เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 105 ความจริงคุณซือเก่งรอบด้านเลย
ไฮเปอร์โบลา?
พาราโบลา?
มันเป็นพื้นฐานของวิชาคณิตอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
มีอะไรให้น่าอวดกัน
ตอนที่เธอทำห้องทดลองระเบิด ไม่รู้ว่าคนพวกนี้เรียนท่องหนึ่งสองสามอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำ
ในเมื่ออยากเรียนฟิสิกส์ให้เก่ง คณิตจึงเป็นความสามารถพื้นฐานที่ควรเตรียมไว้
“ดูท่าถึงแม้เมนเทอร์ซือจะไม่เคยเรียนมัธยมปลายมาก่อน แต่เคยเรียนด้วยตัวเองอย่างนั้นเหรอ” หลินชิงเหยียนยังคงฉีกยิ้มประดับใบหน้า “แต่นี่เป็นส่วนที่ยากในวิชาคณิตของช่วงมัธยมปลายเลยนะ”
[เรื่องท่องบทจะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ช่าง แต่ซือฝูชิงไม่ใช่เด็กเรียนเก่งสักหน่อย]
[เรียนเองจนเก่งเหรอ แบบนี้ออกจะมั่นใจเกินไปหน่อยมั้ง]
[มีดีแค่หน้าตาจริงๆ ก็แค่แจกันประดับ]
ช่วงที่ซือฝูชิงกลับประเทศมามีคนเคยขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัวของเธอมาก่อน
ไม่เคยเรียนมัธยมปลาย แต่ใช้เส้นสายยัดเข้าไปอยู่ในวงสตาร์รี เกิร์ลกรุ๊ปได้ แถมเป็นตัวถ่วงของวงด้วย
แต่พอล้างเครื่องสำอางออกกลับไม่มีใครคิดว่าคนที่ไม่มีการศึกษาจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
หลินชิงเหยียนฉีกยิ้มอีกครั้ง “งั้นจะรอดูการแก้โจทย์ของเมนเทอร์ซือแล้วกัน”
จากนั้นช่างกล้องก็ย้ายมาอยู่ด้านหลังของซือฝูชิงแล้วจับภาพโฟกัสไปที่กระดาษในมือของเธอ
นิ้วของหญิงสาวเรียวยาวสวย ผิวพรรณเนียนละเอียดผุดผ่อง
[จะร้องแล้วนะ นิ้วนี้เป็นผลงานศิลปะมากกว่ามั้ง!]
[อ๊ากก ซือฝูชิงดูเขียนอย่างตั้งใจ เหมือนจะทำเป็นอยู่นะ]
[ลายมือสวย! ที่รักเคยฝึกมาใช่ไหม!]
[ตัวอักษรแค่นี้ก็ยังเอามาโม้…]
ใช้เวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งนาที ซือฝูชิงก็วางปากกาลงแล้วเดินถอยไปด้านหลัง “เอาละ เพิ่มคะแนนได้เลย”
พนักงานหยิบเอามาดูแล้วพูดอย่างตกใจ “ทำ…ทำถูกต้อง เมนเทอร์ซือเก่งมากๆ โจทย์ข้อนี้ค่อนข้างยาก แถมรวมอนุพันธ์ไว้ด้วย”
[??? ทำถูก? ไม่มั้ง ไม่ใช่ว่าซือฝูชิงไม่เคยเรียนมัธยมปลายมาก่อนเหรอ]
[เตี๊ยมบทกับทางทีมงานมาก่อนแน่นอน รายการโชว์ก็แบบนี้แหละ เขียนบทไว้ก่อนแล้ว]
[พูดตามตรงการสร้างภาพลักษณ์เป็นการดึงดูดแฟนคลับได้ดีจริงๆ แต่ของปลอมยังไงก็เป็นของปลอมอยู่วันยังค่ำ]
ลู่หนิงเซิงถือว่าเป็นทีมงานจึงไม่ได้เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ เธอเองก็ดูไลฟ์สดอยู่เช่นกัน
พอเหลือบเห็นประโยคนี้ เธอก็ขมวดคิ้วแล้วเดินออกมา
“เมนเทอร์ซือเข้าใจจริงๆ หรือเสแสร้งแค่ถามก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ” ลู่หนิงเซิงคลี่ยิ้มแล้วจ้องไปที่หน้ากล้อง “ฉันเองก็ไม่ได้เก่งคณิต พวกคุณตั้งโจทย์มาสักสองสามข้อ ฉันจะช่วยไปถามเมนเทอร์ซือให้”
หลังจากพูดจบเธอก็หันหน้าไปขยิบตาให้ซือฝูชิง
เหล่าแฟนคลับพากันฮือฮาขึ้นมาทันที
[โอ้ เทพีลู่ยังถ่อมตัว จบจากวิทยาลัยการดนตรีนานาชาติเฮราแบบนี้ยังคณิตแย่อีกเหรอ!]
[วิทยาลัยการดนตรีนานาชาติเฮราต้องเข้าสอบคัดเลือกระดับนานาชาติถึงจะเรียนได้ไม่ใช่เหรอ ถ้าคณิตไม่ดีคงเข้ารอบสัมภาษณ์ครั้งที่สองไม่ได้หรอก]
[คนเก่งช่างถ่อมตัวจริงๆ แต่คนไร้ความสามารถกลับผยอง]
ลู่หนิงเซิงรับคลิบบอร์ดที่เขียนโจทย์ไว้มาจากมือของผู้ช่วย “อ๋อ นี่เป็นแฟนคลับของเมนเทอร์ซือ มีมูสท่านหนึ่งบอกว่าเขากำลังแก้โจทย์คณิต อยากถามเมนเทอร์ซือว่าจุดโฟกัสของไฮเปอร์โบลาหายังไง”
จากนั้นซือฝูชิงก็เขียนสูตรลงบนกระดาษ
หลังจากเขียนเสร็จ เธอก็เปิดปากอธิบายด้วยท่าทีสบายๆ “ฉันศึกษาคุณสมบัติการมองเห็นของไฮเปอร์โบลามากกว่า แสงที่ปล่อยออกมาจากเส้นไฮเปอร์โบลา หลังจากผ่านการสะท้อนกลับจากไฮเปอร์โบลา ทิศทางของเส้นแสงที่สะท้อนกลับจะลาก...”
พอพูดจบก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วถามอย่างเอาใจใส่ “ฟังเข้าใจไหม”
[…]
[รบกวนแล้ว ฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด]
[ไม่งั้นเธอลองพูดอีกรอบ...แต่เอาเถอะ ต่อให้อธิบายใหม่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี]
[แต่จะว่าไปต่อให้ซือฝูชิงจะเตรียมตัวท่องมาแล้ว แต่พื้นฐานบทพูดของเธอก็ใช้ได้เลยนะ]
“ดูท่าทางเมนเทอร์หลินคงไม่เข้าใจ” ซือฝูชิงเอ่ยด้วยท่าทีเนิบนาบ“ก็จริง ถ้าเมนเทอร์หลินฟังเข้าใจ โจทย์คณิตสองข้อใหญ่สุดท้ายตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยต้องทำได้แน่นอน และคงไม่ได้แค่ 108 คะแนนแน่ๆ”
หลินชิงเหยียนหน้าแดงก่ำ “…”
[ฮ่าๆ ขำชะมัด เยาะเย้ยกันโต้งๆ เลย แกงกันสุดฤทธิ์]
[ตอนหลินชิงเหยียนลองข้อสอบที่ทำกันทั่วประเทศ ฉันยังจำได้ว่าง่ายมาก ขนาดคะแนนเฉลี่ยของห้องรุ่นพี่ฉันยังได้กัน 128 คะแนนเลย]
หลินชิงเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก “เมนเทอร์ซือฉลาดความรู้กว้างขวาง ช่างน่าเลื่อมใสซะจริงๆ”
“คุณต้องเลื่อมใสอยู่แล้ว” ซือฝูชิงยังคงทำท่าเหนื่อยหน่ายเช่นเดิม “ในเมื่อฉันทั้งสวยกว่าคุณและเก่งกว่าคุณ”
หลินชิงเหยียนเลือดขึ้นหน้าอีกครั้ง
[หยิ่งดี! ฉันชอบ!]
[ต้องจี้จุดที่เจ็บปวดของยัยหลินนี่! แล้วซัดให้หน้าหงายไปซะ!]
ซือฝูชิงทำภารกิจแรกสำเร็จ เด็กฝึกในห้องทั้งหกคนจึงได้เพิ่มอีกหมื่นคะแนน
กลุ่มเมนเทอร์พักครู่หนึ่ง จากนั้นกล้องก็เลื่อนมาจับภาพพวกเด็กฝึก
พอไม่มีกล้องจับ หลินชิงเหยียนก็ผ่อนลมหายใจ
เธอถูกทิ้งไว้อยู่ข้างหลัง พอเห็นลู่หนิงเซิงเกาะแขนซือฝูชิง แววตาก็ยิ่งอึมครึม
เธอต้อคิดหาวิธีกดความจองหองของซือฝูชิงไว้ให้ได้ มิเช่นนั้นเธอจะกลายเป็นแค่ตัวประกอบอย่างสมบูรณ์
**
เวลานี้ ณ หน่วยพันธมิตรพันกองทัพเมืองซื่อจิ่ว
มู่ชิงเมิ่งกำลังรวบรวมสมาธิดูไลฟ์สดของรายการหนุ่มสาววัยใส
ประตูถูกเคาะขึ้น ด้านนอกมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม “คุณนายครับ”
“เข้ามา” มู่ชิงเมิ่งเปิดปาก ทว่าสายตาไม่ได้ละไปจากหน้าจอเลย
ประตูถูกผลักเปิดออก จากนั้นเจียงสุ่ยหันก็เดินเข้ามา
เมื่อเห็นมู่ชิงเมิ่งมีอารมณ์นั่งดูทีวี เขาก็พูดด้วยรอยยิ้ม “สีหน้าคุณนายดูดีมากเลยนะครับ”
“เสี่ยวเจียง นายกลับมาแล้วเหรอ” มู่ชิงเมิ่งดีใจไม่น้อย “มานี่เร็วเข้ามาๆ รายการวันนี้ของชิงชิงกำลังถ่ายทอดสดอยู่พอดี นายเองก็มาดูด้วยกันสิ”
เจียงสุ่ยหันพยักหน้าแล้วนั่งลงด้านข้าง “คนอื่นๆ ยังอยู่ที่เมืองหลิน ผมหายาขนานหนึ่งให้คุณนายได้พอดีเลยกลับมาก่อน อีกเดี๋ยวต้องไปเมืองหลินอีกครับ”
“ดีๆ เจอตัวแล้วนายว่าเป็นไงบ้าง” มู่ชิงเมิ่งเอ่ยด้วยท่าทีตื่นเต้น “ชิงชิงไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ”
เจียงสุ่ยหันยิ้มตอบ “คุณซือไม่เลวเลยครับ”
“เห็นไหมล่ะ” มู่ชิงเมิ่งยิ่งดีใจ “ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีใครสักคนเข้ากับฉันได้ เทียบกับเด็กบ้าที่บ้านฉันแล้วเข้าตากว่าเยอะเลย”
เจียงสุ่ยหันทำได้แค่ฉีกยิ้ม
จากนั้นประตูก็ถูกเคาะอีกครั้ง
เป็นพ่อบ้านนั่นเอง
“คุณนายครับ พาตัวมาแล้วครับ”
มู่ชิงเมิ่งหุบยิ้มก่อนเสียงจะขรึมลง “พาตัวเข้ามา”
ปึก!
คุณนายเฉินถูกบอดี้การ์ดสองคนโยนลงบนพื้น
เธอผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่เสื้อผ้ายังอยู่ดีไม่มีฉีกขาด
ถึงแม้รอยแผลบนร่างกายจะถูกทำความสะอาดมาแล้วรอบหนึ่ง แต่ก็ยังดูน่าอนาถไม่น้อย
มู่ชิงเมิ่งเผยสีหน้าเคียดแค้น พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เธอเองก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ทำไมถึงทำเรื่องน่าขยะแขยงแบบนั้นได้”
“พวกเขาล่วงเกินฉันย่อมต้องชดใช้สิ!” คุณนายเฉินตอบสีหน้าขึงขัง “แต่คิดไม่ถึงว่าพี่จะได้ดีกว่าฉันซะอีก แถมยังปิดเรื่องเก่งมากด้วย”
ตอนนี้คุณนายเฉินก็ฉลาดขึ้นมาแล้วเหมือนกัน
สามารถพาตัวเธอมาเมืองซื่อจิ่วได้อย่างเงียบเชียบแบบนี้ ต่อให้เธอจะไม่แน่ใจสถานะของมู่ชิงเมิ่งเท่าไร แต่รู้ดีว่าเป็นคนที่เธอจะหาเรื่องด้วยไม่ได้ง่ายๆ แน่นอน
เธอไม่ยอม…ไม่ยอม!
ทั้งๆ ที่ตอนแรกพ่อกับแม่ให้ความสำคัญกับเธอมากกว่า คนที่อยู่เหนือกว่ามู่ชิงเมิ่งควรเป็นเธอ ทำไมถึงกลับตาลปัตรกลายเป็นเธอถูกเหยียบแทนได้
คุณนายเฉินรู้สึกเพียงว่าใจคันยุบยิบเหมือนมดกัด แผ่นหลังชาวาบ แต่มากกว่านั้นคือความหวาดกลัว แต่เธอก็ไม่อยากยอมศิโรราบให้มู่ชิงเมิ่ง
ถึงอย่างไรเธอก็เป็นน้องสาวแท้ๆ ของมู่ชิงเมิ่ง เธอไม่เชื่อหรอกว่ามู่ชิงเมิ่งจะกล้าทำอะไรตนได้
มู่ชิงเมิ่งกำที่วางแขนเก้าอี้แน่น จนกระทั่งได้ยินเสียง ครืด อย่างแผ่วเบา
เจียงสุ่ยหันเปิดปากอย่างรู้เวลา ยิ้มกล่าว “คุณนายกำลังดูทีวีอยู่ อย่าให้สิ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดมาทำลายสมาธิของคุณนายเลย เดี๋ยวฉันพาตัวออกไปเอง”
พ่อบ้านตอบกลับเสียงนอบน้อม “ลำบากคุณเจียงแล้ว”
เจียงสุ่ยหันเดินตรงเข้าไปหิ้วตัวคุณนายเฉินที่กรีดร้องดีดดิ้นออกไปอย่างง่ายดายโดยไม่คิดสนใจใดๆ ทั้งสิ้น
คนที่เข้ามาในแดนอาญา ต่อให้คิดอยากตายกลับเป็นเรื่องง่ายดายเกินไป
เจียงสุ่ยหันกดโทรศัพท์โทรออก “อืม ซังลู่ รอคุณซือถ่ายรายการเสร็จ นายบอกเธอหน่อยแล้วกันว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว”
**
ทางฝั่งเมืองหลิน
ซือฝูชิงยังคงถ่ายรายการอยู่
ตลอดช่วงเช้า ในทีมเมนเทอร์มีเพียงซือฝูชิงที่หากระดาษเจอแล้วคว้าสามหมื่นคะแนนให้พวกเซี่ยอวี้ได้สำเร็จ
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วพักผ่อนได้ไม่นาน ทางรายการก็ดำเนินการถ่ายต่อ
“แค่กๆ!” ลู่หนิงเซิงเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ ก็ไออย่างหนัก สีหน้าพลอยซีดเซียวตามไปด้วย
ซือฝูชิงเปิดฝาแก้วน้ำร้อน “อาจารย์ลู่?”
ลู่หนิงเซิงดื่มน้ำไปสองสามอึก จากนั้นก็กินยาไปเม็ดหนึ่ง
หลังจากดีขึ้น เธอก็ส่ายศีรษะกล่าวยิ้มๆ “ไม่เป็นไร โรคประจำตัวนิดหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก”
ซือฝูชิงกวาดตาสำรวจลู่หนิงเซิงครู่หนึ่ง “ครั้งนี้ออกนอกประเทศไป อาจารย์ลู่คงไม่ได้เข้าร่วมอะไร แต่ไปรักษาตัวมากกว่ามั้ง”
ลู่หนิงเซิงชะงัก ผ่านไปนานถึงผ่อนลมหายใจ “ใช่ ฉันไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ แต่น่าเสียดาย…”
น่าเสียดายที่คอของเธอรักษาให้หายไม่ได้แล้ว
ซือฝูชิงกะพริบดวงตาจิ้งจอกปริบๆ ขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ด้านหน้าก็มีเสียงอึกทึกดังขึ้น
หลินชิงเหยียนหากระดาษเจอนั่นเอง
ด้านบนเขียนการลงโทษหากทำภารกิจล้มเหลวและรางวัลหากทำสำเร็จไว้
ถ้าสำเร็จ ทุกคนในห้องก็จะได้สามหมื่นคะแนน
แต่ถ้าล้มเหลวจะถูกหักหนึ่งหมื่นคะแนน
หลินชิงเหยียนคลี่เปิดกระดาษ จากนั้นสีหน้าก็ผงะไป
เธอชูกระดาษขึ้นแล้วโบกไปมาหน้ากล้องพร้อมรอยยิ้ม “ดูท่าทางวันนี้ฉันจะดวงไม่ดี ไร้วาสนาจะได้ทำภารกิจ ในภารกิจเขียนว่าให้ฉันเต้นท่ามกลางฝนท่อนหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งนาที
แต่อากาศแจ่มใสแบบนี้ ภารกิจนี้คงทำไม่ได้ น่าเสียดาย เพราะฉันเองก็อยากทำเหมือนกัน”
พอได้ยินแบบนั้น โปรดิวเซอร์ที่อยู่ในรถก็หันไป “ใครเป็นคนคิดภารกิจ ช่วยดูอากาศบ้างได้ไหม!”
รองผู้กำกับเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “โปรดิวเซอร์เป็นคนบอกให้โหลดเอาคลังคำถามมาจากพวกเกมไม่ใช่เหรอครับ”
โปรดิวเซอร์กุมศีรษะก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก
เขาโบกมือ “ข้ามอันนี้ไป ให้พวกเขาเดินไปหาข้างหน้าต่อ”
รองผู้กำกับพยักหน้า ขณะที่กำลังจะส่งสัญญาณบอกให้กล้องเดินไปด้านหน้า ก็ได้ยินเสียงตอบกลับดังผ่านหูฟัง
เสียงสดใสของหญิงสาวเอ่ยเนือยๆ แต่กลับน่าฟัง “เมนเทอร์หลินหมายความว่าถ้าฝนตก คุณก็จะเต้นท่ามกลางสายฝนอย่างนั้นเหรอ”
รองผู้กำกับมองโปรดิวเซอร์และผู้กำกับด้วยท่าทีฉงน
โปรดิวเซอร์สั่งเสียงนิ่ง “อย่าเพิ่งทำอะไร ดูสิว่าพวกเขาจะทำอะไรกัน”
เขาอยากให้ซือฝูชิงพูดให้มากขึ้นหน่อย แบบนี้จะได้เรียกเรตติ้งได้มากอีกหน่อย
“แน่นอน” หลินชิงเหยียนเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมซือฝูชิงถึงถามแบบนี้ “ขอแค่ฝนตกแล้วมีภารกิจที่ต้องทำ ฉันก็ต้องทำอยู่แล้ว ทำคะแนนให้เด็กฝึกตัวเองตั้งสามหมื่น ต่อให้ฉันเปียกก็ไม่เป็นไร”
ถึงแม้จะพูดแบบนั้น แต่ในใจเธอกลับไม่คิดเช่นนั้น
เธอจะเต้นท่ามกลางสายฝนได้อย่างไร
เพื่อทำคะแนนให้พวกเด็กฝึกอย่างนั้นเหรอ
เธอไม่ได้เป็นคนใจกว้างที่จะยอมทำให้ตัวเองเสียความงามเพื่อช่วยคนอื่นหรอกนะ
แต่แน่นอนว่าเบื้องหน้าเธอต้องทำตัวเป็นเมนเทอร์ที่ดีชอบช่วยเหลือคนอื่น
หลินชิงเหยียนฉีกยิ้มอีกครั้ง “ดังนั้นฉันถึงเสียดายที่วันนี้อากาศแจ่มใส คงไม่…”
“ในเมื่อเมนเทอร์หลินคิดแบบนั้น งั้นฉันก็จะพยายามช่วยคุณแล้วกัน” ซือฝูชิงยิ้มหยีจนดวงตาจิ้งจอกโค้งเรียว “ไม่ต้องใจร้อน ฉันช่วยคุณเรียกฝนได้”
“…”
ชั่ววินาทีนั้นทั้งกองพลันตกอยู่ในความเงียบ
รอยยิ้มของหลินชิงเหยียนแข็งทื่อขึ้นมาทันที
ไลฟ์ที่ถ่ายทอดสดอยู่แทบระเบิด
[??? ขอฝนบ้าบออะไรกัน]
[ซือฝูชิงเป็นเจ้าแม่ขอฝนตั้งแต่เมื่อไร]
[เหอะ ซือฝูชิงถูกประกอบมาจากเดนมนุษย์ไหนล่ะ ยังจะคิดขอฝน บ้าไปแล้วมั้ง]
[ขอฝน? ขอยังไง เธอจะขอเทพเบื้องบนหรือตั้งศาลบวงสรวงล่ะ]
[เมื่อกี้ฉันลองเปิดดูพยากรณ์อากาศแล้ว ด้านหน้าขึ้นว่าวันนี้เป็นวันที่สิบแปดเดือนสี่ อุณหภูมิในเมืองหลินสูงถึง 27 องศา แม้แต่ลมยังไม่มีด้วยซ้ำ]
หลินชิงเหยียนเกือบรักษารอยยิ้มบนใบหน้าไว้ไม่ได้ “เมนเทอร์ซือ วันนี้พยากรณ์บอกว่าอากาศแจ่มใส ยิ่งไปกว่านั้นจะฝนตกหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะขอได้ งั้นคงต้องรอดูว่ามีชั้นเมฆลอยมาหรือเปล่าแล้วละ”
“เมนเทอร์ซือ เรื่องแบบนี้ไม่น่าตลกหรอกนะ” หลีจิ่งเฉินขมวดคิ้วมุ่น “ผมรู้ว่าคุณกับเมนเทอร์หลินมีความขัดแย้งกัน แต่อย่าทะเลาะกันตอนนี้ได้ไหม”
ซือฝูชิงยังคงเผยสีหน้าสบายๆ และไม่สนใจใครๆ ทั้งสิ้น จากนั้นนิ้วเรียวก็กำกระดาษยันต์แผ่นหนึ่งในกระเป๋าไว้
กระดาษยันต์ใบนี้ค่อยๆ มอดไหม้จากมุมที่ไม่มีใครเห็น
โปรดิวเซอร์ที่นั่งอยู่บนรถตามถ่ายอยู่ด้านหลังก็เข้าสู่ห้วงความเงียบ
ผ่านไปไม่นานถึงเปิดปากเอ่ยเสียงงึมงำ “พวกเราเป็นรายการเฟ้นหาบอยแบนด์จริงๆ ใช่ไหม”
โจทย์คณิตยังพอว่า ทำไมถึงมีเรื่องขอฝนมาเกี่ยวด้วยแล้วล่ะ
ถ้าออนแอร์ออกไปจะไม่โดนครหาว่าสร้างความงมงายเหรอ
“ใช่…ใช่สิครับ” รองผู้กำกับพยักหน้าอย่างแรง “ต้องเป็นรายการเฟ้นหาบอยแบนด์อยู่แล้ว เมื่อกี้พวกเด็กฝึกเองก็ร้องเพลงเต้นรำอยู่ไม่ใช่เหรอ”
โปรดิวเซอร์เงียบไป
ทางฝั่งเด็กฝึกปกติ แต่ทางทีมเมนเทอร์กลับประหลาดเกินไปแล้ว
“เอาละ ไม่ต้องพูดแล้ว มาถึงขั้นนี้แล้วจะทำอะไรได้” ผู้กำกับไร้หนทางจะทำอะไรได้จึงเริ่มปล่อยเลยตามเลย “ทีมกล้องเตรียมพร้อม กล้องที่หนึ่งกับกล้องที่สามเล็งไปที่ท้องฟ้า”
วันนี้เป็นวันดีที่ไม่มีเมฆเลยสักนิด ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่ตั้งใจเลือกออกมาถ่ายนอกสถานที่ในวันนี้
บนฟ้าไม่มีเมฆสักก้อนแล้วจะฝนตกได้อย่างไร