เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 112 ฉีกหน้าตรงนั้น ซือฝูชิงเป็นผู้อาวุโส
เผยเมิ่งจืออ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย ในใจพลันกระตุกวูบ
จากนั้นก็รีบดูไอดีเวยปั๋วที่โพสต์ข้อความนี้
หลังจากเห็นคำว่า “ซิงถิง” สองคำนี้แล้วก็รู้ทันทีว่าผลลัพธ์ที่ตามมาไม่สำคัญอีกต่อไป
สำนักงานกฎหมายซิงถิง ต่อให้ไม่เคยสู้คดีความแต่ก็ต้องรู้จักชื่อนี้อยู่แล้ว
ซือฝูชิงไปเชิญตัวมาได้อย่างไร
แต่พอเผยเมิ่งจือนึกย้อนไปว่าแค่ซือฝูชิงเห็นใบหน้าของเขาก็มองเห็นสิ่งผิดปกติในบ้านของเขาได้ เขาก็เข้าใจทันที
ตระกูลจั่วโง่จริงๆ ทั้งๆ ที่มีเพชรอยู่ในมือแต่กลับไม่รู้จักรักษาไว้
ทันใดนั้นยอดแชร์กับคอมเมนต์ใต้ข้อความที่ทีมสำนักงานกฎหมายซิงถิงโพสต์ลงในเวยปั๋วนั้นก็พุ่งสูง
[??? ตระกูลเผยจะล้มละลายภายในห้าวัน ใครให้ความกล้าแก่เธอพูดประโยคนี้ออกมาเหรอ]
[เมนต์บน ถ้าลองดูชื่อไอดีก็คงไม่พูดจาโง่ๆ แบบนี้ออกมาหรอกนะ]
[สำนักงานกฎหมายซิงถิงมาเป็นทีมจัดการเลยเหรอ! ซือฝูชิงมีเงินแล้วเหรอเนี่ย]
เหล่าแฟนคลับของวงการไม่มากก็น้อยต่างรู้ดีว่าซือฝูชิงอยู่ในสถานะไหนในบริษัทเทียนเล่อมีเดีย
อย่าว่าแต่ทีมแก้ข่าวมืออาชีพเลย ต่อให้เป็นรถประจำหรือผู้ช่วยก็ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
เหล่าชาวเน็ตที่คอยตามข่าวต่างเห็นใจซือฝูชิงไม่น้อย
เหล่ามูสยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่
มีคนจงใจเปิดบัญชีใหม่โดยเฉพาะ ชื่อไอดีว่า “วันนี้ชิงชิงที่รักฉีกสัญญากับบริษัทเทียนเล่อมีเดียหรือยัง”
สำนักงานกฎหมายซิงถิงสร้างความตกตะลึงให้แก่ชาวเน็ตไม่น้อย แต่พวกเขากลับไม่มีใครเข้าใจประโยคสุดท้ายเลยสักคน
[ในตัวซือฝูชิงคงไม่ได้มีอะไรหรอกใช่ไหม เธอดูสิแม้แต่ฝนยังขอมาแล้วเลย ไม่แน่ตระกูลเผยอาจจะล้มละลายก็ได้นะ]
[บังเอิญไปรอบหนึ่งแล้ว ยังจะมีรอบที่สองอีกเหรอ ถึงแม้ตระกูลเผยจะไม่ถือว่าเป็นตระกูลใหญ่ในประเทศ แต่ในเมืองหลินก็ยังนับว่าอยู่ในสิบอันดับแรกมั้ง บริษัทใหญ่ขนาดนี้จะล้มได้ภายในห้าวันเลยเหรอ]
[นั่งรอดูห้าวัน ฉันจะนับถอยหลังรอ]
[เจ๋งสุดๆ ดาราคนอื่นสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเป็นเด็กเรียนเก่ง กินเก่ง แต่ซือฝูชิงก็นะ สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูเป็นแนวไสยศาสตร์ไปซะได้]
[ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้หรอก พวกเธอตาบอดมองไม่เห็นชื่อสำนักงานกฎหมายซิงถิงจริงๆ เหรอ ต่อให้เป็นตระกูลเผย แต่เรื่องศาลคงหนีไม่พ้นแน่!]
เหล่าชาวเน็ตเห็น ผู้จัดการย่อมต้องเห็นด้วยเช่นกัน สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที “คุณนาย สำนักงานกฎหมายซิงถิงครับ!”
สร้างบัญชีเวยปั๋วเฉพาะกิจเช่นนี้ เห็นทีคงสร้างทีมขึ้นมาเพื่อรับมือเรื่องนี้โดยเฉพาะ
คุณนายเผยเหลือบมองแวบหนึ่ง สีหน้าดูไม่ดีนัก “เชิญคนของสำนักงานกฎหมายซิงถิงมาเลยเหรอ”
สำนักงานกฎหมายซิงถิงประจำอยู่ที่เป่ยโจว ซึ่งห่างจากซีโจวไกลมาก
แต่เพราะชื่อเสียงโด่งดัง คุณนายเผยย่อมได้ยินชื่อมาบ้างเป็นธรรมดา
คุณนายเผยรู้ดีว่าหากแค่เชิญตัวทนายความจากสำนักงานกฎหมายซิงถิงมาคนหนึ่งยังถือว่าสบายๆ
แต่ถ้าเชิญมาเป็นทีมล่ะ?
นี่ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินก็ทำได้หรอกนะ
สำนักงานกฎหมายซิงถิงไม่ได้รับทำทุกคดี ปกติจะตรากตรำเพื่อประชาชน ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากสู้คดี ดังนั้นชื่อเสียงจึงโด่งดังตามไปด้วย
“จากที่ได้ยินตระกูลจั่วพูดมา ซือฝูชิงมักมีรถมารับถึงที่ไม่ซ้ำคัน” ผู้จัดการขบคิดแล้วพูดอย่างไม่แน่ใจนัก “น่าจะเป็นเสี่ยของซือฝูชิงเชิญตัวมามากกว่า”
“มิน่าละ นี่คงคิดว่ารอเล่นเบื่อแล้วค่อยดักคนซื่อๆ สักคนมารับช่วงต่อ ฉวยโอกาสเบียดตัวเข้ามาในแวดวงผู้ดี” คุณนายเผยแค่นเสียงเย็นชา “ฝันไปเถอะ! ฉันไม่มีทางยอมหรอก
แถมยังส่งหนังสือทนายมาให้ฉันอีก ส่งมาเลย! ก็แค่ต้องการเงินไม่ใช่เหรอ เงินแค่นี้ตระกูลเผยจะให้ไม่ได้เลยหรือไง”
ทางผู้จัดการปาดเหงื่อ “คุณนายครับ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องเงิน แต่ยังโยงมาถึงชื่อเสียงบริษัทด้วย นี่จะทำให้ทุกคน...”
คุณนายเผยเผยสีหน้าโกรธเคือง “ถามฝั่งตระกูลจั่วไป พวกเขาก็ต้องให้ความกระจ่างกับฉันเหมือนกัน วางใจเถอะ อีกไม่กี่วันคนก็ลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว”
เรื่องนี้ลามไปถึงตระกูลจั่วด้วยเช่นกัน เธอไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลจั่วจะยังนั่งใจเย็นได้
เธอยิ่งไม่เชื่อเรื่องที่ซือฝูชิงพูดว่าบริษัทเผยจะล้มละลายเข้าไปใหญ่
เอาง่ายๆ ก็คือตลกสิ้นดี
คุณนายเผยคลึงขมับแล้วทำงานต่อ
ทว่าทางฝั่งตระกูลจั่ว หลังจากจั่วเสียนอวี้ได้รับสายจากทางตระกูลเผยก็รีบลากตัวจั่วฉิงหย่าออกมาจากห้องนอนทันที
“ดีแต่หาเรื่อง!” จั่วเสียนอวี้พูดเสียงเย็นชา “ช่วงนี้คนในตระกูลเราเข้าโรงพยาบาลไปตั้งกี่คนแล้ว อีกไม่กี่วันต้องจัดงานศพอาสี่อีก ถ้าเธออยากตายนักฉันจะส่งเธอไปเป็นกรรมกรที่เส้นศูนย์สูตรเอง!”
จั่วฉิงหย่าเอ่ยเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ “ฉันทำอะไรผิดเหรอ ตระกูลเผยยืนข้างฉันไม่ใช่ข้างซือฝูชิงสักหน่อย”
“เธอสร้างความเดือดร้อนไง!” จั่วเสียนอวี้มองด้วยแววตาคมกริบ “ฉันเคยเตือนเธอแล้วว่าถ้าฉันยังไม่ได้ลงมือทำอะไร อย่าประจันหน้ากับซือฝูชิงเด็ดขาด ต้องทำให้หล่อนเลิกหวาดระแวงเข้าใจไหม”
จั่วฉิงหย่าดวงตาลุกวาว “พี่รอง พี่เตรียมจะต่อกรกับยัยนั่นยังไงเหรอ”
“เธอไม่ต้องรู้หรอก แต่ยัยนั่นคงผยองได้อีกไม่นานแล้ว” จั่วเสียนอวี้บอกเสียงเรียบ “ช่วงนี้เธอสงบเสงี่ยบไว้บ้าง อย่าให้ฉันเห็นว่าเธอสร้างเรื่องอีกนะ”
จั่วฉิงหย่าหดคอ “แต่หนังสือทนาย…”
จั่วเสียนอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก “ถึงตอนนั้นฉันค่อยไปหาซือฝูชิง มีแค่ยัยนั่นต้องถอย เธอถึงจะไม่ต้องขึ้นศาล”
จั่วฉิงหย่าพยักหน้าและหยิบมือถือขึ้นมากดปิดบัญชีเวยปั๋ว แม้แต่คอมเมนต์ก็ยังไม่กล้าดูสักแวบเดียว
พอสำนักงานกฎหมายซิงถิงเป็นฝ่ายตอบโต้ ประเด็นที่ว่ากุข่าวสร้างเรื่องย่อมหายตามไปด้วย
แม้แต่ออฟฟิเชียลของตระกูลเผยและจั่วฉิงหย่ายังถูกถล่มยับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกแอนตี้แฟนและเหล่าคนที่ปั้นน้ำเป็นตัวเลย
ไม่นานสำนักงานกฎหมายซิงถิงก็จดบันทึกไอดีที่กุข่าวนี้ขึ้นมา จากนั้นก็ส่งไปให้สำนักงานใหญ่แล้วจัดทำหนังสือทนายออกมาอย่างรวดเร็ว
พวกเขาจับความเคลื่อนไหวของจั่วฉิงหย่าได้ในเวลาอันสั้น
“เอ๊ะ คุณหนูจั่วลบบัญชีเวยปั๋วไปแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าหนีความผิดเหรอ” ทนายความวัยรุ่นทำได้แค่ส่ายศีรษะ กดเสียงต่ำลง “พี่หลิง นี่คุณซือพูดจริงเหรอ
พวกเราก็แค่ตรวจเจอว่าช่วงนี้สภาพคล่องทางการเงินของตระกูลเผยมีปัญหา แต่คงไม่ถึงขั้นล้มละลายมั้ง พวกเราพูดออกไปแบบนี้ ถึงเวลานั้นจะถูกพวกเขาจับจุดอ่อนได้หรือเปล่า”
หญิงสาวผู้ฉลาดเป็นกรดกำลังนั่งเขียนเอกสาร ได้ยินดังนั้นก็ยังคงก้มหน้าแล้วตอบด้วยท่าทีใจเย็น “งั้นก็รอดูไปก่อนห้าวัน ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เธอนึกแปลกใจไม่น้อยว่าตกลงแล้วซือฝูชิงเป็นใครกันแน่ ถึงทำให้สำนักงานใหญ่สร้างกลุ่มเฉพาะกิจนี้ขึ้นมาได้
แต่เธอรู้ดีว่าอะไรควรถามและไม่ควรทำ
ทนายวัยรุ่นเกาศีรษะก่อนหันไปทำงานอย่างอื่นต่อ
**
ตกเย็น
ซือฝูชิงไปลานเล็กของคฤหาสน์
วันนี้อวี้ถังเตรียมทำปิ้งย่าง โต๊ะอาหารถูกตั้งไว้กลางลานบ้าน
กลิ่นหอมของเนื้อแผ่ฟุ้งกระจาย กระตุ้นน้ำย่อยของทุกคนได้เป็นอย่างดี
อวี้ซีเหิงนั่งด้านข้างอย่างเงียบเชียบพร้อมถ้วยชาหยกในมือ
แสงจันทร์อ่อนๆ กระทบลงบนร่างของเขา ทำให้ร่างของเขาราวกับถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำค้างอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้านาย ความจริงไม่ต้องก็ได้” ซือฝูชิงนั่งลง “ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงคนแรงสิ่งของเลย ใช้คนมากก็ยิ่งเปลืองเงินมาก”
“คำพูดของคนน่ากลัว” อวี้ซีเหิงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เธอควรรู้ว่าคำพูดสามารถทำลายคนและฆ่าคนได้
ถ้าไม่ทำให้พวกเขาเห็นว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร พวกเขาคงไม่หลาบจำ”
วงการบันเทิงมีธรรมเนียมแย่ๆ เช่นนี้ คงต้องแก้ที่ต้นตอแรกเริ่ม
เฟิ่งซานที่นั่งด้านข้างชะงักงัน
พี่เก้าของเขาคงไม่ได้คิดจะเริ่มปฏิวัติวงการบันเทิงหรอกใช่ไหม
“ฉันรู้ค่ะ” ซือฝูชิงกล่าว “แค่รู้สึกว่าไม่มีอะไรจำเป็น คนบริสุทธิ์ยังไงก็คือคนบริสุทธิ์อยู่วันยังค่ำ”
“ฉันเคยบอกแล้วไง” อวี้ซีเหิงหันไปสบตาเธอแล้วถอนหายใจเสียงเบา “ฉันไม่อยากเห็นใครต้องถูกทำลาย รวมถึงอารมณ์และจิตใจ”
ซือฝูชิงชะงักไปอีกครั้ง
เจ้านายของเธอเคยเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อะไรมาก่อนหรือเปล่า
“โอเค ได้ค่ะๆ” เธอเท้าคางพลางหรี่ดวงตาจิ้งจอก “ทีมทนายพวกนี้ฉันน้อมรับ ถ้าเจ้านายมีเรื่องอะไรก็อย่าได้เกรงใจฉันนะ”
อวี้ซีเหิงขยับคิ้วเล็กน้อย ดูไม่ออกว่าอารมณ์ดีหรือร้าย “ต้องแบบใดถึงเรียกว่าไม่เกรงใจ”
ซือฝูชิงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ทำไมเจ้านายถึงชอบขึงตาใส่อยู่เรื่อยเลย”
อวี้ซีเหิงเปลี่ยนเป็นยกยิ้ม “ไม่ใช่ขึงตา ฉันแค่ครุ่นคิดคำพูดของเธอต่างหาก”
“เจ้านายแก่แล้วคงคุยด้วยไม่รู้เรื่อง” ซือฝูชิงเบือนหน้าหนี “พวกเราความคิดคนละวัยกัน”
อวี้ซีเหิงค่อยๆ จิบชา
สาวน้อยโกรธเข้าแล้วจริงๆ
เฟิ่งซานถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณซือ แล้วทางฝั่งตระกูลเผยเป็นไงบ้าง”
“งั่ม” ซือฝูชิงกัดเนื้อไปคำหนึ่ง เอ่ยตอบด้วยท่าทีเกียจคร้าน “ฉันเก็บเงินของเผยเมิ่งจือไปแล้ว ช่วยก็ช่วยไปแล้ว อีกอย่างตระกูลเผยเกี่ยวข้องอะไรกับฉันด้วย ฉันไม่ช่วยก็ไม่ได้ทำลายโชคลาภของฉันสักหน่อย”
“แต่เรื่องมนตร์ดำไสยศาสตร์ทำเอาผมสงสัยเหมือนกัน วันหลังจะลองตามสืบดู”
ไม่แน่อาจเจอคนคุ้นเคยบ้างก็ได้
อวี้ซีเหิงวางถ้วยชาลง “ระวังตัวเอาไว้เสียหน่อย”
“รับทราบค่ะ” ซือฝูชิงบิดขี้เกียจ “ถังถัง ฉันไปหยิบเครื่องดื่มที่ห้องครัวนะ”
ปากของถังอวี้อัดแน่นไปด้วยเนื้อย่าง แถมยังถือเต็มไม้เต็มมือ เธอเลยทำได้แค่พยักหน้ารับ
เฟิ่งซานนึกถึงคำพูดที่อวี้ซีเหิงพูดก่อนหน้านี้เลยถามขึ้นว่า “พี่เก้า วันนั้นผมจัดการคนไปบางส่วน วันนี้เพิ่งสังเกตเห็นว่าแขนของตัวเองได้รับบาดเจ็บ ผม…”
อวี้ซีเหิงถลกแขนเสื้อขึ้นก่อนเอ่ยตอบ “ในห้องหนังสือมียาอยู่ ไปเอาเองก็แล้วกัน”
เฟิ่งซาน “…”
ตนอาจจะไม่ได้อยู่ในวงโคจรใดๆ ของพี่เก้าเลยก็ได้
**
วันถัดมา
ตอนเช้าผู้จัดการของไต้เฟยกลับมายังสำนักงานใหญ่
เขาไปรายงานสถานการณ์ให้ผู้อำนวยการฟัง เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็พูดขึ้น “ผู้อำนวยการ เหมือนผมจะเห็นคนของสถานีต้าซย่าอยู่กับซือฝูชิง”
“สถานีต้าซย่าเหรอ” ผู้อำนวยการตกตะลึง จากนั้นก็ลุกขึ้นพรวด “แน่ใจนะว่าไม่ได้ดูผิด”
“เหมือนมาก” ผู้จัดการเม้มริมฝีปาก “ตอนที่พวกเราไปสถานีต้าซย่า ผมเหมือนเห็นคนๆ นี้รางๆ ผู้อำนวยการ ไม่ใช่ว่าทางสถานีต้าซย่าก็เซ็นสัญญากับซือฝูชิงหรอกนะ”
“จะเป็นไปได้ยังไง” ผู้อำนวยการยิ้มหยัน “ผมเห็นว่าซือฝูชิงออกมาแก้ตัวแล้วก็จริง แต่ซือฝูชิงมีความเสี่ยงมากเกินไป มีใครจะเป็นข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้บ้าง
คุณไปตรวจสอบดูได้เลยว่าเมื่อก่อนสถานีต้าซย่าเชิญใครไปบ้าง ต้องดีทั้งฝีมือและคุณธรรม ซือฝูชิงมีดีตรงไหนบ้างล่ะ”
เวลานี้ผู้จัดการถึงได้วางใจ
ก็จริง
แม้แต่พวกเขายังรู้จักหลบหลีกความเสี่ยง สถานีต้าซย่าจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าซือฝูชิงไม่เหมาะสมที่จะร่วมงานด้วย
“ใช่แล้ว” ผู้อำนวยการนึกขึ้นได้ “ซือฝูชิงอยู่ในวงสตาร์รี เกิร์ลกรุ๊ปไม่ใช่เหรอ หัวหน้าทีมของพวกเขาผมว่าก็ไม่เลวนะ เอาตัวพรีเซนเตอร์ให้เขาไป คุณคิดว่ายังไงบ้าง”
ผู้จัดการชะงัก “เมิ่งเสวี่ยเหรอ แต่ทางฝั่งเทียนเล่อมีเดียก็บอกแล้วว่าเธอกำลังเข้าสู่วงการศิลปินนักแสดง อีกอย่างช่วงนี้ก็รับแต่งานพรีเซนเตอร์แบรนด์ระดับแนวหน้าในประเทศทั้งนั้น เกรงว่าคงไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา”
ผู้อำนวยการพึมพำ “พวกเราตั้งค่าตัวให้ซือฝูชิงไว้เท่าไรนะ”
“สามล้านครับ”
เงินสามล้านไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ แต่สำหรับในวงการบันเทิงแล้ว ค่าตัวพรีเซนเตอร์ไม่มีทางต่ำขนาดนี้แน่นอน
“ได้” ผู้อำนวยการพยักหน้า “งั้นก็ดึงค่าตัวไปที่สิบสองล้านเลย บอกทางบริษัทเทียนเล่อว่าขอให้เมิ่งเสวี่ยเป็นคนรับงาน”
เพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่าตัว
ในเมื่อเมิ่งเสวี่ยกระแสดังกว่าซือฝูชิง แถมมีศักยภาพจริงๆ ฉะนั้นย่อมเอาสองคนนี้มาเปรียบเทียบกันไม่ได้
ผู้จัดการตอบรับ “ผมจะติดต่อเดี๋ยวนี้เลยครับ”
ระหว่างความเป็นไอดอลมักมีเส้นบางๆ กั้นไว้อยู่
ซือฝูชิงและเมิ่งเสวี่ยก็เป็นเช่นนั้น
ไม่อย่างนั้นทำไมคนหนึ่งถึงเป็นหัวหน้าผู้มากความสามารถ ส่วนอีกคนเป็นแค่ฉากหลังล่ะ
มีเมิ่งเสวี่ยเป็นพรีเซนเตอร์ เขาเชื่อว่าอีกไม่นานไต้เฟยจะต้องโด่งดังแน่นอน
ส่วนซือฝูชิงใครอยากจะเซ็นก็เซ็นไป ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาสักหน่อย
**
ทางฝั่งบ้านตระกูลเผย
เผยเมิ่งจือเบิกตา อ้าปากกว้างสูดลมหายใจ “ยังดีๆ ยังเห็นตะวันของอีกวันได้”
เขานึกกังวลหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ กลัวว่าจะตายขณะอยู่ในห้วงความฝัน
เผยเมิ่งจือปาดเหงื่อ ขณะที่เตรียมดูข่าวสารบนโลกออนไลน์ก็มีสายหนึ่งโทรเข้ามา
“พ่อ ในที่สุดพ่อก็โทรกลับสักที” เขารีบพูดต่อ “พ่อรีบกลับมาเถอะ บ้านเราใกล้จบเห่แล้ว!”
เผยเหยียนขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น ฉันได้ยินว่าสาขาย่อยการเงินขัดคล่อง แต่ก็ช่วยกลับมาได้แล้วนี่”
เผยเมิ่งจือเล่าเรื่องทุกอย่างให้เขาฟังรอบหนึ่งอย่างร้อนใจ
เผยเหยียนสีหน้าเปลี่ยนทันที “จริงเหรอ!”
เขาแตกต่างจากคุณนายเผยโดยสิ้นเชิง เพราะเผยเหยียนเชื่อเรื่องพวกนี้
ไม่ว่าจะเริ่มก่อสร้างทำงานอะไรก็ตามจะต้องเลือกฤกษ์งามยามดีเอาไว้ก่อน
จากนั้นก็เชิญคนมาเจิม เขาถึงจะรู้สึกเป็นมงคลขึ้นมาบ้าง
ในเมื่อรัฐต้าซย่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานมาหลายพันปี ไม่รู้ว่าสิ่งลี้ลับมีมากตั้งเท่าไร ดังนั้นต้องกราบไหว้เอาไว้ก่อน
“ต้องเป็นเรื่องจริงอยู่แล้วสิพ่อ” เผยเมิ่งจือร้อนใจจนแทบคลุ้มคลั่ง “ไม่งั้นทำไมจนป่านนี้แล้วผมยังไม่มีแฟนสักคนเลย”
“แกไม่เคยมีแฟนมาก่อนเป็นเพราะแกไม่ได้เรื่องต่างหาก” เผยเหยียนน้ำเสียงเยาะเย้ย “ยังมีหน้ามาพูดอีก ฉันละขายหน้าแทนแกจริงๆ”
เผยเมิ่งจือ “…”
นี่พ่อแท้ๆ จริงเหรอ
“พ่อ ผมสงสัยว่าแม่โดนของมากกว่า” เผยเมิ่งจือสูดลมหายใจเข้าลึก “แม่อารมณ์ฉุนเฉียวสุดๆ ไม่ฟังผมพูดเลยสักคำ ถึงขั้นฉีกกระดาษยันต์ของผมทิ้งด้วย
ขนาดชื่อเสียงบริษัทแม่ก็ไม่สนใจ แถมกุข่าวขึ้นมาอีก ตอนนี้ยังดึงดันจะรับหนังสือทนายอีกด้วย”
“แม่แก…” เผยเหยียนมุ่นคิ้ว “ฉันจะรีบกลับไป ในเมื่อทำผิดก็ต้องขอโทษ”
“ต้องขอโทษอยู่แล้วสิ” เผยเมิ่งจือผ่อนลมหายใจ “แต่ขอโทษคงไม่ทันแล้ว แม่ล่วงเกินเขาไปแล้ว พ่อพึ่งความพยายามของตัวเองดีกว่า ให้เงินไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
พอได้ยินเช่นนั้นเผยเหยียนก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร “แกไม่เคยแตะต้องเรื่องพวกนี้มาก่อน ไม่รู้จักพระอาจารย์ชื่อดังในวงการจริงๆ พวกเขาต่างหากที่มีความสามารถ แกรั้นจะตั้งความหวังไว้ที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งให้ได้งั้นสิ
ฉันจะช่วยติดต่อพระอาจารย์เมี่ยวกวงให้ ตอนบ่ายแกก็แวะไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พระอาจารย์ฟังสักหน่อย ฉันยังวุ่นๆ เรื่องงานอยู่ อีกสามวันถึงจะกลับ”
เผยเหยียนไม่รอให้เผยเมิ่งจือพูดอะไรก็ชิงตัดสายไปก่อน
เผยเมิ่งจือทุบโต๊ะอย่างแรง
ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อเขาเลยนะ!
เผยเมิ่งจือขบคิดดูแล้วถึงต่อสายโทรหาคุณนายเผย จากนั้นก็โวยวายว่า “แม่ครับ ผมสำนึกผิดแล้ว ผมไม่ควรเชื่อคนนอก แม่ครับ พ่อบอกว่าพรุ่งนี้ให้ผมไปที่วัดหลิวซ่านเป็นเพื่อนแม่ครับ”
สุดท้ายคุณนายเผยก็ตอบรับ “ดี ตอนนี้ฉันจะกลับแล้ว เรารีบไปกันเลย”
ในที่สุดเผยเมิ่งจือก็ได้ออกจากบ้านสักที
เขาลูบกระดาษยันต์ที่อยู่ในกระเป๋าก่อนผ่อนลมหายใจยาว
นี่เป็นครั้งแรกที่เผยเมิ่งจือมาวัดหลิวซ่าน
วัดหลิวซ่านใหญ่โตโอ่อ่ากินพื้นที่ไปทั้งช่วงไหล่เขา ตรงประตูวัดมีพระกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดอยู่
เผยเมิ่งจือท่าทางเก้ๆ กังๆ อยู่เล็กน้อย
จู่ๆ ก็มีคนเรียกเขา
“พี่เมิ่งจือ พี่มาได้ยังไง” จั่วฉิงหย่าดีอกดีใจ “เป็นพรหมลิขิตของเราจริงๆ!”
“พรหมลิขิตบ้าบอเธอสิ!” เผยเมิ่งจือถูกกระตุ้นความโกรธจนระเบิดคำหยาบออกมา “ไปไกลๆ ฉันเลย”
“พี่เมิ่งจือ เมื่อก่อนพี่ยังบอกว่าฉันว่าง่ายน่ารักอยู่เลย” จั่วฉิงหย่าน้อยใจ “ทำไมตอนนี้กลายเป็นแบบนี้ได้ล่ะ”
“เมื่อก่อนฉันตาบอด” เผยเมิ่งจือยิ้มแหย “เธอรีบไสหัวไปเลย ถ้ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน”
จั่วฉิงหย่ากระทืบเท้าแล้วร้องแหวเสียงสูง “พี่เมิ่งจือ พี่ถูกซือฝูชิงเล่นของใส่แล้วจริงๆ พี่ดูสิว่าพี่…”
พระที่ทำความสะอาดอยู่ตรงประตูพูดเสียงเย็นชาว่า “วัดเป็นสถานที่อันบริสุทธิ์ โปรดอยู่ในความสงบด้วย”
จั่วฉิงหย่ารีบหุบปากทันที
เพราะทำการนัดหมายมาล่วงหน้า เผยเมิ่งจือและคุณนายเผยจึงได้เข้าไปก่อน
พระอาจารย์เมี่ยวกวงอายุแปดสิบปีแล้ว แต่สติสัมปชัญญะยังครบถ้วน เส้นผมสีขาวโพลน เรื่องนี้ใช่เรื่องที่ห้ามกันได้
“พระอาจารย์เมี่ยวกวง” คุณนายเผยทำความเคารพ “พวกเรามาขอให้ท่านช่วยคลายความสงสัย เมื่อสองวันก่อนพวกเราไปเจอเด็กกะโปโลพูดจาซี้ซั้วมา”
พระอาจารย์เมี่ยวกวงฟังอยู่เงียบๆ
กระทั่งคุณนายเผยพูดถึงกระดาษยันต์
“กระดาษยันต์อะไรกัน” ฉับพลันพระอาจารย์เมี่ยวกวงก็เบิกตาโพลง “ขออาตมาดูได้หรือไม่”
เผยเมิ่งจือกำกระดาษยันต์เอาไว้แน่น “งั้นผมเอาอันที่ผมมีให้พระอาจารย์ดูละกันครับ”
ความจริงเขาไม่กล้าเอายันต์ป้องกันออกห่างจากตัวเลย
“บอกแกแล้วใช่ไหมว่ากระดาษยันต์นั่นไร้ประโยชน์ ทำไมแกยังเอามาอีก” คุณนายเผยรำคาญสุดขีด “แค่กระดาษบ้าๆ แผ่นเดียว แต่แกปักใจเชื่อว่ายัยเด็กบ้านั่นจะเป็นอาจารย์จริงๆ เหรอ แถมเอามาโชว์พระอาจารย์เมี่ยวกวงแบบนี้ด้วย ฉันนี่อยากจะ…”
เดี๋ยวค่อยฉีกทิ้ง จะได้เลิกหงุดหงิดสักที
พระอาจารย์เมี่ยวกวงลุกขึ้นเดินเข้ามาหา มองแค่แวบเดียวแววตาก็ขรึมลง
เขาพนมมือทั้งสองขึ้นพลางเอ่ยเสียงเลื่อมใส “ขอถามหน่อยเถอะโยม กระดาษยันต์แผ่นนี้ไปได้มาจากพระอาจารย์อาวุโสท่านใดมาหรือ”