เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 113 แย่งโชคลาภคนอื่นไป ก็สมควรคืนมาได้แล้ว
“…”
บริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบทันที หรือเรียกว่าวังเวงก็ยังได้
แม้แต่ภิกษุน้อยที่ถือคบไฟอยู่ด้านข้างยังฉงน
ความจริงแล้วพระอาจารย์เมี่ยวกวงถือว่าเป็นพระอาจารย์ชื่อดังในวงการนี้แล้ว
ขนาดนักท่องเที่ยวจากซีโจวยังแวะเวียนมากราบไหว้ถึงวัดหลิวซ่าน
เพียงแต่บางเรื่องใช่ว่าจะพูดออกไปได้ทั้งหมด ต่อให้เป็นพระอาจารย์เมี่ยวกวงก็บอกได้เพียงเป็นนัยยะ
แต่ถึงจะบอกเป็นนัยๆ ทว่าก็ทำให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย
ชื่อเสียงของพระอาจารย์เมี่ยวกวงดังระบือไกลไปถึงเมืองอื่นๆ
หลายสิบปีมานี้พระอาจารย์เมี่ยวกวงอยู่ประจำวัดหลิวซ่านอย่างไม่มีสั่นคลอน ธูปเทียนของวัดหลิวซ่านเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
เขามีลูกศิษย์ไม่น้อย ได้รับการนับถือมากมาย
แต่ภิกษุน้อยเคยเห็นพระอาจารย์เอ่ยเรียกผู้อาวุโสอย่างนอบน้อมต่อหน้ากระดาษยันต์ใบเดียวเช่นนี้เสียที่ไหน
คนที่ทำให้พระอาจารย์เมี่ยวกวงเรียกว่าผู้อาวุโสได้ต้องอยู่ในระดับไหนกันนะ
ภิกษุน้อยกุมศีรษะโล้นก่อนคุกเข่านั่งลงเสียงดัง พลั่ก
เสียงของคุณนายเผยพลันเหือดหายไปเช่นกัน
เธอเงยหน้าขึ้นพลางจับจ้องแววตาเลื่อมใสของพระอาจารย์เมี่ยวกวง เส้นประสาทในสมองก็ขาดผึง หูอื้ออึงไปชั่วขณะ
เผยเมิ่งจือเองก็ตกใจเช่นกัน พูดเสียงตะกุกตะกัก “พระอาจารย์ ท่านเรียกว่าผู้อาวุโสเหรอครับ”
“ใช่แล้ว” พระอาจารย์เมี่ยวกวงแตะกระดาษยันต์ “เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสทำเสร็จภายในเวลาอันสั้น นี่ทำให้เห็นว่านอกจากจะชำนาญแล้ว ยังมีพรสวรรค์มากด้วย”
เขาพนมมือขึ้นทั้งสองข้าง จากนั้นก็ก้มไหว้ “อาตมาตรากตรำบำเพ็ญเพียรมาหลายสิบปีแต่ก็ยังมิสามารถ ช่างละอายใจนัก”
ภิกษุน้อยที่อยู่ด้านข้างยิ่งตกตะลึง
การแบ่งความอาวุโสในวงการนี้จะวัดจากความสามารถ ไม่ได้ดูที่อายุ
ถึงแม้อายุเกือบเจ็ดสิบปี แต่ถึงจะเจอพระอาจารย์ที่อายุน้อยกว่าก็ต้องเรียกผู้อาวุโสอยู่ดี
คุณนายเผยใบหน้าเรียบตึง เปล่งเสียงออกมาจากส่วนลึกในลำคออย่างสั่นเครือว่า “พระอาจารย์หมายความว่านี่เป็นยันต์จริงๆ หรือคะ”
“เป็นของจริงแน่นอน” พระอาจารย์เมี่ยวกวงกวาดตามองเผยเมิ่งจือ “โยมหนุ่มผู้นี้สีหน้าหม่นหมอง มีลางว่าจะตายก่อนวัยอันควร เมื่อก่อนยังโชคดีหลบพ้นได้
แต่ด้วยวันเวลาที่ผ่านไปก็จะยิ่งหลบหลีกยากขึ้นเรื่อยๆ ยันต์แผ่นนี้จะช่วยรักษาชีวิตเขาได้ในยามคับขัน”
เผยเมิ่งจือพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น “ใช่ครับๆ เขาก็บอกผมแบบนี้”
“งั้นพระอาจารย์พอมีทางช่วยไหมคะ” เวลานี้คุณนายเผยร้อนใจขึ้นมาแล้ว “ยังพอจะช่วยลูกชายฉันได้ไหม”
“ลูกชายของคุณนายแก้กรรมแล้ว อย่าได้กังวลใจไปเลย” พระอาจารย์เมี่ยวกวงพูดอย่างตรงไปตรงมา “แต่สถานการณ์ของคุณนายไม่ค่อยดีเท่าไร เรื่องการเงินขัดคล่องยังแค่เรื่องเล็ก ความตายถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ต่างหาก”
คุณนายเผยเหมือนถูกจู่โจมอย่างแรง สีหน้าของเธอซีดลง
เผยเมิ่งจือถามซักไซ้ต่อ “พระอาจารย์ ท่านอาจารย์รู้เรื่องครอบครัวผมด้วยเหรอ”
“ขออภัยโยมทั้งสองคนด้วยจริงๆ” พระอาจารย์เมี่ยวกวงพึมพำบทสวดก่อนจะพูดว่า “อาตมาไร้ซึ่งฝีมือ โยมทั้งสองมีภัยชั่วร้ายแผ้วพานมานาน อภัยให้อาตมาที่ไร้ความสามารถด้วย”
คุณนายเผยพูดอย่างเหลือเชื่อ “แม้แต่ท่านก็ช่วยไม่ได้หรือคะ”
“ถ้าเชิญตัวพระอาจารย์ใหญ่ลงมาจากเขา บางทีอาจจะได้” พระอาจารย์เมี่ยวกวงส่ายศีรษะ “เพียงแต่น่าเสียดายที่ท่านออกท่องพเนจรไปนานแล้ว แม้แต่อาตมาที่เป็นลูกศิษย์ยังไม่รู้ต้องไปหาแห่งหนใดเลย”
เงียบไปพักหนึ่ง เขาก็มองด้วยสายตาคมกริบ “แต่ในเมื่อโยมทั้งสองมีผู้อาวุโสผู้นี้คอยช่วยอยู่แล้ว เหตุใดยังต้องมาหาอาตมาอีกเล่า”
คุณนายเผยฝืนยิ้ม “พะอาจารย์ คือว่า…”
ตอนนี้เธอจะยังมีหน้าพูดว่านอกจากจะไม่เชื่อแล้วยังพานนึกว่าซือฝูชิงเป็นตัวกาลกิณีอีกต่างหากได้เหรอ
พระอาจารย์เมี่ยวกวงเข้าใจทันที เขาส่ายศีรษะ “น่าเสียดายจริงๆ จิ้งหยวน ส่งแขก”
คุณนายเผยยังคิดจะพูดอะไรต่อ ทว่าพระอาจารย์เมี่ยวกวงชิงนั่งปิดตาลงเหมือนเดิมแล้ว
เธอเลยทำได้แค่ออกไป
คนที่มาขอพบคนต่อไปก็คือจั่วฉิงหย่า
“พี่เมิ่งจือ พวกพี่มาขออะไรเหรอ” เธอดีใจเป็นพิเศษ “ฉันมาขอยันต์ให้คุณย่าค่ะ”
พอได้ยินเช่นนั้น เผยเมิ่งจือก็มองเธอแวบหนึ่งด้วยแววตาประหลาดใจ
ยัยโง่
แต่เขาไม่ด่าออกไปเพราะยังเกรงใจอยู่บ้าง
คุณนายเผยจ้องหน้าจั่วฉิงหย่าด้วยแววตาไม่เป็นมิตรนัก
จั่วฉิงหย่าตกใจ “คุณ…คุณน้าเผย คุณน้า…”
“กลับกันเถอะ” คุณนายเผยเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “วันหลังไม่ต้องมาบ้านฉันอีก ไม่ต้อนรับ”
จั่วฉิงหย่ามองเงาแผ่นหลังของพวกเขาสองคนด้วยแววตางุนงง
เธอยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกภิกษุน้อยด้านข้างเร่งให้รีบเข้าไปก่อน
จั่วฉิงหย่าเลยทำได้แค่เดินเข้าไป
“พระอาจารย์คะ ฉันชื่อจั่วฉิงหย่านะคะ” เธอยกมือกราบไหว้ “ช่วงนี้ฉันรู้สึกจิตใจไม่สงบ วันๆ มีแต่ฝันร้าย เลือดลมก็ไม่ค่อยดี แต่พอไปตรวจที่โรงพยาบาลก็ไม่เจอโรคอะไร พระอาจารย์ช่วยดูให้ฉันหน่อยได้ไหมคะว่ามีสิ่งสกปรกใดมาเกาะแกะฉันอยู่หรือเปล่า”
พระอาจารย์เมี่ยวกวงเปิดตา จากนั้นก็เอ่ยเสียงเรียบ “จิ้งหยวน ส่งแขก”
จั่วฉิงหย่าอารมณ์เสียทันที “พระอาจารย์คะ ท่านหมายความว่ายังไง ฉันจ่ายเงินไปแล้วนะคะ!”
มีสิทธิ์อะไรบอกให้เธอออกไป
“อมิตาพุทธ” พระอาจารย์เมี่ยวกวงเอ่ยเสียงเรียบ “หายนะจากเบื้องบนยังพอหลีกเลี่ยงได้ แต่หายนะที่ตนสร้างขึ้นเองยากจะหลีกเลี่ยงได้”
“หายนะที่สร้างเองอะไรกัน! ท่านพูดมาให้ชัดเจนเลยนะ” จั่วฉิงหย่าเริ่มร้อนใจ “ถ้าท่านไม่พูดให้รู้เรื่อง วันนี้ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!”
พระอาจารย์เมี่ยวกวงเบิกตากว้างทันที แววตาประกายไปด้วยความโกรธ น้ำเสียงเย็นยะเยือก “โยมไปแย่งของคนอื่นมา ถึงเวลาที่ต้องคืนแล้ว ยังมีหน้ามาโวยวายไม่ละอายใจเลยหรือ!
จิ้งหยวน ส่งแขก!”
ภิกษุน้อยปาดเหงื่อพร้อมรุดหน้าเข้ามาหา “โยม เชิญเถิด”
“พระรูปนี้อะไรกัน” จั่วฉิงหย่าปะทุความโกรธกรีดร้องเสียงแหลมสูง “หาว่าฉันไปแย่งของของคนอื่นได้ยังไง ฉันไปแย่งของใครมา ท่านพูดมาสิ! พระอย่างท่านทำไมต้องปรักปรำคนอื่นด้วย!”
แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกกระวนกระวายใจ
เธอมีจั่วเสียนอวี้อยู่เบื้องหน้า ซึ่งเป็นทายาทที่ถูกฟูมฟักอย่างดีจากตระกูลจั่ว
เธอกับจั่วจงเหอจึงถูกเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย
เธอชอบแย่งของของคนอื่นก็จริง แต่มีเหตุผลอะไรต้องคืนด้วยล่ะ
ภิกษุน้อยพยายามพาตัวจั่วฉิงหย่าออกไป “โยมอย่ารบกวนพระอาจารย์ทำสมาธิเลย”
“ไอ้หัวล้าน!” จั่วฉิงหย่าโมโห อ้าปากตวาดใส่ “ไอ้หัวล้าน ฉันออกไปจะบอกคนอื่นว่าแกเป็นคนหลอกลวง! แค่พระอาจารย์ปลอมๆ คนหนึ่ง!”
พูดง่ายๆ ก็คือเสียเวลาเธอ!
หลังจากถูกไล่ออกมาจากวัดหลิวซ่าน พอหาตัวเผยเมิ่งจือรอบวัดแล้วไม่พบจึงทำได้แค่กลับบ้านไป
อีกฝั่ง
ขณะที่เผยเมิ่งจือเดินลงจากเขามายังที่จอดรถกับคุณนายเผย
“แม่ ตอนนี้เชื่อผมหรือยัง” เผยเมิ่งจือบอกอย่างอ่อนแรง “แม่รู้ไหมว่าแม่ฉีกอะไรไป”
ถ้าไม่ใช่เพราะคุณนายเผยโวยวายไร้เหตุผลเช่นนั้น เขาคงมียันต์ป้องกันตัวถึงสองแผ่นแล้ว
“แกจะบอกว่าซือฝูชิงเป็นคนวาดงั้นเหรอ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน” คุณนายเผยเดือดดาล “แกเห็นหล่อนวาดเองกับมือหรือไง”
“ผมต้องเห็นอยู่แล้วสิ” เผยเมิ่งจือยิ้มโกรธ “แม่ จนป่านนี้แล้วแม่ยังไม่เชื่ออีกเหรอ”
“ฉันไม่เชื่อ” คุณนายเผยเอ่ยเสียงเย็นชา “ไม่แน่ยัยนั่นอาจจะไปได้ยินที่ไหนมาแล้วเอามาพูดซี้ซั้วเองมากกว่า”
ใช่ว่าเธอไม่เชื่อ แต่เธอยากจะยอมรับได้ต่างหาก
เผยเมิ่งจือรู้สึกว่าหมดหนทางจะพูดคุยด้วยแล้วจึงพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “แม่ ถ้าแม่คิดแบบนี้ ผมก็จนใจ บ้านเราก็รอตายเลยแล้วกัน!”
เขาวาดขากว้างก้าวไปข้างหน้า
ทันใดนั้นก็มีเสียงแตรรถถี่ๆ ดังขึ้น รถคันใหญ่พุ่งตรงเข้ามายังทิศทางที่เผยเมิ่งจือยืนอยู่
ขาทั้งสองข้างของเผยเมิ่งจือถูกตรึงไว้ที่เดิม ร่างแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนตัวไม่ได้
คุณนายเผยตกใจจนหน้าซีด กรีดร้องเสียงหลง “เมิ่งจือ!”
วินาทีที่รถคันใหญ่พุ่งเข้ามาใกล้ เผยเมิ่งจือรู้สึกแค่ว่ากระเป๋าเสื้อร้อนฉ่า!
ต่อมาก็เหมือนถูกมือที่ไร้รูปร่างผลักเขาทีหนึ่ง จากนั้นเขาก็เซถอยมาด้านหลังอย่างควบคุมตัวไม่ได้จนล้มลง
รถคันใหญ่ขับผ่านไปอย่างเฉียดฉิว
ขาของเผยเมิ่งจืออ่อนยวบ
เขาคลำไปที่กระเป๋าเสื้อตรงหน้าอก จากนั้นก็ชะงักเพราะค้นพบว่ามันเหลือเพียงเศษเถ้าธุลีแล้ว
ยามที่ยันต์ขจัดอันตรายก็จะมอดไหม้หายไปเอง!
คุณนายเผยสติหลุดออกจากร่าง สีหน้าขาวซีด “เมิ่ง เมิ่งจือ เร็ว…รีบไปหาซือฝูชิง รีบไปหาหล่อนเร็วเข้า!”
เธอเชื่อแล้ว ตอนนี้เชื่อหมดใจแล้วจริงๆ
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าชีวิตแล้ว
ยามเผชิญกับความตาย ความผยองจองหองทั้งหมดก็ควรละทิ้ง
แม้แต่พระอาจารย์เมี่ยวกวงยังจนปัญญา เธอคงต้องวิงวอนซือฝูชิงแล้ว
“แม่ครับ ตอนนี้พูดแล้วจะมีประโยชน์อะไร” เผยเมิ่งจือรู้สึกเพียงความอ่อนล้า “แม่เป็นคนบอกเองว่าซือฝูชิงยังเด็ก”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” น้ำเสียงของคุณนายเผยสั่นเครือ “รีบไปขอร้องซือฝูชิง! ไปขอร้องให้เขาช่วยบ้านเราที”
เผยเมิ่งจือเม้มปากแน่น “ผมคงทำได้แค่ลองดู”
ถ้าคุณนายเผยไม่โพสต์ลงเวยปั๋วไปเช่นนั้น บางทีซือฝูชิงอาจจะยื่นมือช่วยเพราะเห็นแก่เงินบ้าง
แต่ตอนนี้ล่ะ
เผยเมิ่งจือฝืนใจลองส่งข้อความหาซือฝูชิงดู
**
ทางฝั่งค่ายฝึกรายการหนุ่มสาววัยใส
หลังจากส่งเรื่องบนโลกออนไลน์ให้สำนักงานกฎหมายซิงถิงจัดการ การทำงานของพวกเขาก็มีประสิทธิภาพมาก เบาแรงซือฝูชิงได้ไม่น้อย
วันมะรืนจะเป็นการแสดงครั้งที่สองของรายการหนุ่มสาววัยใส ในขณะเดียวกันก็เป็นรอบคัดคนออกครั้งที่สองด้วย
รอบคัดคนออกครั้งนี้จะเลือกคนออกมากกว่าเดิม เหล่าเด็กฝึกจึงเคร่งเครียดกันมาก
พอพักผ่อนไปได้หนึ่งวัน หลินชิงเหยียนก็ดีขึ้นไม่น้อย
เธอเดินไปพักที่ห้องพักรับรองก็เจอเข้ากับซือฝูชิงที่เดินออกมาจากห้องด้านข้างพอดี
“เมนเทอร์ซือ ดูท่าทางการดูแลของบริษัทเทียนเล่อมีเดียจะแย่มาก” หลินชิงเหยียนอมยิ้ม “เมื่อวานฉันได้ยินว่าผู้จัดการของไต้เฟยมาเซ็นสัญญากับคุณ แต่วันนี้เขาดันประกาศว่าดึงตัวเมิ่งเสวี่ยหัวหน้าวงของคุณมาเป็นพรีเซ็นเตอร์แทนแล้ว
ได้ยินว่าค่าตัวของเมิ่งเสวี่ยสูงถึงสิบสองล้าน ไม่รู้ว่าตอนนั้นให้ค่าตัวเมนเทอร์ซือเท่าไรเหรอ”
ซือฝูชิงไม่พูดอะไร โยนกระป๋องน้ำอัดลมในมือทิ้ง
หลินชิงเหยียนสีหน้าเปลี่ยน พยายามฝืนยิ้ม “เมนเทอร์ซือ ฉันต้องไปโรงพยาบาลแล้ว ขอตัวก่อน!”
พอพูดจบก็เหมือนหายตัววับไปทันที
ซือฝูชิงไม่เหลือบมองสักนิด เธอกลับไปยังห้องซ้อมเต้นก่อนจะป้อนทองคำสามแท่งให้เจ้าปี่เซียะอย่างเมตตา
เสี่ยวไป๋พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“ดูเถอะ สมที่แกเป็นปี่เซียะจริงๆ ดีแต่กินไม่มีออก” ซือฝูชิงลูบขนนุ่มของมันพลางถอนหายใจ “ครั้งนี้นับตั้งแต่แกอยู่กับฉันมา อย่างน้อยฉันก็ให้แกกินทองคำไปแล้วสิบห้าแท่ง อย่าว่าแต่ฟื้นฟูพลังกลับมาเลย ฉันว่าแม้แต่พูดแกก็พูดไม่ได้”
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์มักเข้าใจภาษาคน การสื่อสารกับมนุษย์ได้จึงเป็นเรื่องขั้นพื้นฐาน
เสี่ยวไป๋ร้องหงิง มันแค่ยื่นมือออกไปขีดๆ เขียนๆ บนพื้น
ซือฝูชิงสายตาขรึมลง “แกบอกว่าแกหมดสติไปช่วงหนึ่ง พอตื่นขึ้นมาก็สูญเสียพลัง จากนั้นแกเลยออกจากทวีปอิสระพเนจรไปทั่วทุกที่ สุดท้ายพอสัมผัสถึงฉันถึงได้กลับมางั้นเหรอ”
เสี่ยวไป๋พยักหน้า
เมื่อเห็นซือฝูชิงนิ่งเงียบไป มันก็เขียนอีกประโยคหนึ่ง
…คิดอะไรอยู่
ผ่านไปนานซือฝูชิงก็เปิดปาก “ฉันกำลังคิดว่า ฉันอาจจะไม่ได้ถูกระเบิดตาย”
แววตาของเสี่ยวไป๋เปลี่ยนไป ส่งเสียงร้องอย่างกระวนกระวาย
“กังวลอะไร ฉันก็ยังรอดอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ” ซือฝูชิงตบตูดมันที “เจ้านายแกเป็นใคร ขึ้นฟ้ามุดดินลงมหาสมุทร มีอะไรที่ฉันไม่เคยทำบ้าง รอก่อนเถอะ พอถึงตอนนั้นฉันจะขี่แกกลับไปให้ผู้คนยำเกรงกันไปเลย!”
เสี่ยวไป๋ “…”
มันไม่ควรคาดหวังอะไรกับเจ้านายที่เอาแต่หลงตัวเองจริงๆ
“เมนเทอร์ซือ เสียงมือถือดังครับ” สวี่ซีอวิ๋นเดินมา “ดังหลายครั้งแล้วด้วย เหมือนจะมีเรื่องด่วน”
“อืม” ซือฝูชิงไม่ได้ดู เพียงบอกเสียงเนิบนาบ “มีคนจัดการแล้ว ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา พวกเราต่อกันเลย”
**
คุณนายเผยกับเผยเมิ่งจือรออยู่ด้านนอกค่ายฝึก
รอกระทั่งหกโมง แต่ประตูค่ายกลับยังปิดสนิทเหมือนเดิม คุณนายเผยยืนรอไม่ไหวอีกต่อไป “เมิ่งจือ พวกเราเข้าไปได้ไหม เข้าไปกันเถอะ!”
“เข้าไปไม่ได้ ถ้าเข้าไปต้องถูกไล่ออกมาแน่นอน” เผยเมิ่งจือส่ายศีรษะ “แม่ ยอมแพ้เถอะ เขาไม่ช่วยเราหรอก โดยเฉพาะแม่”
ร่างของคุณนายเผยโงนเงน ภายในใจถูกกัดกินไปด้วยความเสียใจและแค้นใจ
ถ้ารู้ว่าซือฝูชิงมีความสามารถตั้งแต่แรก เธอคงไม่เล่นลามไปถึงเวยปั๋ว
ขณะที่คุณนายเผยรออย่างกระวนกระวายใจก็มีรถคันหนึ่งมาเทียบจอด
ประตูรถเปิดออก สาวลุคสมาร์ทที่สวมชุดสูทกระโดดลงมาพร้อมเดินมุ่งหน้ามาหาคุณนายเผย
คุณนายเผยหวาดระแวง พูดอย่างไม่ชอบใจนัก “คุณเป็นใคร ตอนนี้ฉันกำลังยุ่ง ไม่มีเวลามาคุยเรื่องอื่นหรอกนะ”
“สวัสดีค่ะคุณนายเผย ฉันเป็นทนายความจากสำนักงานกฎหมายซิงถิง รับหน้าที่จัดการเรื่องภายนอกทั้งหมด รวมถึงเรื่องขึ้นศาลทั้งหมดด้วย” หญิงสาวยิ้มแย้มอย่างสุภาพ “นี่คือหนังสือทนายของคุณ รวมถึงค่าเสียหายเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงที่คุณต้องจ่ายด้วย”
เธอหยิบนามบัตรออกมา
สำนักงานกฎหมายซิงถิง หลิงเฟิง
ด้านหลังยังทีดาวห้าแฉกสีแดงดวงหนึ่งด้วย
แสดงให้เห็นว่าเป็นทนายความคนสำคัญของสำนักงานกฎหมายซิงถิง
หลิงเฟิงเอาหนังสือทนายตีมือคุณนายเผยที่ยืนแน่นิ่งเบาๆ แต่ยังคงรอยยิ้มไว้ดังเดิม “คุณนายเผยรู้ว่าตระกูลเฉินหายไปยังไงไหมคะ”
“เพราะล่วงเกินตระกูลอวี้เลยถูกเก็บ” คุณนายเผยไม่รู้ว่าทำไมถึงถามเธอเช่นนี้เลยผงะไป “ทำไมล่ะ ไม่ใช่เหรอ”