เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 106 คุกเข่าแล้วเรียกฉันว่าพ่อสิ
ช่างกล้องต่างหยุดนิ่งจากนั้นก็ทำตามคำสั่งของผู้กำกับ
ผู้ชมที่อยู่ในไลฟ์ต่างก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางของกล้องเช่นกัน พวกเขาจึง “…” อย่างพร้อมเพรียง
[ฉันคงบ้าไปแล้ว เพราะฉันเชื่อจริงๆ ว่าซือฝูชิงจะเรียกฝนได้]
[แม่ถามฉันว่าทำไมต้องแหงนหน้ามองฟ้าด้วย]
[นอกจากมีลูกไม้ดึงดูดสายตาคนเก่งแล้ว ซือฝูชิงยังทำอะไรเป็นอีกไหม พูดตามตรงอย่ามาทำเป็นรู้เรื่องไฮเปอร์โบลาหรือพาราโบลาความรู้เด็กมัธยมปลายพวกนี้เลย ถ้าคณิตเธอดีจริงก็อธิบายเรื่องเอกฐานให้ฟังเลยสิ]
[หน้าตาดีอยู่หรอก แต่สมองน่าจะมีปัญหา]
[งั้นทางรายการกับซือฝูชิงคงเขียนบทไว้ก่อนจริงๆ เหมือนโจทย์คณิตเมื่อกี้ ถ้าจู่ๆ ซือฝูชิงผุดคิดขึ้นเอง ทางรายการจะยอมเออออตามน้ำได้อย่างไร]
[ถ้าอาศัยความสามารถตัวเองดึงยอดวิวดูไลฟ์สดของรายการหนุ่มสาววัยใสได้ถึงห้าสิบล้าน ทางรายการย่อมยอมตามน้ำแน่ๆ (อิโมติคอนยิ้ม)]
เพราะหาภารกิจที่ลงตัวพอดีๆ ไม่มีสักอัน แถมถูกซือฝูชิงแย่งซีนไปตั้งแต่ต้นยันท้ายรายการ หลินชิงเหยียนจึงทนไม่ไหวแล้วจริงๆ “เมนเทอร์ซือ พวกเราไปอีกที่เถอะ ยังมีกระดาษอื่นๆ…”
ทันใดนั้นซือฝูชิงก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาจิ้งจอกหรี่ลงแววตาล้ำลึก
เธอยกมือขวาขึ้นก่อนชูนิ้วทาบริมฝีปากเบาๆ พร้อมรอยยิ้มเย็น “ชู่ว…”
วินาทีที่สบสายตา ความรู้สึกกดดันมหาศาลก็ปะเดปะดังเข้ามาหา
ราวกับภายในใจของหลินชิงเหยียนได้รับแรงปะทะ วินาทีนั้นในสมองพลันว่างเปล่า ทุกคำพูดต่างติดอยู่ในลำคอ
หลีจิ่งเฉินเองก็ขมวดคิ้ว “ซือฝูชิง คุณเลิกงมงายสักทีได้ไหม”
ซือฝูชิงมีความสามารถบางอย่างจริงๆ
ไม่ง่ายเลยกว่าจะทำให้เขาเปลี่ยนความคิดได้ แต่เธอกลับเริ่มทำลายภาพลักษณ์ตัวเองจนเขาไร้ซึ่งความรู้สึกดีด้วยแล้ว
“เรียบร้อย” ซือฝูชิงไม่สนใจอีกเช่นเคย เธอโปรยขี้เถ้ากระดาษยันต์ในมือทิ้ง จากนั้นก็ล้วงหยิบร่มคันหนึ่งออกมา “แนะนำว่าให้กางร่ม ถ้าตากฝนจนตัวเปียกแฉะก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนละกัน”
เธอกางร่มซึ่งช่วยบังทั้งเธอและลู่หนิงเซิงได้พอดิบพอดี
ลู่หนิงเซิงยังนึกแปลกใจไม่น้อย “ฝนจะตกจริงๆ เหรอ”
ซือฝูชิงเอ่ยตอบด้วยท่าทีสบายๆ “ฉันบอกว่าตกก็ต้องตกสิ”
เหล่าเด็กฝึกมารวมตัวกันตามคำสั่งของโปรดิวเซอร์ พวกเขาเองก็พากันมึนงงไปตามๆ กัน
มีเพียงเซี่ยอวี้ที่หยิบร่มคันหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้อย่างเนิบนาบ จากนั้นก็กางร่มไว้ตรงเหนือศีรษะ
เขาหันไปมองสวี่ซีอวิ๋น “นายเอาด้วยไหม”
“ไม่ต้อง!” สวี่ซีอวิ๋นโบกมือ “ผมเป็นบุตรแห่งแสง จะบังแม้แต่ฝนไม่ได้เลยเหรอ!”
เซี่ยอวี้นวดคลึงกลางหว่างคิ้ว
ภายในรถ ผู้กำกับช่างใจอยู่ครู่หนึ่ง “หรือว่าจะแบ่งร่มลงไปแจกหน่อย”
ถ้าฝนตกขึ้นมาจริงๆ ล่ะ
รองผู้กำกับ “…”
นี่ถูกเมนเทอร์ซือชักจูงสำเร็จแล้วเหรอ!
โปรดิวเซอร์โบกมือ “แบ่งไป ส่วนจะกางไหมเรื่องของพวกเขา”
ถึงยังไงตนก็อยู่ในรถ ถ้าตกขึ้นมาจริงๆ ตนก็ไม่เปียกสักหน่อย
ผู้กำกับพยักหน้าสื่อว่าให้พนักงานไปแจกร่ม
มีคนไม่น้อยรับร่มไว้ เพราะใช้บังแดดได้พอดี
ทว่าลู่เยี่ยนกลับปฏิเสธ
ขอฝนอะไรกัน เรื่องเหลวไหลทั้งเพ
คนที่ปฏิเสธยังมีหลินชิงเหยียนอีกคน เธอพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่า “เมนเทอร์ซือ คุณมีความแค้นกับฉันก็ไม่อะไรหรอก แต่ทำไมต้องทำให้คนอื่นมัวเสียเวลาอยู่ที่นี่ไปด้วย”
[นั่นสิ ซือฝูชิงเลิกก่อเรื่องวุ่นวายสักทีได้ไหม!]
[ก่อเรื่องแล้วทำไม ฉันชอบดูความงามของซือฝูชิง ถ้ากล้องหยุดนานหน่อยก็ได้ดูนานหน่อยเหมือนกัน]
ในไลฟ์ถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น
ซือฝูชิงยังมีเวลาว่างบิดเปิดฝาขวดโคล่า
“ไม่ตกก็คือไม่ตก” หลินชิงเหยียนยิ้มเยาะ “ยังจะกางร่ม นึกจริงๆ เหรอว่า…”
เธอยังพูดไม่ทันจบ ทันใดนั้น…
ซ่า! ซ่าๆ
หยาดฝนจากฟากฟ้าเทลงมาเป็นสาย
พายุพัดอย่างรุนแรง กระทั่งป้ายโฆษณาที่อยู่ด้านหน้ายังล้มระเนระนาด
หลินชิงเหยียนถูกฝนตกกระหน่ำใส่จนร่างเปียกปอน
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน เหลือเพียงเสียงฝนที่ดังอยู่เท่านั้น
บนฟ้ามีเมฆดำจับตัวกันเป็นชั้นหนาทึบ
แม้แต่คอมเมนต์ในไลฟ์สดยังเงียบไปด้วย
ทุกคนต่าง “…”
หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีถึงเริ่มมีคนทยอยได้สติกลับมา
[ไอ๊หยา จริงหรือเปล่าเนี่ย]
[ฉันอยู่เมืองหลิน มือถือฉันได้รับข้อความเตือนว่าพายุฝนเข้า!!]
[แม่เจ้า เจอผีแล้วไง! ทำฉันเอ๋อไปเลย!]
[ซือฝูชิงบอกว่าจะขอฝน นี่ขอฝนได้จริงๆ เหรอเนี่ย]
[ฝนตกห่าใหญ่แบบนี้ไม่มีทางทำขึ้นจากฝีมือมนุษย์แน่นอน ทางรายการไม่มีความสามารถขนาดนี้!]
[ซือฝูชิงทำได้ยังไงเนี่ย เทพสุดๆ!]
[พ่อครับ ผมไม่ควรดูแคลนเลย]
คนในที่นั้นต่างยืนนิ่งยิ่งกว่าไก่ไม้แกะสลักเสียอีก
สวี่ซีอวิ๋นหลบเข้าไปอยู่ในร่มคันเดียวกันกับเซี่ยอวี้อย่างกล้าๆ กลัวๆ
เขาเป็นดั่งหนุ่มน้อยในการ์ตูนที่ปัญญาอ่อนและเลือดร้อนไม่ผิดหรอก
แต่ทำไมหลังจากที่เขาเจอเมนเทอร์ซือแล้ว มุมมองต่อโลกนี้ของเขากลับพังทลายจนสิ้น!
ส่วนคนอื่นๆ ก็วุ่นวายกับการหาที่หลบฝนกันอลหม่าน
บุหรี่ในมือของโปรดิวเซอร์หล่นลง ฟิ้ว พร้อมสองดวงตาที่ล่องลอย
“เมนเทอร์หลิน เชิญสิ” ซือฝูชิงขยับชายร่มขึ้นเล็กน้อย ท่าทียังคงสงบเหมือนเคย “ฉันขอฝนให้แล้ว งั้นก็จัดการทำภารกิจได้เลย”
[ฮ่าๆ ตลกชะมัด!]
[ซือฝูชิงเจ๋งสุดๆ เธอบอกว่าไม่มีฝนไม่ใช่เหรอ ฉันขอฝนให้แล้วไง]
[ตกหนักขนาดนี้จะเต้นยังไง เดินออกไปฝนก็กระหน่ำใส่จนเวียนหัวแล้ว ซือฝูชิงอย่าทำเกินไปหน่อยเลยน่า]
หลินชิงเหยียนถูกหยาดฝนกระทบร่างจนมึนงงไปหมด กระทั่งหลีจิ่งเฉินต้องลากเธอมา
เธอเปียกชุ่มไปทั้งร่างไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อน
“เมนเทอร์หลินจะผิดคำพูดงั้นเหรอ” ซือฝูชิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ก็จริง ฝนตกหนักขนาดนี้ถ้าร่างกายเป็นอะไรขึ้นมาคงไม่ดี”
หลินชิงเหยียนกัดฟันแล้วพยายามเค้นรอยยิ้มออกมา “ฉันพูดได้ก็ต้องทำได้”
เธอเดินกลับไปอยู่ท่ามกลางสายฝนอีกครั้งก่อนจะเริ่มเต้น
แต่ลมแรงและฝนตกหนักเกินไป หลินชิงเหยียนเพิ่งปล่อยสเต็ปไปสามท่าขาก็ล้มพับลงกับพื้นแล้ว
เด็กฝึกในห้องต่างร้อนใจ “เมนเทอร์หลิน!”
“ภารกิจล้มเหลว” ราวกับพนักงานเพิ่งตื่นจากห้วงฝัน จากนั้นก็รีบประกาศต่อ “เด็กฝึกของเมนเทอร์หลินจะได้รับการลงโทษ”
พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของพวกเหยียนหยวนเจ๋อก็เปลี่ยนไปทันที
คะแนนหมื่นหนึ่งจะว่ามากก็ไม่มาก เพราะใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ได้กลับคืนมาแล้ว
แต่ทุกคะแนนเกี่ยวข้องกับลำดับ หมื่นคะแนนจะช่วยดันลำดับให้พวกเขาได้ตั้งมากเท่าไร
สวี่ซีอวิ๋นยืนเท้าเอว “เฮ้อ เมนเทอร์ซือดีที่สุดแล้ว เมนเทอร์ซือช่วยทำคะแนนให้เราตั้งสามหมื่นแหนะ ดีใจจัง”
เหยียนหยวนเจ๋อกำหมัดแน่น แววตาที่จับจ้องหลินชิงเหยียนปนไปด้วยความเคียดแค้น
ผู้ช่วยรีบพุ่งเข้าไปเอาผ้าคลุมให้หลินชิงเหยียน
หลินชิงเหยียนหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นเทา “ฉัน…ฉันคิดไม่ถึงว่าฝนจะตกหนักขนาดนี้ ถ้ารู้แต่แรกฉัน…ฉันคง…”
เธอทนไม่ไหวตาเหลือกแล้วหมดสติล้มพับไป
“พี่เหยียน พี่เหยียน!” ผู้ช่วยร้อนใจขึ้นมา “ส่งตัวไปโรงพยาบาล รีบโทร 120 เร็วเข้า!”
“พักกอง” โปรดิวเซอร์เห็นแล้วก็มุ่นคิ้ว “พอถึงตอนออนแอร์ให้ตัดช่วงนี้ทิ้งด้วย”
ผู้กำกับคิดไม่ถึงว่าหลินชิงเหยียนจะไม่ไหวแต่ยังฝืนเพื่อศักดิ์ศรี เขาเลยทำได้แค่พยักหน้า
ถึงแม้จะไม่ได้ถ่ายจบอย่างราบรื่น แต่ซือฝูชิงคนเดียวก็เอาอยู่แล้ว
ถือว่าไม่เสียเปล่า
**
ในขณะเดียวกัน ณ เมืองเมืองหนึ่งที่อยู่ห่างเมืองหลินไปไกลนับพันกิโลเมตร
ชายชราคนหนึ่งเอามือไพล่หลังยืนตากแดดอยู่ในลาน ฉับพลันก็เบิกตาโพลง “แข็งแกร่งมาก!”
พ่อบ้านถามอย่างไม่เข้าใจ “นายท่าน?”
“คนผู้นี้มีกลิ่นอายพลังขององเมียวจิอันบริสุทธิ์ กระดาษยันต์แผ่นเดียวกลับเรียกลมฝนได้” ชายชราดวงตาเป็นประกาย “องเมียวจิที่ฝึกวิชาด้วยตัวเองมีความสามารถขนาดนี้เชียวเหรอ ไม่ง่ายเลยจริงๆ อยู่ที่เมืองหลินหรือนี่”
ราวกับนึกอะไรออก ท่านผู้เฒ่าจีเอ่ยถาม “เจ้าเด็กนั่นเหรอ”
พ่อบ้านรีบเอ่ยตอบ “เมื่อคืนคุณชายรายงานตัวบอกว่าเพิ่งฝ่าวงล้อมจากองเมียวจิของตงซังมาเองครับ”
“ดี” ท่านผู้เฒ่าจีพยักหน้า “นายช่วยโทรที่มันเรียกว่าอะไรนะ ที่มันเห็นหน้าคนได้”
พ่อบ้านมุมปากกระตุก “วิดีโอคอล”
“เออ นั่นแหละๆ” ท่านผู้เฒ่าลูบเครา “กดโทรสิ”
ไม่นานวิดีโอคอลก็ถูกรับสาย
ท่านผู้เฒ่าจีชะโงกหน้าไปมองก็เห็นหน้าของจีสิงจือ
สีผิวของเขาขาวซีด ทว่าไม่สามารถทำลายความหล่อเหลาของเขาได้เลย หว่างคิ้วแฝงความอ้อนแอ้นไว้จางๆ
แต่ทรงผมรังนกกลับทำลายราศีของเขาจนหมดสิ้น
ท่านผู้เฒ่าจีเงียบไปครู่หนึ่ง “แกไปเป็นโจรมาหรือยังไง”
“เป็นโจรอะไรล่ะ!” จีสิงจือจัดผมเผ้า “เมื่อคืนผมไม่มีที่นอนเลยไปนอนบนสะพานลอยมาคืนหนึ่ง เหอะๆ ผมจัดการระเบิดคลังสมบัติของตระกูลซาไกแล้ว พวกเขากำลังตามล่าตัวผมกันให้ทั่วเมือง
เหอะ ไม่คิดบ้างเลยว่าผมเป็นใคร จะหาตัวผมเจอได้เหรอ”
ท่านผู้เฒ่าจี “…”
เขาซี๊ดปากทีหนึ่งก่อนพยักหน้ารัวๆ “พวกเด็กๆ นี่น่ากลัวจริงๆ”
เหมือนตนยังไม่เคยระเบิดคลังสมบัติของตระกูลซาไกด้วยซ้ำ
“มีธุระอะไรเหรอ” จีสิงจือหาวหวอดใหญ่ “ผมกำลังจะไปกินข้าว เร็วๆ เถอะ”
ท่านผู้เฒ่าจีเล่าเรื่องที่มีองเมียวจิคนหนึ่งปรากฏตัวขอฝนในเมืองหลินรอบหนึ่ง อีกทั้งยังบอกให้เขาตามไปดู
จีสิงจือเด้งตัวทันที “ตาแก่นี่ก็นะ ช่วยพักบ้างเถอะ ปู่จะให้หลานชายแท้ๆ เพียงคนเดียวทรมานจนตายเลยใช่ไหม
จัดการเรื่องทางตงซังยังไม่เสร็จ ปู่ก็จะให้ผมกลับประเทศไปเมืองหลิน นี่ปู่เห็นผมเป็นงูลอกคราบได้งั้นเหรอ!”
ท่านผู้เฒ่าจีเอ่ยเสียงสุขุม “คนมีความสามารถก็ต้องเหนื่อยหน่อย สิงจือ ปู่รู้นานแล้วว่าแกเป็นทายาทคนสำคัญของตระกูลจี เป็นเพียงคนเดียวที่จะนำพาให้ตระกูลจีของฉันกลับมาผงาดใหม่อีกครั้ง ภารกิจหนักหน่วงในวันหน้าของตระกูลจีกำลังทับแกอยู่”
จีสิงจือกดตัดสาย “ถุย มาหลอกล่ออีกแล้ว! ไม่เชื่อหรอกโว้ย!”
แต่เขาก็ทำได้แค่พูดเท่านั้น
“เมืองหลิน…” จีสิงจือสางผม “ชื่อฟังดูคุ้นๆ แฮะ”
เหมือนว่า…เทพ NINE จะอยู่เมืองหลิน!
งั้นตอนที่เขาแวะไปหาเทพ NINE ก็ถือโอกาสนี้สืบดูด้วยเลย
พอท่านผู้เฒ่าจีเอ่ยถึงองเมียวจิ เขาก็คิดถึง NINE ทันที
แต่จีสิงจือเชื่อว่า NINE ไม่มีทางทำเรื่องน่าเบื่อแบบนั้นแน่นอน
มีองเมียวจิโหดๆ คนใดเคยขอฝนแบบนี้บ้าง
นั่นมันเรื่องที่เด็กมัธยมต้นทำเท่านั้นแหละ
คนเก่งกาจเหมือนอย่างเขา ไม่มีทางว่างขนาดนั้นแน่นอน!
จีสิงจือคิดๆ แล้วก็ส่งข้อความไป
[พี่ใหญ่ เดือนห้าฉันจะกลับไปแล้ว! เจอกัน! พวกเรานัดเจอกันหน่อย!]
จีสิงจือเก็บมือถือก่อนเดินตรงไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เพื่อเตรียมราเม็งรสชาติเผ็ดเข้มข้นมาปลอบใจตัวเอง
**
หลินชิงเหยียนถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ส่วนทางรายการก็ต้องหยุดถ่ายทำ
เหล่าเด็กฝึกกลับไปยังค่ายฝึก ซือฝูชิงเลิกงานก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง
เธอจูงรถจักรยานเตรียมขี่ไปซื้ออาหารจานด่วนที่ซูเปอร์มาร์เก็ต
มีคนเรียกเธอ “คุณซือ!”
ซือฝูชิงหยุดรถแล้วหันไปมอง
จากนั้นก็เห็นคุณชายคนหนึ่ง “นายคือ”
“ผมแซ่เผย เผยเมิ่งจือ! เราเคยเจอกันมาก่อน” พอเผยเมิ่งจือเห็นว่าเธอสนใจก็นึกดีอกดีใจขึ้นมา เดินตรงเข้ามาหา “คุณซือ ผมชอบคุณ ชอบคุณมากจริงๆ ผมอยากจีบคุณ”
ซือฝูชิงยังนึกไม่ออก สีหน้ายังคงดูสับสน “ท่าทางนายจะโสดมาแต่เกิด”
นี่เป็นการทักทายที่แย่ที่สุดแล้ว
ไม่สิ ทำไมซือฝูชิงถึงรู้เรื่องแบบนี้ได้ล่ะ?
โสดมาตั้งแต่เกิดแล้วทำไมเหรอ
แต่คนที่เข้ามาชอบเขามีตั้งเยอะแยะ!
ซือฝูชิงขึ้นนั่งจักรยานและไม่คิดจะสนใจอีกต่อไป ขณะที่กำลังจะจากไป เผยเมิ่งจือก็ใจร้อนขึ้นมา “คุณซือรอเดี๋ยว คุณให้โอกาสผมสักครั้งเถอะ”
“ฉันนึกออกแล้ว” ซือฝูชิงหยุดรถ “เหมือนบ้านนายจะรวยใช่หรือเปล่า”
เผยเมิ่งจือขมวดคิ้ว พลันแอบนึกไม่ชอบใจขึ้นมา น้ำเสียงขรึมลงเล็กน้อย “ก็พอกินพอใช้”
เขาเห็นว่าซือฝูชิงแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆ รอบตัวเขา แต่สุดท้ายก็เห็นแก่เงินเหมือนกันเหรอ
“งั้นเหรอ” ซือฝูชิงลูบคาง “นายรอเดี๋ยว”
ในเมื่อมีเงิน งั้นเธอก็จะช่วย เผื่อหาค่าขนมมาให้สัตว์เลี้ยงของเธอสักหน่อย
จากนั้นเผยเมิ่งจือก็เห็นเธอหยิบกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วใช้มือจิ้มผงสีแดงที่ไม่รู้ว่าคืออะไรเขียนลงบนกระดาษ
พอเขียนเสร็จก็ส่งไปให้เขา
เผยเมิ่งจือ “???”
เขามองกระดาษยันต์ที่แปลกตาด้วยท่าทีฉงน จากนั้นมุมมองความเชื่อตลอดชีวิตยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาก็ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
“เก็บไว้รักษาชีวิตของนาย” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “แต่ฟรีแค่ครั้งเดียว ครั้งหน้าจะเก็บเงิน ราคาไม่ถูกด้วย เตรียมเงินไว้ให้ดีละ”
เธอสะพายกระเป๋า ครั้งนี้เธอขี่จักรยานออกไปโดยไม่คิดหยุดรถอีก
เผยเมิ่งจือยืนอยู่ที่เดิมด้วยความมึนงง
เขามีผู้หญิงรายล้อมรอบกายไม่น้อย แถมยังมอบชุดสูทเน็กไทเกรดดีเป็นของขวัญให้เขาไม่น้อย
แต่คนที่ให้กระดาษยันต์ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกลับมีแค่ซือฝูชิงคนเดียว
เผยเมิ่งจือมองกระดาษยันต์ที่เขียนด้วยลายมือตวัดสีแดงด้วยท่าทีที่ไม่เข้าใจอย่างสิ้นเชิง
เขาจิ๊ปาก “น่าสนใจมากจริงๆ…”
รักษาชีวิตของเขางั้นเหรอ
เขาย่อมไม่เชื่อคำพูดของซือฝูชิงอยู่แล้ว แต่ก็ยังเก็บกระดาษยันต์นั้นไว้
แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยปฏิเสธสิ่งของจากสาวงาม
ดีมาก เขาทำขั้นแรกสำเร็จแล้ว
อย่างน้อยเมื่อก่อนซือฝูชิงก็เคยจีบอวี้เย่ามาตั้งนาน แถมไม่เคยให้อะไรด้วย
เผยเมิ่งจือถือกระดาษยันต์ข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็หยิบมือถือขึ้นมา
เขาจงใจกดโทรหาอวี้เย่าโดยเฉพาะ “อาเย่า ฉันจะบอกนายให้นะ ฉันไปศึกษามาแล้วได้ผลด้วย ฉันแค่เจอซือฝูชิงครั้งเดียวเธอก็ให้ของฉันแล้ว นายไม่เคยได้ของพวกนี้ด้วยซ้ำ”
อวี้เย่ากลับเมืองซื่อจิ่วไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
พอได้ยินเช่นนั้นเขาก็มุ่นคิ้ว ขณะที่กำลังจะถามเสียงขรึมว่า ‘แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย’
แต่จู่ๆ ก็กลืนประโยคนั้นลงคอไป เปลี่ยนเป็นอีกประโยคว่า “ให้อะไรล่ะ”
“คงบอกนายไม่ได้ เป็นความลับ” เผยเมิ่งจือตอบกลับด้วยเสียงเนิบนาบ “ถึงยังไงนายก็ดูไว้เลยว่าฉันจะจีบมาให้ได้ ฉันไม่เหมือนนาย ท่าทีที่ซือฝูชิงปฏิบัติต่อฉันก็ดีมากด้วย”
“ตามใจนายเถอะ” อวี้เย่าเอ่ยเสียงเรียบ “วันหลังอย่าพูดถึงหล่อนอีก ไม่งั้นจะตัดเพื่อน”
ตู้ดๆ เสียงปลายสายดังขึ้นพร้อมโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายไป
“เป็นคนหงุดหงิดง่ายตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย” เผยเมิ่งจือลูบศีรษะ “ช่างเถอะ ยังไงก็ไม่เข้าใจความคิดของคุณชายใหญ่อยู่แล้ว”
เขาไม่ได้ไปดื่มเหล้าที่คลับแต่เลือกที่จะกลับบ้าน
คุณนายเผยกำลังนั่งอ่านนิตยสารอยู่บนโซฟา ถึงแม้จะได้ยินเสียงแต่กลับไม่เงยหน้าขึ้นมองสักนิด เอ่ยถามเสียงเรียบ “กลับมาแล้วเหรอ”
“แม่ครับ” รอยยิ้มของเผยเมิ่งจือกว้างขึ้น “ครับ กลับมาแล้ว”
“ในมือนั่นอะไร” คุณนายเผยเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาคมกริบ “เอามาให้แม่ดูสิ”
เผยเมิ่งจือยังไม่ทันพูดอะไรก็หดมือกลับตามสัญชาตญาณ
แต่พอหดมือกลับก็ยิ่งทำให้สีหน้าของคุณนายเผยเยือกเย็น
เธอลุกขึ้นแล้วดึงกระดาษยันต์ในมือของเผยเมิ่งจือมา
หลังจากคลี่เปิดดูก็โมโหมาก “นี่มันอะไรกัน ไหนแกลองบอกมาสิว่าเขียนอะไร”
เผยเมิ่งจือสูดลมหายใจเข้าลึก “ก็แค่กระดาษยันต์แผ่นหนึ่ง เขียนเล่นๆ เอง ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขึ้นไปแล้วนะครับ”
เขายื่นมือหมายจะหยิบมา ทว่ากลับถูกคุณนายเผยขวางไว้
“คืนกระดาษยันต์? เชื่อเรื่องงมงายอะไรกัน” คุณนายเผยกลับไม่ได้มีท่าทีว่าจะคืน “ถ้าคุณย่าเห็นคงตำหนิ เดิมทีแกก็เป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออยู่แล้ว อย่าทำให้ฉันต้องอับอายต่อหน้าน้องสะใภ้ไปมากกว่านี้เลย”
เผยเมิ่งจือคลี่ยิ้มแต่แฝงความโมโหไว้ “แม่ครับ ผมจะเชื่อเรื่องอะไรก็เรื่องของผม ในเมื่อมีคนมอบให้ผม ทำไมแม่ต้องมาแย่งของไปจากผมด้วย เอาคืนมานะ!”
“คืนอะไรล่ะ” คุณนายเผยเอ่ยเสียงเย็นชา “ฉันจะริบไว้ ทีแกเล่นเกมฉันยังไม่ว่าแกเลย รีบกลับห้องแกไปซะ แล้วก็เพื่อนที่ไหนให้ของพรรค์นี้แกมา แช่งแกเหรอ”
เผยเมิ่งจือเม้มริมฝีปาก “เขาบอกว่าไว้ป้องกันตัว”
“ป้องกันตัว?” คุณนายเผยมุ่นคิ้ว “ถ้าแกอยากได้ยันต์ป้องกันตัว พรุ่งนี้เราค่อยไปขอจากที่วัด อย่าเก็บของที่ไม่รู้ที่มาที่ไปแบบนี้ไว้กับตัว
อีกอย่างแกจะเอายันต์ป้องกันตัวไปทำไม บอดี้การ์ดที่พ่อจัดมาคุ้มกันแกยังไม่พออีกเหรอ ในเมืองหลินมีคนกล้าทำอะไรแกหรือไง”
นี่คือเรื่องจริง
เผยเมิ่งจือเถียงไม่ได้เลยพูดอย่างไร้เรี่ยวแรง “แม่ครับ ผมอายุเท่าไรแล้ว ทำไมต้องคุมผมขนาดนี้ด้วย”
“ฉันเป็นแม่แกไงถึงต้องคุมแก ไม่งั้นใครจะเป็นห่วงแกทั้งเช้าทั้งเย็น” คุณนายเผยเดินจากไปด้วยสีหน้าเย็นชา แถมไม่คืนกระดาษยันต์นั้นให้ด้วย
เผยเมิ่งจือกำมือพลางเม้มริมฝีปากแน่น
ดูท่าทางเขาต้องรอหลังจากคุณนายเผยหลับก่อนแล้วค่อยขโมยกลับคืนมา
แต่คุณนายเผยกลับไม่ได้ให้โอกาสนั้นกับเผยเมิ่งจือ
เธอเดินเข้าครัวแล้วฉีกกระดาษยันต์ที่ซือฝูชิงให้เผยเมิ่งจือเป็นชิ้นๆ ก่อนโยนทิ้งลงถังขยะไป