เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 107 เทพซือ! โชว์อิทธิฤทธิ์
คุณนายเผยเกลียดเรื่องผีสางนางไม้เหล่านี้ที่สุด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกระดาษยันต์ที่ไม่รู้แหล่งที่มาที่ไปแบบนี้เลย
หลังจากฉีกเสร็จก็ให้คนรับใช้เอาออกไปเผาทิ้ง จากนั้นถึงกลับมายังห้องครัวแล้วอุ่นนมแก้วหนึ่งเอาไปให้เผยเมิ่งจือ
เผยเมิ่งจือปิดประตูห้องนอนไม่ยอมให้คนรับใช้เข้ามา
เขาถอดเสื้อคลุมอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนนั่งลงตรงหน้าคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เปิดเกม ‘คำสั่งสวรรค์’ เล่นเกมกับเพื่อนบนโลกออนไลน์
ขณะที่เข้าคิวเตรียมทำภารกิจ เผยเมิ่งจือก็เข้าไปอ่านกระทู้
ด้านบนมีโน้ตเขียนเอาไว้ว่า
[ภารกิจลำดับที่ 432 ใครจะผ่านด่านได้คนแรก มาเดิมพันกัน!]
ทว่าเผยเมิ่งจือไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลยกดปิดทันที
ประจวบกับเข้าเกมแล้วพอดี เพื่อนในเกมชวนคุย “นายได้ยินข่าวไหมว่าเทพ NINE กลับมาแล้ว”
เผยเมิ่งจือสำลักอย่างแรง ร้องเสียงหลง “NINE!”
“ใช่สิ” ทางฝั่งนั้นพูดต่อ “หลายวันนี้มีคนเห็นว่าเขาออกมาอัพ EXP ตรงแดนลี้ลับ ในกระทู้แคปภาพมาด้วย เป็นเทพ NINE อย่างไม่ต้องสงสัยเลย”
ในที่สุดเผยเมิ่งจือก็นึกคึกขึ้นมากดเข้าไปในโพสต์ก่อนหน้านั้นโดยไม่ตอบกลับอะไรทั้งสิ้น แกร๊กๆ เขากดเติมเงินล้านโกลด์เข้าไปในเกม
เงินของเซิร์ฟเวอร์ทางฝั่งตะวันออกกับตะวันตกในเกม ‘คำสั่งสวรรค์’ ระบบจะต่างกัน ทางฝั่งตะวันออกจะเป็นโกลด์
หนึ่งพันโกลด์เท่ากับสิบหยวน
ในหูฟังยังคงมีเสียงของเพื่อนสนิทดังแว่วมาว่า “นายอย่าวู่วามไปละ เทพ NINE ไม่ได้โผล่หน้ามานานแล้ว เกมคำสั่งสวรรค์เองก็เปลี่ยนมาหลายเวอร์ชั่นแล้ว ด้วยศักยภาพของเขาตอนนี้ แม้แต่ด่านแรกยังไม่ผ่านด้วยซ้ำมั้ง”
แต่ละภาคก็มีเทพแตกต่างกันไป
ยุคของเทพ NINE ผ่านไปนานแล้ว
“ถึงยังไงเขาก็เป็นแรงบันดาลใจในการเล่นเกมนี้ของฉัน” เผยเมิ่งจือไม่ค่อยสนใจนัก “เอ๊ะ ฉันเล่าเรื่องวันนี้ที่ฉันเจอให้นายฟังดีกว่า น่าเหลือเชื่อสุดๆ”
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องที่ซือฝูชิงมอบกระดาษยันต์ให้ฟังรอบหนึ่ง
“สหาย อย่าว่ากันนะ แต่ฉันว่าบางทีนายก็ดวงซวยสุดๆ” เพื่อนของเขาเงียบไปครู่หนึ่ง “นายคิดดูสิตอนเราสองคนไปเรียนที่ต่างประเทศ ตอนเดินๆ อยู่นายเกือบโดนกระถางต้นไม้ทับใส่ ส่วนตอนสอบขาดอีกแค่ 0.1 คะแนนนายก็สอบผ่านแล้ว
ยังมีอีกๆ พอมีผู้หญิงมาสารภาพรักกับนาย ไม่นานก็มีเสียงดัง เอี๊ยด เพราะมีรถกระบะมาชน ทำเอานายขาหัก พอนายเข้าโรงพยาบาล ผู้หญิงก็หนีไปแล้ว นายดวงซวยไม่เบาเลยจริงๆ”
ตอนแรกเผยเมิ่งจือฟังอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าทันใดนั้นหัวใจพลันหล่นวูบ รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
“รอแป๊บหนึ่ง นายเล่นไปก่อน ฉันมีธุระ” เผยเมิ่งจือลุกขึ้นยืน “ฉันปิดเสียงหูฟังละนะ”
เพื่อนสนิท “???”
เผยเมิ่งจือเตรียมจะไปถามซือฝูชิงให้รู้เรื่อง แต่เพิ่งเดินมาถึงประตูเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่รู้เบอร์ติดต่อหรือที่อยู่ของซือฝูชิงเลย
เขารีบเปิดสมุดโทรศัพท์ พอหาเบอร์ของบ้านตระกูลจั่วเจอก็กดโทรออก “ฮัลโหล สวัสดีครับ ผมเผยเมิ่งจือ”
“พี่เมิ่งจือ!” ปลายสายมีเสียงผู้หญิงตื่นเต้นดังแว่วมา “ทำไมพี่ถึงโทรมาได้ล่ะเนี่ย”
เผยเมิ่งจือชะงักไป “คุณคือ…”
“ฉันก็ฉิงหย่าไง!” จั่วฉิงหย่าเขินอาย “พี่เมิ่งจือ ดึกดื่นขนาดนี้แล้วพี่มีธุระอะไรหรือเปล่า”
“อ่อๆ เธอเองเหรอ” เผยเมิ่งจือถามขึ้นว่า “เธอมีเบอร์มือถือของคุณซือไหม ขอเบอร์ให้ฉันหน่อยได้หรือเปล่า”
“อะไรนะ!” เสียงของจั่วฉิงหย่าแหลมสูง “ไม่มี! ไม่ได้!”
จากนั้นโทรศัพท์ก็ถูกตัดสายทันที
เผยเมิ่งจือขมวดคิ้ว ดูท่าทางแล้วเรื่องระหว่างซือฝูชิงกับตระกูลจั่วคงไม่ธรรมดา
เขานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จู่ๆ ก็เดินออกจากห้องไปเพื่อขโมยยันต์จากคุณนายเผยคืนมา
เขาเพิ่งย่องเดินลงบันไดมา ด้านหลังก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หยุดนะ”
เผยเมิ่งจือตัวแข็งทื่อ
“หายันต์ของแกงั้นสิ” คุณนายเผยเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “ไม่ต้องหาหรอก ฉันเผาทิ้งไปแล้ว ฉันบอกแล้วไงถ้าอยากได้ยันต์จริงๆ พรุ่งนี้จะไปขอจากพระอาจารย์เมี่ยวกวงที่วัดมาสักอันก็ได้”
“แม่ แม่ทำเกินไปแล้วนะ” เผยเมิ่งจือทั้งตกใจทั้งโมโห “อันนั้นเป็นยันต์ที่คนอื่นให้ผมนะ!”
“ก็เพราะเป็นคนอื่นให้แกไง ฉันถึงได้เผาทิ้ง” คุณนายเผยยังคงมีท่าทีเมินเฉย “ใครจะรู้ว่าเป็นของสกปรกเอามาทำร้ายแกหรือเปล่า ฉันหวังดีกับแก แกเข้าใจไหม”
เผยเมิ่งจือพยายามอดกลั้นไว้ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ตวาดเสียงดังลั่น “หรือแม่ต้องเห็นลูกชายของตัวเองตายก่อนใช่ไหมถึงจะมีความสุข!”
คุณนายเผยอึ้งงันชะงักไป
หลังจากนั้นเธอถึงได้สติ น้ำเสียงโมโหจนสั่นไปทั้งร่าง “ฉันอยากให้แกตายตั้งแต่เมื่อไร แกคิดดูเถอะว่าแกพูดอะไรออกมา ฮะ?
ฉันเป็นแม่ของแกนะ ฉันจะอยากทำร้ายแกเหรอ!”
เผยเมิ่งจือมือสั่นเทา ทนอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงสวมเสื้อคลุมเตรียมออกจากบ้าน
พ่อบ้านไล่ตามออกมา “คุณชาย! ดึกดื่นขนาดนี้แล้วคุณชายจะไปไหนครับ!”
“ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก!” คุณนายเผยบอกอย่างหงุดหงิด “เขาอยากจะไปไหนก็ไป ยังจะบอกว่าฉันอยากให้เขาตายอีก ถ้าเขาเก่งเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ บ้าง อย่างน้อยฉันก็พอจะเงยหน้ามองคนอื่นได้บ้าง”
ไม่รู้ว่าได้รับความสะเทือนใจอะไรมาถึงจ้องทะเลาะแต่กับเธอเรื่องยันต์นั้นอยู่ได้
คุณนายเผยกลับเข้าห้องแล้วบอกให้พ่อบ้านล็อกกลอนประตูใหญ่
**
คืนวันนั้นเอง ในเวยปั๋วก็เกิดปรากฏการณ์คำค้นหายอดฮิตใหม่
#ซือฝูชิง เทพแห่งฝน#
#รายการเฟ้นหาบอยแบนด์กลายเป็นรายการขอฝน#
#เป็นไอดอลสาวบนเวทีไม่ได้เลยเปลี่ยนไปเป็นเจ้าแม่ขอฝนแทน#
[ฉันดูไลฟ์แล้ว ตอนนั้นฝนตกลงมาจริงๆ พายุพัดอย่างแรง ทำเอาฉันเอ๋อไปเลย]
[ฝนตกครั้งนี้ไม่นานมาก หลินชิงเหยียนเป็นลมหมดสติไปไม่กี่นาทีก็หยุดแล้ว เหมือนเป็นฝนที่ขอมาใช้ทำภารกิจโดยเฉพาะ]
[ยอมเลย พวกคุณพูดเรื่องอะไรกัน ฝนตกอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นฝนที่ซือฝูชิงขอมาจริงๆ สักหน่อย แค่บังเอิญเท่านั้น อย่าโม้ว่าเป็น ‘เทพแห่งฝน’ อะไรเลย โม้ทีไรเรื่องก็ยิ่งแย่ขึ้นเรื่อยๆ]
[นั่นสิ นอกจากเป็นเรื่องบังเอิญแล้วจะเป็นอะไรไปได้อีก เรื่องฝนตกเบื้องบนต่างหากที่จะกำหนดได้ ซือฝูชิงบอกว่าจะตกก็ตกได้งั้นเหรอ]
[ตามปรัชญาว่าด้วยความเป็นจริงแหละ ถึงยังไงฉันก็เรียกว่าเทพแห่งฝนไว้ก่อน เมื่อไรจะขอฝนอีกเหรอ]
[ฉันมีความคิดที่ประหลาดอันหนึ่ง พวกเราไม่ต้องดึงน้ำจากใต้ขึ้นเหนือแล้ว แค่ตามตัวซือฝูชิงไป ‘วิ้ง’ ฝนก็ตกซู่ประ เจ๋งจะตาย!]
[ซือฝูชิงไปทะเลทราย ‘วิ้ง’ ที ทะเลทรายก็จะเป็นป่าเขียวชอุ่ม!]
บรรยากาศในคอมเมนต์ถูกเบี่ยงประเด็นไปเป็นเรื่องอื่น กระทั่งพูดถึงมีเทพขอฝนสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วเริ่มถกกันเรื่องสร้างคูน้ำ
ซือฝูชิงสำลักโคล่า “แค่กๆ!”
ถึงแม้จะบอกว่าเธอขอฝนได้ก็จริง แต่เธอไม่สามารถกำหนดปริมาณน้ำฝนได้ ต้องดูว่าบนฟ้ามีหรือเปล่า
หากบอกว่านี่เป็นการขอฝน แต่ความจริงเป็นการยืมฝนมากกว่า
เธอก็แค่เอาน้ำฝนในระยะหลายสิบกิโลใตรในแถบละแวกนั้นมารวมกันก็เท่านั้นเอง
ต่อให้องเมียวจิจะเก่งมากแค่ไหนก็ไม่สามารถฝืนกฎธรรมชาติได้
ส่วนเรื่องดึงน้ำจากทางใต้ขึ้นเหนือ เห็นเธอเป็นเครื่องมือมนุษย์งั้นเหรอ
“ชิงชิง ฉันอ่านหมดแล้ว!” อวี้ถังนึกตื่นเต้นขึ้นมา “พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าเธอจะขอฝนได้จริงๆ!”
ซือฝูชิงเคยช่วยเธอมาก่อน อีกทั้งยังเคยเห็นกระดาษยันต์มอดไหม้อย่างไร้ต้นสายปลายเหตุกับตา
ถ้าไม่ใช่เพราะกระดาษยันต์แผ่นนั้น เกรงว่าตนคงถูกประธานหลิวคุกคามไปแล้ว
อวี้ถังเอ่ยอย่างเลื่อมใส “ชิงชิง เธอเป็นเทพมากกว่ามั้ง!”
“เทพ?” ซือฝูชิงหัวเราะเสียงเบา “ถ้าบนโลกนี้มีเทพจริงๆ แล้วทำไมเขาถึงไม่เห็นใจมนุษย์ที่ตรากตรำอย่างโดดเดี่ยว ทำไมไม่ฟังคำอธิษฐานของพวกเขาและปกปักคุ้มครองพวกเขา”
อวี้ถังอดชะงักไปไม่ได้
ซือฝูชิงก้มศีรษะ พูดเสียงเรียบ “ฉันไม่ใช่เทพ เทพเป็นเรื่องไร้สาระ เราทำได้แค่พึ่งพาตัวเองเท่านั้น”
อวี้ถังเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับซือฝูชิงเลยพูดปลอบใจ “ชิงชิงอย่าเศร้าเลย มีเรื่องอะไรก็ไปหาอาเก้า! เขามีเงิน!””
“ฉันเอาแต่กังวลแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง” ซือฝูชิงโอบไหล่อวี้ถังด้วยรอยยิ้ม “ช่างเถอะ ไปกินข้าวกัน”
มื้อเย็นทานที่สวนในคฤหาสน์ หลังจากเฟิ่งซานเรียนรู้เรียบร้อย เขาถึงสั่งอาหารเดลิเวอรีได้เป็นครั้งแรก
“อาเก้า อาคงไม่มีมั้งคะ” อวี้ถังนั่งลงก่อนแกว่งถุงหอมที่ซือฝูชิงให้ในมือไปมา “ฉันได้เป็นอันที่สองแล้ว อาเก้าอิจฉาฉันไหม”
อวี้ซีเหิงเหลือบมองแวบหนึ่ง “ฝีมือปักดีใช้ได้”
“ฮะ?” อวี้ถังชะงักไป เวลานี้ถึงค้นพบว่าบนถุงหอมมีรูปด้วย “ชิงชิงปักรูปอะไรเหรอ”
ซือฝูชิงตอบอย่างได้ใจ “หลงเชวี่ย”
อวี้ซีเหิงชะงักไปก่อนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“อ๋อๆ หลงเชวี่ย” อวี้ถังเกาศีรษะ “แล้วหลงเชวี่ยคืออะไร”
“คล้ายหงส์” ซือฝูชิงเท้าคางขณะอธิบาย “เป็นนกที่ทั้งดุดันและโดดเดี่ยว”
อวี้ถังก็ยังไม่เข้าใจ รู้สึกเพียงว่าสวยดี และไม่ได้มีปัญหาต่อการใช้โอ้อวดอาเก้า
“เจ้านาย ของเจ้านายก็มีนะ!” ซือฝูชิงหยิบถุงหอมอันหนึ่งส่งให้แล้วบอกด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันรู้สึกว่ามีแค่มังกรเท่านั้นที่คู่ควรกับเจ้านาย เจ้านายเป็นมังกรในร่างมนุษย์ ฉันเลยตั้งใจปักเป็นมังกรทองเก้าตัว เจ้านายลองดูสิว่าเป็นไงบ้าง!”
เธอค้นพบว่าตัวเองพูดจาประจบประแจงเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ
อวี้ถังมองถุงหอมเวอร์ชั่นยักษ์ตัวแข็งค้าง
ฮือๆ ทำไมถุงหอมของอาเก้าใหญ่กว่าเธอมากขนาดนี้ล่ะ!
ไม่ชอบใจเลย!
อวี้ซีเหิงเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนรับมา ใช้มือลูบไล้ครู่หนึ่ง “มังกรทอง?”
“เป็นการยกย่องฮ่องเต้ไงคะ” ซือฝูชิงเอ่ยตอบ “มังกรทองเป็นสัญลักษณ์ ฉันรู้สึกว่าเจ้านายสง่างามเหมือนกับฮ่องเต้”
อวี้ซีเหิงยกยิ้มบาง “ไม่เลว แต่ฉันชอบหลงเชวี่ยมากกว่า”
อวี้ถังดวงตาเป็นประกาย “งั้นอาเก้า เรามาแลกกัน!”
เธออยากได้ถุงหอมยักษ์นี้มากกว่า
ทว่าจู่ๆ ซือฝูชิงก็คัดค้านขึ้นทันที “ไม่ได้!”
อวี้ซีเหิงกำลังเก็บถุงหอมติดตัวไว้อย่างดี แต่พอได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้น “ทำไมเล่า”
“เพราะหลงเชวี่ยเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้อิ้น ผู้ชายคนอื่นห้ามใช้” ซือฝูชิงบอกด้วยท่าทีแข็งกร้าว “แม้แต่เจ้านายก็ไม่ได้!”
อวี้ซีเหิงสีหน้าผงะ แต่ไม่นานก็กลับมาคลี่ยิ้มใหม่อีกครั้ง “ก็แค่สมญานาม ไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นก็ได้”
“นี่ถือเป็นเกียรติยศของเขา” ซือฝูชิงพูดด้วยท่าทีจริงจัง “ไม่ใช่แค่สมญานาม”
หลายร้อยปีหลังจากฮ่องเต้อิ้นเสด็จสวรรคต ราชวงศ์ต้าซย่าก็ไม่ได้กลับมารุ่งเรืองดั่งคราวนั้น อีกทั้งยังค่อยๆ ตกต่ำลงอีกต่างหาก
แต่เพราะการบุกตีตะวันตกในอดีตของเขาถึงทำให้แต่ละเมืองที่ได้ยินกิตติศัพท์ต่างหวั่นเกรงจนไม่กล้าแตะต้องอีก
เพียงพูดคำว่าหลงเชวี่ยแห่งต้าซย่าก็ทำให้พวกตะวันตกกลัวจนขี้หดตดหายกันหมด
อวี้ซีเหิงแววตาวูบไหว ภายในใจสะท้านอีกครั้ง
เขาแน่นิ่งไปครู่หนึ่ง ผ่านไปนานถึงค่อยๆ เปิดปากพูดขึ้นว่า “อีกไม่นานจะมีงานเลี้ยง ไปออกงานเป็นเพื่อนฉันหน่อยก็แล้วกัน”
ซือฝูชิงกำลังกินปลาพลางกะพริบตาปริบๆ “ฉันอาจจะไม่ว่างค่ะ เจ้านายดูสิ พวกเขาต้องขึ้นแสดงมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันยุ่งจนไปไหนไม่ได้เลย”
อวี้ซีเหิงบอกเสียงเรียบ “ทองคำห้าสิบหยวน”
ซือฝูชิงพูดเสียงแน่วแน่ “เจ้านายจะให้ไปไหนฉันไปหมด! ต่อให้จะขึ้นฟ้าลงเหวอันตรายแค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น! เชิญเจ้านายว่ามาได้เลย!”
อวี้ถัง “…”
ชิงชิงคงรักเงินมากจริงๆ สินะ
**
เช้าวันต่อมา
เหล่าเด็กฝึกซ้อมอยู่ในค่ายฝึกตามปกติ
เพราะหลินชิงเหยียนเข้าโรงพยาบาลเลยต้องหยุดงานไป ทางรายการเลยทำได้แค่เชิญเมนเทอร์คนหนึ่งมาสอนแทนเป็นการชั่วคราว
“เมนเทอร์ซือ เมื่อวานโชว์อิทธิฤทธิ์สุดยอดจริงๆ!” สวี่ซีอวิ๋นท่าทีตื่นตาตื่นใจ “ขนาดลู่เยี่ยนยังเปียกเป็นลูกหมาไปด้วย น่าเสียดาย ทำไมเขาไม่เข้าโรงพยาบาลไปด้วยเลย”
“ตั้งใจซ้อมดีๆ อย่าเสียสมาธิ” ซือฝูชิงเตะเขาไปหนึ่งที “ฉันไม่ใช่แค่ขอฝนได้นะ แต่ฉันยังขอไฟได้ด้วย ถ้านายว่างจนไม่มีอะไรทำจริงๆ ฉันช่วยขอไฟให้นายด้วยดีไหมล่ะ”
สวี่ซีอวิ๋นตกใจจนวิ่งหนีออกห่าง
เซี่ยอวี้กลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว
“เมนเทอร์ซือ” พนักงานเคาะประตู “มีคนมาหาครับ”
ซือฝูชิงลุกขึ้นยืน “ใครอีกล่ะ”
ทำไมในแต่ละวันชอบมีแต่คนมาหาเธอ
พนักงานตอบเสียงเบา “เหมือนเขาจะมาจากสถาบันศึกษาอะไรสักอย่าง”
“หืม?” ซือฝูชิงสวมชุดคลุม “เขา?”
“สวัสดีครับคุณซือ” ชายวัยกลางคนพยักหน้า “ทางบริษัทคงเกริ่นๆ กับคุณไว้ก่อนแล้วว่าพวกเขาต้องการทำเรื่องให้คุณเรียนใหม่
แต่ดูจากงานของคุณแล้วคงไม่สามารถเรียนมัธยมปลายตามปกติได้ ผมอยู่แผนกรับนักเรียนใหม่ของวิทยาลัยการละครจยาหลาน คุณเซ็นเอกสารฉบับนี้เสร็จก็เข้าเรียนได้แล้ว
เริ่มจากเรียนคลาสเตรียมพร้อมก่อน ถ้าปีหน้าทุกอย่างราบรื่นดีก็เข้ามหาวิทยาลัยได้เลย แต่คะแนนของคุณย่ำแย่เกินไป เกรงว่าคงต้องเรียนเพิ่มอีกสองปี”
“วิทยาลัยการละครจยาหลานเหรอ” ซือฝูชิงเหลือบมองแวบหนึ่ง “โรงเรียนไก่อ่อนที่ไหนกัน ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน”
ชายวัยกลางคนยิ้มด้วยความโกรธ น้ำเสียงพลันเย็นชา “ด้วยความรู้ของคุณซือคงไม่มีทางได้ยินมาก่อนหรอก”
“ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน” ซือฝูชิงยิ้มบาง “ทำไมล่ะ โรงเรียนของคุณเป็นโรงเรียนมัธยมประจำรัฐต้าซย่าหรือมหาวิทยาลัยอีเทอนัลล่ะ ฉันถึงต้องเคยได้ยินชื่อ”
โรงเรียนแรกเป็นโรงเรียนระดับมัธยมอันดับหนึ่งของรัฐต้าซย่า
ส่วนอีกอันเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติระดับชั้นแนวหน้า
“คุณซือออกจะประเมินตัวเองสูงไปหน่อยมั้ง” สีหน้าของชายวัยกลางคนราบเรียบ พูดจาถากถาง “ด้วยความสามารถของคุณซือแล้ว แม้แต่มัธยมปลายยังสอบไม่ติด อย่าพูดถึงเรื่องมหาวิทยาลัยเลย
ตอนนี้ให้โอกาสแต่คุณกลับไม่คว้ามันไว้ ถ้าพลาดครั้งนี้ไป คุณคิดว่าวันหน้าคุณจะไปหาประวัติการศึกษาดีๆ ที่ไหนได้อีก”