เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 108 หน้าระบม รบกวนมาหาถึงที่หน่อย
โรงเรียนมัธยมประจำรัฐต้าซย่ากับมหาวิทยาลัยอีเทอนัล?
มีนักเรียนเก่งๆ หัวกะทิตั้งกี่คนที่เข้าไม่ได้ ซือฝูชิงเรียนมาแค่ไม่กี่ปีแต่กล้ากล่าวถึงสองสถาบันนี้งั้นเหรอ
คู่ควรหรือไง
ชายวัยกลางคนผู้นี้รู้สึกแค่ว่าเป็นเรื่องน่าขัน
ตอนแรกที่บริษัทเทียนเล่อมีเดียพูดเรื่องนี้กับเขา เขาเห็นว่าช่วงนี้ซือฝูชิงกระแสมาแรงเลยพอจะให้เข้าโรงเรียนของเขาได้ พอถึงตอนนั้นคงดึงดูดคนมาได้ไม่น้อย
แต่คิดไม่ถึงว่าซือฝูชิงจะไม่รู้ผิดชอบชั่วดีขนาดนี้
“หากฟังจากที่คุณพูด วิทยาลัยการละครจยาหลานคงเก่งมากงั้นสิ” ซือฝูชิงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีลองเชิง “ก็ดี ฉันขอถามคุณข้อหนึ่ง ในเมื่อคุณเป็นฝ่ายรับสมัครนักเรียนคงพอจะมีความรู้อยู่บ้างแหละ”
ชายวัยกลางคนเผยท่าทีหงุดหงิดใจ แต่ก็ยังตอบรับ “ได้ คุณถามมาเลย ผมทำได้หมด”
ก็แค่เด็กเมื่อวานซืนที่เรียนมาแค่เก้าปีจะถามอะไรเขาได้
ซือฝูชิงขอกระดาษกับปากกามาจากพนักงาน จากนั้นก็เขียนโจทย์ข้อหนึ่งก่อนฟาดลงบนโต๊ะ “โจทย์ข้อนี้แหละ ทำสิ”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นแค่นเสียงเย็นชาแล้วรับกระดาษมา แต่พอเห็นโจทย์สีหน้าก็เปลี่ยนไป
บนกระดาษมีเครื่องหมายเขียนเรียงยาวเป็นพรวน แถมด้านข้างยังมีภาพเส้นกราฟอีกด้วย
อย่าว่าแต่สูตรเลย เพราะแม้แต่ภาพนี้เขาก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน
เขาวิเคราะห์ได้แค่ว่านี่เป็นโจทย์ฟิสิกส์ข้อหนึ่ง
บนหน้าผากของชายวัยกลางคนผุดเหงื่อซึมออกมา ใบหน้าร้อนผ่าว คิดแค่อยากจะกลืนคำว่า ‘ทำได้หมด’ เมื่อครู่นี้ลงคอไป
“ได้ ทำไม่เป็น นี่เป็นแค่โจทย์ฟิสิกส์ระดับเบื้องต้นในมหาวิทยาลัยเท่านั้นนะ ดูท่าทางคุณจะไม่เคยเรียนฟิสิกส์มาก่อน” ซือฝูชิงยกมือขึ้นด้วยท่าทีเกียจคร้าน “งั้นสถาบันของคุณมีศิลปินคนใดเคยจบมาบ้างล่ะ เยี่ยมยอดซะขนาดนั้น ถึงอย่างไรก็คงมีคนดังพอๆ กับเทพีลู่บ้างล่ะมั้ง”
ชายวัยกลางคนใบหน้าเหยเก “เธอ!”
สถานะของลู่หนิงเซิงในวงการเพลงต้าซย่านับว่าไม่เบา ถึงแม้จะไม่ถึงขั้น ‘เป็นดาวเด่นระดับแถวหน้าในวงการ’ แต่ก็เป็นคนที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในยุคนี้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นลู่หนิงเซิงจบการศึกษามาจากวิทยาลัยการดนตรีนานาชาติเฮรา
วิทยาลัยการดนตรีนานาชาติเฮราผลิตเทพและเทพีโกอินเตอร์มาแล้วมากมาย แต่วิทยาลัยการละครจยาหลานในต้าซย่ากลับไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร
“ไม่มีเหรอ” ซือฝูชิงพยักหน้า มุมปากคลี่กว้างกว่าเดิม “การแสดงก็ไม่ได้ ทักษะการเรียนก็ไม่มี ที่ฉันบอกว่าพวกคุณเป็นแค่สถาบันไก่อ่อน ฉันพูดผิดตรงไหน”
สีหน้าของชายวัยกลางคนยิ่งย่ำแย่มากกว่าเดิม
“ให้เขาออกไป” ซือฝูชิงกระชับเสื้อคลุมก่อนหุบยิ้ม “พวกนายไม่เก็บคำพูดของฉันมาใส่ใจเลย ฉันจะบอกเป็นครั้งสุดท้าย อย่าให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องมารบกวนฉันอีก”
พนักงานรีบเอ่ยขอโทษ “ขอโทษครับคุณซือ วันหลังจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้วครับ!”
เขาสงบสติอารมณ์แล้วผายมือ “คุณผู้ชาย เชิญครับ”
ชายวัยกลางคนโมโหสุดขีดแต่จนใจจะขัดขืนอะไรได้เลยสะบัดมือแล้วรีบสาวเท้าเดินออกไปอย่างขัดเคือง
ด้านนอกค่ายฝึก
“ฮัลโหล คุณเฝิง” ชายวัยกลางคนหยิบมือถือขึ้นมาอย่างข่มความโกรธไว้ “คุณปั้นเด็กบ้าที่ไหนมา ผมให้เขาเข้าคลาสเตรียมการเรียนด้วยความเจตนาดี แต่คุณรู้ไหมว่าเขาพูดว่าอะไร
เขาบอกว่าวิทยาลัยการละครจยาหลานเป็นแค่สถาบันไก่อ่อน แถมยังตั้งโจทย์มาให้ผมทำ สุดยอดจริงๆ!”
เฝิงเพ่ยจือได้ยินเช่นนั้นก็เดือดดาลขึ้นมา ทำได้แค่เอ่ยปลอบประโลม “คุณคะๆ คุณอย่าโกรธไปเลยนะคะ ยัยเด็กคนนี้ไม่ค่อยรู้ภาษา เธอจะไปรู้เรื่องอะไร”
“ผมบอกไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน ต่อให้พวกคุณอยากจะยัดแค่ไหนผมก็ไม่เอายัยเด็กนั่น” ชายวัยกลางคนบอกเสียงเย็นชา “เขาดูถูกโรงเรียนผมมากไม่ใช่เหรอ ผมอยากจะดูนักว่าต่อไปจะไปได้สูงแค่ไหน!”
ไม่ต้องรอให้เฝิงเพ่ยจือต้องพูดอะไรต่อ ชายวัยกลางคนก็ชิงตัดสายไปก่อน
เขาโกรธมากจึงกดมือถืออีกครั้ง จากนั้นก็ใช้ชื่อบัญชีส่วนตัวโพสต์ลงในเวยปั๋ว
วิทยาลัยการละครจยาหลานเซวีย : [ตอนนี้มีดาราไอดอลบางคน ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้ แต่ดันเป็นคางคกขึ้นวอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงการบันเทิงหรือไม่ ขอแค่ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ไม่งั้นคุณจะต้องจบเห่ในไม่ช้าก็เร็ว!]
บัญชีส่วนตัวนี้มีแฟนคลับติดตามราวหมื่นคน หลังจากเห็นโพสต์นี้ในเวยปั๋ว ต่อมความอยากรู้อยากเห็นก็ทำงานทันที
[อาจารย์พูดถูก ไม่มีใครแก่เกินที่จะเรียนรู้หรอก]
[ใครอ่ะ ใครยั่วโมโหอาจารย์เซวียเหรอ]
ชายวัยกลางคนตอบกลับอย่างแดกดัน
[ก็ไอดอลสาวชื่อดังในวงการที่เรียนไม่จบคนหนึ่งนั่นแหละ มีดีแค่หน้าตากับความมั่นหน้า]
จากนั้นพวกแฟนคลับก็เข้าใจในทันที
[เข้าใจแล้ว sfq นี่เอง]
[sfq เป็นชื่อย่อของใครเหรอ ไม่เคยได้ยินมาก่อน]
[ซือฝูชิง สาวสวยแห่งต้าซย่า แต่อย่าว่าฉันนะ หน้าตาสวยกับมีประวัติการศึกษาที่ดีมันคนละเรื่องกัน ใช่ว่าพอหน้าตาสวยแล้วจะไม่ต้องเรียนสักหน่อย]
[คนที่เรียนไม่สูงไม่มีทางไปได้ไกลแน่นอน นั่งรอวันที่ซือฝูชิงพังไม่เป็นท่าได้เลย]
นานๆ ทีชวีหลิงอวิ๋นจะเล่นอินเทอร์เน็ต ไม่นานก็เลื่อนผ่านเจอโพสต์นี้
เขารีบกดโทรออกทันที
“คุณซือ เมนเทอร์ซือ ตอนนี้คุณไม่เปลี่ยนบริษัท แต่ก็ควรหาฝ่ายประชาสัมพันธ์มาช่วยจัดการหน่อยไหม” ชวีหลิงอวิ๋นเอ่ยถาม “ผมมีอยู่หลายคน ช่วยแนะนำคนให้ได้นะ”
“มีอะไรให้น่าช่วยกัน” ซือฝูชิงสีหน้าเหนื่อยหน่าย “จำเป็นด้วยเหรอคะ”
ชวีหลิงอวิ๋นประชด “แอนตี้แฟนของคุณมีมากเกินไป ทนดูไม่ไหวจริงๆ”
“แอนตี้แฟน?” ซือฝูชิงไม่เห็นด้วยสักเท่าไร “ฉันเคยกลัวเหรอ จัดการไปทีละคน ถ้ามาเป็นหมู่ก็จัดการเป็นหมู่ ถ้าไม่ไหวก็ฟ้อง”
พอชวีหลิงอวิ๋นนึกถึงพลังทำลายล้างของซือฝูชิงเลยทำได้แค่เก็บคำพูดหลังจากนั้นไป
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถามหยั่งเชิง “หรือคุณอยากเรียนไหม ผมจัดการให้ได้นะ!”
“ฉันขอปฏิเสธ” ซือฝูชิงตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ “ฉันเรียนมานานมากแล้ว ให้ฉันได้พักสักหน่อยเถอะ”
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือไม่ใช่ว่าเรียนอีกครั้งแล้วเหนื่อย แต่เธอไม่อยากเรียน รด. แล้ว
ชวีหลิงอวิ๋นคลางแคลงใจอย่างมาก “ไม่ใช่ว่าอายุสิบห้า คุณก็ไม่ได้เรียนแล้วเหรอ”
“อ๋อ เรียนในฝันน่ะ” ซือฝูชิงยักไหล่ “ในฝันฉันยังอยู่ที่วิทยาลัยศิลปะภาพยนต์เก๋อหลินเอินด้วยนะ แต่ฉันไปเป็นอาจารย์”
ชวีหลิงอวิ๋น “…”
ถ้าคุยเรื่องความฝันคงต้องยกให้ซือฝูชิง
“ก็ได้” ชวีหลิงอวิ๋นคลึงหว่างคิ้ว “ถ้ามีเรื่องอะไรให้ผมช่วย คุณก็ว่ามาได้เลย ช่วงนี้ผมกำลังเกลาบท รอผมเกลาเสร็จเมื่อไรคุณค่อยมาเป็นนางเอก! คุณเปลี่ยนหน้าตาได้เร็วขนาดนี้ ผมเชื่อในการแสดงของคุณ!”
พอพูดประโยคนี้จบ เขาก็ทำใจเตรียมโดนซือฝูชิงวางสายใส่ไว้แล้ว
ทว่าอีกฝ่ายกลับเงียบไปพักหนึ่งก่อนพูดเสียงสบายๆ “เอาสิคะ”
ชวีหลิงอวิ๋นชะงักไป เขาตกใจมากจริงๆ “คุณไม่อยากทำงานไม่ใช่เหรอ”
“ก็ต้องดูว่าทำอะไร” ซือฝูชิงบอก “ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันวางละ ฉันมีธุระ”
“คุณจะไปไหน”
“ตอบโต้”
ชวีหลิงอวิ๋น “???”
หลังจากซือฝูชิงวางสายแล้วก็กดเปิดเวยปั๋ว จากนั้นก็กดเข้าไปในหน้าเพจเวยปั๋วของชายวัยกลางคนผู้นั้นแล้วทิ้งโพสต์ไว้สองโพสต์
ซือฝูชิง : [ถากถางกันให้มันน้อยๆ หน่อย เลิกโมเมได้แล้ว อีกอย่างฉันจะเรียนที่ไหนก็คงไม่ต้องให้โรงเรียนไก่อ่อนของคุณมาเป็นกังวลหรอก มีอะไรก็มาพูดกันต่อหน้า อย่ามาทำอะไรลับหลัง แถมเป็นผู้ชายอกสามศอก คนอย่างคุณมันน่าดูถูกจริงๆ]
ซือฝูชิง : [ฉันก็แค่ตั้งโจทย์ฟิสิกส์ของมหาลัยให้คุณทำ มาสิ เอาให้พวกเด็กนักศึกษาดู ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ตัวเองเป็นอาจารย์แต่ดันแก้โจทย์ไม่เป็น แถมไม่เคยดูแลศิลปินชื่อดังเลยสักคน ขยะอะไรกัน คู่ควรกับฉันด้วยเหรอ]
พอเธอปล่อยโพสต์นี้ออกมา กองทัพเหล่ามูสที่ติดตามเธอย่อมได้รับการแจ้งเตือน จากนั้นก็ทยอยกันเข้ามาอ่าน
[วิทยาลัยการละครจยาหลาน? ที่บีบผู้หญิงคนหนึ่งให้กระโดดตึกนั่นหรือเปล่า]
[พวกเธอหมายความว่าไง คืออะไร คิดจะทำร้ายสามีของฉันเหรอ]
[ไม่เรียนยังบีบจะให้เรียน คนบ้าอะไรกัน ถุย!]
[นี่…นี่มันโจทย์พื้นฐานวิชาฟิสิกส์ของมหาลัยนะ ถึงแม้ศิลปินแก้โจทย์ได้จะเป็นเรื่องยาก แต่อาจารย์รับสมัครเด็กนักเรียนอย่างคุณก็น่าจะเข้าใจสักนิดหรือเปล่า]
ไม่นานคอมเมนต์ก็ถกเถียงกันยาวไปถึงห้าพันโพสต์
บัญชีเวยปั๋วของชายวัยกลางคนถูกเหล่ากองทัพมูสถล่มยับ ถึงขนาดต้องเปิดโหมดจำกัดคอมเมนต์
กองทัพมูสกลับมาถกเถียงกันต่อในกลุ่ม
[พวกเธอฟิตหน่อย ทำไมถึงให้สุดที่รักโต้ตอบเอง!]
[ช่วย…ช่วยด้วย พวกเราก็เปล่าสักหน่อย แต่เขามือไม้เร็วเกินไป]
[เขาเร็วมากจนไม่มีที่ให้ฉันได้โชว์พลังเลย ฉันอิจฉาพวกแฟนคลับของเซี่ยอวี้ที่อยู่ข้างๆ มากเลย อย่างน้อยก็ยังถลกแขนเสื้อต่อยตีกันได้]
เหล่ามูส “…”
แฟนคลับคนอื่นสร้างกลุ่มต่อกรตอบโต้คืนทุกวัน
แต่พอมาเป็นพวกเขา รอจนพวกเขามาถึงซือฝูชิงก็จัดการเองเรียบร้อยแล้ว
พลังทำลายล้างของคนๆ เดียวยังแข็งแกร่งกว่าพวกเขาทั้งกลุ่มเสียอีก
พวกเขาสบายมากจริงๆ
แต่ก็ช่างเถอะ เรียนรู้เอาดีกว่า
**
อีกฝั่ง
บ้านตระกูลเผย
“ฉิงหย่ามาแล้วเหรอ” คุณนายเผยทักทายด้วยความดีใจ “ทำไมวันนี้ถึงมีเวลามาหาน้าถึงที่นี่ได้ล่ะ”
“พี่สาวหนูได้เหล้าสองสามขวดกับของบำรุงร่างกายมา หนูเลยเอามาให้คุณน้ากับคุณอาค่ะ” จั่วฉิงหย่าเอาของวางลงก่อนมองรอบๆ บ้าน “พี่เมิ่งจือไม่อยู่เหรอคะ”
“อย่าพูดถึงเขาเลย” เพียงครู่เดียวคุณนายเผยก็สีหน้าขรึมลง “เมื่อคืนทะเลาะกับน้าเลยหนีออกจากบ้านไปแล้ว ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย”
จั่วฉิงหย่าพลันชาวาบในใจ
ไม่ใช่ว่าเผยเมิ่งจือไปหาซือฝูชิงหรอกนะ
“เธอว่าที่น้าจุ้นจ้านก็ไม่ใช่เพราะหวังดีกับเขาหรอกเหรอ” คุณนายเผยนึกโกรธขึ้นมา “ถ้าน้าไม่จุ้นจ้านกับเขาบ้าง ไม่แน่ตอนนี้เขาคงยังทำตัวไม่เอาถ่านอยู่ก็ได้ แถมยังกล้ามาต่อปากต่อคำกับน้าอีก จริงๆ เลย!”
เมื่อก่อนเผยเมิ่งจือเป็นเด็กว่าง่าย แต่เมื่อวานกลับกล้าตวาดใส่เธอ
คุณนายเผยโมโหสุดขีด
“น้าเผยคะ ช่วงนี้พี่เมิ่งจือกล้าต่อต้านคุณน้าขนาดนี้ต้องเป็นเพราะถูกยัยจิ้งจอกนั่นหว่านเสน่ห์ใส่แน่ๆ!” จั่วฉิงหย่ากัดฟันแน่น “แถมยังกล้ารังแกหนูด้วย”
คุณนายเผยสีหน้าเปลี่ยน รีบเอ่ยถามพลางลูบหลังของจั่วฉิงหย่า “เกิดอะไรขึ้น ฉิงหย่าหนูอย่าร้องไห้เลยนะ ค่อยๆ พูดค่อยๆ จา”
“เขา…เมื่อคืนพี่เขาโทรหาหนู” จั่วฉิงหย่าพูดเสียงสะอื้น “หนูนึกว่าเขาจะมีอะไรซะอีก สุดท้ายเขาแค่ขอเบอร์ซือฝูชิงจากหนู ถ้าไม่ได้ถูกหว่านเสน่ห์ใส่แล้วจะเป็นอะไรไปได้ล่ะคะ”
“ซือฝูชิง…” คุณนายเผยขมวดคิ้วมุ่น “ใช่เด็กที่ตระกูลจั่วรับมาอุปการะหรือเปล่า”
“ค่ะ ใช่แล้วค่ะ ยัยนั่นอยู่ในวงการบันเทิง” จั่วฉิงหย่าพูดต่อไป “คุณน้าเผยก็รู้ว่าคนในวงการบันเทิงจ้องจะเข้าหาไฮโซ พี่เมิ่งจือต้องโดนหลอกแน่ๆ!”
คุณนายเผยแน่นิ่ง แววตาเย็นชาลงทันควัน
“คุณน้าดูสิคะ!” จั่วฉิงหย่าไม่พูดพร่ำทำเพลงก่อนเลือกรูปหลังจากที่ซือฝูชิงล้างเครื่องสำอางแล้ววางไว้ตรงหน้าคุณนายเผย
พอคุณนายเผยเห็นก็หัวร้อนขึ้นมาทันที ตบโต๊ะอย่างแรง “ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี!”
จั่วฉิงหย่าแอบลำพองในใจ
เธอรู้ว่าคุณนายเผยคุมความประพฤติของเผยเมิ่งจืออย่างหนัก
ไม่ว่ารอบกายเผยเมิ่งจือจะเกิดสิ่งผิดปกติใดขึ้น คุณนายเผยจะจัดการทั้งในที่ลับและในที่โล่งจนหมด
โดยเฉพาะคนที่หน้าตาสวยๆ ไม่ว่าอย่างไรคุณนายเผยก็ไม่วางใจ
ตนแอบชอบเผยเมิ่งจือมานานแล้ว รอผ่านไปอีกสักระยะ ตนจะให้จั่วเทียนเฟิงไปเกริ่นๆ กับตระกูลเผยดู
“ดี ขอบคุณฉิงหย่านะที่บอกเรื่องนี้กับน้า” คุณนายเผยสีหน้าขึงขัง “หนูบอกมาสิว่าค่ายฝึกอะไรนั่นอยู่ที่ไหน ตอนนี้น้าเผยจะไปกับหนูเลย”
“น้าเผยคะ ยัยนั่นเป็นคนหยาบกระด้าง” จั่วฉิงหย่าหน้าซีด “หนูกลัวว่าเขา…”
วันนั้นแค่ฝ่ามือเดียวก็ทำเอาจั่วเสียนอวี้ล้มลงพื้นแล้ว ภาพยังติดตาอยู่เลย
“ไม่ต้องกลัว มีน้าอยู่ด้วย” คุณนายเผยบีบมือเธอแน่น “ไม่ต้องเป็นห่วง รีบไปกันเถอะ”
**
ทางฝั่งค่ายฝึกรายการหนุ่มสาววัยใส
เผยเมิ่งจือยืนรอด้านนอกอย่างพะว้าพะวงมาตั้งแต่ตอนบ่ายยันหกโมง
กระทั่งเห็นเงาของซือฝูชิง เขาถึงพรูลมหายใจออกมาแล้วรีบสาวเท้าเข้าไปหา “คุณซือ!”
“นายอีกแล้วเหรอ” ซือฝูชิงกำลังเข็นรถ “ไม่ว่าง”
“เปล่านะๆ คุณซือ ผมมีธุระด่วน!” เผยเมิ่งจือยกมือสองข้างไหว้ด้วยท่าทีต่ำต้อยกว่า “คุณให้กระดาษยันต์ผมอีกสักใบได้ไหม”
“ทำไมล่ะ เจอเร็วขนาดนั้นเชียว” ซือฝูชิงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ฉันบอกแล้วไงว่าครั้งแรกฟรี แต่หลังจากนั้นทุกครั้งจะเก็บเงิน ถ้าอยากจัดการให้จบๆ ก็เตรียมทรัพย์สินของนายไว้ได้เลย”
“ขอโทษคุณซือด้วยจริงๆ” เผยเมิ่งจือเม้มริมฝีปาก “ผมไม่รู้ว่าแม่ของผมจะทำเรื่องแบบนี้ได้ ผมตำหนิแม่ไปแล้ว คุณซือวางใจได้ เงินไม่ใช่ปัญหาเลย ผมพร้อมยกทรัพย์สมบัติของผมให้คุณทั้งหมด!”
ตอนนี้เขาจะมีกะจิตกะใจมาจีบหญิงต่อได้ที่ไหนกัน คิดแค่อยากรักษาชีวิตของตัวเองไว้เท่านั้น
พอพูดจบเผยเมิ่งจือก็ถามอย่างระมัดระวัง “คุณซือ ผมโดนของสกปรกอะไรใส่ตัวมาหรือเปล่า”
“ของสกปรกไม่มีหรอก” ซือฝูชิงอมยิ้ม “แต่คนสกปรกมีมากเชียวแหละ”
“เพื่อนที่ผมไปมาหาสู่ด้วยก็สะอาดกันทั้งนั้นนะ!” เผยเมิ่งจือพูดเสียงตะกุกตะกัก “ถึงแม้ผมจะไปคลับแต่ไม่เคยเล่นของ ดื่มแค่เหล้า มาก…มากสุดก็แค่นินทาคุณไม่กี่ประโยค
แต่ตอนนี้ผมตาสว่างแล้ว ผมขอโทษคุณด้วยนะ! ไม่รู้ว่าคนสกปรกที่คุณซือพูดถึงคือใครเหรอ”
ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “หน้าผากแคบต่ำ เส้นผมอยู่ใกล้ขนคิ้วเกินไป แม้แต่ฉันยังมองหน้าหม่นหมองของนายออกเลย นายดวงแย่มากจริงๆ”
เดิมทีเธอก็ไม่ได้เรียนดูโหงวเฮ้งหน้ามา แต่ในเมื่อคิดจะเดินเส้นทางองเมียวจิแล้ว อย่างน้อยก็ต้องรู้อะไรบ้าง
เมื่อก่อนตอนไปทำภารกิจกับศิษย์พี่ห้า เธอรับหน้าที่เป็นฝ่ายหาเรื่องทะเลาะ
เพราะหากให้เธอจัดการเรื่องโหงวเฮ้งจริงๆ คงวุ่นวายน่าดู
น่าเสียดายที่มีปี่เซียะตัวหนึ่งแต่เลี้ยงยังไงก็ไม่อ้วนสักที
เสี่ยวไป๋สัมผัสได้ถึงแววตาเย็นชาของเจ้านาย มันยื่นอุ้งมือไปสะกิด “เอ๋ง!”
เผยเมิ่งจือสูดลมหายใจเข้าลึก “ขอร้องคุณซือบอกวิธีรอดชีวิตทีเถอะครับ”
“ที่บ้านเกิดเรื่องอะไรแปลกๆ บ้างหรือเปล่า” เวลานี้ซือฝูชิงถึงจอดจักรยาน “ลองพูดมาให้ฟังหน่อย”
“ที่บ้านเหรอ” เผยเมิ่งจือนึกย้อนกลับไป “ถ้าจะบอกว่ามีเรื่องอะไรแปลกๆ คงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ผมเลี้ยงไว้ตายตลอด แถมกระจกก็มักแตกบ่อยๆ แถมประตูหน้าบ้าน…”
“เผยเมิ่งจือ!” เสียงโมโหดังแว่วมาพร้อมเสียงแหลมสูงปรี๊ด “เผยเมิ่งจือ ฉันบอกแกตั้งกี่รอบแล้วว่าอย่ามาตามตอแยพวกดาราผู้หญิงแบบนี้! ถ้าถูกเกาะขึ้นมาจะทำยังไง แกจะเอาแต่งเข้าบ้านเหรอ ฉันไม่อนุญาตหรอกนะ!”
ตอนแรกเผยเมิ่งจือตกใจวาบ แต่พอเห็นว่าเป็นใครชัดๆ แล้วคิ้วก็ขมวดแน่น “แม่ผมมาแล้ว คุณซืออย่าไปสนใจเธอเลย ช่วงนี้กำลังเข้าวัยทอง พวกเราไปคุยกันที่ร้านกาแฟดีกว่า”
จากนั้นคุณนายเผยก็เดินเข้ามายกฝ่ามือขึ้นหมายจะฟาดเข้าที่ใบหน้าของซือฝูชิงโดยไม่คิดพูดพร่ำทำเพลง
เผยเมิ่งจือตวาดใส่ “แม่ หยุดนะ!”
ซือฝูชิงแค่เปิดเปลือกตาขึ้นแล้วคว้าข้อมือของคุณนายเผยไว้ได้อย่างง่ายดายก่อนปัดออกด้วยความว่องไว
คุณนายเผยรู้สึกเจ็บแปลบ ไม่ทันได้ทรงตัวเลยเสียหลักเซล้มไปด้านหลัง
จั่วฉิงหย่าที่ตามมาด้านหลังรีบเข้าไปประคองไว้ “น้าเผยคะ ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”
คุณนายเผยหน้าอกสั่นกระเพื่อม เห็นได้ชัดว่าโกรธอย่างมาก
เธอนึกไม่ถึงว่าซือฝูชิงจะกล้าต่อกรกับตัวเอง
“ฉันจะบอกเธอให้ ต่อให้เธอจะตามตอแยแค่ไหน ฉันก็ไม่มีทางยอมให้ลูกชายฉันแต่งงานกับเธอหรอก!” คุณนายเผยกัดฟัน “ถ้าเธอฉลาดพอก็รีบไสหัวไปซะ”
ซือฝูชิงถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาจิ้งจอกโค้งลง “ฉันชอบเขา? นี่เห็นฉันตาบอดหรือไง”
เผยเมิ่งจือสัมผัสได้แค่ความหวาดกลัว รีบเปิดปาก “ไม่ๆๆ ผมไม่กล้าเป็นคนที่คุณซือชอบหรอก ผมควรเป็นลูกน้องคอยยกชารินน้ำให้มากกว่า!”
ถ้าไม่มีซือฝูชิง เขากลัวว่าจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้
ตอนนี้เขารอให้ซือฝูชิงช่วยปกป้องชีวิตเขาอยู่ แต่ทำไมแม่ของเขาต้องมาคลุ้มคลั่งเอาตอนนี้ด้วย!
เมื่อเห็นทุกการกระทำของเผยเมิ่งจือแบบนั้น จั่วฉิงหย่าก็ตะลึงงัน พลันร้องเสียงแหลม “พี่เมิ่งจือบ้าไปแล้วเหรอ!”
นอกจากหน้าตาแล้ว ซือฝูชิงมีอะไรให้คุณชายอย่างเผยเมิ่งจือตกหลุมรักอีกเหรอ
ต้องถูกทำเสน่ห์อะไรใส่แน่นอน!
“น้าเผย ดูสิคะ” จั่วฉิงหย่ารีบฟ้องทันที น้ำเสียงปนสะอื้น “พี่เมิ่งจือหลงยัยนั่นถึงขั้นนี้แล้ว”
คุณนายเผยเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม “ดี ดีมาก กำแหงใหญ่แล้ว!”
“คุณซือ ผมจองห้องอาหารไว้แล้ว” เผยเมิ่งจือไม่คิดสนใจคุณนายเผยอย่างสิ้นเชิง “ไปกันเถอะๆ”
ทว่าซือฝูชิงไม่ขยับ
“ฉันดูก่อนนะ” เธอเอียงศีรษะพลางอมยิ้ม “จู่ๆ กระจกก็แตก ดวงการเงินแย่ลง สัตว์เลี้ยงตายซ้ำตายซ้อน พลังหยินเข้าเรือน ทั้งครอบครัวถูกความชั่วร้ายรุกรานมาหลายสิบปี คงช่วยไม่ได้แล้ว รอตายละกัน”
คุณนายเผยเงยหน้าขึ้น ฉับพลันก็ตะคอกเสียงใส่ “พูดจาเหลวไหลอะไรกัน เลอะเทอะ! ได้ ตอนนี้ฉันจะโทรหาจั่วเทียนเฟิง ถามหน่อยสิว่าตกลงเลี้ยงดูเธอมายังไง”
“พ่อบ้าน เอากระเป๋าฉันมา”
พ่อบ้านเดินมา ขณะที่กำลังจะยื่นมือถือส่งให้คุณนายเผยก็ดันมีเบอร์หนึ่งชิงโทรเข้ามาก่อน
เขามองแวบหนึ่งก่อนรีบบอก “คุณนายครับ สายด่วนจากบริษัทครับ!”