เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 109 ลูกพี่รวบมหาศาล ชิงชิงรวบครึ่งหนึ่ง
เผยเมิ่งจือมองมาทางซือฝูชิงทันที
ซือฝูชิงยังไม่เดินไปไหน เธอยืนพิงจักรยานพลางกอดอก
รอบด้านมีคนเดินสัญจรไปมาและเหลือบมองทางนี้อยู่บ่อยครั้ง เธอสวมแค่แว่นกันแดดสีดำ ทว่ากลับยังคงยืนด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับไม่กลัวถูกแอบถ่ายจนกลายเป็นข่าวดังเลยสักนิด
“ฮัลโหล” คุณนายเผยรับสายด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก “ว่ามา”
ไม่รู้ว่าฝั่งนั้นพูดเรื่องอะไร
ทว่าวินาทีต่อมาสีหน้าของคุณนายเผยก็แปรเปลี่ยน “ว่าไงนะ หุ้นของบริษัทร่วง แถมถูกคนอื่นช้อนซื้อหุ้นเสียหายกว่าสิบล้านงั้นเหรอ!
ได้ ฉันจะรีบไป อย่าเพิ่งใจร้อน บอกให้ฝ่ายการเงินสงบสติอารมณ์ก่อน!”
พอพูดจบเธอก็ไม่มีอารมณ์มาสนใจอะไรซือฝูชิงอีก แถมไม่สนใจจั่วฉิงหย่าด้วย เดินกระแทกส้นสูงจากไปอย่างรวดเร็ว
พ่อบ้านมองซือฝูชิงแวบหนึ่งด้วยท่าทีตกตะลึง
เมื่อครู่เขาได้ยินซือฝูชิงพูดแว่วๆ ว่าดวงการเงินจะแย่ลง ผ่านไปไม่กี่วินาทีบริษัทก็ส่งข่าวร้ายมาบอก
นี่มันเรื่องอะไรกัน
หรือว่าตระกูลเผยจะดวงการเงินมีปัญหาอย่างที่เธอบอกจริงๆ
ชั่ววินาทีนั้นพ่อบ้านนึกสับสนอยู่บ้าง เขาขมวดคิ้วแล้วเดินจากไปพร้อมคุณนายเผย
เวลานี้เผยเมิ่งจือตัวสั่นไปทั้งร่าง
เขายื่นมืออันสั่นเทาออกไปคว้ากระเป๋าของซือฝูชิงไว้แน่น “จอมยุทธ์หญิงโปรดช่วยทีเถอะ!”
ซือฝูชิงเอียงหน้าไปมอง “เห็นนายเป็นคนน่าสนใจดี ดังนั้นฉันจะช่วยนายก็แล้วกัน”
เธอล้วงหยิบกระดาษยันต์ที่พับเอาไว้อย่างดีมาจากในกระเป๋าแล้วส่งไปให้ “จำไว้ ยันต์ช่วยป้องกันอันตรายหลังจากนั้นมันจะไหม้หายไปเอง รอยันต์แผ่นนี้ไหม้ไปเมื่อไรนายค่อยมาหาฉัน จากนั้นก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฉันฟัง”
พอได้จับกระดาษยันต์สีชาดอันคุ้นเคยแล้ว เผยเมิ่งจือค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ
“นี่เป็นเงินเก็บของผม” เขารีบส่งบัตรธนาคารใบหนึ่งไปให้ “ในนี้มีล้านหนึ่ง คุณซือโปรดช่วยครอบครัวผมด้วยเถอะ พ่อผมมีเงินเยอะกว่าผมอีก!”
“ค่อยว่ากัน” ครั้งนี้ซือฝูชิงไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใด “ฉันยุ่ง เวลาของฉันใช้เงินซื้อไม่ได้หรอก”
จากนั้นเธอก็ขี่จักรยานจากไป
เวลานี้จั่วฉิงหย่าถึงกล้าเปิดปาก “พี่เมิ่งจือ พี่ถูกยัยนั่นทำคุณไสยใส่หรือเปล่า ยัยนั่นพูดเรื่องเหลวไหลเช้าจรดเย็น พี่อย่าไปเชื่อนะ!”
เผยเมิ่งจือกระวนกระวายใจ “เธออย่ามายุ่มย่าม เธอจะไปเข้าใจอะไร!”
ชีวิตของเขาสำคัญกว่า!
เผยเมิ่งจือคร้านจะสนใจว่าสีหน้าของจั่วฉิงหย่าจะย่ำแย่แค่ไหนก่อนจะขึ้นรถแล้วขับจากไป
จั่วฉิงหย่ากระทืบเท้ากัดฟันเอ่ย “ซือฝูชิง แกรอก่อนเถอะ!”
**
ตกเย็น
ซือฝูชิงตรวจดูขาของอวี้ซีเหิงด้วยความตั้งใจจนเสร็จ
พอเธอคำนวณทองคำที่ได้รับในช่วงนี้ก็รู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย
“ไปกินข้าวเถิด” อวี้ซีเหิงหยิบเอกสารขึ้นมา “ฉันจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จเมื่อไรเดี๋ยวลงไป”
เมื่อซือฝูชิงเห็นว่าเขาจะยื่นมือไปหยิบแก้วกาแฟก็รีบชิงแย่งยกแก้วขึ้นก่อน “เจ้านาย ดื่มกาแฟให้น้อยๆ หน่อย เจ้านายนี่บ้างานจริงๆ ทำงานแบบนี้ร่างกายรับไม่ไหวหรอกนะ”
“ดูสิลุกขึ้นยืนก็ยังไม่ได้ หยิบกาแฟในมือของฉันยังไม่ถึงเลย เลิกดื่มได้แล้ว วันนี้เข้านอนเร็วๆ ดีกว่า”
ขณะที่ซือฝูชิงกำลังหมุนตัว
พลั่ก
เธอถูกกดเข้าที่กำแพง
กลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ชวนให้รู้สึกสงบและเย็นลงอย่างน่าประหลาด
ทำให้คนสติล่องลอยได้ในระยะเวลาสั้นๆ
มีมือเย็นเฉียบจับที่กลางศีรษะของเธอก่อนหยิบแก้วกาแฟจากมือขวาของเธอมา
ช่วงวินาทีที่ผิวสัมผัสกัน เธอก็สัมผัสได้ถึงความหยาบและด้านของนิ้วมือเขา
มืออีกข้างของชายหนุ่มยันกำแพงไว้ ศีรษะก้มต่ำลงเล็กน้อยเอ่ยเสียงไม่เร็วไม่ช้า “ฉันไม่เคยบอกมาก่อนนะว่าฉันยืนไม่ได้”
ซือฝูชิง “…”
ก็จริง
เห็นได้ชัดว่ากล้ามเนื้อขาที่นั่งวีลแชร์มาตลอดของอวี้ซีเหิงแข็งแรงกว่าคนทั่วไปมาก
ถึงแม้ไม่ได้ตึงแข็งเหมือนชายร่างกำยำ ทว่าเส้นเลือดกล้ามเนื้อทุกตารางนิ้วกลับไหลเวียนดี โค้งงอสมบูรณ์ราวกับช่างสลักตั้งใจสลักขึ้นมาด้วยความตั้งใจ
ซือฝูชิงเชื่อแล้วว่าอวี้ซีเหิงออกกำลังกายอยู่บ่อยครั้ง
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอตรวจเจออาการที่ขาของเขา เธอคงสงสัยว่าเขาแสร้งเอาเรื่องที่ว่าเดินไม่ได้มาหลอกเธอเสียมากกว่า
“วันหลังก็ระวังหน่อย” อวี้ซีเหิงนั่งลงบนวีลแชร์อีกครั้ง นิ้วมือขีดหมุนเป็นวงกลมอย่างเบามือพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ได้ดีใจหรือโกรธเคืองแต่อย่างใด “ในฐานะสตรีคนหนึ่ง”
คำว่าสตรีที่หลุดออกมาจากปากของเขาชวนให้รู้สึกถึงกลิ่นอายโบราณ
ช่างไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน
ซือฝูชิงนวดคลึงที่ใบหู “อ๋อ ความจริงก็ใช่ว่าฉันจะเป็นผู้หญิงสักหน่อย เจ้านายสั่งมาได้เลย ฉันเป็นผู้ชายให้ได้!”
ถ้าเธอโหดขึ้นมาก็สามารถซัดศิษย์พี่สองให้หมอบได้เลยนะ
นานๆ ทีอวี้ซีเหิงจะทำท่าผงะเช่นนั้น ผ่านไปนานถึงจะพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “งั้นเป็นผู้หญิงดีกว่า”
เขาวางแก้วกาแฟลงและไม่ได้ดื่มมันอีก
จากนั้นพวกเขาสองคนก็เดินเข้าไปในลิฟท์เล็กๆ
อวี้ถังนั่งรออยู่ข้างล่างนานแล้ว พอเห็นซือฝูชิงลงมาก็รีบถามว่า “ชิงชิงไม่เป็นไรใช่ไหม เห็นแฟนคลับบอกว่าวันนี้มีคนตาบอดคิดจะรังแกเธอ”
อวี้ซีเหิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย
เฟิ่งซานสีหน้าเปลี่ยน “เกิดอะไรขึ้น”
“เรื่องเล็กน้อย” ซือฝูชิงรินน้ำใส่แก้ว “แซ่เผยมั้ง คนของตระกูลเผย”
เฟิ่งซานแผ่ไอสังหาร พูดด้วยสีหน้าดุดัน “คุณซือ ผมจะจัดการพวกเขาซะ!”
“ต้องให้ฉันกับนายลงมือเองด้วยเหรอ” ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้น “ไม่ต้องหรอก สถานการณ์ของบ้านนั้น อีกไม่เกินหนึ่งเดือนคงเจอหายนะแน่นอน”
หากไม่เห็นว่าเข้าตาจนจริงๆ คงไม่ช่วย
แต่คนบางคนกลับเลือกอยากตายซะอย่างนั้น
เฟิ่งซานชะงักไป “ทำไมคุณซือถึงพูดแบบนั้นล่ะ”
“แค่ความขัดแย้งระหว่างพวกคนในตระกูลเท่านั้น” ซือฝูชิงเท้าคาง ดวงตาแฝงแววเกียจคร้านหน่อยๆ “ตระกูลเผยคงเชิญตัวองเมียวจิจริงๆ ไม่ได้เลยเชิญตัวหมอไสยศาสตร์มาจากต่างประเทศ ช่วยลงมนต์คาถาให้ตระกูลพวกเขา โดยเฉพาะคนที่ชื่อเผยเมิ่งจือคนนั้น น่าจะชื่อนี้แหละ”
“หมอไสยศาสตร์คนละสายกับองเมียวจิ ส่วนมากให้ผลร้ายมากกว่า ถึงแม้จะเป็นการช่วยคนแต่ก็ผลาญเอาเงินไปไม่น้อย” อวี้เซีเหิงเอ่ยเสียงเรียบ “ความจริงก็พอๆ กับพวกพ่อมดหมอผี”
“เจ้านายพูดถูกแล้ว” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “ต่อให้พวกเขาจะเอาเงินและชีวิตของเผยเมิ่งจือไป พวกเขาก็อยู่ได้อีกไม่นาน ไม่ช้าก็เร็วต้องล่มจมกันทั้งบ้าน ทำร้ายคนอื่นแถมทำร้ายตัวเอง ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร”
เฟิ่งซานพยักหน้าด้วยความมึนงง แต่ต่อจากนั้นไม่กี่วินาทีเขาก็รู้สึกทะแม่งๆ “คุณซือรู้ได้ยังไง”
“คือฉัน…” ซือฝูชิงชะงักไป “เคยเรียนพวกทฤษฎีของสายองเมียวจิมาบ้าง พอจะเป็นองเมียวจิได้ไหมล่ะ”
แต่เธอไม่ได้บอกว่าเธอเขียนยันต์เป็น
เจ้าบ้าจีสิงจือนั่นเล่นลูกไม้อะไรกับเธอไม่ได้แล้ว
“องเมียวจิเหรอ” เฟิ่งซานตกตะลึง “เรื่องแบบนี้เรียนเองได้ด้วยเหรอ”
ถึงแม้ตระกูลจีจะเก็บตัวมานานและไม่เคยติดต่อตระกูลใหญ่อื่นเลย
แต่เฟิ่งซานเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลจีจากตระกูลมั่วมาไม่น้อย
สามตระกูลใหญ่ไม่ได้อยู่เขตชายแดน ทว่าประจำอยู่ที่เมืองแต่ละเมือง
ตอนนั้นมีข้าศึกแอบเข้าโจมตีตงโจว บรรพบุรุษของตระกูลจีเป็นคนออกหน้าช่วย
เวลาเพียงครู่เดียวก็สามารถทำให้กองทัพทหารนับแสนพ่ายแพ้จนถอยทัพกลับไป
แต่ศาสตร์ลี้ลับนี้กลับทำร้ายร่างกายไม่น้อย หลังจากนั้นไม่กี่วันบรรพบุรุษผู้นั้นก็สิ้นใจล่วงลับไป
แต่ไม่ว่าอย่างไร องเมียวจิต่างก็รู้สึกหวาดผวากันถึงขีดสุด
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ซือฝูชิงกะพริบตาปริบๆ “ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้เรียนรู้เองได้ ประสบการณ์มักมาจากการลงสนามจริงทั้งนั้น”
เธอชะงักไปครู่หนึ่งแล้วหลุบตาลงพร้อมรอยยิ้มบาง “ถ้าเรียนแล้วไม่ได้จริงๆ ก่อนเผชิญกับความเป็นความตายลองบีบบังคับตัวเองดูสักครั้ง พอถึงเวลานั้นนายจะรู้สึกว่านายทำได้ทุกอย่างแหละ”
ไม่รู้ว่ากำลังคิดถึงเรื่องอะไร จู่ๆ แววตาของอวี้ซีเหิงก็ขรึมลง เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ใช่แล้ว”
เฟิ่งซาน “…”
เขารบกวนแล้ว ในเมื่อเขาเป็นแค่คนธรรมดานี่นา
ไม่คู่ควรที่จะใช้หลักเหตุผลเดียวกับพี่เก้าและคุณซือเลยสักนิด
“อิ่มแล้ว” ซือฝูชิงบิดตัวยืดเส้นยืดสาย “เจ้านาย งั้นฉันไปก่อนนะ”
อวี้ซีเหิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบาง “ระวังตัวด้วย”
“วางใจได้เลยๆ” ซือฝูชิงโบกไม้โบกมือ “แค่ขี่รถฉันไม่ล้มหรอกน่า”
เธอแบกเป้แล้วเดินจากไป
เฟิ่งซานพูดขึ้นว่า “พี่เก้า พี่ดูสิว่าคุณซือต้องมารักษาขาให้พี่ทุกอาทิตย์ เดินทางไปๆ มาๆ แบบนี้ลำบากไม่น้อย ถึงอย่างไรที่นี่ก็มีห้องของเธออยู่แล้ว ไม่สู้ให้คุณซืออยู่ที่นี่ถาวรไปเลย”
อวี้ซีเหิงเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง
“ผมไม่ได้พูดอะไรเลยนะ!” เฟิ่งซานรีบถอยไปด้านหลังสองก้าว “พี่เก้า ผมเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้รดน้ำดอกไม้ข้างนอกเลย ผมไปก่อนนะครับ!”
เขาเดินออกมาจากคฤหาสน์อย่างกลัวตาย
ขณะที่รดน้ำต้นไม้ก็หยิบมือถือขึ้นมากดโทรออก
“ฮัลโหล” เฟิ่งซานกดเสียงต่ำลง “เรื่องที่ให้ไปสืบตามสืบได้หรือยัง”
“สืบได้บ้าอะไรล่ะ!” เห็นได้ชัดว่าอีกฝั่งเอ่ยด้วยความหงุดหงิด “ตามสืบไม่เจอ แต่คนของ T18 หนีไม่รอดแน่นอน มีแค่คนของพวกเขาที่หลบการตรวจค้นของฉันได้ ที่อยู่ IP ก็ถูกซ่อนไว้ด้วย โมโหชะมัด”
“ช่างเถอะ ก็ไม่ได้หวังกับนายอยู่แล้ว” เฟิ่งซานส่ายศีรษะ “ฉันก็แค่แปลกใจว่าพวกนายเจอพวก T18 ตั้งหลายครั้งไม่ใช่เหรอ ในบรรดาพวกเขามีใครที่ชอบดื่มโค้กกับกินไก่ทอดมากๆ บ้างไหม”
ในฐานะที่เป็นหน่วยงานข่าวกรองชั้นนำระดับแนวหน้าของโลก หลิงกับ T18 มีอำนาจทัดเทียมกัน ปะทะฝีมือกันก็หลายครั้ง แต่มักเสมอกันอยู่ร่ำไป
แต่ไก่ทอดกับโค้กไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับหน่วยงานข่าวกรองเลย
“เหมือนจะคุ้นๆ อยู่บ้าง” ทางนั้นครุ่นคิด “มีอยู่ครั้งหนึ่งรัฐมอร์ตันสืบคดีแล้วเจอคนของ T18 เข้า หัวหน้าพวกเขามั้งกำลังถือโค้กขวดหนึ่งดื่มอยู่
ตอนนั้นท้าทายฉันเอามากๆ ฉันรุดหน้าหวังจะเข้าไปหาเรื่องด้วย”
เฟิ่งซานตื่นเต้นขึ้นมา “นายชนะเหรอ”
ทางฝั่งนั้นแค่นเสียง “เปล่า ฉันเอาชนะหล่อนคนเดียวไม่ได้หรอก นายอย่าพูดเลย ฝีมือดีขนาดนั้น เหลือเชื่อสุดๆ!”
เฟิ่งซานตื่นเต้นมากกว่าเดิม “อะไรนะ ผู้หญิงเหรอ อายุเท่าไร ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่หรือเปล่า”
คงไม่ใช่คุณซือจริงๆ หรอกมั้ง
“ใช่สิ ถึงแม้จะใส่หน้ากาก แต่ฉันคงไม่ถึงขั้นแยกชายหญิงไม่ได้มั้ง” ทางฝั่งนั้นพูดต่อ “แต่ไม่ว่าจะอายุน้อยแค่ไหนก็ต้องบรรลุนิติภาวะแล้ว นี่มันเรื่องตั้งแต่ห้าปีก่อน ใครจะไปจำได้”
เฟิ่งซานถึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ
ห้าปีก่อนคุณซืออายุแค่สิบสาม ยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย
ไม่มีทางเกี่ยวข้องอะไรกับ T18 แน่นอน
“แต่ตอนหลังฉันเพิ่งมารู้ว่าผู้หญิงที่ฉันเจอ นายรู้ไหมว่าเป็นใคร” น้ำเสียงของทางฝั่งนั้นขรึมลงมาก “เป็นหนึ่งในสามหัวหน้าใหญ่ของ T18!
นายก็รู้ว่าเธอเป็นคนของหน่วยข่าวกรอง แต่ความสามารถด้านการต่อสู้ดีกว่ากลุ่มปฏิบัติการอีก น่ากลัวมากจริงๆ”
สามหัวหน้าใหญ่ของ T18 อยู่ในใบรายชื่อตามล่าตัวของหลิงนานแล้ว
เพียงแต่ไม่มีใครจับกุมตัวมาได้เลยก็เท่านั้น
เฟิ่งซานขบคิด “งั้นตอนนั้นคนที่จะมาเกี่ยวดองกับเจ้านายเป็นใครล่ะ”
“ถุย เกี่ยวดองกับเจ้านาย?” ทางนั้นระเบิดอารมณ์ เห็นได้ชัดว่าถูกจี้ใจดำเข้าแล้ว “พวกเขาแต่ละคนโหดเถื่อนขนาดนั้น ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด! นายไปบอกเจ้านายว่าอย่าไป ฉันกลัวว่าเจ้านายจะโดนเขมือบ ถ้าเขาไปก็เหมือนแพะเข้าปากเสือ ฉันจะบอกนายให้ว่าพวก T18…”
เฟิ่งซานรีบกดวางสายด้วยสีหน้าเอือมระอา
เอาอีกแล้ว
พักหูหน่อยดีกว่า
**
อีกฝั่ง ทางตระกูลจั่ว
จั่วเสียนอวี้เลิกงานกลับบ้านมาก็เห็นจั่วฉิงหย่านั่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าที่ไม่ดีเท่าไรนัก
“เธอเป็นอะไรอีกล่ะ” จั่วเสียนอวี้ถามพลางบอกให้คนรับใช้เอาชุดคลุมไปซักแห้ง “ได้ยินว่าวันนี้เธอไปบ้านตระกูลเผยมาเหรอ คิดจะผูกมิตรไปมาหาสู่กับบ้านตระกูลเผยหรือไง”
“ไปแล้ว สุดท้ายดันถูกยัยบ้านั่นทำให้โมโหแทบตาย” จั่วฉิงหย่าสบถ “ทำไมไปไหนก็เจอแต่ยัยนั่นนะ!”
จั่วเสียอวี้แววตาขรึมลง “ซือฝูชิงเหรอ”
“ยัยนั่นแหละ พี่รอง พี่ว่าช่วงนี้ซือฝูชิงแปลกๆ ไหม สองสามวันมานี้ฉันสุขภาพไม่ค่อยดี สมาธิก็ล่องลอย” จั่วฉิงหย่าเลื่อนสายตามามอง “พี่ว่ายั่ยนั่นเล่นของใส่ฉันหรือเปล่า”
ท่าทีของเผยเมิ่งจือในวันนี้ดูแปลกอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้นเผยเมิ่งจือเห็นดาราน้อยใหญ่มาจนชิน แต่เขาเคยทำตัวนอบน้อมถ่อมตนแบบนี้เสียเมื่อไร
สิ่งที่สำคัญก็คือเธอไม่เคยโดยเผยเมิ่งจือตามขนาดนี้เลย ซือฝูชิงมีสิทธิ์อะไร
“ฉันว่าช่วงนี้สมองเธอเบลอหนักเข้าแล้วจริง” จั่วเสียนอวี้พูดเสียงเย็น “ถ้ามีเวลามานั่งพึมพำแบบนี้ สู้เอาเวลาไปเรียนเถอะ สมองเลอะเลือนไปใหญ่แล้ว!”
จั่วฉิงหย่ารีบบอก “พี่รอง ฉันพูดจริงๆ นะ ช่วงนี้ฉันกินเมลาโทนินเข้าไปแต่สุดท้ายก็นอนไม่หลับอยู่ดี”
“บอกให้เธอไปหาหมอเธอไปหรือยัง” จั่วเสียนอวี้ไม่อยากคุยเรื่องนี้ด้วยอีกเลยเดินขึ้นบ้านไป “วันๆ เอาแต่คิดเรื่องไร้สาระ”
จั่วฉิงหย่าโยนหมอนอิงลงพื้นด้วยความโกรธ
เธอล็อกอินเข้าไปในเวยปั๋วของตัวเอง จากนั้นก็พิมพ์โพสต์ยาวเหยียด
จั่วฉิงหย่า : [บางคนขนาดไสหัวออกจากบ้านแล้ววันๆ ยังเอาแต่ฝันหวานอยากเกาะตระกูลใหญ่ แม้แต่คู่หมั้นคนอื่นก็ยังอ่อย ไม่รู้จักยางอายเลยจริงๆ แม่เขาไล่ขนาดนั้นแล้ว ทำไมถึงยังหน้าด้านไม่ไปอีกล่ะ ยังมียางอายอยู่ไหม]
พร้อมรูปประกอบด้านล่าง