เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3630 ออกเดินทาง / ตอนที่ 3631 พักผ่อน
ตอนที่ 3630 ออกเดินทาง
เฟิ่งจิ่วหยิบโอสถขวดหนึ่งออกจากห้วงมิติแล้วส่งให้เขา สั่งว่า “นี่คือโอสถที่ช่วยเจ้าเพิ่มพลังได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะให้เจ้าใช้มันตอนนี้ เจ้าต้องรู้ว่าหากอาศัยโอสถช่วยตนเองทะลวงระดับพลัง พื้นฐานเจ้าจะไม่อาจมั่นคงได้ และระยะห่างในการก้าวสู่ระดับต่อไปจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ข้างในมีโอสถสองเม็ด ก่อนถึงระดับหลอมแก่นพลัง เจ้าห้ามใช้โอสถเด็ดขาด หลังจากถึงระดับหลอมแก่นพลังแล้ว เจ้าจะใช้โอสถด้วยตนเอง หรือถามบิดาเจ้าก็ได้”
“ยังมีขวดนี้อีก” เฟิ่งจิ่วหยิบขวดหนึ่งออกมา กล่าวว่า “นี่คือโอสถช่วยชีวิตที่รักษาบาดแผลภายในได้ ไม่ว่าบาดแผลภายในจะสาหัสแค่ไหน เพียงกินไปเม็ดเดียวก็รักษาชีวิตเจ้าได้ เจ้าเก็บติดตัวเอาไว้เถอะ!”
ห้าวเอ๋อร์ฟังดังนั้นแล้วยื่นมือไปรับมา มองโอสถสองขวดนั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในห้วงมิติของตนเองยังมีโอสถอีก จึงเอ่ยว่า “ท่านแม่ โอสถเหล่านั้นที่ท่านมอบให้ข้าก่อนหน้านี้ ห้าวเอ๋อร์ยังเก็บไว้อยู่เลย!”
“ไม่เป็นไร เก็บพวกนี้ไว้ด้วย” เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางลูบศีรษะเขา
คราวนี้ห้าวเอ๋อร์จึงค่อยเก็บโอสถ หลังจากพวกเขาสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง เฟิ่งจิ่วก็ส่งพวกเขาจากไป จนกระทั่งพวกเขาจากไปแล้ว นางกลับไปที่ห้องแล้วช่วยจับชีพจรให้กับเซวียนหยวนโม่เจ๋อ กระตุ้นลมปราณทั่วกายเขา พลางพูดเสียงเบาให้เขาฟัง
“ห้าวเอ๋อร์ไปแล้ว ข้าให้ประมุขเสวียนอู่พาเขาไป ให้เขากลับไปอยู่ข้างกายบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเขา ถือว่าดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว” เสียงของเฟิ่งจิ่วดังออกมาแผ่วเบา ราวกับว่าพูดคุยกับเซวียนหยวนโม่เจ๋ออย่างไรอย่างนั้น
“เด็กคนนั้นกตัญญูมาก พวกเราไม่ได้เอ็นดูเขาเสียเปล่า เจ้ารู้หรือไม่ เขาบอกว่าเขากลับไปแล้วจะตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ต่อไปแข็งแกร่งแล้วจะปกป้องพวกเรา” พูดถึงตรงนี้แล้ว เฟิ่งจิ่วยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
“ข้าให้พวกเหลิ่งหวาเตรียมการแล้ว อีกสองสามวันพวกเราจะไปจากที่นี่ ข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวเล่น หากหาที่อยู่ของบัวทองโบราณพบ ข้าอาจช่วยเจ้ากำจัดปราณบัวดำในกายเหล่านั้นได้”
“เพียงแต่ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปตามหาที่ไหน กระนั้นข้าคิดว่าจะลองไปดูด้านหลังน้ำตกที่เราพบเมื่อครั้งก่อนดู ฟ้าดินทางนั้นเป็นฟ้าดินของประมุขคนไหนก็ไม่อาจรู้ ทว่าบางทีอาจมีบัวทองโบราณที่พวกเราต้องการอยู่ก็เป็นได้”
นางพึมพำ จนกระทั่งตนเองเหนื่อยแล้ว จึงนอนลงข้างกายเขา กอดเขาและหลับไป…
เช้าตรู่ของสองวันหลังจากนั้น ยามฟ้ายังไม่สว่างดี เฟิ่งจิ่วพาพวกเหลิ่งหวาออกจากจวนตระกูลเฟิ่งพร้อมกัน พวกเขาเดินทางอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครส่งเสียงดัง ย่อมไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจากไป
ผ่านไปอีกหลายวัน กลุ่มของพวกเขามาถึงอาณาเขตอันเป็นที่อยู่เดิมของประมุขเทียมฟ้า ระหว่างทางภูเขา รถลากกวางวิญญาณทองม่วงเดินอย่างเนิบช้า นอกจากสองสามคนที่อยู่ข้างๆ รถลากกวางวิญญาณแล้ว ในที่ลับยังมีคนกลุ่มหนึ่งคอยคุ้มครองอยู่ด้วย
เหลิ่งซวงและฉินซินที่นั่งอยู่บนรถเห็นนายหญิงของพวกนางมีสีหน้าซีดขาวอยู่บ้าง จึงอดเอ่ยขึ้นไม่ได้ “นายหญิง พวกเราพักสักครู่เถอะ! พักสักครู่ค่อยเดินทางต่อ นายหญิงลงไปเดินเล่นสักหน่อย พักแล้วอาจรู้สึกดีขึ้นบ้าง”
เฟิ่งจิ่วพิงเบาะนุ่มพลางตอบรับ เหลิ่งหวาที่ควบคุมรถอยู่ข้างนอกบังคับให้รถลากกวางวิญญาณหยุดลง ก่อนจะกระโดดลงจากรถ ฝ่ายไป๋ชิงเฉิงที่นั่งอยู่ข้างนอกก็ลงจากรถเช่นกัน นางเปิดม่านรถให้เฟิ่งจิ่วที่อยู่ข้างในลงมา
“นายหญิง ระวังหน่อย ข้าประคองท่านเอง” ฉินซินกล่าว พลางประคองเฟิ่งจิ่วลงจากรถอย่างระมัดระวัง
เหลิ่งซวงตามหลังลงมา จากนั้นหยิบน้ำออกมาจากในห้วงมิติ “นายหญิง ดื่มน้ำสักหน่อยเถอะ!”
……….
ตอนที่ 3631 พักผ่อน (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เฟิ่งจิ่วมาถึงพื้นหญ้าแล้วนั่งลง มองที่ว่างกลางป่าเขา พร้อมกับสูดกลิ่นต้นไม้ใบหญ้าสดใหม่กลางอากาศ ความรู้สึกแน่นหน้าอกเล็กๆ นั้นเริ่มหายไป
นางรับน้ำที่เหลิ่งซวงส่งมาให้ก่อนดื่มไปหลายคำ จากนั้นพลิกฝ่ามือ หยิบผลไม้วิญญาณจำนวนหนึ่งออกจากห้วงมิติ จากนั้นส่งให้พวกเขา “แบ่งกันกินให้ชุ่มคอหน่อย”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงรับผลไม้วิญญาณเหล่านั้นมาแบ่งให้ทุกคน
พวกเขาเดินทางกันร่วมสิบกว่าคน จะว่าน้อยก็น้อย จะว่ามากก็มาก แต่ระดับพลังของทุกคนล้วนแข็งแกร่งนัก ตราบใดที่ไม่ได้ประมือกับบุคคลระดับประมุข ย่อมไม่มีใครอยากหาเรื่องพวกเขาอย่างแท้จริง
และเพราะเดินทางเงียบๆ อีกทั้งเก็บงำพลังบนกายเอาไว้ หากมองผ่านๆ ก็ไม่ต่างอะไรจากผู้คุ้มกันทั่วไป กระนั้นสิ่งที่แตกต่างจากผู้คุ้มกันทั่วไปก็คือพวกเขานั้นสง่างามโดดเด่น หน้าตาล้วนน่ามองกันทั้งสิ้น
ตู้ฝานมองฟ้าดินผืนนี้ กล่าวว่า “นายหญิง หลังจากประมุขเทียมฟ้าตาย อาณาเขตฟ้าดินผืนนี้ของเขาก็ไม่มีคนรับช่วงต่อ ตอนนี้พลังจิตวิญญาณที่ครอบคลุมไว้สลายไปแล้ว ที่นี่จึงเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ไร้ประมุข”
เฟิ่งจิ่วกินผลไม้วิญญาณพลางมองฟ้าดินผืนนี้ พูดเสียงเบาว่า “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ไร้ประมุข คนมากมายต่างก็คอยจ้องมองอยู่อย่างเงียบๆ ทว่าไม่มีใครกล้ารับช่วงต่อ”
แววตาของนางวูบไหวเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยเสียงเบา “ประมุขเทียมฟ้ากับประมุขบัวดำตายด้วยน้ำมือข้า ฟ้าดินผืนนี้เป็นของใคร คนพวกนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจ หากพวกเขากล้ารับช่วงต่อที่นี่ นั่นก็เท่ากับเป็นศัตรูกับพวกเราอย่างชัดเจน ข้าคิดว่าตอนนี้หากไม่มีผลประโยชน์เพียงพอ พวกเขาย่อมไม่กล้าเป็นศัตรูกับพวกเราด้วยการรับช่วงต่อฟ้าดินผืนนี้แน่”
ได้ยินดังนั้นแล้ว ทุกคนล้วนตาเป็นประกาย “หมายความว่าอาณาเขตฟ้าดินผืนนี้ก็เป็นของนายหญิงหรือ” เดิมทีพวกเขาไม่ได้คิดถึงขั้นนี้ เพียงคิดว่าตอนนี้ระดับพลังของนายหญิงลดลง เจ้าตำหนักก็หมดสติไม่ฟื้น ส่วนประมุขของฟ้าดินผืนนี้กลับตายไปแล้ว ผ่านมานานขนาดนี้ กลับยังคงไม่มีใครกล้ารับช่วงต่อที่นี่นั้นแปลกประหลาดมากจริงๆ เมื่อนายหญิงกล่าวเช่นนี้ พวกเขาถึงค่อยคิดตาม
ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยากรับช่วงต่อ แต่ไม่มีใครกล้าต่างหาก!
ในตอนนั้นเอง มีเสียงรถม้าดังมาแต่ไกล ทุกคนที่เฝ้าอยู่รอบกายเฟิ่งจิ่วล้วนหันไปมองยังต้นเสียง เห็นเพียงรถม้าสองสามคันกำลังแล่นมาด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง กีบม้าเตะฝุ่นจนตลบไปหมด
พอเห็นว่ามีคนมา หลัวอวี่จึงลากรถลากกวางวิญญาณไปข้างๆ จะได้ไม่ขวางทางคนเหล่านั้น คนอื่นที่ล้อมอยู่รอบๆ เฟิ่งจิ่วก็บังนางเอาไว้ไม่ให้คนที่ผ่านไปมองเห็นนาง
อาจเป็นเพราะไม่คิดว่าจะมีรถม้าหยุดอยู่ระหว่างทางภูเขาตรงนี้ ภายในรถม้าคันหนึ่งที่อยู่ข้างหน้า สตรีคนหนึ่งเลิกผ้าม่านมองออกไปข้างนอก เมื่อเห็นว่าบุรุษหน้าตาดีหลายคนรวมตัวอยู่ด้วยกัน คล้ายกับกำลังบังอะไรเอาไว้ สตรีนางนั้นก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้
กระนั้นไม่ว่านางจะมองอย่างไร ก็มองไม่เห็นว่าบุรุษเหล่านั้นกำลังบังอะไรเอาไว้กันแน่ ตอนรถม้าผ่านรถลากกวางวิญญาณ ดวงตานางพลันเป็นประกาย เอ่ยเสียงเบาขึ้นมาโดยพลัน “กวางวิญญาณทองม่วง! งดงามนัก! หยุด หยุดรถเร็ว!”
สตรีนางนั้นทุบตัวรถของรถม้าเพื่อให้คนหยุดรถ ดวงตาจับจ้องรถลากกวางวิญญาณที่หยุดอยู่ข้างๆ ไม่วางตา ครั้นมองเห็นกวางวิญญาณทองม่วงที่ทั้งถ่อมตนและงามสง่า ก็อดที่จะมองไปยังบุรุษเหล่านั้นไม่ได้
“กวางวิญญาณทองม่วงนี้เป็นของพวกเจ้าหรือ”
รถม้าที่ตามมาข้างหลังพลันหยุดลงเช่นกัน ในรถม้าคันแรกที่สตรีนางนั้นกระโดดลงมา ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังมุ่นคิ้วน้อยๆ พลางเลิกผ้าม่านมองออกไปข้างนอก
……….