เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 114 ขอโทษผ่านสื่อออนไลน์ต่อสาธารณชน จับกุมตัว
ในรัฐต้าซย่า คนที่สามารถโค่นล้มตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเฉินได้ก็คงมีแค่ตระกูลอวี้
แน่นอนว่าแม้แต่ตระกูลเก่าแก่ทั้งสามและพันธมิตรทั้งสี่ ตนเองก็ยังเข้าไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ คุณนายเผยเลยนึกไม่ถึงเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน ตระกูลเฉินก็หายสาบสูญไปจากเมืองหลินภายในพริบตา
บริษัทในเครือถูกตรวจพบปัญหาไม่น้อย จึงถูกปิดตัวลงทั้งหมด
แต่คนที่ทำธุรกิจในเครือตระกูลในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ ไม่มีใครกล้าพูดอย่างเต็มปากว่าตนเองมือสะอาด อย่างน้อยก็เคยข้องเกี่ยวกับธุรกิจสีเทามาบ้างไม่มากก็น้อย
นอกจากจะไปล่วงเกินเครือบริษัทขนาดใหญ่ของตระกูลอวี้แล้ว ตระกูลเฉินยังจะหาเรื่องใครได้อีก
คุณนายเผยเองก็ได้ยินข่าวซุบซิบจากวงในมาบ้าง
ว่ากันว่าตระกูลเฉินร่วมมือกับประธานหลิว ตั้งใจจะจัดการหลานสาวของตระกูลอวี้
จะต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ!
แต่ถึงจะเสียสติ ก็ไม่ควรถึงขั้นไปล่วงเกินตระกูลอวี้
“คุณนายเผยเข้าใจก็ดีแล้ว” หลิงเฟิงหัวเราะเสียงเบา จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหมาย “จุดประสงค์การมาของคุณ คุณซือได้ทราบแล้ว ต้องขออภัยด้วย เวลานี้เธอกำลังยุ่งอยู่กับการฝึกซ้อมให้เด็กฝึกหัดเลยไม่มีเวลามาดูแลเรื่องของตระกูลผู้ดี
อีกอย่างในเมื่อคุณนายเผยไม่เชื่อ แล้วทำไมต้องลดศักดิ์ศรีมาถึงที่นี่ด้วย คุณว่าใช่หรือไม่คะ”
คุณนายเผยหน้าถอดสีเล็กน้อย แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่เย็นเยียบ ลำคอแห้งผาก “ฉันเชื่อค่ะ! เชื่อมากด้วย! ทนายหลิง รบกวนคุณช่วยบอกกับคุณซือด้วยว่าฉันเชื่อเธอมาก!”
ความเสียใจไม่เพียงพอที่จะอธิบายอารมณ์ความรู้สึกในตอนนี้ของเธอได้
เธอรู้ดีว่าหากตอนนั้นเธอไม่ฉีกยันต์ของเผยเมิ่งจือ หากเธอให้ความสำคัญกับมันและว่าจ้างซือฝูชิงตั้งแต่ตอนแรก สถานการณ์จะเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรกัน
ทำไมเธอถึงได้เลอะเลือนขนาดนี้!
หลิงเฟิงไม่ได้ตอบคำถามเธอ เพียงส่งยิ้มให้กับเผยเมิ่งจือ “แน่นอน คำพูดของคุณซือเชื่อถือได้อยู่แล้ว ส่วนทางฝั่งคุณชายเผย เธอจะช่วยให้ถึงที่สุด และก็ขอให้คุณชายเผยเตรียมสมบัติของตนเองตามสัญญาที่คุยกันไว้ด้วย คืนนี้เธอจะไปดูที่ตระกูลเผย”
“ได้ครับ!” น้ำเสียงของเผยเมิ่งจือยังคงตึงเครียดเหมือนเดิม “ตระกูลของผม หมดหนทางแล้วจริงๆ เหรอ”
เรื่องล้มละลายเขายังพอจะทำใจได้ อย่างมากก็แค่ลดคุณภาพชีวิตลงก็เท่านั้น
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิตคน
เขาต้องการที่จะรู้ว่าใครเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ทำไมถึงอยากจะให้ตระกูลของเขาล้มละลาย
“งั้นก็ต้องรอดูอีกทีว่าตระกูลเผยมีอะไรที่พอจะทำให้คุณซือหวั่นไหวได้บ้าง” หลิงเฟิงถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “อย่าคิดว่าเงินสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง พวกคุณขาดแคลนเงิน แต่คุณซือไม่ขาด”
พูดจบก็เดินกลับไปขึ้นรถอีกครั้ง โดยที่ไม่สนใจสองแม่ลูกอีก
“พี่หลิง พี่ขู่ได้น่ากลัวมาก” ทนายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับรถพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น “พี่ทำเอาสองแม่ลูกตกใจจนหน้าถอดสีไปหมดแล้ว”
หลิงเฟิงจบคณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต้าซย่า ตอนอยู่ปีสามก็ถูกซื้อตัวโดยสำนักงานกฎหมายซิงถิง ความสามารถสูงเป็นอย่างมาก ไม่เคยแพ้คดีในชั้นศาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว
รูปแบบในการทำงานของเธอออกแนวนุ่มนวลปนแข็งกร้าวนิดๆ คำพูดเพียงไม่กี่คำก็สามารถทำให้ทนายฝ่ายตรงข้ามอึ้งจนพูดไม่ออก
ทีมประชาสัมพันธ์ที่จัดตั้งขึ้นในครั้งนี้ นำทีมโดยหลิงเฟิง
ทนายหนุ่มรู้สึกนับถือเป็นอย่างมาก
“คนที่ทำให้พวกเขากลัวไม่ใช่ฉัน แต่เป็นคุณซือต่างหาก” หลิงเฟิงพูดขึ้นขณะใช้ความคิด “บางครั้งหลายสิ่งหลายอย่างในโลกใบนี้ก็ไม่สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้”
ทนายหนุ่มพึมพำกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็สตาร์ทรถ
เขาเห็นว่าบุคลิกหน้าตาภายนอกของคุณซือน่าทึ่งเป็นอย่างมาก แต่นอกจากหน้าตาภายนอกแล้วก็ดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีอะไรเก่งกาจเป็นพิเศษ
สำนักงานใหญ่ถึงขั้นส่งตัวหลิงเฟิงมาอย่างนี้ ออกจะเกินความจำเป็นไปหน่อย
ทนายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาขับรถอย่างตั้งใจ
ข้างทาง
คุณนายเผยถือจดหมายทนายยืนอยู่ที่เดิมด้วยความอึ้ง “เมิ่ง…เมิ่งจือ ตอนนี้เราควรจะทำยังไงดี”
“ทำยังไงดี? แม่ยังจะมาถามผมอีกเหรอ” เผยเมิ่งจือนวดขมับ พยายามข่มอารมณ์ให้สงบ “หากแม่เชื่อผมตั้งแต่แรก จะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นเหรอ”
คุณนายเผยพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ตอนนั้นเธอไม่คิดว่าสถานการณ์จะร้ายแรงขนาดนี้ เลยเอาแต่ดุด่าเผยเมิ่งจือว่าไม่เชื่อคำสั่งสอนของเธอ
“เรากลับบ้านก่อนเถอะ” คุณนายเผยดึงมือเขา “ตอนนี้อย่าเพิ่งออกไปไหนดีกว่า เดี๋ยวมีอะไรตกจากที่สูงขึ้นมาจะแย่เอาได้”
เผยเมิ่งจือแค่นเสียงในลำคอเบาๆ “หลบอยู่ในบ้าน ไม่แน่แผ่นดินอาจจะไหวก็ได้”
คุณนายเผยโมโหจนแน่นอกไปหมด “แกหุบปากเดี๋ยวนี้นะ!”
เผยเมิ่งจือไม่ได้พูดอะไรต่อ ทั้งสองพากันเดินทางกลับบ้านไป
**
ตกค่ำราวสองทุ่ม ท้องฟ้ามืดสนิทเป็นที่เรียบร้อย
คุณนายเผยเอาแต่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูด้วยความร้อนใจ ในที่สุดก็เห็นรถจักรยานสีขาวขี่เข้ามา
เธอชะงักไปชั่วขณะ
ซือฝูชิงลงจากรถจักรยานพลางพาดกระเป๋าไว้ที่ไหล่ จากนั้นก็เดินตรงเข้ามาด้วยความใจเย็น
เธอยังคงสวมชุดลำลองที่ค่อนข้างหลวมเหมือนเช่นเคย
เสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนสีอ่อน ผมยาวสลวยมัดหางม้าด้วยผ้าผูกผมสีดำ
แม้จะเป็นการแต่งตัวที่เรียบง่าย แต่ก็ยากที่จะซ่อนเสน่ห์เอาไว้ได้
ซือฝูชิงเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูของบ้านตระกูลเผย
จู่ๆ คุณนายเผยก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที
“อาจารย์! ฉันมีตาหามีแววไม่ ไม่เพียงแต่เข้าใจคุณผิดเท่านั้น แต่ยังใส่ร้ายป้ายสีคุณอีกต่างหาก ต้องขอโทษคุณจริงๆ” คุณนายเผยคำนับศีรษะ “ฉันขอร้องคุณละ ได้โปรดช่วยตระกูลเผยของเราด้วยค่ะ”
“ก็ยังไม่ตายกันนี่นา” ซือฝูชิงเอี้ยวตัวเดินผ่าน “ไม่ต้องร้อนใจไป อีกอย่าง อย่าคุกเข่าให้ฉัน ฉันไม่ชอบ”
คุณนายเผยรีบลุกขึ้นไม่กล้าคุกเข่าต่อ “อาจารย์ เชิญด้านในค่ะ”
“คุณซือ เคลียร์สถานที่เรียบร้อยแล้ว” เผยเมิ่งจือเดินเข้ามา “แม้แต่พ่อบ้านผมก็ให้เขาลาหยุดไปแล้ว”
คุณนายเผยถลึงตาใส่เขา “คุณซืออะไรกัน เรียกอาจารย์”
เผยเมิ่งจือ “…”
แม่ของเขาหายป่วยจากโรคหนึ่งไปเป็นอีกโรคแล้ว
ซือฝูชิงไม่ได้สนใจ เพียงสาวเท้าเดินเข้าไปในสวนแทน
คุณนายเผยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้ำอึ้ง “อาจารย์ เห็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“ที่หน้าประตูปลูกต้นตั๊กแตนไว้ แถมยังปลูกในจุดที่สำคัญอีกด้วย ช่างกล้าจริงๆ” ซือฝูชิงปรบมือให้กับพวกเขา “หากพวกคุณไม่พินาศ ก็ผิดต่อแผนผังนี้แล้ว”
คุณนายเผยเข่าอ่อนขึ้นมาทันที เธอยันกำแพงไว้ “อาจารย์ แล้วควรจะทำอย่างไรดี”
“ตัดต้นตั๊กแตนพวกนี้ทิ้งให้หมด” ซือฝูชิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ทางที่ดีควรจะหาตัวคนที่บอกพวกคุณว่าปลูกต้นไม้เหล่านี้แล้วจะสามารถดึงดูดความมั่งคั่งได้ เป็นถึงตระกูลใหญ่ของเมืองหลิน แม้แต่ซินแสฮวงจุ้ยเก่งๆ สักคนก็ยังหาไม่ได้”
แน่นอนว่าซินแสฮวงจุ้ยย่อมไม่เก่งเท่าองเมียวจิอยู่แล้ว
เพราะอย่างไรก็ตามซินแสฮวงจุ้ยทั่วไปก็ทำได้เพียงทำนายดวงชะตาและสร้างแผนผังฮวงจุ้ยเท่านั้น ไม่รู้เรื่องพลังหยินหยางและธาตุทั้งห้าแต่อย่างใด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสร้างชิกิงามิและการย้อนกลับ
ซือฝูชิงหยิบเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า จากนั้นก็ฉีกกระดาษออกเป็นชิ้นๆ แล้วเป่าเศษกระดาษให้ปลิวขึ้นไปบนอากาศ
“คุณซือ นั่นคืออะไร” เผยเมิ่งจือถามขึ้นด้วยความงุนงง “รูปร่างเหมือนสุนัข แต่ดูคล้ายกับตัวปี่เซียะนิดหน่อย”
ซือฝูชิงตอบกลับด้วยสายตาเรียบเฉย “นายจำเป็นต้องรู้ด้วยเหรอ ใช้เป็นเหรอ”
รูปร่างกระดาษชิกิงามิของเธอเป็นปี่เซียะจริงๆ แถมยังเคยถูกจีสิงจือหัวเราะเยาะด้วย
แน่นอน สุดท้ายก็ถูกเธอตีจนไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน
คุณนายเผยถลึงตาใส่เผยเมิ่งจือ พลางตบหัวเขาไปหนึ่งที “ตั้งใจฟังที่อาจารย์พูด”
เผยเมิ่งจือจึงค่อยหุบปากเงียบ
ซือฝูชิงตรวจดูเสร็จแล้วก็ยืดหลังตรงพลางถามขึ้นว่า “ห้องของนายอยู่ตรงไหน”
“ชั้นสาม ชั้นสาม” คุณนายเผยรีบตอบแทน “ห้องที่สาม”
ซือฝูชิงเดินขึ้นชั้นบนและเปิดประตูห้องนอน
ของในห้องนอนไม่ค่อยเยอะเท่าไร บนเตียงค่อนข้างรก ส่วนที่อื่นๆ เป็นระเบียบเรียบร้อยดี
เผยเมิ่งจือแอบรู้สึกเขินเล็กน้อย
ซือฝูชิงเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดฝีเท้าลงตรงกระดานไม้ปูพื้นแผ่นหนึ่ง “แงะออก”
ไม่ต้องให้ซือฝูชิงพูดมาก เผยเมิ่งจือรีบไปหาอุปกรณ์มาแงะออกทันที
เสียงไม้กระดานแตกหักออกจากกันดังสนั่น
สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือด้านล่างไม่ใช่คอนกรีตแต่กลับเป็นช่องว่าง
เผยเมิ่งจือใจหล่นไปที่ตาตุ่มทันที
ซือฝูชิงย่อตัวลงพลางเอื้อมมือเข้าไปด้านใน
ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที เธอก็หยิบเอากล่องออกมาหนึ่งกล่อง
บนกล่องถูกแกะสลักด้วยลวดลายที่ค่อนข้างซับซ้อนและแปลกประหลาด คล้ายๆ กับอักษรโบราณสักอย่าง
หลังจากเปิดกล่องออก ข้างในเป็นขวดกระเบื้องและหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก
คุณนายเผยหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันที “อา…อาจารย์ นี่มันคืออะไรคะ”
“เถ้ากระดูก วัตถุหยิน” ซือฝูชิงตอบกลับอย่างใจเย็น “ฝังไว้สิบกว่าปีแล้วมั้งเนี่ย ไม่ต้องกลัว ห้องของคุณก็มี ทั่วถึงทุกคน”
คุณนายเผยได้ยินแล้วก็แทบจะเป็นลมหมดสติ
“ฝีมือที่คุ้นเคย” ซือฝูชิงยิ้มกว้าง หางตาโค้ง “แต่น่าเสียดาย ผ่านไปตั้งหลายปี ฝีมือไม่ได้ก้าวหน้าแม้แต่นิดเดียว ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี”
เผยเมิ่งจือไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมาก
“กล่องนี้ฉันจะเอากลับไปด้วย” ซือฝูชิงลุกขึ้น “ที่เหลือก็แล้วแต่พวกคุณแล้วกัน”
คุณนายเผยเนื้อตัวสั่นเทา พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“ฉันจะขอเตือนคุณไว้อย่างหนึ่ง” ซือฝูชิงหันกลับมา “คนที่คุ้นเคยกับโครงสร้างบ้านของพวกคุณขนาดนี้จะเป็นใครไปได้อีก”
คุณนายเผยสะดุ้งโหยง “อา…อาจารย์หมายความว่า เป็นคนในครอบครัวอย่างนั้นเหรอ!”
ซือฝูชิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอสะพายกระเป๋าพลางเดินออกไปด้านนอก จากนั้นก็ปลดล็อกรถจักรยานของเธอ “ไปแล้วนะ”
เผยเมิ่งจืออยากจะเรียกรั้งเธอแต่ถูกคุณนายเผยห้ามไว้ก่อน “อาจารย์ยอมสละเวลามาตรวจบ้านให้เราก็เป็นพระคุณมากแล้ว อย่าไปรบกวนอาจารย์เลย”
“แต่สถานการณ์บ้านของเรา…” เผยเมิ่งจือรำคาญคุณนายเผยก็จริง แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็คือแม่ของเขา เขายังอยากจะช่วยอยู่ดี
ทว่าแม้แต่พระอาจารย์เมี่ยวกวงก็ยังทำอะไรไม่ได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงไปขอร้องให้ซือฝูชิงช่วย
“รักษาชีวิตของแกก่อน” คุณนายเผยสงบจิตใจลง “ฉันจะไปปรึกษากับพ่อของแกตอนนี้เลยว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่”
“อีกเรื่อง อย่าลืมเอาบัตรพวกนี้ไปให้คุณซือ เดี๋ยวฉันจะไปลองหาดูว่าบรรพบุรุษของเรายังมีของมีค่าอะไรอีกไหม พรุ่งนี้ฉันจะไปอัดวิดีโอขอโทษที่บริษัทแต่เช้าด้วย”
ซือฝูชิงไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ลำพังแค่เงินอย่างเดียวไม่สามารถซื้อเธอได้
คุณนายเผยพูดจบก็รีบเดินออกไปทันที
เผยเมิ่งจือเกาหัวเบาๆ “ได้ผลเร็วเกินคาด…”
ตัดต้นไม้เพียงไม่กี่ต้น เปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งสิ่งของเพียงไม่กี่อย่าง นิสัยแม่ของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่เอาแต่ตะคอกใส่เขาแล้ว
ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนแม่ของเขาจะเป็นหญิงแกร่งแต่ก็ไม่ถึงขั้นไร้เหตุผล
ดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับแผนผังฮวงจุ้ยนี้
เผยเมิ่งจือขมวดคิ้วแน่น
เขาเองก็คงจะต้องไปตรวจสอบสักหน่อยว่าสรุปแล้วใครเป็นคนทำร้ายพวกเขากันแน่
**
เที่ยงของวันถัดมา
จั่วเทียนเฟิงกลับไปถึงบ้านตระกูลจั่ว
หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ พวกเขาอ่อนล้าไม่น้อย ตอนนี้ทุกอย่างราวกับมืดสนิทไปหมด
ธุรกิจของบริษัทอยู่ในช่วงวิกฤต ไหนจะต้องยุ่งวุ่นวายกับพิธีศพของคุณชายสี่ตระกูลจั่วอีก กว่าจะหาเวลาพักผ่อนได้ลำบากแทบแย่
คุณนายจั่วผู้เฒ่าเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาล สีหน้าค่อนข้างแย่เป็นอย่างมาก
“คุณพ่อ คุณย่า วัดหลิวซ่านอะไรนั่น ปลอมหมดเลยค่ะ!” จั่วฉิงหย่าฟ้องด้วยความฉุนเฉียว “เมื่อวานนี้หนูไปหาภิกษุเมี่ยวกวงที่ทุกคนยกย่องว่าเป็นพระอาจารย์มา ผลสุดท้ายทุกคนรู้หรือเปล่าว่าเขาพูดว่ายังไง”
คุณนายจั่วผู้เฒ่าเองก็ได้ยินชื่อเสียงของพระอาจารย์เมี่ยวกวงมาบ้าง เธอขมวดคิ้วเบาๆ “พูดว่ายังไงล่ะ อีกอย่าง อย่าพูดจาไม่มีมารยาทกับพระอาจารย์”
“เขาเป็นภิกษุปลอม แถมยังไม่รู้เรื่องอะไรสักนิด หนูไม่เคารพเขาแล้วจะทำไม” จั่วฉิงหย่าแค่นเสียงในลำคอ “หนูถามเขาดีๆ ว่าสรุปแล้วหนูป่วยเป็นอะไรกันแน่ เขากลับบอกว่าหนูขโมยของของคนอื่นมา ถึงเวลาที่จะต้องคืนให้กับเจ้าของเดิมแล้ว แถมยังด่าหนูว่าพูดจาหยิ่งยโสโอหังไร้ยางอาย แล้วจะให้หนูไม่โมโหได้ยังไง!”
เพล้ง!
แก้วที่อยู่ในมือของคุณนายจั่วหล่นพื้น ใบหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันทีทันใด
“คุณย่า!” จั่วเสียนอวี้รีบรุดเข้าไปหา “คุณย่าไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”
จากนั้นก็รีบหันไปตำหนิจั่วฉิงหย่าว่า “คุณย่าเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาล แกพูดให้น้อยๆ หน่อยไม่ได้เหรอ”
จั่วฉิงหย่าเองก็ตกใจเป็นอย่างมาก “ฉัน ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนี่”
ทำไมปฏิกิริยาตอบสนองของคุณนายจั่วผู้เฒ่าถึงได้รุนแรงขนาดนี้กัน
“ไม่ ไม่เป็นไร…” สีหน้าคุณนายจั่วผู้เฒ่ากระสับกระส่ายไม่อยู่กับร่องกับรอย เธอรีบคว้าแขนของจั่วฉิงหย่าไว้แน่น “นอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว พระอาจารย์เมี่ยวกวงยังพูดอะไรอีกหรือเปล่า”
จั่วฉิงหย่ารีบตอบกลับ “ไม่ ไม่มีแล้วค่ะ พอหนูด่าเขาว่าตาแก่หัวล้านแล้ว ก็ถูกไล่ตะเพิดออกมาเลย”
คุณนายจั่วผู้เฒ่าทิ้งตัวลงบนโซฟา ราวกับถูกสูบแรงที่มีออกไปจนหมด “เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”
อันที่จริงเธอเองก็รู้ว่าที่ท่านผู้เฒ่าจั่วพาซือฝูชิงกลับมา เพียงเพราะต้องการจะอาศัยโชคของซือฝูชิงมาเกื้อหนุนตระกูลจั่ว
หลังจากนั้นเธอก็เห็นว่าธุรกิจและอื่นๆ เจริญรุ่งเรืองขึ้นไม่น้อย จึงค่อยๆ เชื่อคำพูดของท่านผู้เฒ่าจั่ว
ท่านผู้เฒ่าจั่วเคยบอกกับเธอว่าโชคของซือฝูชิงจะถูกใช้เพื่อหนุนนำตระกูลของพวกตนตลอดไป แม้ว่าซือฝูชิงจะตายแล้วก็ตาม ขอแค่นำร่างไปฝังไว้ที่หลุมฝังศพของตระกูลก็พอ
มีเรื่องสัญญาคืนกลับด้วยเหรอ!
คุณนายจั่วผู้เฒ่าหันไปมองจั่วเสียนอวี้ทันที
จั่วเสียนอวี้ขมวดคิ้วเบาๆ “ทำไมคุณย่ามองหนูด้วยสายตาแบบนี้”
“ช่วงนี้แกค่อนข้างยุ่ง ย่าเป็นห่วงสุขภาพของแก” คุณนายจั่วผู้เฒ่าพยายามยิ้มกลบเกลื่อน “ช่วงนี้การงานเป็นยังไงบ้าง เจออุปสรรคอะไรหรือเปล่า”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ จั่วเทียนเฟิงก็รีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก “แม่ครับ ต้องยกความดีความชอบให้เสียนอวี้ บริษัทเซ็นสัญญาใหญ่ไปหลายฉบับ มีเสียนอวี้อยู่ทั้งคน ผมเองก็จะได้เกษียณเร็วขึ้น”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” คุณนายจั่วผู้เฒ่าถอนลมหายใจออกมาเบาๆ พลางพูดขึ้นพึมพำว่า “ดูท่าแล้วคงจะไม่ได้คืนไปจนหมด”
จั่วเสียนอวี้หูดีได้ยินเข้า “คุณย่าพูดอะไรเหรอคะ”
“ไม่มีอะไร” คุณนายจั่วผู้เฒ่าส่ายหน้าเบาๆ “อีกไม่กี่วันย่าจะเตรียมตัวออกไปเที่ยวหน่อย”
เธอไม่กล้าไปที่วัดหลิวซ่านอยู่แล้ว หากถูกพระอาจารย์เมี่ยวกวงผู้นั้นดูอะไรออกขึ้นมาอีก คงจะแย่เป็นแน่
อีกทั้งจั่วเสียนอวี้ก็ไม่ได้รับผลกระทบด้วย
จั่วเทียนเฟิงรับโทรศัพท์สายหนึ่ง
เพิ่งจะกดรับสาย ปลายทางก็รีบพูดขึ้นอย่างรีบร้อน “ฮัลโหล เทียนเฟิง นายไปล่วงเกินตระกูลเผยตั้งแต่เมื่อไรกัน”
“ล่วงเกินตระกูลเผย?” จั่วเทียนเฟิงอึ้งไปครู่หนึ่ง “หมายความว่ายังไง?”
“นายไปดูเวยปั๋วเองเถอะ!” ทางฝั่งปลายสายไม่อยากพูดอะไรมาก “เพื่อนยาก ตระกูลเผยเทียบตระกูลของนายไม่ได้ แต่นายก็ควรคิดถึงคุณนายผู้เฒ่าของตระกูลเผยบ้าง
นั่นคือคนที่มีอิทธิพลของเมืองซื่อจิ่วที่ลดบรรดาศักดิ์มาแต่งงาน ไปล่วงเกินได้เหรอ”
ปลายสายตัดสายทิ้งด้วยความเร่งรีบ สีหน้าจั่วเทียนเฟิงเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “เร็วเข้า รีบเปิดเวยปั๋วให้ฉันดูหน่อย”
พ่อบ้านรีบยื่นโทรศัพท์มือถือให้เขาทันที
เป็นตระกูลเผยที่โพสต์ข้อความบนเวยปั๋ว
ใช้เวลาเพียงสิบนาที โพสต์ก็ได้ถูกแชร์ไปแล้วสองหมื่นครั้ง ขึ้นเป็นคำค้นหายอดนิยมติดสิบท็อปเท็น
กลุ่มบริษัทตระกูลเผย : [ดิฉันคือหยางฮุ่ยจู ผู้ดูแลตระกูลเผย สำหรับการกระทำของดิฉัน ดิฉันรู้สึกผิดและอับอายเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงออกมากล่าวขอขมาคุณซือผ่านสื่อออนไลน์ต่อสาธารณชน ขอชาวเน็ตทุกท่านโปรดชี้แนะด้วย และเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองอีก]
ด้านล่างแนบคลิปวิดีโอมาหนึ่งคลิป
คุณนายเผยโค้งคำนับต่อกล้องด้วยความนอบน้อม สีหน้าจริงใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้คุณนายเผยยังได้เอ่ยถึงเรื่องที่จั่วฉิงหย่าไปพูดจาใส่ร้ายป้ายสีซือฝูชิงที่บ้านตระกูลเผยอีกด้วย
จากนั้นก็กล่าวขอโทษอีกครั้ง ว่าเธอไม่ควรไปเชื่อคำพูดของคนอื่นง่ายๆ อย่างนี้ แต่คนที่ผิดมากกว่าก็ยังเป็นเธออยู่ดี
ชาวเน็ตเห็นโพสต์แล้วก็เริ่มเคลื่อนไหว
[???]
[แม่เจ้า ข่าวใหญ่ ตระกูลไฮโซออกมาขอโทษศิลปิน! แถมยังเป็นแม่ของเขาที่อัดคลิปอีกด้วย! นี่ไม่สุดยอดกว่าข้อความสั้นๆ ของศิลปินคนอื่นๆ อีกเหรอ?]
[พูดตามตรง อันที่จริงแค่ได้รับหนังสือทนายก็อับอายขายหน้าจะแย่แล้ว นี่ยังออกมาขอโทษอย่างนี้ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่]
[ดังนั้นคนที่น่าขยะแขยงที่สุดก็คือตระกูลจั่ว แหวะ! จั่วฉิงหย่าของตระกูลจั่วจะตายเมื่อไรนะ ตอนเด็กๆ ทำเรื่องไร้มโนธรรมไว้ตั้งเยอะแยะ โตมาจิตใจยังอำมหิตขนาดนี้อีก!]
[ขำมาก พริบตาเดียวตระกูลเผยก็พลิกมือมาตบหน้าตระกูลจั่วแทน ทว่าบ้านตระกูลเผยคือตระกูลที่สืบทอดความรู้และวัฒนธรรมอันดีงามจากบรรพบุรุษ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะเอาคนบ้าอย่างจั่วฉิงหย่า]
[ตระกูลจั่วก็มีแค่จั่วเสียนอวี้คนเดียวเท่านั้นที่พอดูได้ ถึงแม้จะเกลียดตระกูลจั่ว แต่จั่วเสียนอวี้ก็เป็นคนเก่งในหมู่คนเก่งจริงๆ พรสวรรค์ในด้านธุรกิจของเธอไม่มีใครสู้ได้จริงๆ]
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่! โว้ย!!!” จั่วเทียนเฟิงตะโกนดังลั่น “ตระกูลเผยหันมาโจมตีตระกูลเราได้ยังไงกัน แกอีกคนจั่วฉิงหย่า บอกกี่ครั้งกี่หนแล้ว คนดังต้องวางตัวให้เหมือนคนดัง ทำไมแกถึงทำแต่เรื่องน่าอายอย่างนี้!”
จั่วฉิงหย่าถูกตะคอกใส่จนน้ำตาร่วง “พ่อคะ ที่ผ่านมาหนูก็ทำแบบนี้มาโดยตลอดไม่ใช่เหรอ ใครจะไปรู้ว่าครั้งนี้จะเป็นอย่างนี้ไปได้”
“เมื่อก่อนคือเมื่อก่อน ปัจจุบันคือปัจจุบัน!” จั่วเทียนเฟิงโมโหจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ “แกจะให้ตัวเองตายก่อนถึงค่อยพอใจหรือไง”
“หนู…หนูไม่รู้จริงๆ” จั่วฉิงหย่าร้องไห้โฮ “ตระกูลเผยทำอย่างนี้ได้ยังไงกัน หรือว่าน้าเผยเองก็ถูกซือฝูชิงทำไสยศาสตร์ใส่ด้วย”
จั่วเทียนเฟิงตะคอกเสียงดังด้วยความฉุนเฉียว “แกพูดจาซี้ซั้วอะไรกัน!”
เวลานี้เอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
จั่วเทียนเฟิงกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก “ไปเปิดประตู!”
จั่วฉิงหย่าไม่กล้าปฏิเสธ จึงเดินไปเปิดประตู
“สวัสดีค่ะ คุณจั่วฉิงหย่า” คนที่มาคือหลิงเฟิง เธอสังเกตมองจั่วฉิงหย่าอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบเอกสารออกมาหนึ่งฉบับพลางยิ้มขึ้นบางๆ “นี่คือหนังสือทนายของคุณ
อีกอย่าง เวยปั๋วที่คุณใช้สร้างข่าวลือได้มีการรีโพสต์มากกว่าห้าร้อยครั้ง ทำให้ชื่อเสียงของคุณซือเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ไหนจะเรื่องที่คุณทำไว้ก่อนหน้านี้อีก คุณซือจะคิดบัญชีรวบยอดทีเดียวเลย”
หลิงเฟิงถอยหลังมาหนึ่งก้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “จับตัวไป”