เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 104 มีแต่คนอยากเปิดโปงตัวตนของฉันอยู่เรื่อย
“…”
ชั่ววินาทีนั้นบรรยากาศรอบด้านพลันตกอยู่ในความสงบ
รวมถึงเด็กหนุ่มที่เอ่ยถึงเรื่องต่อสู้ก็พลอยแน่นิ่งตามไปด้วย
มีเพียงเจียงสุ่ยหันที่กำลังยืนเอามือไพล่หลังอยู่ด้านข้างด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ซือฝูชิงขยับข้อมือข้อเท้าครู่หนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้น “นิ่งอยู่ทำไมล่ะ เข้ามาสิ”
หลังจากเด็กหนุ่มหายตกตะลึงก็ได้สติกลับมา “มั่นใจเหรอ!”
เหตุที่เขาพูดประโยคนั้นออกไปก็เพื่อทำให้เธอรู้สึกกลัวจนถอยไปเอง แต่ทำไมถึงไปกระตุ้นทำให้เธอหัวร้อนขึ้นมาได้นะ
“ไม่ใช่ว่า” ซือฝูชิงหรี่ดวงตาจิ้งจอก “นายคงไม่ได้แค่ข่มขู่ฉันหรอกนะ”
เธอวอร์มร่างกายพร้อมแล้วด้วยซ้ำ
ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังอยากพูดอะไรบางอย่าง เจียงสุ่ยหันก็ชิงเปิดปากก่อน “ซังลู่ บรรพบุรุษสอนไว้ว่า พูดอะไรเอาไว้ต้องทำตามนั้น”
เวลานี้เด็กหนุ่มไม่กล้าพูดจาไร้สาระแม้แต่คำเดียว ตั้งท่าเตรียมบุกทันที “บอกไว้ก่อนนะ เจ็บตัวจากการต่อยตีเป็นเรื่องธรรมดา ถึงเวลานั้นคุณอย่าแจ้นไปฟ้องคุณนายก็แล้วกัน”
“พูดจาไร้สาระให้มันน้อยๆ หน่อย” ซือฝูชิงใช้มือทั้งสองข้างกอดอก “ถ้าต่อยตีแล้วปากมากเหมือนนาย ป่านนี้คงถูกคู่ต่อสู้ซัดล้มไปกองที่พื้นตั้งนานแล้ว”
ประโยคนี้ทำเอาซังลู่ไฟโทสะปะทุ “ผมไม่มัวพูดเหตุผลบ้าบออะไรหรอก คุณรีบเข้ามาเถอะ”
“ฉันเริ่ม?” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “ถ้าฉันเริ่มนายคงไม่มีโอกาสได้ลงมือ รีบปล่อยสามกระบวนท่าของนายมาเถอะ ฉันรออยู่”
เธอยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีสุขุมท่ามกลางความวุ่นวายนี้
ซังลู่กัดฟันกรอด ขยับฝ่าเท้าพร้อมกำหมัด จากนั้นก็พุ่งจู่โจมซือฝูชิงด้วยความรวดเร็ว
ซือฝูชิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม ขยับเอียงศีรษะเพียงเล็กน้อยก่อนเบี่ยงหลบหมัดนั้นได้
ซังลู่สีหน้าเปลี่ยน แต่เขาก็ไม่หยุดเลยสักนิด ปล่อยหมัดที่สองออกไปอย่างฉับไว!
ซือฝูชิงยังคงเบี่ยงหลบได้ แถมยังหาวหวอดใหญ่ด้วยท่าทีเกียจคร้าน
“คุณมัวแต่หลบอยู่ได้” พอจู่โจมสองครั้งแล้วไม่โดน ซังลู่ก็ลนลานไม่น้อย “ตกลงกันแล้วว่าตั้งรับท่าไม่ใช่เอาแต่เบี่ยงหลบ!”
แต่หลบแรงจู่โจมของเขาได้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอเคลื่อนไหวรวดเร็ว ซึ่งเขาก็ยอมรับแล้ว
“หลบที่ไหนกัน” ซือฝูชิงคลี่ยิ้มออกมาด้วยท่าทีไม่รีบไม่ร้อน “เป็นเพราะรอรับสามกระบวนท่าของนายต่างหาก”
“พูดจาซี้ซั้วชัดๆ!” ซังลู่แค่นเสียงเย็นชาก่อนปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง
สวบ!
ศีรษะของซือฝูชิงเอียงเล็กน้อยก็สามารถเบี่ยงหลบหมัดของเขาเป็นครั้งที่สามได้
เวลานี้ซังลู่ร้อนใจขึ้นมาแล้วจริงๆ “ยังหลบอยู่นั่นแหละ…เฮือก!”
คำพูดหลังจากนั้นยังพูดไม่ทันจบก็กระอักออกมาก่อน
เพราะการเคลื่อนไหวของซือฝูชิงนั่นเอง
เธอยื่นแขนออกมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบก่อนคว้าแขนที่ปล่อยหมัดของเขาเอาไว้ได้ จากนั้นก็บิดแขนอย่างแรง
พลั่ก!
ขาทั้งสองของซังลู่งอพับจนล้มลงกับพื้นอย่างแรง
แต่นี่ยังไม่จบ
ข้อมืออีกข้างของซือฝูชิงขยับหนึ่งที สันมือก็จ่อตรงลำคอของเขาแล้ว
ทั้งๆ ที่เห็นว่าไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมาย แต่ซังลู่กลับออกแรงขยับเขยื้อนไม่ได้เลยสักนิด เขาอดเบิกตากว้างไม่ได้
“เป็นไง” ซือฝูชิงจับบ่าของเขาไว้แล้วกดเขาลงกับพื้นด้วยท่าทีสบายๆ “แบบนี้ถือว่ารับสามกระบวนท่าของนายได้ไหมล่ะ”
บอดี้การ์ดคนอื่นๆ รอบข้างต่างหน้าชาวาบ
ตอนนี้พวกเขาเข้าใจแล้ว สามกระบวนท่าที่ซือฝูชิงหมายถึงคืออะไร
ยอมให้ซังลู่ได้ปล่อยออกมาสามกระบวนท่าก่อน
มิเช่นนั้นคงล้มพับตั้งแต่ยังไม่ได้ปล่อยกระบวนท่าที่หนึ่งออกมาเลยด้วยซ้ำ
ซือฝูชิงคลี่ยิ้ม “ถ้าไม่นับ พวกเราก็มาต่อกันรอบสอง”
เธอนึกเสียใจอยู่บ้าง เพราะเธอยังซัดไม่สะใจเลย
“นับๆ!” ซังลู่เจ็บระบมรีบตะโกนเสียงดังขึ้นมา อยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด “ผมยอมแล้ว คุณอย่าทำอีกเลย! ผมยอมแล้วจริงๆ!”
ล้อเล่นน่า รอบแรกเขาก็กลายเป็นแบบนี้แล้ว ถ้ามีรอบสองเขาจะไม่สลบจนถูกหามตัวไปโรงพยาบาลเลยเหรอ
จากนั้นซือฝูชิงถึงคลายมือออก
ซังลู่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นสามนาทีเต็มถึงค่อยๆ มีแรงขึ้นมาบ้าง
เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าซือฝูชิงแล้วโค้งคำนับให้อย่างจริงใจ เอ่ยเสียงดังว่า “คุณซือ วันหน้าผมก็คือบอดี้การ์ดของคุณครับ!”
“ฉันไม่ได้ต้องการบอดี้การ์ด” ซือฝูชิงเหลือบมองเขา “ตัวฉันเองก็เป็นบอดี้การ์ด แล้วจะมีนายไปทำไม ถ้านายไม่ได้บอกว่าจะสู้กับฉัน ฉันคงไม่มาหรอก”
คิดจะแย่งเงินเธอเหรอ!
ซังลู่เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “อะ…อะไรนะ”
เจียงสุ่ยหันก็แปลกใจมากเช่นกัน “คุณซือไม่ได้เป็นไอดอลหรอกเหรอ ทำไมถึงเป็นบอดี้การ์ดด้วยล่ะ”
“เฮ้อ ชีวิตคนเรามันลำบาก” ซือฝูชิงถอนหายใจเสียงเบา “เลี้ยงสัตว์ก็มีแต่ค่าใช้จ่าย ฉันเลยทำได้แค่หางานทำให้มากหน่อย”
“อย่างนั้นเองเหรอ” เจียงสุ่ยหันพยักหน้าแล้วจดจำประโยคนี้ไว้
“ถ้าไม่มีอะไรฉันไปล่ะ” ซือฝูชิงปัดไม้ปัดมือ “ว่าแต่ถ้านายอยากติดตามฉันจริงๆ ก็ได้นะ พาหมาเดินเล่นเป็นไหม”
ซังลู่ลืมเรื่องที่เคยพูดไปก่อนหน้านี้นานแล้ว เขาลุกขึ้นยืนตัวตรง “เป็นครับ!”
“ได้” ซือฝูชิงตอบรับ “งั้นตอนฉันไปทำงาน นายก็ช่วยพาหมาไปเดินเล่นแล้วกัน”
ซังลู่เผยสีหน้าเริงร่าก่อนเดินตามไป
บอดี้การ์ดคนอื่นๆ มองเขาด้วยท่าทีเย็นชาแฝงไปด้วยความอาฆาต
เจียงสุ่ยหันหันหน้าไป “เอาวิดีโอที่อัดเมื่อกี้มาให้ฉันดูที”
“หัวหน้าเจียง อยู่นี่ครับ ดูเลยครับ” รองหัวหน้าเดินรุดหน้าเข้ามาหา “ผมดูไปแล้วรอบหนึ่ง เธอไม่ได้ใช้แรงมากมายอะไรเลย มือไม้ว่องไวมาก ท่วงท่าการต่อสู้ก็น่าประหลาด ทุกกระบวนท่าที่เธอปล่อยออกมามีแต่ความโหดเหี้ยม”
เจียงสุ่ยหันดูวิดีโอด้วยสายตาที่นิ่งขรึม “จริงด้วย”
ทุกการเคลื่อนไหวของซือฝูชิงในวิดีโอล้วนคิดเอาชีวิตอีกฝ่าย
แต่เธอรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าเธอใช้กระบวนท่าพวกนี้จู่โจมอีกฝ่ายจริงๆ คงสามารถเอาชีวิตของซังลู่ได้แน่นอน ดังนั้นตอนปะทะระยะประชิดเลยยั้งมือได้ทันท่วงที
ปกติแล้วการต่อสู้นั้นออกแรงง่ายแต่ยั้งมือยาก
ทว่าซือฝูชิงกลับยั้งมือได้อย่างง่ายดาย เห็นได้ชัดว่าพื้นฐานของเธอแข็งแกร่งอย่างมาก
“ซือฝูชิงไม่ต้องการบอดี้การ์ดจริงๆ” รองหัวหน้าเอ่ยด้วยสีหน้าซับซ้อน “หัวหน้าเจียง ผมรู้สึกว่าเธอสามารถซัดสมาชิกทุกคนให้ล้มหมอบลงกับพื้นได้เลย รวมถึงหัวหน้าด้วย”
เจียงสุ่ยหันมองเขาด้วยรอยยิ้ม “หืม?”
“หัวหน้าเจียง คุณเชื่อเถอะ” รองหัวหน้าพึมพำกับตัวเอง “ฝีมือของซือฝูชิงสุดยอดมากๆ ไม่รู้ว่าไปเรียนมาจากไหน”
เจียงสุ่ยหันฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม “ฉันคิดว่าเรียนมาจากไหนไม่สำคัญ สำคัญแค่ว่าคุณนายเชื่อใจก็พอแล้ว”
รองหัวหน้าเห็นพ้องต้องด้วย “ด้วยฝีมือของซือฝูชิง หากคิดจะทำอะไรคุณนายคงลงมือทำไปนานแล้ว”
เจียงสุ่ยหันพูดขึ้น “พวกเราอยู่เมืองหลินต่ออีกสักสองสามวัน”
รองหัวหน้าตอบรับ “ครับ”
เพราะเขาอยากสอดส่องดูซือฝูชิงต่ออีกสักหน่อย
**
เช้าวันถัดมา
ค่ายฝึกซ้อมรายการหนุ่มสาววัยใส
หลังจากตอนที่สี่ของรายการออนแอร์ไปไม่กี่วัน ทางทีมงานก็ปล่อยคลิปเบื้องหลังออกไปบางส่วน
โปรดิวเซอร์รู้จุดขายเรียกเรตติ้งจากซือฝูชิง คลิปเบื้องหลังมีความยาวยี่สิบนาที ซึ่งสิบห้านาทีกลายเป็นของเธอไปหมดแล้ว
อีกทั้งถ่ายโคลสอัพเป็นระยะๆ ซูมให้เห็นถึงความงามของเธอ
เหล่าแฟนคลับต่างชอบใจไม่น้อย
ยอดวิวของคลิปเบื้องหลังตอนที่สี่นั้นมากกว่ายอดวิวของรายการตอนที่สองเสียอีก
ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์เป็นอย่างมาก
“วันนี้ลู่หนิงเซิงจะกลับมาแล้วใช่ไหม” ผู้กำกับลุกขึ้น “รีบลงไปรับกันเถอะ พอดีเลยเราจะได้ออกไปถ่ายวิวข้างนอกด้วย มีเขาคงช่วยทำให้บรรยากาศครึกครื้น”
พนักงานต่างวุ่นอยู่กับการทำงาน
ด้านนอกมีเสียง ปี๊ด ดังขึ้น
พอซือฝูชิงได้ยินก็เดินออกมาถามว่า “ทำอะไรกัน”
พนักงานที่อยู่ด้านนอกรีบตอบ “เทพีลู่กลับมาแล้ว”
“เทพีลู่?” สวี่ซีอวิ๋นยื่นศีรษะออกไป “แขกรับเชิญพิเศษของพวกเรากลับมาแล้วเหรอ”
ลู่หนิงเซิง เทพีแห่งต้าซย่า
เคยถูกเสนอชื่อได้รับรางวัลด้านดนตรีของเฮรามาก่อน
รางวัลด้านดนตรีในรัฐต้าซย่าถูกเธอคว้ามาจนเรียบ
แถมเธออายุยังไม่ถึงสามสิบปีด้วยซ้ำ อนาคตไกลมากทีเดียว
“เมนเทอร์ซือ คุณต้องไปก่อนนะครับ” พนักงานรีบเปิดปากบอก “เมนเทอร์คนอื่นๆ ลงไปกันหมดแล้ว”
“ได้” ซือฝูชิงลุกขึ้น “ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ เซี่ยอวี้พวกนายก็เตรียมตัวให้ดี เดี๋ยวจะมีรถไปส่งพวกนายโดยเฉพาะ”
เซี่ยอวี้พยักหน้า
ชั้นหนึ่ง
พนักงานกำลังช่วยแบกกระเป๋า
ลู่หนิงเซิงเดินเข้ามาพลางถอดแว่นตาดำและหมวกออก
หลินชิงเหยียนเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม “ลู่หนิงเซิง คุณกลับมาแล้ว คุณ… ”
ทว่าเธอยังพูดไม่ทันจบก็เห็นดวงตาของลู่หนิงเซิงเป็นประกายวิบวับ อีกทั้งยังส่งเสียง “ว้าว” ขึ้นมา
ภายในใจของหลินชิงเหยียนพลันแตกสลาย
ลู่หนิงเซิงรีบเร่งฝีเท้าเดินก้าวขึ้นหน้าไป “เป็นผู้หญิงที่สวยมากจริงๆ ได้ยินกิตติศัพท์มาว่าต้าซย่ามีคนสวยโผล่ขึ้นมาอีกคน ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าหน้าตาจะเป็นแบบไหน”
ทันใดนั้นเธอก็วางกระเป๋าลงก่อนใช้แอลกอฮอล์ล้างมือ “ให้ฉันลองบีบหน่อยสิ นุ่มมือสุดๆ เหมือนบีบนุ่นเลย”
ซือฝูชิง “…”
หน้าของเธอ
ใกล้ถูกบีบจนกลมเป็นก้อนแล้ว
“ลู่หนิงเซิง” พอลู่หนิงเซิงบีบเสร็จก็ยื่นมือส่งให้ด้วยท่าทีพออกพอใจ “ในเมื่อเมนเทอร์ซือล้างเครื่องสำอางออกแล้ว งั้นพวกเราก็มาทำความรู้จักกันใหม่ละกัน”
ซือฝูชิงจับมือเธอพร้อมพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่เจอลู่หนิงเซิงมาหลายวัน ยังสง่างามเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยค่ะ”
“ก็แค่เปลือกนอกเท่านั้นแหละ” ลู่หนิงเซิงโบกมือปัด “ไปๆ ผู้กำกับบอกว่าวันนี้เราจะไปถ่ายทำกันที่ถนนคนเดิน ฉันนั่งรถคันเดียวกับเธอคงไม่ติดอะไรใช่ไหม”
ซือฝูชิงตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ “ไม่เลยค่ะ”
จากนั้นลู่หนิงเซิงก็ลากเธอเดินออกไป
หลินชิงเหยียนยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทีกระอักกระอ่วนใจ สองมือค่อยๆ กำแน่น เล็บจิกลงตรงกลางฝ่ามืออีกครั้ง
แม้แต่ลู่หนิงเซิงยังถูกซือฝูชิงดึงเข้าพวกโดยไร้สุ่มไร้เสียง
ซือฝูชิงเก่งมากจริงๆ
แววตาของหลินชิงเหยียนอึมครึมเล็กน้อย
เธอจนปัญญาจะเข้าหาลู่หนิงเซิงเลยทำได้แค่เลือกไปรถคันเดียวกับหลีจิ่งเฉินและอาจารย์สอนขับร้องอีกคน
บนรถ
เพื่อป้องกันไม่ให้ลู่หนิงเซิงยื่นอุ้งมือปีศาจมาจับเธออีก ซือฝูชิงเลยเลือกตำแหน่งที่นั่งข้างคนขับอย่างไม่คิดรีรอ
จากนั้นก็ล้วงหยิบมือถือขึ้นมาฟ้องอวี้ซีเหิง
[เจ้านายคะ ฮือๆๆ วันนี้มีคนบีบแก้มฉัน เจ้านายต้องซื้อประกันไว้ให้ฉันด้วยนะ!]
ครั้งนี้อวี้ซีเหิงตอบกลับด้วยตัวอักษรที่มากกว่าปกติเล็กน้อย
เจ้านาย : [อนุญาตให้เธอลงมือได้]
ซือฝูชิงเท้าคางแล้วใช้อีกมือพิมพ์ตอบกลับ
[ไม่ได้หรอก ก่อนหน้าที่ฉันจะเข้าวงการได้สัญญาไว้ว่าจะไม่ทำร้ายผู้หญิงสวยๆ เด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงหน้าตาสวยและน่ารักเป็นสมบัติล้ำค่าของโลกใบนี้!]
พอเห็นข้อความนี้ อวี้ซีเหิงก็หลุบสายตาลงพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
เลี่ยงที่จะนึกถึงครั้งแรกที่พวกเขาเจอกันได้ยากเหลือเกิน
ไม่รู้ว่าจิ้งจอกตัวไหนลงไม้ลงมือโดยไม่ปริปากพูดอะไรก่อนเลยสักคำ
เจ้านาย : [เชื่อถือคำพูดของเธอไม่ได้]
ซือฝูชิงสัมผัสถึงกลิ่นทะแม่งๆ จากประโยคนี้ได้อย่างรวดเร็ว
[เจ้านาย ฉันสัญญาว่าหัวใจที่ฉันมีต่อเจ้านายไม่ว่าดวงตะวันจันทราหรือฟ้าดินต่างเป็นพยานได้! ฉันจะพูดจาปลิ้นปล้อนโกหกกับเจ้านายได้อย่างไร เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ล้วนบอกเจ้านายหมดเปลือก!]
เจ้านาย : [ความประพฤติดีไม่น้อย]
สองดวงตาของอวี้ซีเหิงหรี่ลงเล็กน้อย
เพิ่มทองแท่งสักนิดให้เป็นเงินเดือนแล้วกัน
เขาเห็นเธอเลี้ยงปี่เซียะตัวนั้นแล้วออกจะดูตัวเล็กเกินไปหน่อย
“พี่เก้า ผมไม่ได้เป็นคนโปรดแล้วใช่ไหม” เฟิ่งซานที่อยู่ด้านข้างเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ผมได้ยินมาว่าพันธมิตรพันกองทัพส่งตัวบอดี้การ์ดไปประกบคุณซือโดยเฉพาะ”
อวี้ซีเหิงได้ยินเช่นนั้น หว่างคิ้วก็ยังคงราบเรียบเช่นเดิม “นายเคยเป็นคนโปรดด้วยหรือ”
เฟิ่งซาน “…”
นั่นน่ะสิ
เป็นเขาเองที่เกาะขาคุณซือเอาไว้แน่น
“พันธมิตรพันกองทัพไม่มีทางทำร้ายซือฝูชิง อีกทั้งยังทำอะไรเธอไม่ได้ด้วย” อวี้ซีเหิงยกมือขึ้นเท้าคาง “มีคนเพิ่มมาให้เธอสั่งงานอีกคนก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน”
เฟิ่งซานครุ่นคิด “งั้นพวกเราจะปล่อยให้นำทิ้งห่างไม่ได้ เลือกคนจากตระกูลมั่วมาสักสองสามคนดีไหมครับ”
อวี้ซีเหิงเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่จำเป็น”
เฟิ่งซาน “?”
“ไม่มีประโยชน์”
เฟิ่งซาน “…”
นั่นน่ะสิ
พวกเขาอ่อนแอเกินไป
ถึงเวลานั้นเกรงว่าจะไม่ใช่พวกเขาที่ปกป้องคุณซือ แต่ถูกคุณซือปกป้องแทนต่างหาก
**
ส่วนทางนี้รถก็ขับมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
ทุกคนลงจากรถ ทางทีมงานก็มาถึงถนนคนเดินแล้วเช่นกัน
รอบด้านค่อนข้างโล่ง แต่ยังคงมีลูกค้าเดินประปราย
“กล้องเตรียมพร้อม” ผู้กำกับตรวจดูรอบด้านพร้อมเอ่ยกำชับ “ทางฝั่งซือฝูชิงเพิ่มอีกสักสองสามคนจะได้การันตีว่าถ่ายได้รอบด้านสามร้อยหกสิบองศา”
กิจกรรมถ่ายนอกสถานที่ในวันนี้มีเป้าหมายก็เพื่อให้เด็กฝึกเรียกคะแนนโหวตและเพิ่มกระแสรายการด้วย
ทางรายการแอบซ่อนกระดาษเล็กๆ ไว้บนถนนคนเดินไม่น้อย บนกระดาษจะมีภารกิจต่างๆ มากมาย
หากทำภารกิจสำเร็จก็จะได้คะแนนนิยมเพิ่ม
ถ้าเมนเทอร์หยิบกระดาษขึ้นมาแล้วทำภารกิจผ่านด่านสำเร็จ นักเรียนทุกคนในคลาสก็จะได้คะแนนเพิ่ม
พอเปิดไลฟ์ แฟนคลับที่เฝ้ารอมานานต่างก็ออนไลน์เข้ามาดู
[มาแล้วๆ! ขอบคุณทางทีมงานที่ทำให้วันนี้พวกเราได้เห็นภรรยาในที่แปลกตา!]
[ไม่รู้ว่าซือฝูชิงจะสุ่มโดนภารกิจอันไหน หวังว่าจะเป็นการร้องและเต้นนะ!]
[โปรดให้ผู้หญิงคนนี้ได้โชว์รูปโฉมหน้าตาของเธอดีๆ บ้างเถอะ]
ซือฝูชิงไม่ได้สนใจภารกิจเหล่านี้เลย
แต่หลังจากเธอได้ความโชคดีแรกกลับมา เห็นได้ชัดว่าเธอดวงดีขึ้นไม่น้อย
กระดาษแผ่นแรกของกลุ่มเมนเทอร์ถูกเธอหาเจอจนได้
“เมนเทอร์ซือหาได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอ” ลู่หนิงเซิงเอนตัวมาหาด้วยท่าทีตื่นเต้น “เปิดดูสิว่าเป็นอะไร”
“อืม ได้เลย” ซือฝูชิงเปิดกระดาษออก
กล้องขยับเข้าไปใกล้
บนกระดาษมีโจทย์คณิตอยู่หนึ่งข้อ
[???]
[เพื่อนๆ ทีมงานยังเอาโจทย์คณิตมาเล่นอีกเหรอ คุณจำได้หรือเปล่าว่าคุณเป็นรายการเฟ้นหาบอยแบนด์นะ]
[แก้โจทย์พวกนี้เหรอ แย่ล่ะ ยากมากด้วยสิ เป็นฝันร้ายในช่วงมัธยมปลายของฉันเลยนะ]
[ง่ายจะตายไป แก้โจทย์แค่นี้ฉันไม่กลัวหรอก]
“คณิตเหรอ” ลู่หนิงเซิงเอ่ยด้วยท่าทีตกใจ “ดูเหมือนจะยากด้วย”
ซือฝูชิงมองครู่หนึ่งก่อนพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ก็พอไหว”
“พอไหวเหรอ” หลินชิงเหยียนเงยหน้าขึ้นแล้วฉีกยิ้ม “เมนเทอร์ซือไม่เคยเรียนมัธยมปลาย คงไม่รู้ว่าโจทย์คณิตช่วงมัธยมปลายต้องแก้โจทย์พวกพาราโบลาและรูปวงรีสินะ”
[หืม เกือบลืมไปเลยว่าซือฝูชิงเป็นพวกที่เรียนหนังสือมาแค่เก้าปีอย่างแท้จริง]
[ซือฝูชิงไม่เคยเรียนมัธยมปลายคงไม่เคยได้ยินว่าอะไรคือไฮเปอร์โบลากับพาราโบลามาก่อนแน่ๆ]
[ไม่เคยเรียนมัธยมปลายมาก่อนแบบนี้ก็ออกจะห่วยไปหน่อยมั้ง ตรงนั้นมีใครไม่ได้จบปริญญาตรีบ้าง เทพีลู่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะจบมาจากวิทยาลัยการดนตรีนานาชาติเฮรา คนในต้าซย่าที่จะเข้าที่นี่ได้มีน้อยเพียงหยิบมือ]
วิทยาลัยการดนตรีนานาชาติเฮรา เป็นสวรรค์ชั้นสูงของคนที่เรียนด้านดนตรี
“หลินชิงเหยียน!” โปรดิวเซอร์ตบโต๊ะอย่างแรง “ยัยนี่คิดจะทำอะไรอีก ช่วยเอาความแค้นส่วนตัวไปแก้กันเองสองคนได้ไหม หลินชิงเหยียนไม่รู้ความสำคัญของรายการบ้างเลยหรือไง
กระดาษแผ่นนี้ถูกซ่อนไว้อย่างดี ทำไมถึงหาเจอได้นะ!”
โปรดิวเซอร์ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ผู้กำกับพ่นบุหรี่ครั้งหนึ่งก่อนถอนหายใจ “คงทำอะไรไม่ได้ เคยบอกต่อหน้าเป็นนัยๆ ไปหลายครั้งแล้ว ซึ่งทุกครั้งเธอก็รับปากด้วยท่าทีจริงจัง แต่ใครจะรู้ว่าพอเปิดไลฟ์สดขึ้นมากลับพูดจาแดกดันอีกฝ่ายให้อับอายซะได้”
สถานการณ์ของหลินชิงเหยียนกับซือฝูชิงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถึงแม้บริษัทที่ดูแลหลินชิงเหยียนจะไม่ได้ใหญ่โตเหมือนเทียนเล่อมีเดียแต่เธอก็เป็นเด็กดันของบริษัท เขาเลยจนใจจะทำเรื่องน่าเกลียดได้
“ถ้าเมนเทอร์ซือทำไม่เป็น งั้นก็เอามาให้ฉันเถอะ” หลินชิงเหยียนพูดต่ออีกว่า “คณิตของฉันไม่แย่เท่าไร”
พอพูดจบ เธอก็หันไปคลี่ยิ้มให้กล้อง “ตอนมัธยมปลายก็มีแต่คณิตศาสตร์ที่พอไปวัดไปวาได้ ตอนนั้นสอบได้ 108 คะแนน สุดท้ายฟิสิกส์ดันไม่ผ่าน ต้องขอโทษคุณครูสอนฟิสิกส์ด้วยจริงๆ ค่ะ”
[ว้าว ชิงเหยียนเก่งจัง! ฉันมักสอบคณิตไม่ผ่านตลอดเลย]
[ชิงเหยียนอาศัยความสามารถของตัวเองเข้าวิทยาลัยภาพยนตร์ต้าซย่า ไม่เหมือนใครบางคนที่แค่ออกจากประเทศไปแล้วกลับมาพร้อมวงเกิร์ลกรุ๊ป แต่ไม่มีประวัติการศึกษาอะไรสักอย่าง]
[ระหว่างไอดอลกับไอดอลย่อมมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ เข้าใจป่ะ]
เหล่าแฟนคลับต่างเดือดพล่าน
[คณิตได้ 108 คะแนนยังกล้าอวด อวดอะไรนักหนา]
[คอมเมนต์บน เด็กศิลป์สอบคณิตได้ 108 คะแนนก็ถือว่าสูงมากแล้ว ทำไมจะอวดไม่ได้]
[ขอบคุณนะ แต่อย่าเหมารวมเด็กศิลป์ทุกคนสิ ฉันก็เป็นเด็กศิลป์ที่สอบเข้าวิทยาลัยภาพยนตร์ต้าซย่าเหมือนกัน ไม่เก่งอะไรมาก ตอนนั้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 689 คะแนน]
“ผู้กำกับ จะส่ายกล้องไปทางหลินชิงเหยียนหน่อยไหม” รองผู้กำกับเอ่ยขึ้น “ทางฝั่งซือฝูชิง?”
“นายลองถามดูว่าให้ซือฝูชิงร้องเพลงได้ไหม” ผู้กำกับชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง “ซือฝูชิงร้องเพลงแล้วช่วยคลายบรรยากาศได้ จากนั้นเราก็กลบเกลื่อนเรื่องนี้ให้ผ่านไป”
รองผู้กำกับพยักหน้า ขณะที่กำลังจะทำตามนั้น ฉับพลันโปรดิวเซอร์ก็ตะโกนขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน!”
ผู้กำกับหันไปถาม “ทำไมเหรอ”
โปรดิวเซอร์ขมวดคิ้วพร้อมเผยสีหน้าตกตะลึงไม่น้อย “ดูสิ”
ผู้กำกับมองไปทางหน้าจอมอนิเตอร์หลังเวทีอย่างไม่เข้าใจ จากนั้นก็อดเบิกตากว้างไม่ได้
จอมอนิเตอร์หลัก ซือฝูชิงไม่ได้แค่ยื่นกระดาษที่เขียนแก้โจทย์แล้วส่งให้หลินชิงเหยียนเท่านั้น แต่ยังยกปากกาขึ้นมาด้วย
เธอบีบปากกาแล้วมองไปทางหลินชิงเหยียน “ใครบอกคุณว่าฉันไม่รู้จักพาราโบลากับไฮเปอร์โบลางั้นเหรอ”