เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 103 ซือฝูชิง : ได้เลย มาสิ
โลกกว้างใหญ่ขนาดนี้ มีผู้คนเป็นพันล้านคน ทำไมพวกเขาถึงเลือกคนลงมือได้แม่นขนาดนี้!
เรือกวาดทุ่นระเบิดยังไม่แม่นขนาดนี้เลย
เฟิ่งซานนับถือนัก
ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ปล่อยผ่านไปไม่ได้อยู่ดี
ตอนที่เขาเห็นสองมือของซือฝูชิงเปื้อนเลือดที่ศาลาโบตั๋นริมน้ำเมื่อวาน เขาเองยังตกใจ
ในฐานะบอดี้การ์ดส่วนตัวที่อวี้ซีเหิงจ้างมาเอง บวกกับเรื่องที่อวี้ถังเกือบจะเป็นอะไรไป อวี้ซีเหิงจะปล่อยตระกูลเฉินไปได้อย่างไร
ผู้นำตระกูลเฉินแน่นิ่งไปทันที
ในหัวของเขาอื้ออึงราวกับถูกค้อนทุบเข้าตรงศีรษะอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว สีหน้าของเขาไร้สีเลือด “อะ อะไรนะ…ตระกูลอวี้ คุณหนูของตระกูอวี้เหรอ!”
เขาถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ เขาพยายามใช้เส้นสายความสัมพันธ์มากมายที่มี แต่ก็ยังไม่สามารถกู้มันกลับมาได้
หลายวันมานี้เขาพยายามหาวิธีที่จะทำให้ตระกูลอวี้ผ่อนปรนอย่างยากลำบาก
แต่หลังจากที่มีสายโทรศัพท์เข้ามาวันนั้น เมืองซื่อจิ่วก็ปิดทางเขาทันที เขาเข้าไปไม่ได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะพบผู้เฒ่าอวี้หรืออวี้ฉีซานได้อย่างไร
ใครจะไปรู้ว่า ตอนนี้เขาจะได้พบกับคนตระกูลอวี้ แต่กลับเป็นในสถานการณ์เช่นนี้
ผู้นำตระกูลเฉินไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณนายเฉินแตะใครไม่แตะ แต่ดันไปแตะต้องคุณหนูตระกูลอวี้ได้
นี่มันคางคกกระโดดลงหม้อร้อนๆ รนหาที่ตายเองชัดๆ!
สถานะของตระกูลอวี้ในเมืองซื่อจิ่วเป็นอย่างไร
เรื่องนี้ยังมีใครไม่รู้บ้าง!
ช่างโง่เขลาอะไรอย่างนี้!
ผู้นำตระกูลเฉินวิงเวียนไปชั่วขณะ แต่ก็ยังพยายามทนต่อไป “คุณผู้ชาย คุณผู้ชายท่านนี้! ทั้งหมดเป็นเพราะนังชั้นต่ำนั่นทำทั้งนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย!
ถ้าผมได้พบกับคุณหนูตระกูลอวี้ ผมจะต้องให้เกียรติดูแลเธอเป็นอย่างดีแน่นอน ต่อให้ผมจะใจกล้าแค่ไหน ผมก็ไม่กล้าแตะหรอก!”
“คุณมันเป็นผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบหรือความสามารถเลยนะ พอเกิดเรื่องคุณก็ปัดทิ้งให้พ้นตัวอย่างนี้เลย” เฟิ่งซานท่าทางรังเกียจ “เราได้สอบสวนมาแล้ว คนพวกนั้นก็เป็นคนของคุณ ถ้าไม่มีคุณให้ท้าย ภรรยาคุณจะโอหังได้ขนาดนี้เลยเหรอ”
“ที่สำคัญก็คือ คนที่พวกคุณคิดจะจับตัวไปคือคุณซือ ตัวเองจับคนผิดแล้วจะไม่เป็นไรอย่างนั้นเหรอ ยิ่งตายเร็วน่ะสิ จะมัวพูดจาเหลวไหลไร้สาระอะไรอีก เอาตัวไปเดี๋ยวนี้เลย!”
บอดี้การ์ดสองคนก้าวเข้าไปใส่กุญแจมือผู้นำตระกูลเฉินอย่างรวดเร็ว
“คุณ คุณซืออะไรนั่น…” ผู้นำตระกูลเฉินมีปฏิกิริยาทันที เขาร้องเสียงหลง “แต่ แต่เธอไม่ใช่…ไม่ใช่คนที่ตระกูลจั่ว…”
คนที่ตระกูลจั่วรับเลี้ยงดูจะมีความสัมพันธ์กับตระกูลอวี้ได้อย่างไร
ในฐานะคนเมืองหลินด้วยกัน ตระกูลเฉินรู้ดีว่า แม้ว่าตระกูลจั่วจะเป็นตระกูลที่โดดเด่นในเมืองหลินขนาดไหน แต่ต่อให้พวกเขาพัฒนาเติบโตต่อไปอีกสักสามสิบปีก็ยังเหยียบแม้แต่ธรณีประตูของตระกูลอวี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
“ตระกูลจั่ว?” เฟิ่งซานนิ่วหน้า น้ำเสียงของเขาเย็นชาลงไปอีก “คนอย่างคุณมีสิทธิ์สืบเรื่องของคุณซือด้วยเหรอ”
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าระหว่างตระกูลจั่วกับซือฝูชิงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
แต่ศัตรูของคุณซือก็คือศัตรูของเขาด้วย
เฟิ่งซานไม่ได้รู้สึกดีอะไรกับตระกูลจั่วอยู่แล้ว
ผู้นำตระกูลเฉินรู้สึกหมดหวังอย่างสิ้นเชิงแล้วในเวลานี้ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งเหนื่อยล้า “ตระกูลจั่วหลอกฉัน! พวกเขากล้าหลอกฉันได้ยังไง!”
ถ้าวันนั้นตระกูลจั่วไม่ได้โทรมาเป็นพิเศษ พวกเขาก็คงไม่สนใจซือฝูชิง แล้วเขาจะยอมให้คุณนายเฉินเอาคนไปใช้ได้อย่างไร
ตระกูลจั่วทำร้ายพวกเขาถึงขนาดนี้ได้ยังไง!
“โวยวายอะไรน่ะ” เฟิ่งซานยื่นนิ้วออกมากดจุดใบ้ของเขาอย่างรวดเร็วพลางพูดอย่างเย็นชา”ตระกูลจั่วก็จะต้องตามตระกูลเฉินไปในไม่ช้านี่แหละ ค่อยไปพบกันข้างในเถอะ”
ผู้นำตระกูลเฉินส่งเสียงอะไรออกมาไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เขาได้แต่ขึงตามอง สองขาเหยียดตรง
เขาถูกนำตัวไปอย่างรวดเร็ว
ตระกูลเฉินนับเป็นตระกูลที่ค่อนข้างร่ำรวย พวกเขามีทรัพย์สินจำนวนมากในเมืองหลิน แต่ตอนนี้พวกมันทั้งหมดกำลังถูกอายัดตรวจสอบ
เฟิ่งซานจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นก่อนจะออกไปอย่างเงียบเชียบ
ด้านนอก
อวี้ซีเหิงนั่งอยู่บนรถเข็น สายตาของเขามองไปข้างหน้า แต่กลับสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย “เรียบร้อยแล้ว?”
“เรียบร้อยแล้วครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเมืองหลินจะไม่มีตระกูลเฉินอีกต่อไปแล้ว” เฟิ่งซานรายงาน “เราตรวจสอบตระกูลเฉินคนอื่นๆ ทีละคนแล้ว คนที่ประวัติสะอาดก็ปล่อยพวกเขาไป และไม่ไปยุ่งกับชีวิตของพวกเขา บริษัทของพวกเขายังสามารดำเนินการไปได้ตามปกติ”
อวี้ซีเหิงพยักหน้าเบาๆ
“ยังมีกลุ่มคนที่ไปบ้านตระกูลเฉินวันนี้” น้ำเสียงของเฟิ่งซานเคร่งขรึมขึ้นมา “มีความเป็นไปได้มากกว่าจะเป็นคนของพันธมิตรพันกองทัพครับพี่เก้า”
“พันธมิตรพันกองทัพ?” ในที่สุดสีหน้าของอวี้ซีเหิงก็มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หลังจากที่เงียบไปพักหนึ่งเขาก็ถามขึ้น “คนแซ่เจียงมาด้วยหรือไม่”
“พี่เก้าเดาได้แม่นขนาดนั้นเลยเหรอ” เฟิ่งซานประหลาดใจ “คุณซือบอกว่า มีชายหนุ่มแซ่เจียงให้นามบัตรกับเธอ เขาชื่อเจียงสุ่ยหัน”
อวี้ซีเหิงดูเหมือนจะถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มบาง “แซ่เจียง ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว”
เฟิ่งซานไม่ค่อยจะเข้าใจประโยคนี้สักเท่าไร
แต่เมื่อพูดถึงพันธมิตรพันกองทัพ เขากลับจำได้ว่ามีการบันทึกช่วงแรกๆ ในหนังสือประวัติศาสตร์ว่ากระบี่หลงเชวี่ยอยู่ในมือของตระกูลเจียง
ตระกูลเจียงเป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุดภายใต้บังคับบัญชาของฮ่องเต้อิ้นในเวลานั้น พวกเขาคอยปกป้องชายแดนและรักษาประตูของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ที่น่าเสียดายก็คือตระกูลเจียงมีแต่ความจงรักภักดีเต็มเปี่ยม เด็กชายเด็กสาวทุกคนล้วนถูกฝังไว้ในสนามรบ กระทั่งไม่มีลูกหลานรุ่นหลังหลงเหลืออยู่เลย
ไม่อย่างนั้นแล้วในบรรดาตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ในปัจจุบันจะต้องมีตระกูลเจียงรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
เฟิ่งซานหยุดความคิดของตนเองก่อนจะพูดขึ้น “พี่เก้า ผมกำลังคิดว่าการมาของพันธมิตรพันกองทัพจะเกี่ยวข้องกับการที่คุณซือไปช่วยคุณผู้หญิงคนหนึ่งไว้หรือเปล่า”
อวี้ซีเหิงส่งเสียงอืมเบาๆ “เธอเป็นภรรยาของผู้นำพันธมิตรพันกองทัพคนปัจจุบัน”
เฟิ่งซานตกใจทันที “ภรรยาของผู้นำ?!”
เขาเห็นว่ามู่ชิงเมิ่งอ่อนแอมาก อีกทั้งยังเป็นโรคหัวใจ ให้ตายอย่างไรเขาก็นึกถึงความเชื่อมโยงของเธอกับพันธมิตรพันกองทัพไม่ออก
การเข้าออกพันธมิตรพันกองทัพใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ
แล้วพี่เก้าของเขารู้ได้ยังไง!
เฟิ่งซานไม่กล้าถาม
“พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก” อวี้ซีเหิงยกมือขึ้น “ไปดูเธอเสียหน่อย”
เฟิ่งซานเข้าใจทันที เขาไปด้านหลังแล้วขับรถออกมา
**
ทางด้านค่ายฝึกของรายการหนุ่มสาววัยใส
หลังจากที่ซือฝูชิงออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว เธอก็ซื้อโคล่าอีกสองสามกระป๋อง แล้วค่อยกลับไปที่รายการ
ช่วงนี้เธอไม่ต้องเจอกับเรื่องแย่งชิงขโมยอุปกรณ์อะไรอีก
นักเรียนทั้งหกคนในชั้นเรียนของเธอต่างก็รู้ความ ซือฝูชิงเลยผ่อนคลายขึ้นมาก
แต่เมื่อมองไปยังชั้นเรียนของหลินชิงเหยียนที่อยู่ถัดไปนั้นกลับพบว่ามันแตกต่างกันมาก
นับตั้งแต่ที่เธอรู้จากโปรดิวเซอร์ว่านักเรียนทุกคนในชั้นเรียนของเธอต่างก็ต้องการย้ายไปชั้นเรียนของซือฝูชิง อารมณ์ของเธอก็แย่ลง
เนื่องจากมีกล้องคอยจับภาพอยู่ เธอจึงต้องเก็บอาการ หลินชิงเหยียนต้องคอยเก็บกดความโกรธเอาไว้ทุกวันจนแน่นอกไปหมด เธอต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลมาหลายครั้งแล้ว
“เฮอะ ใครใช้ให้พวกเขาดูถูกเมนเทอร์ซือล่ะ” สวี่ซีอวิ๋นแค่นเสียงเยาะเย้ย “ตอนนั้นผมตาถึงมากที่เลือกเมนเทอร์ซือตั้งแต่แรก”
เซี่ยอวี้เหลือบมองเขาแล้วไม่พูดอะไรอีก
“พี่เซี่ย พี่ดูสิ การแสดงครั้งต่อไปจะมีคนถูกคัดออกครึ่งหนึ่ง พวกเราจะต้องทำให้เหยียนหยวนเจ๋อนั่นถูกคัดออกให้ได้” สวี่ซีอวิ๋นโมโหมาก “พี่เซี่ยเป็นราชายอดไลค์ ตอนนั้นพี่ก็เลือกเขามาแบทเทิลกับพี่เลยสิ!”
“อืม” เซี่ยอวี้ตอบรับอย่างเกียจคร้าน “ส่งเขากลับบ้าน อย่าให้รกหูรกตาเมนเทอร์ซืออีก”
“อ๊ะ!” จู่ๆ สวี่ซีอวิ๋นที่ยืมโทรศัพท์มือถือของเซี่ยอวี้มาอ่านข่าวก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
เซี่ยอวี้หันหน้ากลับมา “นายเห็นแสงสว่างและความยุติธรรมของนายแล้วเหรอ”
“เหลวไหลน่า ไม่ใช่ เมนเทอร์ซือคุณดูนี่สิ” สวี่ซีอวิ๋นวิ่งไปหาซือฝูชิง “ตระกูลจั่วกำลังมีงานศพอีกแล้ว นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่เดือนเดียวเอง พวกเขาไปทำให้สวรรค์โกรธมาหรือเปล่า”
คนล้มตายกันอย่างต่อเนื่อง
ซือฝูชิงเท้าศีรษะพลางเลิกคิ้ว “ไม่ได้ทำให้สวรรค์โกรธหรอก ทำให้ฉันนี่แหละโกรธ”
สวี่ซีอวิ๋นท่าทางจริงจัง “ผมเข้าใจแล้วครับว่าเมนเทอร์ซือเป็นเทพ!”
ซือฝูชิง “…”
แม้ว่าบางครั้งเธอจะทำตัวเป็นเด็กไปหน่อย แต่เมื่อเทียบกับสวี่ซีอวิ๋นแล้ว เธอถือว่าปกติมากทีเดียว
“ไม่ต้องอ่านแล้ว ซือฝูชิงยึดโทรศัพท์ “ต่อไปเรื่องพวกนี้จะเป็นเรื่องปกติแล้ว”
สวี่ซีอวิ๋น “???”
นี่หมายความว่าคนตระกูลจั่วจะตายกันอีกมากงั้นเหรอ!
เซี่ยอวี้เองก็เดินเข้ามาด้วย เขาโน้มตัวลง สายตาล้ำลึก “เมนเทอร์ซือไม่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เหรอครับ”
“ไม่ต้องการจริงๆ” ซือฝูชิงหยิบโทรศัพท์ออกมา “ฉันไปรับสายก่อน พวกนายรอแป๊บนึง”
เธอเดินออกไป “คุณน้ามู่ ฉันเองค่ะ ฉันไม่เป็นไร คุณน้าไม่ต้องเป็นห่วง ความตื่นเต้นตกใจไม่ดีต่อหัวใจ คุณน้าดื่มชาที่ฉันให้ตรงเวลามั้ยคะ”
“ดื่มแล้วจ้ะ” มู่ชิงเมิ่งระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “ชิงชิง เรื่องนี้ต้องโทษฉันด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน เธอก็คงไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับตระกูลเฉิน”
“คุณน้าเองก็เป็นผู้เสียหาย ผู้เสียหายอย่างคุณน้าจะโทษตัวเองอย่างนั้นได้ยังไง” ซือฝูชิงยิ้ม “คุณน้ามู่สบายใจได้เลย ถ้าฉันมีเวลาจะไปเยี่ยมคุณน้าที่เมืองซื่อจิ่ว”
ทั้งสองคนคุยกันต่ออีกเล็กน้อยก่อนที่จะวางสาย
มู่ชิงเมิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พาตัวมาที่เมืองซื่อจิ่วหรือยัง”
“ถูกขังอยู่ครับ” พ่อบ้านตอบ “แต่เพราะเธอตกใจมากก็เลยเป็นลมไป ทางฝ่ายราชทัณฑ์ต้องจัดการหน่อยครับ แล้วค่อยให้คุณนายไปที่นั่นพรุ่งนี้ จะได้ไม่รำคาญลูกตาคุณนายด้วย”
“ตกใจมากเหรอ” มู่ชิงเมิ่งแค่นเสียง “ตอนทำร้ายคนอื่นไม่คิดบ้าง แจ้งทางฝ่ายราชทัณฑ์ว่าไม่จำเป็นต้องใจอ่อนเพราะเห็นแก่ฉัน”
ใจอ่อนครั้งเดียวเกือบต้องตาย
แถมยังลากซือฝูชิงมาลำบากอีกด้วย
มู่ชิงเมิ่งใจดี แต่เธอก็ไม่ใช่แม่พระ
แม้ว่าคุณนายเฉินจะเป็นน้องสาวของตัวเอง แต่เธอก็จะไม่ปล่อยไป
พ่อบ้านพูดอย่างเคร่งขรึม “จะไปแจ้งทางนั้นตามที่คุณนายบอกครับ”
มู่ชิงเมิ่งโบกมือส่งสัญญาณให้เขาออกไป
เธอคิดอะไรเล็กน้อยก่อนจะโทรหาเจียงสุ่ยหัน “เสี่ยวเจียง ป้ามู่เองนะ อืม นายเลือกคนที่พอมีฝีมือหัวไวจากในทีมสักคนทิ้งไว้ที่เมืองหลินหน่อย
ใช่ ให้คุ้มครองชิงชิง เธอเป็นดาราไอดอล ต้องไปออกงานต่างๆ ฉันเห็นว่าบริษัทของเธอไม่ได้เตรียมบอดี้การ์ดไว้ให้เธอเลย บอกเขาว่าเป็นคำสั่งของฉันก็แล้วกัน”
“ครับ คุณนาย” เจียงสุ่ยหันรับคำ “จะทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดครับ เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะเลือกคนไว้ก่อน แล้วค่อยให้คุณซือมาเลือกเองอีกที”
เจียงสุ่ยหันรับปากแล้วก็ลงมือทำทันที เขารีบเลือกสมาชิกในทีมที่อายุยังน้อยคนหนึ่ง แล้วส่งข้อความหาซือฝูชิงเพื่อเชิญเธอมา
หลังจากที่เขาติดต่อเรียบร้อยแล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นและเห็นเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาทำหน้าบึ้งตึง “ทำหน้าแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“หัวหน้าเจียง ผมไม่อยากอยู่ที่นี่ครับ” เด็กหนุ่มไม่พอใจมาก “ทำไมผมต้องอยู่ที่เมืองหลินด้วย ทั้งๆ ที่ผมได้เลื่อนขั้นแล้ว ทำไมผมต้องอยู่ที่นี่คอยคุ้มครองไอดอลปลายแถวคนนึงด้วย”
ต้าซย่าทั้งห้ารัฐมีตระกูลร่ำรวยอยู่ไม่น้อย ซึ่งตระกูลส่วนใหญ่จะดูถูกวงการบันเทิง
นอกเสียจากว่าจะอยู่ในระดับเก๋อหลินเอิน
อวิ๋นหลานราชินีจอเงินอันดับหนึ่งของโลกมีแฟนคลับอยู่แม้แต่ในตระกูลมั่วและพันธมิตรพันกองทัพ
แต่ในโลกใบนี้จะมีอวิ๋นหลานได้สักกี่คน?
นอกจากคนในแวดวงคนดัง คนที่สามารถทำให้พวกเขาเคารพชมเชยได้ก็มีแต่นักวิจัยวิทยาศาสตร์และนักกีฬาระดับนานาชาติเท่านั้น
ดาราไอดอลเล็กๆ มีดีแค่หน้าตา แต่ไร้ชื่อเสียงมีอะไรคู่ควรให้คนจากพันธมิตรพันกองทัพคอยคุ้มครองด้วย
“มันเป็นคำสั่งของคุณนาย” น้ำเสียงเจียงสุ่ยหันยังคงอ่อนโยน แต่กลับสร้างความกดดันให้กับคนฟังได้ “นายจะขัดคำสั่งเหรอ”
“หัวหน้าเจียง!” เด็กหนุ่มหน้าแดง “ผมไม่ได้อยากขัดคำสั่งคุณนาย ผมหมายความว่าเธอไม่จำเป็นต้องให้พวกเราไปคุ้มครองเลย พวกเราจ้างบอดี้การ์ดจากหน่วยคุ้มกันต้าซย่ามาสักสองสามคน เลือกมือดีๆ หน่อยมาจัดการก็เหลือเฟือแล้ว”
“นายไม่ต้องร้อนใจไปก่อน” เจียงสุ่ยหันส่ายหน้า “ฉันยังต้องขอให้คุณซือมาเลือกดูก่อนอีก ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นนาย”
เด็กหนุ่มได้ยินอย่างนั้นแล้วยิ่งหน้ามุ่ยไปใหญ่ “หัวหน้า เธอยังเลือกได้อีกเหรอ”
ครั้งนี้เจียงสุ่ยหันไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงยืนรอซือฝูชิง
ซือฝูชิงมาถึงตอนเวลาหกโมงครึ่ง
เธอมองไปยังบอดี้การ์ดที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีของพันธมิตรพันกองทัพ ก่อนจะอดเลิกคิ้วขึ้นมาไม่ได้เมื่อเห็นว่าหนึ่งในนั้นกำลังมองเธอด้วยสายตาเกลียดชัง
“คุณซือ” เจียงสุ่ยหันก้าวเข้าไป “พบกันอีกแล้ว ยินดีที่ได้พบนะครับ”
ซือฝูชิงพยักหน้า “คุณเจียงมีเรื่องอะไรเหรอคะ”
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ” เจียงสุ่ยหันอธิบาย “คุณนายอยากจะเลือกบอดี้การ์ดให้คุณซือสักคนหนึ่ง ทางผม…”
เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านข้างกระซิบเสียงเบา “หัวหน้า ถ้าเธอสามารถรับมือผมได้สามกระบวนท่า ผมจะยอมเป็นบอดี้การ์ดให้เธอ”
เจียงสุ่ยหันมองเขาด้วยสายตาตักเตือน “หุบปาก”
เด็กหนุ่มหุบปากอย่างจำใจ
“หือ?” ซือฝูชิงหรี่ตาจิ้งจอกของเธอ สายตาพลันจับจ้องไปยังเด็กหนุ่ม “เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ”
เด็กหนุ่มพูดออกมาอย่างไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป “ผมบอกว่า ถ้าคุณรับมือผมได้สักสามท่า ผมจะเชื่อฟังคุณ”
พอเขาพูดจบ บอดี้การ์ดคนอื่นๆ ก็หันมามองทันที
สีหน้าของเจียงสุ่ยหันเจื่อนลงเล็กน้อย แววตาตักเตือนจริงจังมากขึ้น
“อ้อ” ซือฝูชิงลูบคางพลางกะพริบตา “หมายความว่านายต้องการจะสู้กับฉันใช่มั้ย”
“สู้?” เด็กหนุ่มมองหญิงสาวขึ้นๆ ลงๆ อย่างดูถูกเหยียดหยาม “ถ้าจะใช้คำว่าสู้ สองฝ่ายก็ต้องมีกำลังเท่าๆ กัน ผมฝึกมากี่ปีแล้ว คุณยังคิดที่จะสู้กับผมอีกเหรอ แค่คุณรับท่าของผมได้ก็เก่งมากแล้ว
ว่ายังไง ตกลงมั้ย”
ซือฝูชิงบีบกระป๋องโคล่า
ตึง! เธอยกมือโยนมันลงกึ่งกลางถังขยะที่อยู่ไกลออกไปอย่างเหมาะเจาะ
เธอเดินเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน “ได้เลย มาสิ”