเดินออกไปข้างนอก ไปยังถ้ำของซื่อเชวียด้วยกัน
……….
ตอนที่ 3305 เชิญชวน
คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลายกลับสำนักแล้วจัดการเรื่องในสำนักอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ส่งข่าวออกไป เชิญชวนผู้แข็งแกร่งจากทั่วทุกที่ให้ตอบรับการต่อสู้กับประมุขเทียมฟ้า สถานที่รวมตัวก็คือสำนักดาราครามเซียน
เมื่อข่าวแพร่ออกไปก็เกิดความเคลื่อนไหวในหลายสถานที่ บ้างได้รับข่าวแล้วเพิ่มการคุ้มกันให้ตระกูลของตนเอง ป้องกันรอบด้าน บ้างพาครอบครัวไปอยู่ที่อื่น เพื่อหลบเลี่ยงเรื่องใหญ่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
แม้ผู้แข็งแกร่งในหลายๆ ที่มีอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้หลังจากข่าวแพร่ออกไปแล้ว ผู้แข็งแกร่งที่มุ่งหน้ามายังเมืองสี่ทิศ มุ่งหน้ามายังสำนักดาราครามเซียนกลับมีน้อยยิ่ง
บางคนครอบครองพลังไม่ธรรมดาซึ่งไม่เลวเลย แต่เพราะมีครอบครัวอยู่ในความดูแล จึงไม่อาจจากมาได้เช่นกัน คนในครอบครัวยิ่งไม่ยอมให้ไปเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งพรรค์นั้น หรือไปพบเจอกับการต่อสู้ที่อาจจะต้องตายอย่างไม่อาจเลี่ยง
กลับมีผู้แข็งแกร่งที่สันโดษจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีความกังวลอะไรมุ่งหน้ามายังสำนักดาราครามเซียนเพื่อเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือ รวมไปถึงผู้แข็งแกร่งที่อยากถือโอกาสนี้สร้างชื่อเสียงอีกด้วย…
พวกตู้ฝานรู้ข่าวแล้วก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร เพียงสังเกตความเคลื่อนไหวของสถานที่ต่างๆ เท่านั้น ระยะเวลาห้าปีนี้ อิทธิพลที่พวกเขาสร้างขึ้นในโลกเบื้องบนก็ไม่ใช่ว่าธรรมดา ในที่แจ้งมีสำนักใหญ่ทั้งหลาย ส่วนในที่ลับนั้น อิทธิพลของตำหนักยมราชสามารถโค่นขุมกำลังทั้งหมดได้ ทำให้หลายฝ่ายยำเกรงอยู่สามส่วน
เพียงแต่ห้าปีมานี้ คนของตำหนักยมราชลึกลับซับซ้อน อีกทั้งไม่มีใครสืบข่าวที่เกี่ยวกับพวกเขาได้ ยิ่งไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ฝ่ายธรรมะหรืออธรรม…
ในเมืองสี่ทิศ กวนสีหลิ่นดื่มสุรา กินเนื้อสัตว์ ฟังคนเหล่านั้นในร้านอาหารคุยกันพลางหรี่ตา เมื่อเขากินเนื้อเค็มชิ้นสุดท้ายในจานหมดแล้วก็เรอออกมาเสียงหนึ่ง เช็ดปากก่อนตะโกนเสียงดัง
“เสี่ยวเอ้อร์ คิดเงิน!” เสียงทุ้มต่ำเปี่ยมพลังดังออกไป ดึงดูดสายตาของคนที่เดิมทีไม่ได้สังเกตดูเขาให้พิจารณาเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
มีคนถามว่า “พี่ชายท่านนี้จะไปสำนักดาราครามเซียนใช่หรือไม่”
กวนสีหลิ่นกวาดสายตามอง จากนั้นมองคนผู้นั้นครั้งหนึ่ง “ไม่ใช่” เขาชำเลืองมองเสี่ยวเอ้อร์ที่วิ่งเหยาะๆ เข้ามา หลังถามราคาและทำการจ่ายเงินเรียบร้อยก็ลุกขึ้นทันที ตอนเตรียมตัวเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงของผู้แข็งแกร่งคนเมื่อครู่นี้ดังขึ้นมาอีก
“ข้าก็คิดว่าเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญจากที่ไหน! ที่แท้ก็พวกใจเสาะคนหนึ่ง!”
“ฮ่าๆๆๆ! พี่หลี่ ท่านยกย่องเขาเกินไปแล้ว ท่านดูการแต่งกายของเขาสิ เป็นผู้บำเพ็ญพลังเร้นลับแน่นอน แล้วจะเทียบเคียงกับพวกเราได้อย่างไร”
“ใช่ คนแบบนี้ไปแล้วมีแต่จะถูกฆ่า อย่าไปกล่าวโทษที่เขาเลย” ผู้ฝึกบำเพ็ญอีกคนหนึ่งกล่าว เหลือบมองกวนสีหลิ่นอย่างดูถูก
ครั้นฟังคำพูดของพวกเขาแล้ว คนในร้านอาหารลอบกลั้นหายใจอย่างอดไม่ได้ พลังของคนเหล่านี้นับว่าแข็งแกร่งแล้ว เล่ากันว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่ลงชื่อเข้าร่วมเพื่อช่วยเหลือสำนักดาราครามเซียน สองวันนี้พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ ก่อเรื่องไปไม่น้อย ผู้แข็งแกร่งที่ทนไม่ได้ประมือกับพวกเขาก็มีไม่น้อยเช่นกัน ทั้งหมดล้วนแต่ได้รับบาดเจ็บ อยู่ที่นี่แล้วชื่อเสียงของพวกเขาก็นับว่าโด่งดังขึ้นมาเช่นกัน ทว่าไม่ใช่ในด้านดี เป็นเพียงชื่อเสียงอันได้มาจากการลั่นแกล้งผู้อื่น
ทุกคนในร้านอาหารมองชายร่างกำยำผู้นั้น อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย ชายฉกรรจ์ผู้นี้มีกลิ่นอายเย็นชา คนประเภทนี้เป็นประเภทที่ไม่ค่อยมีใครกล้าหาเรื่อง ถึงจะเป็นผู้บำเพ็ญพลังเร้นลับ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้อื่นหวาดกลัวได้แล้ว
เดิมกวนสีหลิ่นไม่คิดวิวาทกับคนเหล่านี้ แต่ตอนที่กำลังก้าวเท้าลงบันได ผู้ฝึกปราณผู้นั้นก็ยื่นเท้าข้างหนึ่งออกมา…
……….