เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3664 แดนสวรรค์เก้าลี้ลับ / ตอนที่ 3665 จิตใจชั่วร้าย
ตอนที่ 3664 แดนสวรรค์เก้าลี้ลับ
ฟังดังนั้นแล้ว แม้ผู้นำตระกูลมู่จะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง กระนั้นก็กลับกล่าวว่า “ที่นี่คือแดนเถื่อนรกร้าง เพราะที่นี่อาณาเขตกว้างใหญ่ ป่าเขาสลับซับซ้อน คนที่เดินออกจากที่นี่ไปได้จึงมีค่อนข้างน้อย คนจากตระกูลใหญ่อย่างพวกท่านล้วนมีค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ที่นี่ ขอเพียงพบค่ายกลก็ไปจากที่นี่ได้ สะดวกทีเดียว”
เสียงของเขาหยุดไป มองอีกฝ่ายแล้วก็พูดต่อว่า “หากใช้เป็นเรือเหาะออกไป อย่างน้อยต้องใช้เวลาครึ่งเดือน อย่างมากหนึ่งเดือนถึงจะออกจากอาณาเขตนี้ไปได้”
“ที่นี่เป็นสถานที่ในการปกครองของประมุขคนไหน” ฟ่านหลินถาม
พอได้ยินคำถาม ผู้นำตระกูลมู่แน่ใจแล้วว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่นี่ อาจเป็นคนที่มาจากพื้นที่อื่น คิดถึงตรงนี้แล้ว สีหน้าของเขาแฝงความใคร่รู้ระคนแปลกใจ “ฟ้าดินทางนี้มีชื่อว่าแดนสวรรค์เก้าลี้ลับ ไม่ได้อยู่ในการปกครองของประมุขคนไหน อีกอย่าง ตามที่ข้ารู้มา คนจากพื้นที่อื่นมายังพื้นที่ของพวกข้าไม่ได้โดยสิ้นเชิง”
“แดนสวรรค์เก้าลี้ลับ? หมายความว่าที่นี่ไม่มีประมุขอย่างนั้นหรือ” ฟ่านหลินประหลาดใจเล็กน้อย ปราณพลังวิญญาณของที่นี่เข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับบอกว่าที่นี่ไม่มีประมุขปกครอง?
“ใช่ ที่นี่ไม่มีประมุข แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครจับจ้องฟ้าดินผืนนี้ กลับกันไม่มีใครควบคุมแดนสวรรค์เก้าลี้ลับแห่งนี้ได้ จิตรับรู้ของประมุขจากพื้นที่อื่นไม่อาจครอบคลุมทั่วทั้งฟ้าดินของที่นี่ได้ แถมไม่อาจเปิดการเชื่อมต่อระหว่างที่นี่กับโลกอื่นได้ด้วย ดังนั้น…” เขามองฟ่านหลินแล้วลังเลครู่หนึ่ง “พวกท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”
เมื่อฟังจบ แววตาของฟ่านหลินทอประกายเล็กน้อย ยิ้มพลางว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง” เขายิ้มพลางมองผู้นำตระกูลมู่ ไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่าย กลับเอ่ยขึ้นต่อ “พวกเจ้าพักอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ!” จากนั้นเขาก็ให้ทั้งสองนั่งอยู่ข้างกองไฟ ส่วนตนเองเดินไปทางเรือเหาะ
“นายหญิง” ฟ่านหลินมาถึงข้างกายเฟิ่งจิ่ว แล้วเล่าเรื่องราวที่รู้จากผู้นำตระกูลหลินให้นางฟัง
“เอ๋? อย่างน้อยครึ่งเดือน? เห็นทีที่นี่จะใหญ่มากจริงๆ!” เฟิ่งจิ่วกินผลเหมาเหมย ในใจใคร่ครวญด้วยความสงสัย สถานที่ซึ่งไร้ประมุข? พลังปราณวิญญาณที่นี่เข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีประมุขปกครองหรอกหรือนี่?
แต่พอคิดอย่างละเอียดดูแล้วนางก็พยักหน้า “ก็จริง ที่นี่ไม่เหมือนกับที่อื่นเลย โลกของประมุขเทียมฟ้าในตอนนั้น ไปจนถึงสถานที่ที่พวกเราอยู่นั้น อยากไปมาระหว่างกันไม่ใช่เรื่องยาก อย่างไรเสียฟ้าดินผืนนี้ก็ใหญ่มาก อาณาเขตกว้างไกล ขอเพียงระดับพลังอยู่ในระดับที่แน่นอนแล้ว ย่อมไปมาระหว่างโลกของประมุขทั้งหลายได้ดังใจนึก มีเพียงที่นี่ แดนสวรรค์เก้าลี้ลับที่ข้าคล้ายกับไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วย”
นางกล่าวเสียงเบาพลางครุ่นคิด “หากไม่ใช่เพราะกระจกบานนั้นคงมาไม่ถึงที่นี่ แต่พวกเรามาที่นี่แล้ว ข้าคิดว่าฟ้าดินผืนนี้ต้องมีของที่ข้าต้องการแน่”
“นายหญิง ผู้นำตระกูลมู่บอกว่าตระกูลของพวกเขามีค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ที่นี่ พวกเราใช้ค่ายกลของพวกเขาไปจากที่นี่เป็นอย่างไร” ฟ่านหลินถาม
เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก แค่ครึ่งเดือนเท่านั้น ตอนนี้ไม่รีบไปที่ไหนเช่นกัน เดินทางเองดีกว่า! จะได้มองดูรอบๆ ด้วย”
“ขอรับ”
เฟิ่งจิ่วใช้มือหนึ่งเท้าคาง คิดก่อนจะกล่าว “เจ้าได้ถามผู้นำตระกูลมู่หรือไม่ ว่าต่อจากนี้เขาคิดทำอะไร”
“ข้าไม่ได้ถาม”
“ตู้ฝาน” เฟิ่งจิ่วเรียก
“นายหญิง” ตู้ฝานเดินมาข้างหน้า
“เจ้าไปถามเขาหน่อย หากเขาอยากกลับไปยังขบวนของตระกูลตนเอง เจ้าก็ส่งเขากลับไปที แต่หากเขาอยากไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายของตระกูล พวกเราก็ไปส่งเขาได้เช่นเดียวกัน”
………. (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ตอนที่ 3665 จิตใจชั่วร้าย
ฟังดังนั้นแล้ว แม้พวกเขาจะแปลกใจอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เมื่อรับคำแล้วก็เดินลงจากเรือเหาะไป
อีกด้านหนึ่ง เพราะสัตว์ร้ายจากไปแล้ว คนของตระกูลมู่พวกนั้นก็ค่อยๆ เดินออกจากค่ายกล ทว่าพวกเขามองไม่เห็นเงาร่างของผู้นำตระกูลและคุณชายใหญ่แล้ว
บรรยากาศเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมา พวกเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่มีใครพูดอะไร คนสามถึงสี่สิบคนยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมสีหน้าโศกเศร้า พวกเขารู้สึกว่าผู้นำตระกูลและคุณชายใหญ่น่าจะไม่รอดแล้ว
อย่าว่าแต่พวกเขาสองคนเลย ต่อให้พวกเขาออกมาด้วยกันก็ไม่อาจประมือกับสัตว์ร้ายมากมายขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางสัตว์ร้ายพวกนั้นยังมีสัตว์ร้ายระดับสัตว์เทวะอยู่หลายตัวด้วย
“พวกเจ้าว่าพวกผู้นำตระกูล...ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่” มีคนถามขึ้นอย่างมาความหวัง
“ผู้นำตระกูลเป็นคนดี ฟ้าย่อมคุ้มครอง!”
“ใช่! ผู้นำตระกูลต้องมีชีวิตอยู่แน่นอน!”
“ผู้นำตระกูลให้พวกเราตามหาคนทรยศ ด้วยสถานการณ์ในตอนนั้น ต้องมีคนผลักผู้นำตระกูลและคุณชายใหญ่ออกไปตายเป็นแน่!” ชายชราคนหนึ่งเอ่ยเสียงขรึม กวาดสายตามองทุกคน “ใครกัน เป็นใครกันแน่ หากยอมรับด้วยตนเอง กลับไปอาจได้รับการให้อภัยสักครั้ง แต่หากพวกข้าเป็นฝ่ายหาตัวพบเอง เช่นนั้นต้องได้รับโทษหนักแล้ว!”
ท่ามกลางกลุ่มคน ชายวัยกลางคนคนนั้นพลันตาเป็นประกาย เขาเห็นทุกคนสบตากัน คล้ายกับกำลังสงสัยว่าใครเป็นคนที่ลอบลงมือ ทันใดนั้นเขาพลันเงียบเสียงไม่ได้เอ่ยวาจาใด
“ตอนนั้นข้าอยู่ใกล้กับผู้นำตระกูล ข้าได้ยินเสียงเสื้อผ้าฉีกขาด ใครเป็นคนลงมือ ขอเพียงตรวจสอบต้องพบตัวเป็นแน่! ตอนนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย! ออกมาเสีย!”
ผู้พูดคือชายชราที่เป็นผู้อาวุโสของตระกูลมู่ ตอนนี้เขาตวาดขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างก็จ้องมองกันและกัน คล้ายกับอยากดูว่าเสื้อผ้าของใครถูกดึงจนขาดบ้าง ทว่าตอนนี้เอง ในดวงตาของชายวัยกลางคนคนนั้นพลันฉายแววเยียบเย็น เขาสาวเท้าก้าวใหญ่ออกไปข้างหน้า ชี้ชายชราคนนั้นด้วยความโมโห “ผู้อาวุโสสาม! ท่านเป็นคนผลักพวกผู้นำตระกูลใช่หรือไม่ ท่านยังกล้ากล่าวโทษคนอื่นที่นี่อีกหรือ ท่านทำให้ผู้นำตระกูลต้องตาย ยังมีหัวใจอยู่หรือไม่!”
เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้ว ทุกคนในตระกูลมู่อดงุนงงไม่ได้ ผู้อาวุโสสามทำร้ายผู้นำตระกูล? เป็นไปได้อย่างไร?
“เจ้า…เจ้า…เจ้าใส่ร้ายคนแล้ว!”
ผู้อาวุโสสามถูกใส่ร้ายเช่นนี้ ย่อมโกรธจนหน้าแดงก่ำ ตอนแววตาของเขาเห็นมุมหนึ่งตรงเสื้อของชายวัยกลางคน เขาอดที่จะเบิกตาโพลงไม่ได้ “เป็นเจ้า! เป็นเจ้าที่ผลักผู้นำตระกูล! เป็นเจ้าที่ทำร้ายพวกผู้นำตระกูล! แขนเสื้อของเจ้าแหว่งไป นี่คือหลักฐานที่ดีที่สุดแล้ว!”
แขนเสื้อถูกฉีกไปเสี้ยวหนึ่ง เขาคิดอยากปิดบังก็ปิดบังไม่ได้เสียแล้ว จะเปลี่ยนเสื้อก็เปลี่ยนไม่ทันแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงไม่คิดจะหลบซ่อน ไม่เช่นนั้นคงไม่ชี้นิ้วไปยังผู้อาวุโสสาม และปล่อยให้อีกฝ่ายมองเห็นแขนเสื้อที่ถูกดึงจนขาดไปเช่นนี้
ตอนนี้ฟังวาจาของผู้อาวุโสสามนั้น เขาพลันแค่นเสียงออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว “เหลวไหล! พวกเราอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว มีเสื้อของใครบ้างที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่เสียหาย ท่านมองดูทุกคนเถอะ เสื้อผ้าบนตัวใครบ้างไม่ถูกเกี่ยวขาดหรือแหว่งไป หากข้าลงมือกับพวกผู้นำตระกูลจริง ข้าจะยังมีหน้าไปชี้ท่านด้วยมือที่แขนเสื้อขาดไปเสี้ยวหนึ่งหรือ”
“เจ้า…เจ้าใส่ร้ายข้าแล้ว! นอกจากเจ้าแล้ว ใครกันจะกล้าลงมือกับผู้นำตระกูล ใครจะกล้า” ผู้อาวุโสคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
ชายวัยกลางคนฟังแล้วพลันหรี่ตา “ผู้อาวุโสสาม ข้ารู้ว่าท่านมีอคติต่อข้า แต่ไม่คิดเลยว่าท่านจะใช้ความตายของผู้นำตระกูลมาทำร้ายข้า จิตใจท่านชั่วร้ายนัก!”
……….