เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 115 ไม่มีใครสามารถใช้กฎหมายลงโทษซือฝูชิงได้
จั่วฉิงหย่าเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีตำรวจสองนายตามหลังหลิงเฟิงมาด้วย
เวลานี้เธอจึงกระวนกระวายขึ้นมาอย่างจริงจัง
“ฉันทำอะไรผิดกัน” จั่วฉิงหย่าใบหน้าซีดเผือด รีบถอยหลังกรูด “ซือฝูชิงมีสิทธิ์อะไรมาจับฉัน!”
“เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว ตอนที่คุณซือกำลังถ่ายทำรายการหนุ่มสาววัยใส คุณได้ใส่ส่วนผสมของถั่วลิสงลงในอาหารของเธอเพื่อให้เธอเกิดอาการแพ้” หลิงเฟิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงใจเย็นแต่แฝงไปด้วยความกดดัน “เดิมทีเธอควรจะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแต่ก็ลุกขึ้นมาร่วมรายการอยู่ดี
อีกเรื่อง สามเดือนที่แล้ว คุณหลอกคุณซือไปที่สโมสร ข้างในมีหนุ่มเพลย์บอยอยู่หลายคน หากไม่ใช่เพราะคุณซือไหวตัวทัน เกรงว่าตอนนี้เธอคงจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว
อืม ครั้งสุดท้ายก็คือคุณจงใจใส่ยาพิษลงไปในเครื่องสำอางของคุณซือ แต่ดันใส่ผิดคน ทุกครั้งล้วนเป็นการคุกคามต่อชีวิตและความปลอดภัยของคุณซือทั้งสิ้น คุณจั่วฉิงหย่า คุณมีอะไรจะพูดอีกไหม”
หลิงเฟิงเคยต่อสู้คดีมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีฆ่าภรรยาลวงเงินประกัน หรือคดีฆ่าทารกหญิง
ความขัดแย้งภายในของตระกูลไฮโซก็เห็นมามาก เธอเองรวบรวมข้อมูลของบ้านตระกูลจั่วไว้ไม่น้อย แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเพราะเหตุใดตระกูลจั่วถึงได้รับอุปการะซือฝูชิง
ทว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ
เธอแค่ต้องปกป้องชื่อเสียงของซือฝูชิงเท่านั้น
จั่วฉิงหย่าใบหน้าขาวซีด “เธอ…เธอ เธอ เธอไม่มีหลักฐาน!”
“คุณจั่วฉิงหย่าพูดตลกจัง” หลิงเฟิงยิ้มขึ้นอีกครั้ง “หากไม่มีหลักฐาน ฉันจะยื่นคำร้องขอหมายจับได้ยังไง”
เมื่อได้ยินคำว่าหมายจับ ดวงตาของจั่วฉิงหย่าก็หม่นลงขึ้นมาทันใด พลันทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น
คนในตระกูลจั่วต่างก็ได้ยินคำสนทนาของทั้งสองอย่างชัดเจน
จั่วเทียนเฟิงรีบพุ่งเข้ามาทันที “เกิดอะไรขึ้น ทำไมรุนแรงถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล?”
ตำรวจทั้งสองนายเดินเข้าไปสวมกุญแจมือให้กับจั่วฉิงหย่า
“ไม่ได้!” คุณนายจั่วผู้เฒ่ายันไม้เท้าด้วยความรีบร้อน “พวกคุณจะจับฉิงหย่าไม่ได้”
“นี่คงจะเป็นคุณนายจั่วผู้เฒ่าสินะ?” หลิงเฟิงหันไปมอง “คุณนายจั่วผู้เฒ่านอกจากสุขภาพไม่ค่อยดีแล้ว ยังดูเด็กอยู่เลยนะคะ”
เพราะคุณนายจั่วผู้เฒ่ามีความลับอยู่ในใจ จึงทำได้เพียงฝืนยิ้มกลบเกลื่อน “ทนายหลิงช่างพูดจัง ขอฉันไปเจอกับชิงชิงก่อน ลองคุยกับเธอเสียหน่อย เธอไม่ใจร้ายขนาดนี้หรอก”
อันที่จริงเธอไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสิ่งเร้นลับเช่นโชคลาภเลยแม้แต่น้อย แต่เธอรู้ว่าโชคสำคัญกับคนเราเป็นอย่างมาก
คนตระกูลจั่วปล้นชิงโชคของซือฝูชิงกันทั้งตระกูล แน่นอนว่าจั่วฉิงหย่าเองก็ไม่เว้น
ถึงแม้จะคืนกลับไปแล้ว ก็คงไม่ตกอับจนถึงขั้นเข้าคุกเข้าตารางหรอกมั้ง
“คุณซือฝากฉันมาบอกว่า” หลิงเฟิงฉีกยิ้มแล้วพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เย็นชา “ตระกูลจั่วทำอะไรไว้บ้าง ตอนนี้คงมีแต่คุณเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดแล้ว
วางใจเถอะค่ะ หลังจากที่เธอเอาของของเธอกลับคืนไปแล้ว จุดจบของตระกูลจั่วย่อยยับกว่าตระกูลเฉินอย่างแน่นอน”
คุณนายจั่วผู้เฒ่าใบหน้าซีดเผือด “เธอ…เธอรู้? เธอรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ?”
จั่วเสียนอวี้อึ้งไปชั่วขณะ
คำพูดประโยคนี้หมายความว่ายังไง
ทำไมเธอถึงฟังไม่เข้าใจเลย
ตำรวจสองนายคุมตัวจั่วฉิงหย่าที่ร้องไห้ฟูมฟายออกไป
หลิงเฟิงเองก็ขี้เกียจจะเสวนากับคนตระกูลจั่วต่อจึงเดินออกไปด้วย
เธอเดินไปถึงหน้าประตูรถ จากนั้นก็โทรออกไปยังสายหนึ่ง “ฮัลโหล คุณซือ เรื่องทางนี้จัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ ที่เหลือก็รอคำสั่งจากคุณซือ”
**
บ้านของตระกูลจั่วตั้งอยู่บนพื้นที่ร่ำรวยของเมืองหลิน ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างเป็นความลับ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงหน้าบ้านแล้ว เรื่องนี้ก็ยากที่จะเก็บซ่อน
ในซูเปอร์ทอปปิกของซือฝูชิง ชาวมูสที่ได้ข่าวอย่างรวดเร็วก็พากันโพสต์รูปภาพของจั่วฉิงหย่าที่ถูกจับกุมตัว
[ข่าวจากแนวหน้า ถึงอกถึงใจ! จั่วฉิงหย่าถูกจับแล้ว!]
[สะใจจริงๆ! จะขึ้นศาลเมื่อไร ฉันจะได้รอชมข่าว]
[ฉันละอยากจะกัดผู้หญิงอำมหิตคนนี้ให้ตายๆ ไปซะ รังแกที่รักของฉันอย่างนี้! ฮือๆๆ ที่ผ่านมาที่รักของฉันต้องผ่านชีวิตที่ยากลำบากแค่ไหนกัน]
[จะลงมือก็ลงมือไปสิ มาแย่งที่รักของฉันทำไม?]
เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับซือฝูชิงอย่างครอบคลุม ซังลู่เองก็ได้โพสต์เวยปั๋วเป็นการพิเศษ เข้าร่วมซูเปอร์ทอปปิก กลายเป็นหนึ่งในกองทัพมูส
ถึงแม้ตระกูลจั่วจะเป็นตระกูลที่ใหญ่อันดับหนึ่งของเมืองหลิน แต่พันธมิตรพันกองทัพกลับสามารถทำลายได้อย่างง่ายดาย
“หืม?” ซือฝูชิงเลิกคิ้วขึ้นสูง “ของกลับมาแล้วก็ต้องทำอะไรบ้างเป็นธรรมดา ค่อยเป็นค่อยไปทีละก้าว ไม่ต้องรีบร้อน”
แม้ซังลู่ฟังไม่เข้าใจแต่ก็สนอกสนใจ
“วันนี้ฉันจะไปหาเจ้านาย” ซือฝูชิงเช็ดมือพลางลุกขึ้น “เก้าโมงหลังจากที่นายพาสุนัขของฉันไปเดินเล่นกลับมาแล้ว พาไปไว้ที่ใต้อะพาร์ตเมนต์ของฉัน”
“ครับ!” ซังลู่รีบตอบกลับทันที “เดี๋ยวผมไปส่งคุณซือ” สองสามวันที่ผ่านมานี้ เขายังรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยอีกด้วย งานไม่ได้ยากอย่างที่เขาคิดไว้
ที่นอกค่ายฝึก รถถูกจอดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ในที่สุดเฟิ่งซานก็ได้เห็นคนของพันธมิตรพันกองทัพเป็นครั้งแรก
เขาไม่ค่อยถูกชะตากับซังลู่เท่าไร “คุณซือ เขาดูไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อเลย ผมไปบอกกับพี่เก้าสักคำดีไหม ให้ทางเราส่งคนมาดีกว่ามั้ง”
“ฉันไม่มีกล้ามเนื้อ? แน่จริงก็มาสิ!” ซังลู่ยืดคอด้วยความไม่พอใจ “มาต่อยกันสักตั้ง!”
“ต่อยก็ต่อย” เฟิ่งซานรีบถอดเสื้อแขนยาวออกทันที จากนั้นก็พากันไปต่อยตีตรงบริเวณข้างๆ
ดูจากผิวเผินแล้ว ก็คือคนคุ้มกันสองคนที่กำลังรบราชิงดีชิงเด่นภายในกันเอง
แต่ความเป็นจริง คือคลื่นใต้น้ำระหว่างตระกูลมั่วและพันธมิตรพันกองทัพที่มีอิทธิพลทั้งสองฝ่ายกำลังปะทะกัน
เฟิ่งซานอยากรู้เป็นอย่างมากว่าหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ สรุปแล้วฝ่ายไหนเหนือกว่ากันแน่
ซือฝูชิงขึ้นไปนั่งบนรถ จากนั้นก็หยิบขนมช็อกโกแลตออกจากกล่องมาหนึ่งชิ้นพลางเหลือบมองทั้งสองคน “พวกเขาปัญญาอ่อนซะจริง”
อวี้ซีเหิงได้ยินแล้วก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น “ปัญญาอ่อนจริงๆ ด้วย”
ส่วนอวี้ถังที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับกำลังปรบมือเชียร์โดยที่ไม่กลัวว่าเรื่องจะบานปลายเลยแม้แต่น้อย “ต่อยเลย! ต่อยเลย!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสองก็พากันกลับมา
ใบหน้าของเฟิ่งซานเขียวเป็นวงกว้าง ส่วนซังลู่ใบหน้าบวมจมูกช้ำ
“คุณซือ ฝีมือคนคุ้มกันของคุณไม่ไหวเลย” เฟิ่งซานพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิใจเล็กน้อย “เขาสู้ผมไม่ไหว”
ซือฝูชิงเหลือบมองเขา
เฟิ่งซาน “…แน่นอนว่าผมสู้คุณซือไม่ได้อยู่แล้ว”
เขาจะกล้าลงมือได้ยังไงกัน
“อวดดีชะมัด!” ซังลู่โมโหจนใบหน้าแดงก่ำ “ฉันอายุยังน้อย ยังพัฒนาฝีมือได้อีก”
เฟิ่งซาน “…แกบ้าไปแล้วเหรอ ถึงได้มาโจมตีเรื่องอายุ!”
เขาเองก็เพิ่งจะยี่สิบต้นๆ เท่านั้น ถือว่าอายุยังน้อยมาก!
อวี้ซีเหิงยิ้มอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถอนหายใจเสียงเบาเอ่ยสั่ง “ไปกันเถิด”
เฟิ่งซานแค่นเสียงก่อนจะขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ต้นจนจบ ซังลู่ไม่เห็นหน้าคนที่อยู่ในรถแม้แต่นิดเดียว
เขารู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก จึงรีบหยิบมือถือขึ้นมาติดต่อเจียงสุ่ยหัน “หัวหน้าเจียง! รอคุณซือไปที่เมืองซื่อจิ่วแล้ว ผมจะยื่นเรื่องขอไปฝึกซ้อมที่ค่ายวายร้ายครับ”
“นายบอกว่าจะไม่ไปไม่ใช่เหรอ” ปลายสายตอบกลับ เจียงสุ่ยหันรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก “ทำไมจู่ๆ ถึงคิดจะไปล่ะ”
ซังลู่ขบฟันแน่น “วันนี้ผมถูกคนรู้จักของคุณซือล้ม ผมจะเอาคืน!”
“ถือเป็นเรื่องดี” เจียงสุ่ยหันเลิกคิ้ว “นายสมควรจะฝึกซ้อม รักษาตำแหน่งนี้ให้ดี นายคงจะรู้ตัวดีว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังจ้องนายอยู่”
ไม่ใช่เพราะมู่ชิงเมิ่งกำชับแต่เพราะนับถือซือฝูชิงจากใจจริง
ตอนนี้เริ่มมีสมาชิกเกิดความไม่พอใจก็เลยร้องเรียนเจียงสุ่ยหัน
ซังลู่ได้ยินแล้วก็ตื่นตัวขึ้นมา “ผมรู้ครับ! ผมไม่มีทางยอมให้แผนร้ายของคนพวกนั้นสำเร็จอย่างแน่นอน!”
ยังดีที่เขาเป็นคนปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ รักษาทุกโอกาส
เจียงสุ่ยหันพยักหน้าเบาๆ “ถึงเวลาค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้โควตาของค่ายวายร้ายสมัครค่อนข้างยาก อายุนายก็เกินเกณฑ์ฝึกแล้วด้วย ไว้ฉันจะช่วยดูให้”
“ขอบคุณครับหัวหน้าเจียง” ซังลู่พูดจบก็โค้งตัวขอบคุณ “นี่ เสี่ยวไป๋ นายว่าทำไมคุณซือถึงได้เก่งขนาดนี้นะ จะว่าไปแล้วนายเป็นสุนัขพันธุ์อะไรกันแน่ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน”
เสี่ยวไป๋ยกกรงเล็บขึ้นมาตะปบหัวเขาไปหนึ่งที
ซังลู่เจ็บไปทั้งศีรษะ จากนั้นก็เห็นเสี่ยวไป๋กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ดูถูกและเหยียดหยาม ราวกับกำลังพูดว่า…
เรียกปะป๊าสิลูก
ซังลู่ “…”
ไม่แปลกใจเลยที่เป็นสุนัขของคุณซือ
นิสัยใจคอเหมือนกันอย่างกับแกะ
**
วันถัดมา
กลางคืน การแข่งขันรอบคัดเลือกก็ได้เริ่มต้นขึ้น เด็กฝึกพากันฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด
“ลู่เยี่ยน นายนี่เสี่ยงจริงๆ” เด็กฝึกที่อยู่อันดับเก้าของแถวพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ถึงแม้ตอนนี้เราจะยังไม่ได้เห็นคะแนนโหวต แต่ความดังของเซี่ยอวี้ เอาคะแนนโหวตของพวกเรามารวมกันก็ยังไล่ตามเขาไม่ติดอยู่ดี”
เทียนเล่อมีเดีย บริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการบันเทิง พยายามอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนเด็กคนหนึ่งแต่แล้วกลับต้องพบกับอุปสรรคเข้าอย่างจัง ช่างน่าสะใจจริงๆ
ลู่เยี่ยนตีหน้าขรึม “วันนี้การแสดงของเขาจะสามารถดำเนินได้อย่างราบรื่นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ เด็กฝึกก็ขมวดคิ้วแน่น “นายหมายความว่ายังไง”
เหล่าบรรดาเด็กฝึกต่างรู้ดีว่ามู่เหยี่ยเป็นคนที่กำแหงพองขน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ถูกนำโดยลู่เยี่ยนทั้งสิ้น
เหตุการณ์ที่เสื้อผ้าของเซี่ยอวี้ถูกใบมีดกรีด ลู่เยี่ยนเองก็มีส่วนร่วมด้วย
แต่ที่น่าโมโหก็คือไม่มีหลักฐาน
“อย่ามามองฉัน” ลู่เยี่ยนคลี่ยิ้ม “แม้ที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิด แต่ฉันเองก็ไม่คิดจะทำอะไรตรงนี้ ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้น พวกนายดูเอาก็แล้วกัน”
“ลู่เยี่ยน!” หลีจิ่งเฉินตะโกนเรียกเขา “มานี่ ให้อาจารย์หวงช่วยชี้แนะนายหน่อย”
ลู่เยี่ยนรีบเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติทันที “มาแล้วครับ เมนเทอร์หลี”
เขาเดินจากไป ทิ้งเหล่าบรรดาเด็กฝึกทำได้เพียงหันมาสบตากันเท่านั้น
“สรุปแล้วเขาทำอะไรกันแน่” ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มถามขึ้น “เราควรจะบอกเซี่ยอวี้สักคำดีมั้ย”
เซี่ยอวี้เป็นคนที่ค่อนข้างถือตัว เข้าหาค่อนข้างยาก แต่มีนิสัยใจคอที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา ยินดีที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
ดีกว่าคนที่นิสัยเจ้าเล่ห์อย่างลู่เยี่ยนเป็นไหนๆ
“จะบอกจริงๆ เหรอ” ชายหนุ่มอีกคนพูดขึ้นด้วยความลังเลใจ “หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา บริษัทเทียนเล่อมีเดียคงจะหมายหัวพวกเราแน่ๆ แล้วอย่างนี้…”
เยี่ยชิงโย่วลุกขึ้น “ฉันไปบอกเอง ให้พวกเขาได้ระวังตัวไว้บ้างก็ยังดี การแสดงต่อสาธารณชนสำคัญกับพวกเรามากจริงๆ”
อีกฝั่ง ที่ห้องซ้อมเต้นหมายเลขสอง
สวี่ซีอวิ๋นกำลังจ้องมองชิงเหนียนที่อยู่ตรงหน้าตาเขม็ง “นายถอนตัวตอนนี้ ไม่เท่ากับว่ากำลังปั่นหัวพวกเราหรอกเหรอ พวกเราจะไปหาวงดนตรีแบ็กอัพจากไหนกัน”
ชิงเหนียนถอนหายใจออกมาเบาๆ “ผมเองก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นอย่างนี้ คุณซืออย่าทำให้พวกผมลำบากใจเลย”
ซือฝูชิงเท้าศีรษะพลางพยักหน้าเบาๆ “ความหมายของนายก็คือ คืนนี้พวกนายมีธุระ ไม่สามารถเล่นดนตรีได้?”
“ต้องขอโทษด้วย คุณซือ” ชิงเหนียนเม้มริมฝีปาก “พวกผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของผม ผมเองต้องอาศัยวงการนี้ จะไปล่วงเกินคนข้างบนไม่ได้
การแสดงในคืนนี้ พวกผมจำเป็นต้องถอนตัวจริงๆ”
“เข้าใจแล้ว” ซือฝูชิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย “นายออกไปได้แล้ว”
“เขา…เขาทำเกินไปแล้ว” สวี่ซีอวิ๋นโมโหเป็นอย่างมาก “พี่เซี่ย ตั้งแต่เรามาอยู่กับเมนเทอร์ซือก็ไม่เคยได้สงบสุขแม้แต่ครั้งเดียว”
ก่อนหน้านี้ถูกแย่งอุปกรณ์ ต่อมาวงดนตรีแบ็กอัพก็มาขอถอนตัวอีก
ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวอะไรกับผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ แต่ความเป็นจริงแล้ว ทีมงานของรายการกำลังกดดันพวกเขาอยู่
อย่างมากผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ก็แค่รับผิดชอบบันทึกการแสดงและเตรียมการอื่นๆ เท่านั้น สิทธิ์ในการพูดไม่มากเท่าไรนัก
ของจริงคือผู้อำนวยการสร้างรวมไปถึงนายทุนที่อยู่ข้างบนต่างหาก
หากนายทุนสนับสนุนใคร แสดงว่าได้ตัดสินใจแล้ว ใครก็ไม่สามารถเข้าไปขวางได้
เห็นได้ชัดว่าลู่เยี่ยนถูกกำหนดให้อยู่ตำแหน่ง C โดยนายทุน
เพียงแต่ว่าแม้แต่นายทุนก็คาดไม่ถึง ว่าความดังของเซี่ยอวี้จะพุ่งสูงจนถึงขั้นไม่สามารถควบคุมได้
บวกกับกระแสที่ซือฝูชิงให้กับเขา สามารถพูดได้เลยว่าเวลานี้เซี่ยอวี้นำโด่งจนไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น คะแนนโหวตทิ้งห่างจากอันดับสองอย่างสิ้นเชิง
นายทุนจึงทำได้เพียงสรรหาทุกวิถีทางมาข่มเขา
วงดนตรีแบ็กอัพขอถอนตัวในครั้งนี้ ถือเป็นการข่มอีกครั้ง
การแสดงในครั้งที่สอง ทางรายการได้ว่าจ้างวงดนตรีแบ็กอัพแบบส่วนตัวให้กับทุกๆ ทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่จะได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
วงดนตรีแบ็กอัพที่ถูกว่าจ้างมานั้นล้วนเป็นทีมงานที่มีชื่อเสียงในวงการทั้งสิ้น
เดิมทีทุกอย่างถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนการแสดงจะเริ่มขึ้น จู่ๆ ก็มาเกิดเรื่องแบบนี้
ตอนนี้วงดนตรีแบ็กอัพขอถอนตัว หากไม่มีดนตรีประกอบการแสดง แล้วพวกเขาจะแสดงได้อย่างไร
“เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวงดนตรีแบ็กอัพ ไม่ได้ยินที่เขาพูดเหรอ ว่ามีคำสั่งมาจากเบื้องบน” ซือฝูชิงยิ้มขึ้นอย่างใจเย็น “แค่นี้เอง ความน่ากลัวที่แท้จริงของวงการบันเทิง พวกนายยังไม่เคยเจอด้วยซ้ำ”
สวี่ซีอวิ๋นพูดขึ้นพึมพำ “ผมก็ไม่ได้อยากเจอสักหน่อย”
เซี่ยอวี้สีหน้าเรียบเฉย เขาเลิกคิ้วขึ้นสูง “เมนเทอร์ซือ ผมขอตัวออกไปโทรศัพท์สักครู่ ที่บ้านผมมีวงดนตรีที่รู้จักอยู่ครับ”
สวี่ซีอวิ๋นพูดขึ้น “แต่พี่เซี่ย มันไม่ทันการแล้วน่ะสิ…”
การแสดงจะเริ่มขึ้นเวลาหนึ่งทุ่ม ตอนนี้วงดนตรีแบ็กอัพมาถอนตัวกลางคัน หากจะเอาทีมใหม่มาร่วมแสดง เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
และถึงแม้ว่าจะจ้างวงดนตรีระดับต้นๆ ของต้าซย่า ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้พวกเขาร่วมมือกันแสดงได้อย่างสมบูรณ์แบบในระยะเวลาสั้นๆ
สวี่ซีอวิ๋นรู้เหตุผลข้อนี้ดี
“จะร้อนใจไปทำไม ไม่ต้องกลัว” ซือฝูชิงโน้มตัวพลางยกเบสขึ้นมาลองน้ำหนักมือ
จากนั้นก็ดีดไปสองสามคอร์ดแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นเหมือนเดิม “หากไม่ทัน ฉันจะขึ้นเอง”