เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3356 พลังศักดิ์สิทธิ์ / ตอนที่ 3357 ลูกแท้ๆ
ตอนที่ 3356 พลังศักดิ์สิทธิ์
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น สายตาของทุกคนต่างก็มองไปข้างหน้าโดยพร้อมเพรียงกัน เห็นเพียงชุดสีขาวพลิ้วไสวเดินเข้ามา กลิ่นอายไม่ธรรมดาแตกต่างจากมนุษย์โลก ไปจนถึงแสงศักดิ์สิทธิ์เจือจางที่แผ่ออกมาจากในตัวเขา ทำให้เขาดูน่าเคารพเป็นอย่างยิ่ง
หากบอกว่าเขาในอดีตนั้นมีกลิ่นอายของเซียน ทุกท่วงท่าของเขาในตอนนี้กลับดูสูงส่งจนยากจะบรรยาย ราวกับว่าการมองเขามากกว่าหนึ่งครั้งนั้นถือเป็นการดูถูก
โดยเฉพาะแสงศักดิ์สิทธิ์บางเบาชั้นหนึ่งบนตัวที่ตลบอบอวล เหมือนกับทั้งตัวเขาอาบอยู่ในแสงศักดิ์สิทธิ์ คล้ายอยู่ตรงหน้า ทว่าห่างไกลเหลือเกิน
“ศิษย์ศักดิ์สิทธิ์!”
ทุกคนเรียกด้วยความตื่นเต้น ก่อนก้มหน้าลงอย่างพร้อมเพรียง พลางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
โม่เฉินมาถึงกลางตำหนัก ยืนอย่างเงียบงัน ดวงตาสีดำขลับมองทุกคนอย่างนิ่งเฉยครั้งหนึ่ง “แยกย้ายกันไปเถอะ! ผู้อาวุโสสองสามท่านอยู่ต่อได้”
“ขอรับ” ทุกคนตอบรับ ก้มหน้าลงแล้วถอยออกไปอย่างนอบน้อม ไม่นานนักตำหนักศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ที่โอ่โถงก็เหลือเพียงผู้อาวุโสตำหนักศักดิ์สิทธิ์สองสามคนและโม่เฉินที่อยู่ตรงกลาง
เหล่าผู้อาวุโสสบตากันครั้งหนึ่ง เดินไปข้างหน้าแล้วประสานมือคารวะ “ยินดีกับศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ที่ออกฌาน”
โม่เฉินมองพวกเขาครั้งหนึ่ง หมุนกายแล้วนั่งลงกลางตำหนัก สั่งว่า “เล่าเรื่องของพวกเฟิ่งจิ่วในห้าปีนี้ให้ข้าฟังที”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสทั้งหลายก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปข้างหน้าพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งซ้ายและขวา พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวตลอดหลายปีนี้ให้เขาฟังโดยคร่าว
สุดท้ายผู้อาวุโสใหญ่จึงกล่าวว่า “ศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ออกฌานได้เวลาพอดี ช่วงก่อนสำนักดาราครามเซียนส่งคนมาเชิญพวกข้าไปช่วยรบกับประมุขเทียมฟ้า แต่หลังจากนั้นเพราะเซวียนหยวนโม่เจ๋อกับเฟิ่งจิ่วกลับมา เรื่องราวจึงกลับตาลปัตรเช่นกัน ตอนนี้เซวียนหยวนโม่เจ๋อท้ารบกับประมุขเทียมฟ้าที่เขาสูงสุด หลังจากวันนี้อีกยี่สิบกว่าวัน”
ตอนนี้เองที่ผู้อาวุโสสามพูดขึ้น “เล่ากันว่าเซวียนหยวนโม่เจ๋อผู้นี้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทพแล้ว เพียงแต่เป็นระดับราชันเทพขั้นใดกลับไม่มีใครรู้”
สายตาของผู้อาวุโสรองจับจ้องโม่เฉิน เขามองอีกฝ่ายแล้วชะงักไปเล็กน้อย “ศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเจ้าตำหนักเข้าฌานฝากฝังกับพวกเราไว้ว่าเมื่อศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ออกจากเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์แล้วต้องดูว่าศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ตัดเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาได้หรือไม่ เมื่อทำลายความรู้สึกแล้วย่อมได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ ท่านว่า…”
ความนัยของคำพูดก็คืออยากให้เขาบอกกับพวกตนว่า ตลอดห้าปีนี้ที่เขาฝึกบำเพ็ญอยู่ในเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ เขาสืบทอดพลังศักดิ์สิทธิ์ในตำหนักศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือไม่
โม่เฉินฟังแล้วยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เขามองผู้อาวุโสคนนั้น ถามว่า “เช่นนั้นผู้อาวุโสมองว่าข้าในตอนนี้ตัดเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาแล้วหรือยัง ได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือยัง”
“เอ่อ…”
ผู้อาวุโสสองคนนั้นลังเลขึ้นมา เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายตัดรากฐานของอารมณ์ ตัดเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาแล้วหรือยัง เขารู้เพียงว่าบนกายศิษย์ศักดิ์สิทธิ์อบอวลไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์เต็มเปี่ยม อาจเพราะได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์ในเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์แล้วกระมัง
ผู้อาวุโสหลายคนไม่ได้เอ่ยวาจาไปชั่วขณะหนึ่ง เพียงพิจารณาโม่เฉินอย่างพร้อมเพียง พวกเขาไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เห็นอีกฝ่ายออกฌานมาได้ก็น่าจะได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์ในเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์นั้นแล้ว
“ข้าจะกลับไปพักผ่อนสักหน่อย พรุ่งนี้จะไปแล้ว หากเจ้าตำหนักออกฌาน พวกเจ้าทักทายเขาแทนข้าก็แล้วกัน” โม่เฉินกล่าว เขาลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งไพล่หลัง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งวางไว้ข้างหน้า แล้วสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังหลังตำหนัก
ผู้อาวุโสทั้งหลายรีบลุกขึ้นยืนและโค้งกายคารวะ หลังจากมองส่งเขาจากไปจึงค่อยหมุนกายเดินไป
……….
ตอนที่ 3357 ลูกแท้ๆ
โม่เฉินเดินไปหลังตำหนักอย่างช้าๆ อย่างผ่อนคลายและไม่รีบร้อน เขาเดินไปพลาง มองท้องฟ้าไปพลาง ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไรอยู่ แววตาเคร่งขรึมทอประกายสลัว
เขาเดินไปยังหลังตำหนัก ถึงเรือนแล้วก็พักผ่อน ขณะเดียวกันก็เตรียมไปจากตำหนักศักดิ์สิทธิ์เพื่อพบพวกเฟิ่งจิ่วสักครั้ง…
สองวันหลังจากนั้น นอกท้องฟ้าโลกเบื้องบน ในอาณาเขตอีกแห่งหนึ่ง บุรุษร่างกายกำยำสวมชุดคลุมสีทองพร้อมลวดลายสีดำในวังหลวงกำลังสาวเท้าก้าวใหญ่ไปยังตำหนักหลัก
ฝีเท้าของเขาว่องไว ทุกย่างก้าวแทรกไว้ด้วยอสนีและลมแรง เห็นเพียงเขาก้าวเท้ายาวๆ ไปข้างใน เมื่อมาถึงด้านในก็จึงส่งเสียงเรียกออกไปก่อน
“ภรรยา! ภรรยา!”
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดรีบร้อนเช่นนี้” หญิงงามแต่งกายหรูหราคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างใน แม้นางสวมชุดสวยสด แต่ดูจากสีหน้ากลับไม่ค่อยดีสักเท่าไร สีหน้าของนางซีดขาวอย่างชัดเจน
บุรุษคนนี้ก็คือประมุขเสวียนอู่ เขามาถึงข้างกายนางแล้วพูดด้วยรอยยิ้มสดใส “ภรรยา ผู้อาวุโสเหมยส่งข้าวมาบอกว่าบุตรชายของพวกเรากลับมาพร้อมกับพวกเฟิ่งจิ่วแล้ว ตอนนี้อยู่ที่เมืองสี่ทิศ”
“เอ๋? ลูกของพวกเรากลับมาแล้ว? เขา…เขาสบายดีหรือไม่ เขา…” หญิงงามร่ำไห้พลางสะอึกสะอื้น พูดไม่ออก เพียงคิดถึงลูกของพวกเขา นางก็เจ็บปวดเหมือนหัวใจถูกกรีดด้วยมีดแล้ว
ลูกที่นางให้กำเนิดเองแท้ๆ กลับไม่อาจเติบใหญ่ข้างกายนางได้ เขาอายุห้าหกขวบแล้ว นางกลับไม่เคยพบหน้าเขาสักครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เด็กคนนั้นสูงเท่าไรแล้ว อ้วนหรือว่าผอม เขาจะรู้หรือไม่ว่ายังมีมารดาอย่างนางอยู่อีกคนหนึ่ง
“ภรรยา เจ้าอย่าร้องไห้เลย นี่เป็นข่าวดีนะ” ประมุขเสวียนอู่กล่าว ยื่นมือโอบนางเข้ามาในอ้อมแขน “ปีนั้นพวกเราจวนตัว วันนี้เขาเติบโตมาอย่างดี เจ้าอย่าเสียใจไปเลย”
“สามี พวกเราล้วนเป็นพ่อแม่ที่ไม่เอาไหน สักแต่ให้กำเนิดเขา กลับไม่เคยเลี้ยงดูเขา สามี ท่านว่าเขา…เขาจะลืมพวกเราหรือไม่” สตรีในชุดสวยถามทั้งน้ำตา ในใจมีทั้งความร้อนรนและเป็นกังวล
“เอ่อ…”
ประมุขเสวียนอู่ชะงักไป เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ แต่ยังคงปลอบใจนางว่า “ไม่ลืมหรอก นั่นคือบุตรชายของพวกเรา ตราบใดที่พวกเราพูดกับเขาให้ชัดเจน บอกเขาว่าปีนั้นพวกเราจวนตัว ข้าว่าเขาไม่มีทางลืมพวกเราได้”
หญิงงามพิงอยู่ในอ้อมแขนเขา ถามอีกว่า “สามี พวกเขาจะตัดใจคืนลูกให้พวกเราหรือไม่ อย่างไรเสียพวกเขาก็เลี้ยงดูมาตั้งห้าหกปี ความผูกพันนี้เกรงว่าจะลึกซึ้งยิ่งกว่าพวกเราอีก”
“เจ้าไม่ต้องกังวล เฟิ่งจิ่วกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อล้วนไม่ใช่คนธรรมดา หัวใจของพวกเขาย่อมไม่เหมือนใครเช่นเดียวกัน บุตชายของพวกเราได้รับการเลี้ยงดูโดยพ่อแม่อย่างพวกเขาก็ถือเป็นโชคดีของเขาเช่นกัน อีกอย่างหากพวกเขาไม่อยากคืนลูกให้พวกเรา ครั้งนี้คงไม่มีทางยอมให้ผู้อาวุโสเหมยส่งข่าวให้พวกเราเป็นแน่” แม้ไม่เคยพบเซวียนหยวนโม่เจ๋อกับเฟิ่งจิ่ว แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกว่าไม่คุ้นเคย นอกจากนี้ยังเฝ้ารอที่จะพบกับพวกเขาสักครั้งมานานแล้ว
ฝ่ายภรรยาครุ่นคิดครู่หนึ่ง กล่าวว่า “สามี พวกเราไปดูหน่อยเถอะ! หากบุตรชายอยากอยู่ข้างกายพวกเขา ก็ให้เขาอยู่ต่อไป! ขอเพียงวันหลังเขามาเยี่ยมพวกเราบ่อยๆ ข้าก็พอใจมากแล้ว”
ฟังดังนั้นแล้วประมุขเสวียนอู่ก็ตะลึงงัน ยิ้มพลางถามว่า “เจ้าไม่คิดถึงบุตรชายหรือ ไม่อยากพาเขากลับมาอยู่ด้วยกันหรือ”
“อยากสิ แต่บุตรชายเติบใหญ่ได้โดยการเลี้ยงดูของพวกเฟิ่งจิ่ว พวกเราไปเพื่อพาเขากลับมา เกรงว่า…”
……….