เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3404 ที่แท้ / ตอนที่ 3405 บอกลา
ตอนที่ 3404 ที่แท้
“หากไม่มาพวกเราก็กลับเถอะ!” เซวียนหยวนโม่เจ๋อกล่าว “หากเขากลัวการต่อสู้ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กันแล้ว”
เฟิ่งจิ่วฟังแล้วพยักหน้า คอยอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนเขาตลอดเวลา จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงวัน กลางท้องฟ้าพลันมีเมฆดำกลุ่มหนึ่งลอยมา เมฆดำกลุ่มนี้ขยับขยุกขยิก กลายเป็นวังวนที่แผ่กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัว ทั้งเขาสูงสุดถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายที่เต็มไปด้วยแรงกดดันซึ่งแผ่ออกมาจากวังวนนั้น
“อ๊ะ! ประมุขเทียมฟ้า! ต้องเป็นประมุขเทียมฟ้ามาแล้วแน่ๆ!”
มีผู้ฝึกบำเพ็ญร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ เพราะรู้สึกถึงความเกรียงไกรของกลิ่นอายอันน่ากลัว จึงวิ่งไปหลบอยู่ใต้ตีนเขาในทันที
ประมุขเสวียนอู่ที่อยู่ตรงตีนเขาเป็นห่วงว่าพวกห้าวเอ๋อร์จะรับแรงกดดันที่แผ่ลงมาไม่ไหว ทันใดนั้นเขาจึงขยับมือกางค่ายกลป้องกัน คุ้มครองพวกเขาจากแรงกดดันนั้น ขณะเดียวกันก็เงยหน้ามองจุดหนึ่งบนท้องฟ้า
บนเขาสูงสุด เซวียนหยวนโม่เจ๋อกับเฟิ่งจิ่วมองวังวนข้างบนพร้อมกัน เห็นเพียงบนนั้นปรากฏใบหน้าขนาดยักษ์ ครั้นเห็นใบหน้านั้นแล้ว เซวียนหยวนโม่เจ๋อพลันดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
ผู้มาเยือนคือประมุขเทียมฟ้าจริงๆ ทว่าเขากลับปรากฏตัวด้วยวิธีนี้เสียอย่างนั้น ทำให้เซวียนหยวนโม่เจ๋อแปลกใจอยู่บ้าง ท่าทางคงไม่คิดเผยร่างจริงต่อสู้กันแล้วกระมัง
“เซวียนหยวนโม่เจ๋อ! เฟิ่งจิ่ว! พวกเจ้าขี้ขลาดไร้ยางอายจริงๆ!”
เสียงตวาดด้วยความโมโหพลันดังมาจากข้างบน พร้อมด้วยคำต่อว่า ทั้งสองคนฟังแล้วประหลาดใจ มองเงาร่างข้างบนด้วยความสงสัย
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร พวกข้ามารอเจ้าอยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้าแล้ว หากเจ้าไม่กล้ามาประมือ เช่นนั้นก็อย่ารับปากว่าจะต่อสู้กันเลย รับปากแล้วกลับเผยหัวซ่อนหางเช่นนี้ ช่างน่าขายหน้าเสียจริงๆ” เฟิ่งจิ่วแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง วาจาของนางไม่เกรงใจเป็นอย่างยิ่ง
ประมุขเทียมฟ้าที่อยู่บนท้องฟ้าได้ยินดังนั้นก็ยิ่งมีน้ำโห “พวกเจ้ายังกล้าพูดมากอีกหรือ พูดเสียดิบดีว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างข้ากับเซวียนหยวนโม่เจ๋อ แต่พวกเจ้าทำอย่างไร มีคนซุ่มอยู่ในที่ลับมากมายเท่าไร เจ้ากับข้าไม่จำเป็นต้องพูดมาก ศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ของตำหนักศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น ยังมีตาเฒ่าเสวียนอู่อีก พวกเจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ ข้าจะโง่มาประชันกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อ หลังจากนั้นสุดท้ายแพ้ชนะล้วนไม่อาจรอดชีวิตไปจากที่นี่หรืออย่างไร พวกเจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่ใช่หรือไม่”
เมื่อฟังจบ ทุกคนข้างล่างต่างก็ทำตัวไม่ถูกกันทั้งสิ้น ผู้ฝึกบำเพ็ญที่อยู่ตรงตีนเขารู้จักเพียงเฟิ่งจิ่วและเซวียนหยวนโม่เจ๋อ ส่วนศิษย์ศักดิ์สิทธิ์จากตำหนักศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่น รวมถึงประมุขเสวียนอู่ที่ถูกกล่าวถึง พวกเขากลับไม่รู้จักเลยสักนิด
ตอนนี้ได้ยินว่าทั้งสองคนนี้อยู่ที่นี่ จึงมองไปทางพวกเฟิ่งจิ่วอย่างอดไม่ได้ มองพร้อมกับความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจ กลุ่มคนที่เดินทางมากับพวกเฟิ่งจิ่วมีทั้งบุรุษหน้าตาดีและสตรีงดงาม ต่างก็สง่างามไม่ธรรมดา พวกเขาไม่รู้จริงๆ ว่าใครเป็นใครบ้าง
ครั้นโม่เฉินและประมุขเสวียนอู่ที่อยู่ข้างนอกถ้ำฟังวาจาของประมุขเทียมฟ้า บนใบหน้าพวกเขาต่างก็เกิดความประหลาดใจ ฝ่ายแรกยังดี ยังรอยยิ้มจางๆ อีกด้วย
ทว่าฝ่ายหลังกลับลูบเครา พึมพำเสียงหนึ่ง “ตาเฒ่า?” เหตุใดเขาไม่ยักรู้ว่าตนเองเกี่ยวข้องกับคำว่าตาเฒ่าด้วย
เฟิ่งจิ่วและเซวียนหยวนโม่เจ๋อสองคนที่อยู่บนเขาสูงสุดฟังประมุขเทียมฟ้าพูดจบแล้ว ในที่สุดก็เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงไม่กล้าปรากฏตัว ครั้นรู้เหตุผลแล้ว ทั้งสองก็สบตากัน จากนั้นจึงลอบส่ายหน้า
ที่แท้เพราะเหตุนี้เอง พวกเขาไม่คิดจะให้คนอื่นช่วยเหลือเลยจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น เขามีความมั่นใจในการต่อสู้ครั้งนี้เต็มเปี่ยม แล้วจะยังต้องการความช่วยเหลือของพวกเขาอีกได้อย่างไร เพียงแต่ไม่รู้เลยว่าประมุขเทียมฟ้าจะคิดมากเช่นนี้
……….
ตอนที่ 3405 บอกลา
“เมื่อประมือกัน ล้วนเป็นข้าที่สู้กับเจ้า ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นช่วยเหลือ” เสียงทุ้มต่ำของเซวียนหยวนโม่เจ๋อดังออกมา เสียงที่แฝงไปด้วยปราณพลังวิญญาณกล้าแกร่งส่งไปถึงวังวนบนท้องฟ้าโดยตรง
เสียงทุ้มต่ำนั้นสะเทือนถึงหู จู่โจมจิตรับรู้ของเขาโดยตรง แทบจะในวินาทีเดียวกันนั้นเอง ประมุขเทียมฟ้าพลันรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งมหาศาล หัวใจของเขาเกิดความหวั่นเกรงขึ้นมาในเวลานี้ รวมถึงความตื่นตระหนกและยากจะเชื่อด้วย
เดิมทีรู้สึกว่าเซวียนหยวนโม่เจ๋อผู้นั้นอยากให้หลายคนอื่นๆ ช่วยเหลือ เมื่อถึงเวลาแล้วล้อมจู่โจมเขา กลับคิดไม่ถึงเลยว่าเพียงเสียงนี้ดังมา แรงกดดันมหาศาลและความน่าเกรงขามที่แฝงอยู่ในนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาหวาดกลัวได้แล้ว!
เขาทำได้อย่างไรกันแน่ อายุเพียงสามสิบปีกว่า กลับน่าหวาดกลัวได้ถึงขั้นนี้แล้ว! ตอนนี้เขารู้สึกโชคดีขึ้นมา โชคดีที่ตนเองไม่ได้ต่อสู้กับอีกฝ่าย ไม่เช่นนั้นเกรงว่าคงต้องตกตายในการต่อสู้วันนี้อย่างแน่นอน!
ครั้นข่มความตกใจและความสั่นกลัวในใจเอาไว้ได้แล้ว เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “หึ! การต่อสู้ในวันนี้เป็นอันยกเลิก ไว้ค่อยนัดหมายกันใหม่วันหลัง!” สิ้นเสียงนั้น วังวนกลางท้องฟ้าพลันหมุนวนก่อนซ่านสลายไปพร้อมกับเมฆดำ กลิ่นอายกลางท้องฟ้าค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพปกติ
เมื่อกลิ่นอายพร้อมความกดดันกลุ่มนั้นหายไป ผู้ฝึกบำเพ็ญใต้เขาสูงสุดเหล่านั้นพลันถอนใจออกมาโล่งอก ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก ก่อนจะมองไปข้างบนพร้อมแววตาที่เป็นประกาย
เซวียนหยวนโม่เจ๋อกับเฟิ่งจิ่วเก่งกาจเกินไปแล้ว! ต่อให้เป็นประมุขเทียมฟ้าผู้นั้นก็ไม่กล้าหาเรื่องพวกเขา เห็นทีวันหลังขอเพียงมีพวกเขาอยู่ที่นี่ ประมุขเทียมฟ้าผู้นั้นก็คงไม่มีทางเกิดความคิดจะตามหาขุมกำลังแผ่นดินใหญ่ของพวกเขาอีก
ประมุขเสวียนอู่ที่อยู่ตรงตีนเขามองประมุขเทียมฟ้ากล่าวจบแล้วจากไปเช่นนั้น ย่อมหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “ไม่รู้เลยว่าเขาก็มีช่วงเวลาที่หวาดกลัวเช่นนี้ด้วย น่าสนใจจริงๆ”
โม่เฉินที่อยู่ข้างๆ ยิ้มอย่างอ่อนโยน มองเงาร่างสองสายเหาะลงมาจากข้างบน จึงกล่าวว่า “หากตัดใจได้ย่อมดีที่สุด แต่ด้วยพลังของพวกเขาสองคน ต่อให้ประมุขเทียมฟ้าผู้นั้นคิดลงมือกับพวกเขาอีก ก็จำต้องพิจารณาให้มากหน่อยแล้ว”
อยากครอบครองใต้หล้า ไฉนจะง่ายดายปานนั้น ตอนนี้พวกเขาเพียงก้าวออกไปก้าวเดียวเท่านั้น ศัตรูของพวกเขาไม่ได้มีแค่ประมุขเทียมฟ้า กลัวก็แต่ศัตรูเหล่านั้นจะร่วมมือกันหรือเกิดความคิดอย่างอื่นขึ้นมามากกว่า
คิดถึงตรงนี้แล้ว โม่เฉินลอบถอนหายใจครั้งหนึ่ง สิ่งที่สมควรมาล้วนมาแล้ว เป็นโชคดีไม่ใช่โชคร้าย เมื่อภัยมาเยือนย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง เคราะห์เป็นเคราะห์ตายของพวกเขา จะช้าจะเร็วย่อมมาถึง เพียงแต่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นวันไหนกันแน่….
“ท่านพ่อ ท่านแม่!” ห้าวเอ๋อร์เห็นพวกเขากลับมา จึงรีบโผไปข้างหน้า
เฟิ่งจิ่วกอดเขา ยื่นมือไปลูบศีรษะของเขา “ท่าทางพวกเราจะกลับบ้านได้แล้ว หากรู้แต่แรกว่าเขาจะไม่กล้าต่อสู้ เช่นนี้ก็คงไม่จำเป็นต้องมาที่นี่โดยเฉพาะ”
ประมุขเสวียนอู่และภรรยาเห็นดังนั้นก็สบตากัน “ตอนนี้ประมุขเทียมฟ้าผู้นั้นไม่มีทางลงมือกับพวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้าจะกลับไป เช่นนั้นพวกข้าก็ควรจากไปแล้วเช่นกัน”
ครั้นฟังดังนั้น ห้าวเอ๋อร์ที่กอดต้นขาเฟิ่งจิ่วอยู่พลันหันไปมองพวกเขาคราหนึ่ง กะพริบตาทว่าไม่ได้พูดอะไร
“ห้าวเอ๋อร์ หลังจากนี้พวกข้าจะมาเยี่ยมเจ้าอีก หากวันข้างหน้าเจ้าอยากกลับไปกับพวกเรา หรือหากมีเวลาว่าง พวกเราก็จะมารับเจ้าไปเที่ยวเล่นสักพัก” นางกล่าวเสียงอ่อนโยน มองบุตรชายของตนเองและลอบถอนหายใจ
ห้าวเอ๋อร์คิดแล้วค่อยตอบรับ “อืม” สองแขนกลับกอดเฟิ่งจิ่วแน่นกว่าเดิม
……….