เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 110 เทพใหญ่ ความลับแตกแล้ว
เป็นรูปขณะที่คุณนายเผยกำลังพุ่งเข้าไปหมายจะตบซือฝูชิง
ตอนนั้นจั่วฉิงหย่ากดชัตเตอร์ถ่ายอยู่ด้านหลังสองสามภาพ ทว่าตั้งใจลบสองสามภาพด้านหลังออกก่อนจะเหลือไว้แค่ภาพนี้ภาพเดียว
ประจวบกับด้านข้างมีเผยเมิ่งจือที่ทำสีหน้าเคร่งเครียดยืนอยู่ด้วย
เข้ากับโพสต์ได้ดีเหลือเกิน
ปกติจั่วฉิงหย่ามักโพสต์สินค้าแบรนด์เนมในเวยปั๋วอยู่บ้าง คนที่ติดตามเธอต่างรู้ว่าเธอเป็นเศรษฐีเลยพากันประจบประแจงกันยกใหญ่ เธอชอบความรู้สึกแบบนี้อย่างมาก
อีกทั้งชื่อไอดีในเวยปั๋วของเธอก็เป็นชื่อจริง เหล่าแฟนคลับย่อมรู้แก่ใจดีว่าเธอเป็นคนของตระกูลจั่ว
[ซือฝูชิงหรือเปล่าเนี่ย]
[ยอมเลย ซือฝูชิงอีกแล้ว ตกลงกำลังทำอะไรกันแน่]
[หล่อนไม่ได้บ้าไปแล้วใช่ไหม แม้แต่คู่หมั้นของคุณหนูจั่วก็กล้าแย่ง แทรกกลางความสัมพันธ์ของคนอื่นแบบนี้ ถ้าไม่ใช่มือที่สามแล้วจะเป็นใคร]
[พี่สาวบ้านรวยอย่าโมโหไปเลย พวกเราจะช่วยทำให้เขาขึ้นเป็นคำค้นหายอดฮิตเอง!]
จั่วฉิงหย่ามองดูด้วยความสบายอกสบายใจ
ความโกรธแค้นที่ได้รับจากซือฝูชิงเมื่อหลายวันนี้คลายลงไปไม่น้อย
เวลานี้เป็นเวลาสองทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่ซือฝูชิงไม่ได้ออนไลน์พอดี
ในที่สุดครั้งนี้เหล่ามูสก็ขนทัพมาทันเป็นครั้งแรก
[นี่ยังมีหน้ากล้าโผล่มาอีกเหรอ ลืมคลิปช่วงก่อนหน้านี้ไปแล้วหรือไง เมื่อก่อนเธอรังแกชิงชิงยังไงบ้าง เธอส่งชิงชิงเข้าโรงพยาบาลตั้งกี่รอบ!]
[ที่รักฉันยังไม่เห็นฟ้องเธอเรื่องเจตนาฆ่าเลย แต่เธอกลับเป็นฝ่ายพูดจาซี้ซั้ว]
[ตลก ที่รักไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายด้วยซ้ำ ที่รักแมนกว่าผู้ชายซะอีก แต่ใครจะรู้ว่าคู่หมั้นของเธอโผล่มาได้ยังไงมากกว่า รีบไสหัวไปเลย!]
[ตระกูลผู้ดีแล้วไง พูดตามตรงฉันเป็นคนเมืองซื่อจิ่วแต่ยังไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อตระกูลจั่วด้วยซ้ำ]
พอมีเหล่ามูสมาสมทบ คอมเมนต์ของจั่วฉิงหย่าก็ทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ต่อให้ซือฝูชิงจะออนไลน์มาโต้ตอบด้วยตัวเอง แต่ความเร็วในการเคาะแป้นคีย์บอร์ดของเหล่ามูสกลับเร็วขึ้นแล้ว
จั่วฉิงหย่าคิดไม่ถึงว่าพลังของเหล่าแฟนคลับซือฝูชิงจะมากมายขนาดนี้
เธอโมโหจนเหวี่ยงมือถือทิ้ง
พอลุกขึ้นก็หน้ามืดตาลายไปชั่วขณะ
จั่วฉิงหย่าหน้ามืดจนเซเกือบล้มลงบนพื้น
“คุณหนูสาม!” พ่อบ้านเห็นเช่นนั้นก็รีบเดินรุดหน้าขึ้นมาก่อนจะประคองเธอไปนั่งบนโซฟา ด้วยความเป็นห่วง “คุณหนูเป็นอะไรไปครับ”
“ฉัน…ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” จั่วฉิงหย่าตอบอย่างฉงน “ฉันเพิ่งกินข้าวไปเอง ปกติก็ไม่ได้มีโรคน้ำตาลในเลือดต่ำมาก่อน”
ระยะนี้เธอรู้สึกว่าไม่ว่าเรื่องไหนก็ดูทะแม่งๆ บางครั้งก็รู้สึกร่างกายหนาวสะท้านอย่างน่าประหลาด
“พ่อบ้าน ในเมืองหลินมีวัดที่ไหนบ้างไหม” จั่วฉิงหย่าลูบแขน “ฉันอยากไปขอยันต์มาป้องกันตัวสักหน่อย”
“ทางทิศตะวันออกของเมืองมีครับ” พ่อบ้านตอบ “ชื่อวัดหลิวซ่าน เมื่อก่อนตอนที่นายท่านยังอยู่ก็มักไปกราบไหว้อยู่บ่อยๆ เดิมทีช่วงไม่กี่วันก่อนคุณนายก็อยากไปเหมือนกันแต่สุขภาพยังไม่ดีขึ้น”
“ดีๆ” จั่วฉิงหย่ารีบบอกทันที “พรุ่งนี้ฉันจะแวะไปด้วย พอดีเลยช่วยขอพรให้คุณย่าด้วย”
พ่อบ้านฉีกยิ้ม “คุณหนูสามกตัญญูมากจริงๆ”
จั่วฉิงหย่าเดินขึ้นบันไดพลางติดต่อบริษัทการตลาด “ฮัลโหล ใช่ เอาเหมือนเมื่อก่อน อย่างช้าที่สุดพรุ่งนี้เที่ยง ฉันจะทำให้ซือฝูชิงขึ้นเป็นคำค้นหายอดฮิตให้ได้”
**
เช้าวันต่อมา
ณ ค่ายฝึกรายการหนุ่มสาววัยใส
เพิ่งพักผ่อนไปแค่วันเดียว หลินชิงเหยียนก็รีบกลับมาทำงานแล้ว
เพราะอาการยังไม่หายดี ใบหน้าของเธอจึงซีดเซียว อีกทั้งไม่มีเรี่ยวแรงสอน จึงทำได้แค่นั่งดูเหล่าเด็กฝึกซ้อมกันเอง
หลินชิงเหยียนเองก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหลังจากเธอทำภารกิจล้มเหลวพังไม่เป็นท่า ต่อหน้าเหล่าเด็กฝึกอาจให้ความเคารพเธอก็จริง แต่ในใจโกรธแค้นเธอไม่น้อย
เธอคิดไม่ถึงว่าความลำบากที่เธอตรากตรำมานานจะถูกซือฝูชิงพังย่อยยับง่ายดายขนาดนี้
“ชิงเหยียน เกิดเรื่องแล้ว” ผู้จัดการเดินมาด้วยคิ้วขมวด “ฉันเพิ่งติดต่อแบรนด์เครื่องสำอางไต้เฟยไปเมื่อกี้ คนที่พวกเขาอยากเซ็นสัญญาด้วยก็คือซือฝูชิง วันนี้มาหาที่กองแล้วด้วย”
หลินชิงเหยียนเกือบถือแก้วไว้ไม่อยู่ “เกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านี้บริษัทตกลงแล้วว่าจะให้ฉันเป็น
พรีเซนเตอร์ไม่ใช่เหรอ”
“ทำอะไรไม่ได้” ผู้จัดการถอนหายใจ “กระแสของละครเรื่องนั้นของเธอมันผ่านไปแล้ว ดาราแถวหน้าที่กระแสดีๆ รุ่นเดียวกันกับเธอไม่มีใครรับ ดังนั้นเลยมาตกที่ซือฝูชิงแทน”
หลินชิงเหยียนเริ่มร้อนใจขึ้นมา
เธออายุยี่สิบห้ายังอ่อนเยาว์ แต่ถ้าในวงการถือว่าไม่น้อยแล้ว เทียบกับไอดอลหน้าตาดีรุ่นใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดไม่ได้ด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะเธอยังไม่ได้เข้าวงการหนังอย่างสำเร็จเลย
ซือฝูชิงเดินเส้นทางเน็ตไอดอลเหมือนกับเธอจึงแทนที่เธอได้อย่างสิ้นเชิง
“ช่างเถอะ หลบให้ก่อนแล้วกัน” ผู้จัดการโน้มน้าว “ถ้าไม่ได้ก็แค่หลบไปก่อนไม่ได้เหรอ พวกเราสงบเสงี่ยมกันสักหน่อยดีกว่า”
หลินชิงเหยียนกำแก้วน้ำในมือแน่นโดยไม่พูดอะไร
ภายในห้องซ้อมเต้นหมายเลขสองด้านข้าง
หลังจากซือฝูชิงเขียนตัวอักษรสุดท้ายบนกระดานวาดภาพเสร็จก็ดีดนิ้วแล้วพูดขึ้น “ร่างเสร็จ เรียบร้อย”
“ผมขอดูหน่อยๆ!” สวี่ซีอวิ๋นวิ่งเข้ามา “ชุดออกรบอันเปล่งประกายของผม!”
เซี่ยอวี้ก้มดู
ถ้าเสื้อผ้าชุดนี้มีชื่อแบบนั้น เขายอมไม่ใส่ดีกว่า
“ชุดออกรบอันเปล่งประกาย” ซือฝูชิงพูดขัด “นี่มันชุดออกรบซือซือที่ออกแบบโดยซือซือต่างหาก”
เซี่ยอวี้ “…”
ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรเลย
“เมนเทอร์ซือ ถ้าจะตัดชุดนี้ออกมาคงยากมากใช่ไหม” สวี่ซีอวิ๋นถอนหายใจอย่างหดหู่ “นี่ถ้าวัสดุกับการเย็บผิดไปนิดเดียว แบบร่างนี้คงเสียเปล่า”
ถ้าเขาไม่ได้เห็นกับตาตัวเองก็คงไม่เชื่อว่าการออกแบบเช่นนี้จะถูกวาดออกมาด้วยฝีมือมนุษย์
ง่ายๆ ก็คือมือขวาขั้นเทพชัดๆ
“ไม่หรอก แบบชุดนี้จะให้ใครทำฉันคิดอยู่ในใจแล้ว” ซือฝูชิงบอกด้วยท่าทีสงบ “ฉันรู้ฝีมือของพวกเขาดี มีแต่จะดีกว่าเดิม ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียวฉันจะระเบิดหัวพวกเขาซะ”
สวี่ซีอวิ๋นสะท้านไปทั้งร่าง
เขาไม่รู้เลยสักนิดว่าใครคือคนที่น่าสงสารขนาดนั้น
พอเซี่ยอวี้ดูเสร็จ สายตาก็ขรึมลงเล็กน้อย
“เมนเทอร์ซือ” จู่ๆ เขาก็เปิดปาก “ผมออกไปเดี๋ยวเดียว ในนี้อึดอัดเกินไป”
ซือฝูชิงโบกมือสื่อว่าอนุญาต
เซี่ยอวี้พุ่งตัวมาที่ด้านหลังค่ายฝึกก่อนจะทำสัญลักษณ์มือส่งไปทางพุ่มไม้ด้านข้าง
ทันใดนั้นก็มีองครักษ์ชุดดำคนหนึ่งกระโดดออกมา
เขาเอ่ยทักด้วยท่าทีนอบน้อม “คุณชาย”
“อืม กระโดดข้ามกำแพงเข้ามาสินะ” เซี่ยอวี้เงยหน้าขึ้น “เอาของที่ฉันอยากได้มาหรือยัง”
“อยู่นี่แล้วครับ” องครักษ์ชุดดำหยิบกล่องไม้ออกมาก่อนจะยื่นส่งให้เขาด้วยท่าทีนอบน้อม “ด้านในเป็นแบบร่างเสื้อผ้าแบรนด์หลานสุดลับที่คุณชายต้องการครับ”
เซี่ยอวี้รับมา
เขาเปิดออกแล้วหยิบขึ้นมาดูทีละแผ่นๆ
ยิ่งดูสีหน้าก็ยิ่งขรึมลง
หลานเป็นแบรนด์ออกแบบเสื้อผ้ารายใหญ่แบรนด์หนึ่งที่มีสาขากระจายไปทั่วโลก ฉะนั้นย่อมมีดีไซเนอร์มากเป็นธรรมดา
แต่แบบร่างสุดลับนี้จะแตกต่างกันออกไป หนึ่งปีมากสุดก็จะมีแค่สองสามแผ่น ซึ่งออกแบบโดยดีไซเนอร์คนสำคัญของหลาน
ทุกๆ ปีเก๋อหลินเอินจะเข้าประมูลแบบร่างดีไซน์สุดลับของแบรนด์หลาน ถ้าอยากเข้างานประมูลจะต้องซื้อสินค้าในเครือหลานทั้งหมดมากกว่าร้อยล้านขึ้นไป
เซี่ยอวี้รู้ดีว่าลำพังแค่แบบร่างหกแผ่นนี้ คุณนายเซี่ยก็ใช้เงินไปหกร้อยล้านแล้ว
อีกทั้งสไตล์การออกแบบไม่กี่แผ่นนี้เหมือนภาพที่ซือฝูชิงวาดทุกประการ
เซี่ยอวี้ถอนหายใจเสียงเบา
องครักษ์ชุดดำถามอย่างงุนงง “คุณชาย แบบร่างนี้มีปัญหาอะไรเหรอครับ”
เขาถึงขั้นยอมเสี่ยงถูกคุณนายตีตายเพื่อขโมยสิ่งนี้มาเลยนะ
แต่ถ้าไม่เอามาก็คงถูกคุณชายเอาถึงตายเหมือนกัน
“ไม่มีปัญหาอะไรหรอก” เซี่ยอวี้ยิ้ม “ก็แค่เจอคนที่เก่งมากๆ คนหนึ่ง ดูแคลนไม่ได้เลย”
องครักษ์ชุดดำเผยท่าทีตกใจ
เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเซี่ยอวี้เป็นคนผยอง ข้างกายไม่มีใครเข้าตาเขาเลยสักคน ต่อให้เป็นคุณชายคุณหนูรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างตระกูลอวี้ก็ตาม
คนที่ทำให้เซี่ยอวี้เอ่ยปากชมแบบนี้ได้ นับเป็นครั้งแรกที่เขาเคยได้ยิน
แถมไม่รู้ว่าเป็นใครด้วย
เซี่ยอวี้ตกอยู่ในห้วงความคิด “นายไปถามคุณนายเซี่ยทีว่ามีเวลาคลอดน้องสาวมาให้ฉันเล่นไหม เอาสวยๆ นะ ถ้าไม่สวยไม่เอา”
องครักษ์ชุดดำ “???”
เขาไม่เข้าใจความรักระหว่างแม่ลูกของคุณชายกับคุณนายเลยจริงๆ
“ช่วงนี้คุณนายไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับบ้านเลยครับ” องครักษ์ชุดดำบอกอย่างระอาใจ “นายท่านเองก็บ่นเรื่องนี้เหมือนกัน”
“ก็จริง งานแบบนั้น จิ๊” เซี่ยอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง “ฉันไม่อยากเป็นทายาทรับงานต่อจากเขาหรอก ไปล่ะ”
หลังจากองครักษ์ชุดดำเห็นเซี่ยอวี้เดินลับตาไปแล้วถึงกระโดดข้ามกำแพงจากไป
**
อีกฝั่ง
เผยเมิ่งจือเพิ่งเดินออกมาจากห้างสรรพสินค้าพร้อมกับคุณชายที่ค่อนข้างสนิทสนมกันคนหนึ่ง
เขาเอามือล้วงกระเป๋าไว้ตลอดพลางกำกระดาษยันต์ที่ซือฝูชิงให้เอาไว้แน่น แบบนี้เขาถึงจะรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง
“เอ๊ะ เมิ่งจือ นี่นายใช่ไหม” ทว่าเวลานี้คุณชายที่อยู่ด้านข้างกลับชกแขนเขา “ว้าว แกนี่เร็วไม่เบา จีบติดแล้วเหรอ”
“อะไรคือฉันใช่ไหม” เผยเมิ่งจือมองรถที่ขับผ่านไปมารอบกายด้วยสีหน้าตึงเครียด หันมามองแวบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจแต่สีหน้าก็เปลี่ยนทันที
เขาแย่งมือถือมาจากมือคุณชายคนนั้นอย่างแรง “รูปนี้กับโพสต์หมายความว่าไง”
“ก็หมายความว่าซือฝูชิงมาแทรกกลางระหว่างนายกับจั่วฉิงหย่าไง” คุณชายคนนั้นบอกอย่างสงสัย “ว่าแต่ตระกูลเผยไปเกี่ยวดองกับตระกูลจั่วตั้งแต่เมื่อไรเหรอ”
“จั่วฉิงหย่า!” ผ่านไปครู่หนึ่งเผยเมิ่งจือถึงมีปฏิกิริยาตอบสนอง “ฉันกลับก่อนก็แล้วกัน”
ทันทีที่เขากลับมาถึงบ้านก็รื้อหาเบอร์โทรฝ่ายประชาสัมพันธ์ของทางบริษัท
ยังโทรไม่ทันติด ประตูใหญ่ก็ถูกเปิดออก คนคนนั้นก็คือคุณนายเผยนั่นเอง
พอคุณนายเผยเห็นท่าทีกระวนกระวายใจของเขาก็รู้ได้ทันที “แกคิดจะใช้บัญชีออฟฟิเชียลเวยปั๋วของบริษัทใช่ไหมล่ะ ฉันเห็นแล้ว แกอย่าได้คิดจะโพสต์เวยปั๋วกลบเกลื่อนเลย”
“แม่ แม่หมายความว่ายังไง” เผยเมิ่งจือโมโหสุดขีด “แม่ฉีกยันต์ที่เพื่อนผมให้ไปแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ดันปล่อยให้เพื่อนของผมคนถูกประณามอีก ทำไมแม่ไม่ให้ผมออกไปอธิบายอะไรบ้าง อีกอย่างคู่หมั้นผมโผล่มาได้ยังไง!”
“อธิบายอะไร มีอะไรให้น่าอธิบายกัน” คุณนายเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์ด้วยท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ยัยซือฝูชิงอะไรนั่นเป็นตัวกาลกิณี ไม่งั้นทำไมหลังจากยัยนั่นพูดจบจู่ๆ บริษัทของพ่อแกก็เกิดเรื่องเลยล่ะ”
“ผมก็บอกแล้วไงว่าซือฝูชิงเก่งมากๆ สามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น” เผยเมิ่งจือเองก็หัวร้อนขึ้นมาแล้ว “แม่ครับ บ้านเราเกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้นตั้งมากมาย แม่ไม่คิดว่ามันมีอะไรบ้างจริงๆ เหรอ”
“แกบอกว่าหล่อนเป็นอาจารย์ อาจารย์ที่อายุไม่ถึงสิบแปดปีเนี่ยนะ” คุณนายเผยยิ้มอย่างโมโห “ฉันก็บอกแกแล้วไงว่าถ้าจะหาอาจารย์ก็หาที่ดีๆ หน่อย ว่างๆ ไปวัดหลิวซ่าน ที่นั่นมีพระอาจารย์เมี่ยวกวงอยู่ ดีกว่าคนพูดจาซี้ซั้วนั่นเยอะเลย”
เผยเมิ่งจือกัดฟันแน่น “แม่ แม่ไม่กลัวจะล่วงเกินใครเลยจริงๆ เหรอ”
ถ้าล่วงเกินซือฝูชิง ตระกูลเผยจะอยู่อย่างสงบสุขได้อีกเหรอ
“ยัยนั่นน่ะเหรอ สองวันนี้แกอยู่บ้านอย่างว่าง่ายเถอะ” คุณนายเผยไม่เกรงใจเลยสักนิดก่อนหยิบกุญแจมา “รอฉันจัดการเรื่องบริษัทเสร็จเมื่อไรแกค่อยออกไป ฉันจะดูสิว่าถ้าแกอยู่แต่บ้านจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับแกได้อีก”
กลอนประตูถูกล็อก
ต่อให้เผยเมิ่งจือโกรธแค่ไหนก็ไร้หนทางจะระบายออกมาได้
ทำไมแม่ไม่ฟังเขาบ้างนะ!
จู่ๆ เวลานี้เสียงมือถือก็ดังขึ้น
เผยเมิ่งจือรับสายด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์นัก “ฮัลโหล”
“นายบอกว่าจะจีบ ฉันนึกว่านายจะดีแต่ปากซะอีก” อวี้เย่าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “สุดท้ายตอนนี้ก่อเรื่องจนติดคำค้นหายอดฮิต เผยเมิ่งจือ นายสุดยอดจริงๆ
คุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีกลับทำตัวนอบน้อมถ่อมตนกับคนที่ถูกเก็บมาเลี้ยง เผยเมิ่งจือ นายบ้าไปแล้วเหรอ”
“ใช่ ฉันเคยบอกว่าจะจีบเขา แต่ตอนนี้ฉันกล้าที่ไหน” เผยเมิ่งจือสูดลมหายใจเข้าลึก “ทำไมฉันต้องเคารพนอบน้อมกับเขาก็เพราะซือฝูชิงสามารถช่วยชีวิตของฉันได้น่ะสิ”
“นายพูดเรื่องเหลวไหลอะไร” อวี้เย่าขมวดคิ้ว “อย่างแรกซือฝูชิงไม่ใช่หมอ สองไม่ใช่ตำรวจ แล้วจะช่วยชีวิตนายได้ยังไง”
“เอาเถอะ บอกนายไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี” เผยเมิ่งจือท้อใจแล้ว “เพื่อน ถ้าฉันมีชีวิตรอดออกไปได้ ฉันขอบอกนายไว้ตรงนี้เลย ฉันยังคงเป็นเพื่อนนายเหมือนเดิม แต่ถ้ามีเรื่องอะไร ฉันต้องเข้าข้างคุณซือแน่นอน”
อวี้เย่าเงียบไป ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเย็นชามากกว่าเดิม “ไม่เข้าใจจริงๆ”
หลังจากวางสาย เผยเมิ่งจือก็ล้มลงบนเตียงก่อนพิมพ์ข้อความมือพัลวันกันไปหมดเพื่อส่งให้ซือฝูชิง
[คุณซือ ไม่ใช่ผมนะ ตอนนี้ผมกำลังจะสมัครเวยปั๋วช่วยแก้ข่าวให้! เชื่อผม ผมแค่อยากรักษาชีวิตของผมไว้จริงๆ!]
หวังเพียงว่าเขาจะรอดออกไปได้
**
ถึงแม้เหล่ามูสจะพุ่งตัวไปเป็นกองหน้า แต่บัญชีการตลาดกับเหล่าพันธมิตรรวมหัวกัน ใช้อิทธิพลทำให้ซือฝูชิงขึ้นเป็นคำค้นหายอดฮิตในทางเสื่อมเสียอีกครั้ง
ดูจากทิศทางของชาวเน็ตแล้ว ถึงแม้จั่วฉิงหย่าจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่การที่ซือฝูชิงไปเป็นมือที่สามท่ามกลางความรักของคนอื่นก็ไม่ใช่คนดีเช่นกัน
อีกทั้งเวลานี้ ตอนกลางวัน
ขณะที่ซือฝูชิงกำลังหารือเรื่องสัญญาข้อตกลงโฆษณากับผู้จัดการไต้เฟยในห้องพักรับรอง
“คุณซือรอสักครู่นะครับ” ผู้จัดการชะงักไปครู่หนึ่ง “ผมขอรับโทรศัพท์ก่อน”
จากนั้นเขาก็เดินออกไป
ซังลู่เอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “คุณซือ คุณซือจะรับโฆษณาตัวนี้ทำไมครับ ค่าพรีเซนเตอร์ก็ไม่เยอะ ดันกระแสก็ไม่ได้มากเท่าไร”
“ก็เพราะอยากดันสินค้าในประเทศไง” ซือฝูชิงบอกเสียงเกียจคร้าน “ถึงอย่างไรถ่ายโฆษณาตัวนี้ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมาย”
ซังลู่พยักหน้าแสร้งว่าเข้าใจ
“หงิง” เสี่ยวไป๋ที่นอนหมอบบนพื้นเหลือบมองเขาด้วยสายตาดูแคลนแวบหนึ่ง
ด้านนอกประตู
ผู้จัดการมุ่นคิ้ว “คุณจะให้ผมเปลี่ยนตัวซือฝูชิงงั้นเหรอ สัญญาก็เซ็นไปแล้ว คุณจะให้ผมเปลี่ยนคนอีกเหรอ”
“ใครจะไปรู้ว่าเรื่องจะมาปุบปับแบบนี้ แถมขึ้นเป็นคำค้นหายอดฮิตในวงการไปสามสิบห้าตำแหน่งแล้ว” ผู้อำนวยการพูดต่อ “พวกเราเลือกหน้าตาด้วยก็จริงแต่จะเลือกคนที่มีจุดบอดไปทั้งหมดแบบนี้ไม่ได้ คุณดูสิตอนนี้หล่อนไปเป็นมือที่สามของครอบครัวคนอื่นอีก จะเป็นคนมีคุณธรรมแค่ไหนกันเชียว
อีกอย่างเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือโฆษณาของพวกเราจะส่งไปทางสถานีต้าซย่า สถานีต้าซย่าเข้มงวดขนาดไหนคุณก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ”
พอผู้จัดการได้ฟังเช่นนั้นก็สีหน้าเปลี่ยน
แต่ไหนแต่ไรมาต้าซย่าเข้มงวดมาก ตรวจสอบหลายขั้นตอน
สิ่งที่ทำให้ยอมเผยแพร่โฆษณาได้เพราะเห็นว่าเป็นสินค้าภายในประเทศ
“ได้” ผู้จัดการพยักหน้า “ถึงอย่างไรก็ยังไม่ได้แถลงเปิดตัว พวกเราเลือกพรีเซนเตอร์คนอื่นก็แล้วกัน”
เขากลับไปยังห้องพักรับรองก่อนเก็บสัญญามา “ขอโทษด้วยครับคุณซือ ทางบริษัทแจ้งข่าวด่วนว่าเสียใจด้วยจริงๆ ที่พวกเราร่วมงานกันไม่ได้แล้ว”
ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้น ทว่าสายตากลับไร้ความรู้สึกใดๆ เธอยิ้มตอบ “อ๋อ”
ซังลู่ร้อนใจขึ้นมา “พวกคุณหมายความว่ายังไง สัญญาก็เซ็นไปแล้ว พวกคุณกลับคำได้ด้วยเหรอ”
“เซ็นสัญญาไปแล้วก็ฉีกทิ้งได้เหมือนกัน” ผู้จัดการบอกเสียงเรียบ “ถ้าคุณซือมีเวลาว่างก็ไปจ้างทีมดูแลดีๆ หน่อยเถอะ เคลียร์ข่าวของตัวเองบ้าง”
ดาราส่วนใหญ่ล้วนมีจุดบอด แต่ก็มีทีมงานฝ่ายประชาสัมพันธ์คอยช่วยปิดข่าวไกล่เกลี่ยให้
มีใครจะเหมือนซือฝูชิงบ้างเอะอะก็มีแต่ข่าวเสียหายทางลบ
ความเสี่ยงมากเกินไปแล้ว
บริษัทแบกรับไม่ไหวหรอก
ซือฝูชิงก้มหน้ามองโทรศัพท์แวบหนึ่ง
ผู้ช่วยผู้กำกับของสถานีต้าซย่าส่งข้อความมาหาเธอ
กินดีดื่มดี : [คุณซือ เอกสารของรายการผ่านหมดแล้ว ผมเตรียมสัญญาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย ตอนนี้ผมอยู่ที่หน้าประตูทางเข้ารายการของคุณในเมืองหลิน คุณพอจะว่างตอนไหนบ้างครับ ผมมาเซ็นสัญญากับคุณ]
ซือฝูชิงเคาะโต๊ะก่อนตอบกลับ
[ได้ ตอนนี้คุณมาได้เลย ฉันเพิ่งจัดการธุระเสร็จไปเรื่องหนึ่งพอดี มาที่ห้องพักรับรอง พนักงานจะนำทางพามา]
กินดีดื่มดี : [โอเคครับ ไปเดี๋ยวนี้เลย!]
ซือฝูชิงไม่แสดงท่าทีใดๆ ทว่าซังลู่โมโหแทบตาย “พวกคุณกลับกลอก เชื่อถือคำพูดไม่ได้ ไม่นานก็คงเจ๊ง!”
“นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกคุณต้องมากังวล” ผู้จัดการมองนาฬิกาแวบหนึ่ง “พวกเราจะเลือกพรีเซนเตอร์คนใหม่ หวังว่าคุณซือจะไม่พูดเรื่องที่ทางบริษัทเซ็นสัญญากับคุณให้ใครรู้นะครับ”
น่าเสียดายจริงๆ ทั้งๆ ที่หน้าตาไม่แย่ แต่มีข่าวเสียหายไม่เว้นแต่ละวัน ไม่รู้จักทะนุถนอมตัวเองบ้างเลย
“คุณซือ!” ซังลู่เดือดดาล “พวกเขาทำเกินไปแล้ว”
เขาเพิ่งมาดูแลซือฝูชิงแค่สองวันแต่กลับต้องมาเจอคนที่ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าแบบนี้ต่อหน้า
“นายโมโหเรื่องอะไร” ซือฝูชิงเหลือบมองเขา “ฉันขาดงานพรีเซ็นเตอร์ด้วยเหรอ”
เดิมทีเธอก็ไม่ได้อยากรับอยู่แล้ว
พอผู้จัดการได้ยินเช่นนั้นก็แค่ฉีกยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร
ซือฝูชิงยังไม่เข้าใจเส้นทางในวงการบันเทิง ยิ่งความเสี่ยงของศิลปินมีมากเท่าไร บริษัททุกที่ล้วนต้องประเมินว่าจะใช้ตัวศิลปินคนนี้ได้หรือเปล่า
ผู้จัดการเดินมาถึงหน้าประตูยังไม่ทันดึงเปิดออก ประตูก็ถูกผลักเข้ามาก่อนแล้ว
ผู้ช่วยผู้กำกับเดินเข้ามาด้วยท่าทีดีอกดีใจ “คุณซือมาครับ เรามาเซ็นสัญญากัน!”