เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3466 เหินห่าง / ตอนที่ 3467 ไม่เสียใจภายหลัง
ตอนที่ 3466 เหินห่าง
เพียงแต่แม้ท่วงท่าเปลี่ยนไป ใบหน้ากลับยังคงงดงามน่ามองเช่นในอดีต ชวนให้หวั่นไหวยิ่งนัก
สำหรับพวกเขาแล้วนางเป็นทั้งอาจารย์และสหาย จึงพลันสำรวมสีหน้า ก้าวเข้าไปแล้วประสานมือคารวะ “คารวะเจ้าตำหนัก ภูตหมอ”
ด้วยความสูงส่งของเซวียนหยวนโม่เจ๋อและเฟิ่งจิ่วในตอนนี้ พวกเขาต่ำต้อยมากอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาที่เติบใหญ่แล้วย่อมไม่อาจเรียกชื่อเฟิ่งจิ่วตรงๆ เช่นในอดีต นั่นไม่ต่างอะไรกับการดูถูก
แม้ในใจพวกเขานั้นจะชอบเรียกนางว่าเฟิ่งจิ่วมากกว่า แต่ระยะนี้ผู้อาวุโสในตระกูลกำชับเอาไว้ ทำให้พวกเขารู้สึกจนใจอยู่บ้าง
ฟังคำเรียกของพวกเขาแล้ว เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วทันที พูดคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า “พวกเจ้าเหินห่างกับข้าเสียอย่างนั้น เมื่อก่อนล้วนเรียกชื่อของข้าตลอด ทำไม ไยตอนนี้มีท่าทางเหมือนทำอะไรไม่ถูกแล้วเล่า”
เห็นนางพูดเช่นนี้ พวกเขาตะลึงลานโดยพลัน อดสบตากันไม่ได้ สุดท้ายเป็นซ่งหมิงที่ก้าวออกมาและเอ่ยว่า “ไม่ใช่พวกข้าอยากเหินห่างกับเจ้า เพียงแต่ตอนพวกข้าออกมา ผู้อาวุโสในตระกูลล้วนกำชับให้สำรวมกิริยา ไม่อาจอวดดีต่อหน้าเจ้า อีกอย่างตอนพวกข้ามาได้ยินเหลิ่งหวาบอกว่าเจ้าเป็นประมุขของฟ้าดินผืนนี้แล้ว นี่ทำให้พวกข้ายิ่งไม่กล้าเรียกชื่อของเจ้า”
เฟิ่งจิ่วฟังจบก็หัวเราะเสียงเบา “คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าจะมีวันที่ไม่กล้าด้วย!” เห็นท่าทางของพวกเขาแล้ว นางคล้ายกับพอใจมาก “เอาล่ะ ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นคนอย่างไร อยู่ต่อหน้าข้าแล้วไม่ต้องเสแสร้ง เคยสบายๆ อย่างไรก็สบายๆ อย่างนั้น ไม่ได้มีกฎระเบียบอะไรมากมาย”
พวกเขาฟังจบพลันเย้มยิ้ม “เจ้าพูดเช่นนี้แล้ว พวกข้าก็วางใจ”
“เฟิ่งจิ่ว เจ้าใจร้ายเกินไปแล้ว เจ้ากับเจ้าตำหนักจะแต่งงานกันกลับไม่ส่งเทียบเชิญมาให้พวกข้า ยิ่งไม่บอกกล่าวกับพวกข้าด้วย หากไม่ใช่เพราะพวกข้าได้ยินข่าวก็คงไม่รู้ว่าเจ้ากลับมาแล้ว” ลั่วเฟยกล่าว
“กลับมาครั้งนี้มีธุระในงานแต่งงานให้จัดการมากมาย จึงไม่ได้ส่งเทียบเชิญออกไปเช่นกัน อีกอย่างข้ารู้ว่าหากข่าวแพร่ออกไปแล้วพวกเจ้าต้องมาแน่ นั่นเท่ากับว่าไม่จำเป็นต้องส่งเทียบเชิญเช่นกัน” นางยิ้มจางๆ จากนั้นกล่าวกับเหลิ่งหวา “วางโต๊ะสุราที่กลางสวนดอกไม้ เชิญพวกกู้เซียงอี๋มาร่วมวงด้วยเถอะ!”
“ขอรับ” เหลิ่งหวาตอบรับ จากนั้นหมุนกายถอยออกไป
“เฟิ่งจิ่ว พวกเจ้ากลับมาครั้งนี้คิดจะอยู่นานเท่าไร วันหน้าพวกเจ้าอยากอยู่ที่นี่ถาวร หรือว่ากลับไปที่โลกเบื้องบน” หนิงหลางถาม สายตาจ้องมองเซวียนหยวนโม่เจ๋อกับเฟิ่งจิ่ว
หลายปีมานี้พลังของพวกเขาเพิ่มขึ้นรวดเร็วมากเช่นกัน กลับคิดไม่ถึงว่าตอนที่ได้พบกับทั้งสองอีกครั้ง พวกเขากลับกลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทพแล้ว การมีอยู่ที่ฝืนกฎสวรรค์เช่นนี้อยู่ต่อหน้าพวกเขาแล้วจริงๆ
เฟิ่งจิ่วหยิบขนมขึ้นมากิน พูดด้วยท่าทางสบายๆ “เรื่องนี้พูดยาก อาจอยู่นานหน่อย อาจกลับไปอยู่ทางนั้นด้วยเช่นกัน แต่เหลิ่งหวาน่าจะยังไม่ได้บอกกับพวกเจ้ากระมัง ว่าโลกเบื้องบนและเบื้องล่างเชื่อมกันด้วยหนทางเซียน ถึงเวลานั้นหากพวกเจ้าอยากไป ก็ไปเยี่ยมที่โลกเบื้องบนได้”
เมื่อได้ฟังดังนั้นหลายคนอดไม่ได้ที่จะสบตากัน รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง ฝ่ายซ่งหมิงก็ถามขึ้น “เจ้าหมายความว่าไม่ว่าพวกข้ามีระดับพลังอะไรก็ขึ้นไปโลกเบื้องบนได้หรือ”
“อืม ถูกต้อง”
นางพยักหน้า รู้สึกว่ารสชาติของขนมเกาลัดไม่เลวเลย จึงหยิบขึ้นมาป้อนเซวียนหยวนโม่เจ๋อ “เจ้าลองชิมดู ไม่หวานมาก รสชาติเกาลัดข้างในก็หอมมาก” นางพูดพร้อมกับมองเขาด้วยรอยยิ้ม
……….
ตอนที่ 3467 ไม่เสียใจภายหลัง
ที่จริงเซวียนหยวนโม่เจ๋อไม่ค่อยชอบกินขนม แต่เห็นนางยื่นมาให้ ถึงได้อ้าปากกินขนมที่นางป้อน พอกินขนมไปแล้ว เขาก็จิบน้ำชาอีกคำหนึ่ง “อืม รสชาติใช้ได้ ไม่หวานมาก” ในใจคิดว่าในเมื่อนางชอบกิน คราวหน้าเขาจะให้คนที่จวนทำขนมที่นางชอบกินมากหน่อย
พวกซ่งหมิงเห็นสองคนป้อนขนมกันอยู่ในศาลา พลันอึ้งงันอย่างอดไม่ได้ พวกเขายังยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือ พวกเขาแสดงความรักกันต่อหน้าพวกตนเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?
ตอนนี้จะไปก็ไม่ได้ ไม่ไปก็ไม่ได้เหมือนกัน ทำให้พวกเขาทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองพวกเขา ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ “พวกเจ้าอยากชิมหรือไม่” พูดแล้วนางก็โยนขนมชิ้นหนึ่งในมือให้ซ่งหมิงโดยพลัน
ซ่งหมิงชะงัก รีบตอบสนองและรับไว้ พลิกฝ่ามือคลายแรงที่จู่โจมมา ทำให้ขนมชิ้นนั้นนอนอยู่กลางฝ่ามือเขาโดยไม่บุบสลาย
ทว่าตอนซ่งหมิงรับขนมชิ้นนั้น เฟิ่งจิ่วก็โยนมาอีกสามชิ้น แบ่งให้พวกหนิงหลางสามคน เห็นพวกเขาทุกคนรับขนมได้ เฟิ่งจิ่วพลันยิ้มที่มุมปาก “พวกเจ้าแบมือให้ข้าดูหน่อย”
ซ่งหมิงแบมือ ยิ้มพลางว่า “หากจะทดสอบฝีมือพวกข้า อย่างน้อยก็น่าจะเตือนกันก่อน! ทำเอาตกใจไม่ทันตั้งตัวจริงๆ” ขนมของเขาสมบูรณ์แบบ ไม่หักบิ่น
พวกลั่วเฟยและหนิงหลางเชื่องช้ากว่าเล็กน้อย เมื่อขนมถึงมือแล้วกลับบิ่นไปตรงมุมหนึ่ง ตอนนี้พอเห็นสายตาของเฟิ่งจิ่วที่มองมา พวกเขาก็ยิ้มแหยๆ โดยพลัน
“เอ่อ…ไม่ทันระวังออกแรงมากไป”
ขณะนี้เหลิ่งหวาให้คนยกโต๊ะสุราตัวเล็กมา ก่อนจะวางไว้กลางสวนดอกไม้ กู้เซียงอี๋และอี้ซิวหรั่นสองคนเดินมาถึงแล้วเช่นกัน ทุกคนรวมตัวกันอยู่ที่สวนดอกไม้แล้วต่างก็สบตากัน แนะนำตัวซึ่งกันและกัน
เฟิ่งจิ่วหยิบสุราจากในห้วงมิติออกมาต้อนรับพวกเขา เมื่อเริ่มดื่มสุราความสำรวมกิริยาหลายส่วนที่เดิมทียังมีอยู่ก็ค่อยๆ ลดน้อยลง…
อีกด้านหนึ่ง ยอดเขาสวรรค์ โม่เฉินในชุดสีขาวยืนอยู่ข้างหน้าอาจารย์เขา รายงานเรื่องราวหลายปีมานี้ให้อาจารย์ฟังโดยคร่าวรอบหนึ่ง ทว่าผ่านไปนานแล้วก็ยังไม่ได้ยินอาจารย์เอ่ยวาจา เขาจึงเงยหน้ามองไป
เทียนจีจื่อฟังคำพูดของโม่เฉินแล้วเงียบอยู่นาน ครั้นเห็นเขามองมาก็อดถอนหายใจไม่ได้ “ดังนั้นระยะเวลาห้าปีนี้ เจ้าฝึกบำเพ็ญอยู่ที่เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์แล้วยังตัดอารมณ์ไม่ได้อีกหรือ”
คิดไม่ถึงว่าอาจารย์เขาจะพูดขึ้นมาเช่นนี้ โม่เฉินจึงชะงักไป เพียงเม้มปากและก้มหน้าลง เขาเงียบเสียงไม่พูดจา เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี
กลิ่นอายกลางอากาศเหมือนกับสงบลง ข้างนอกนั่นมีหิมะโปรยปรายลงมา ลมหนาวส่งเสียงหวีดหวิวทำลายความเงียบในเวลานี้ เทียนจีจื่อถอนใจเบาๆ เสียงหนึ่ง “โง่นัก”
เขาส่ายหน้าแล้วลุกขึ้นยืน ใช้มือไพล่หลังเดินไปอย่างเชื่องช้า พลางมองหิมะขาวโพลนข้างนอก เนิ่นนานให้หลังถึงค่อยกล่าว “หมายความว่าเฟิ่งจิ่วกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อจะแต่งงานกันแล้วหรือ”
“ใช่ พวกเขาเตรียมตัวกลับไปแต่งงาน ศิษย์อยากไปดื่มสุรามงคลกับพวกเขา จึงกลับมาเยี่ยมอาจารย์ก่อน รวมถึงเล่าเรื่องหลายปีมานี้ให้อาจารย์ฟังด้วย”
โม่เฉินกล่าว สายตาทอดมองข้างหน้า “อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วงศิษย์ หลายต่อหลายเรื่องล้วนกำหนดไว้แล้ว ส่วนข้าในวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วเช่นกัน ทางเลือกเป็นของข้าตั้งแต่เริ่มต้น เป็นข้าเลือกทางเดินนี้เอง ไม่มีนึกเสียใจภายหลัง”
……….