เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 116 พี่ใหญ่มาเอง! สีหน้าคนร้องขอ
“…”
เมื่อประโยคนี้ถูกเปล่งออกมา บรรยากาศในห้องซ้อมเต้นก็เงียบลงฉับพลัน
เซี่ยอวี้ชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ
สืออวี่และเด็กฝึกหัดอีกสองคนต่างพากันหันมามองด้วยความอึ้ง
“เมน…เมน…เมนเทอร์ซือ…คุณล้อเล่นเหรอ?” สวี่ซีอวิ๋นอึ้งจนพูดติดอ่างไปหมด “คุณเป็นเมนเทอร์! เมนเทอร์จะเข้าร่วมการแสดงของเด็กฝึกหัดได้ยังไง”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ซือฝูชิงกอดเบสไว้ด้วยสีหน้าที่สบายใจ “เพราะไม่ว่ายังไงก็มีคนคอยขัดขวางการแสดงของพวกนายอยู่ดี ดังนั้น ฉันขึ้นเองดีกว่า”
เธอดีดเบสอยู่สองสามคอร์ด ดวงตาจิ้งจอกหรี่ลงจับจ้องพวกเขาด้วยสายตาที่แน่นิ่ง “เป็นอะไรไป พวกนายคิดว่าฉันทำไม่ได้?”
“เปล่า เปล่า แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่แล้ว!” สวี่ซีอวิ๋นรีบตอบกลับทันควัน “ผมกลัวก็แต่ว่าพวกเขาจะเอาไปพูดซี้ซั้ว”
“วางใจเถอะ แน่นอนว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวอยู่แล้ว” ซือฝูชิงมุมปากยกยิ้ม “ฉันจะช่วยพวกนายหามาเพิ่มอีกคน เมื่อก่อนตอนฉันเป็นนักร้องอยู่ที่บาร์ เคยรู้จักกับมือกลองคนหนึ่ง
ฉันกับเขาเล่นดนตรีเข้าขากันค่อนข้างดี เซนส์ด้านดนตรีของเขาดีเยี่ยม ฟังเพลงเพียงไม่กี่รอบก็สามารถขึ้นแสดงสดได้เลย ฉันมั่นใจในตัวเขามาก ตอนนี้เขาเองก็อยู่ในต้าซย่า น่าจะมาทัน”
ซือฝูชิงพูดจบ เซี่ยอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “เป็นนักร้องอยู่ในบาร์?”
“ไม่ต้องไปสนใจรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้” ซือฝูชิงพูดขึ้นด้วยสายตาเกียจคร้าน “เมื่อก่อนชอบเที่ยวชอบเล่น ออกเดินทางไปทั่ว ลองทำอย่างละนิดอย่างละหน่อย แถมยังได้เงินด้วย ไม่เลวใช่ไหมล่ะ”
สวี่ซีอวิ๋นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยากลำบาก “เมนเทอร์ซือ คุณมั่นใจเหรอว่าเคยทำนิดเดียว?”
ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ?!
“แน่สิ” ซือฝูชิงลูบคางเบาๆ “ฉันเป็นนักร้องร้องเพลงอยู่ที่บาร์แค่สามวัน ได้ทิปมาตั้งหลายหมื่นหยวน พอได้ยินว่าฉันจะไม่ร้องเพลงอยู่ที่นั่นแล้ว แขกในร้านถึงขั้นร้องไห้ตามด้วย”
เธอจำเหตุการณ์นี้ได้ค่อนข้างแม่นยำ
เป็นการไปปฏิบัติภารกิจที่ทวีปตะวันตกของ T18 เพื่อปิดล้อมและปราบปรามองค์กรค้ายาเสพติด
เธอและศิษย์พี่หญิงสามได้รับหน้าที่เข้าไปสืบข้อมูลที่บาร์
เนื่องจากเธอไม่ค่อยถนัดในการเข้าสังคมเท่าไร สันทัดในทางปฏิบัติมากกว่า ก็เลยถูกตัวส่งไปร้องเพลงแทน
ส่วนศิษย์พี่หญิงสามรับหน้าที่หลอกซักถามเคาน์เตอร์บาร์
“เมนเทอร์ซือ สรุปแล้วคุณเรียนอะไรมากันแน่” สวี่ซีอวิ๋นถามขึ้นด้วยความสงสัย “ผมอายุมากกว่าคุณหนึ่งปีแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงทำอะไรไม่เป็นเลย”
เขาเป็นคนที่ไม่เอาไหนจริงๆ
“ในเกม” ซือฝูชิงบิดขี้เกียจ “หากคำนวณตามเวลาของเกม ฉันคงจะเรียนมาหลายร้อยปีแล้ว ถนัดอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
สวี่ซีอวิ๋น “???”
อะไรกัน!
ไม่สิ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้จักอักษรทุกตัว แต่พอเอามาเรียงกันแล้ว ราวกับไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียว
พอได้ยินคำพูดประโยคนี้ สายตาของเซี่ยอวี้ก็เปลี่ยนเป็นลุ่มลึกจนไม่อาจคาดเดาได้
“โอเค พวกนายซ้อมต่อก็แล้วกัน ไม่ต้องเป็นกังวลจนเกินไป” ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้น พร้อมกับยิ้มด้วยสีหน้าที่ไม่จริงจัง “เตรียมตัวให้พร้อมกับการแสดงในคืนนี้ เซี่ยอวี้อยู่ตำแหน่งเซ็นเตอร์ห้ามขยับ ส่วนสวี่ซีอวิ๋นกับสืออวี่ พวกนายจะเอาตำแหน่งไหน?”
สวี่ซีอวิ๋นตอบกลับเสียงดังลั่น “สิบสองครับ!”
สืออวี่ตอบกลับตามหลังมาติดๆ “ยี่สิบครับ”
ซือฝูชิงพยักหน้าเบาๆ “จำไว้ เป้าหมายสูงสุดของเรา ก็คือทุกคนในคลาสเรียนได้เดบิวต์”
หลังจากที่ซือฝูชิงออกไปแล้ว สวี่ซีอวิ๋นยังคงรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก แต่ในที่สุดเขาก็นึกเรื่องสำคัญอีกเรื่องขึ้นมาได้
ไม่สิ!
สรุปแล้ว เมนเทอร์ซือเคยทำงานมากี่อย่างกันแน่
**
ในห้องพักผ่อน
ซือฝูชิงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม
นิ้วมือของเธอกำลังเคาะโต๊ะเบาๆ พลางใช้ความคิด จากนั้นก็ค่อยๆ เปิดซอฟต์แวร์โซเชียลของต่างประเทศขึ้นมาอย่างช้าๆ
เธอลงชื่อเข้าใช้บัญชีหนึ่ง
ในบัญชีมีผู้ติดต่ออยู่หนึ่งคน
รูปโปรไฟล์คือกลองชุดสีขาวดำ สไตล์ร็อกแอนด์แร็ป
ชื่อเล่นใช้เพียงอักษร S ตัวเดียวเท่านั้น ดูเป็นคนที่โดดเดี่ยวและเย็นชาเป็นอย่างมาก
ซือฝูชิงแตะไปที่โปรไฟล์ จากนั้นก็ส่งข้อความไปหนึ่งข้อความ
9 : [เห็นแฟนคลับของนายเคลื่อนไหวในอินเทอร์เน็ต ตอนนี้นายอยู่ที่ต้าซย่าใช่หรือเปล่า มาที่เมืองหลินหน่อยสิ]
ผ่านไปยังไม่ถึงสามวินาที ก็มีข้อความของอีกฝ่ายตอบกลับในกล่องโต้ตอบ
S : [?]
S : [?]
S : [?]
เครื่องหมายคำถามถูกส่งมาสามครั้งติดต่อกัน
S : [บัญชีต้มตุ๋น? อ๋อ ไม่สิ เดิมทีเธอก็เป็นศพอยู่แล้ว]
ซือฝูชิง “…”
เธอยิ้มขึ้นบางๆ
เจ้าบ่าวรับคนใช้คนนี้นี่ ทำไมถึงได้พูดจาอย่างนี้!
9 : [แจ้งให้ทราบล่วงหน้า การหายตัวของฉันมีต้นสายปลายเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยส่วนบุคคล เมื่อก่อนอาจเป็นเพราะกังวลว่านายจะติดร่างแหไปด้วย ตอนนี้กลับกลัวว่านายจะรู้สึกว่าฉันถูกสลับตัว]
ซือฝูชิงเท้าคางพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
จู่ๆ อายุก็ลดลงหกปี แถมยังเปลี่ยนหน้าใหม่ เรื่องแบบนี้ ไม่มีใครที่ไหนเชื่ออยู่แล้ว
หากพูดออกไป เธออาจจะถูกคนของหน่วยงานลึกลับจับตัวขึ้นมาก็ได้
S : [ไม่อยู่ ไม่ว่าง ไม่นัด ฉันเองก็ตายแล้ว เป็นศพเหมือนกัน]
9 : [ฉันแต่งเพลงให้นายหนึ่งเพลง]
S : […]
S : [เป็นอันตกลง ถึงแล้วค่อยคุยกัน]
เรียบร้อย
ซือฝูชิงเก็บมือถือก่อนเตะประตูออกเบาๆ
ทางฝั่งห้องซ้อมเต้นหมายเลขสอง เยี่ยชิงโย่วเดินเข้ามาจากด้านนอก
เขาเคาะประตูเบาๆ อย่างมีมารยาท “เซี่ยอวี้”
เซี่ยอวี้เงยหน้าขึ้นพลางสาวเท้าเข้าไปหา “มีอะไรเหรอ”
“เมื่อกี้ฉันได้ยินลู่เยี่ยนบอกว่าวันนี้พวกนายจะสามารถแสดงได้อย่างราบรื่นหรือไม่ก็อีกเรื่อง” เยี่ยชิงโย่วขมวดคิ้ว “ไม่รู้ว่าเขาก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก ฉันก็เลยมาบอกนายก่อน”
“อื้ม ขอบใจมาก” เซี่ยอวี้หรี่ตาลง “การแสดงไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น นายไม่ต้องเป็นห่วง พวกนายก็ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย”
“จะไม่มีปัญหาจริงๆ เหรอ” เยี่ยชิงโย่วยังคงรู้สึกเป็นกังวลใจ “ฉันเองได้ยินมาว่าตระกูลฝั่งแม่ของเขาไม่ธรรมดา เป็นตระกูลที่มีอิทธิพลของตงโจว
เขามีตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง อีกทั้งยังมีคนจะปั้นเขาให้ขึ้นมาเป็นศิลปินอันดับต้นๆ ของวงการบันเทิง นายจะต้องระวังให้ดีๆ”
“เป็นตระกูลที่มีอิทธิพลของตงโจว?” เซี่ยอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงใจ “ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
ตระกูลที่มีอิทธิพลของตงโจวมีแต่ตระกูลจี
แต่ตระกูลจีไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวนานมากแล้ว
“แน่นอนอยู่แล้ว คนธรรมดาอย่างเราไม่สามารถเข้าถึงคนระดับนี้ได้” เยี่ยชิงโย่วตบไหล่เขาเบาๆ “ยังไงก็เถอะ นายเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ทางนั้นพยายามสนับสนุนและดันให้เขาขึ้นเป็นตัวหลัก แต่นายทุนเองก็ไม่สามารถปฏิเสธศักยภาพที่แท้จริงได้ สุดท้ายแล้วตำแหน่งเซ็นเตอร์จะต้องตกเป็นของนายอย่างแน่นอน”
เซี่ยอวี้ยิ้มบาง “ขอบใจมาก”
ขณะทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากทางด้านหลัง “คุยอะไรกันอยู่”
เยี่ยชิงโย่วตกใจสะดุ้งโหยง
เขารีบหันกลับไปดูและรีบกล่าวทักทาย “เมนเทอร์ซือ!”
“ฉันจำนายได้…” ซือฝูชิงเลิกคิ้วเบาๆ “เหมือนจะอยู่ในชั้นเรียนของเมนเทอร์มั่ว?”
เมนเทอร์ที่สอนร้องเพลงแซ่มั่ว เป็นคนที่นิสัยค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยมีปากเสียงกับใคร
เด็กฝึกในชั้นเรียนก็ค่อนข้างเรียบร้อย ไม่ค่อยมีเด็กฝึกที่นิสัยก้าวร้าวหรือแย่จนเกินไป
ซึ่งฝีมือของเยี่ยชิงโย่วพัฒนาเร็วเป็นอย่างมาก
ตอนแบ่งชั้นเรียนครั้งแรกเขาเพิ่งจะอยู่คลาสซีแต่พอมาครั้งที่สอง เขาก็สามารถเข้าไปอยู่ในคลาส เอได้แล้ว
ปัจจุบันคะแนนโหวตส่วนตัวอยู่อันดับที่ห้า สามารถพูดได้ว่าอยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงแล้ว
“ใช่ครับ เมนเทอร์ซือ” เยี่ยชิงโย่วไม่ค่อยกล้าสบตาเธอเท่าไรนัก พอได้สบตาเธอ เขาก็หน้าแดงขึ้นมาทันที “ผมมาคุยเล่นกับเซี่ยอวี้ จะกลับไปแล้ว”
ซือฝูชิงพยักหน้าเบาๆ “อืม สู้ๆ”
“ขอบคุณครับเมนเทอร์ซือ” เยี่ยชิงโย่วหน้าแดงก่ำกว่าเดิม รีบวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว
“หึ! ผมดูออก คนแซ่เยี่ยอะไรนั่นคิดไม่ซื่อกับเมนเทอร์ซืออย่างแน่นอน! คุณดูสิ หน้าของเขาแดงก่ำไปหมดแล้ว” สวี่ซีอวิ๋นกำหมัดแน่น “เมนเทอร์ซือ โปรดอนุญาตให้ผมไปจัดการเขาด้วยลำแสงเถอะครับ!”
ซือฝูชิงเตะเขาไปหนึ่งที “คอยดูว่าฉันจะใช้หมัดเหล็กแห่งความยุติธรรมจัดการนายก่อนดีไหม”
สวี่ซีอวิ๋นรีบหุบปากทันที
“เมนเทอร์ซือ” เซี่ยอวี้โค้งศีรษะเล็กน้อย “ชิงโย่วบอกกับผมว่าเป็นฝีมือของลู่เยี่ยน ดูเหมือนตระกูลของเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เมนเทอร์ซือรู้จักตระกูลที่มีอิทธิพลของตงโจวบ้างหรือเปล่าครับ”
“ตระกูลที่มีอิทธิพลของตงโจว?” ซือฝูชิงครุ่นคิด “ไม่มีนะ”
นอกจากตระกูลของจีสิงจือแล้ว ยังมีตระกูลอื่นที่มีอิทธิพลกว่าอีกเหรอ
ระบบข่าวกรองของเธอล้าหลังอีกแล้ว?
“ช่างเถอะ ทหารมาก็ใช้ขุนพลต้าน น้ำมาก็ใช้ดินต้าน” ซือฝูชิงตบมือเบาๆ “ฉันเคยบอกแล้วว่าจะส่งพวกนายไปถึงฝั่งฝันให้ได้ พวกนายจะต้องได้เดบิวต์ทุกคน”
หว่างคิ้วและดวงตาของเธอแฝงไปด้วยความไม่แยแส พลอยทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพและศรัทธาอย่างน่าอัศจรรย์
“ผมเชื่อมั่นในตัวเมนเทอร์ซืออยู่แล้ว!” สวี่ซีอวิ๋นรีบร่วมวงสนทนาทันที “แต่มือกลองที่เมนเทอร์ซือหามาคือใครเหรอ”
ซือฝูชิงทิ้งตัวนอนลงบนพื้น จากนั้นก็หนุนแขนของตนเอง “แซ่ซู พวกนายรีบซ้อม หยุดคุยเล่นได้แล้ว ฉันจะนอนพักหน่อย”
สวี่ซีอวิ๋นไม่กล้ารบกวนเธอต่อ จึงเดินไปอยู่อีกฝั่งพลางเกาหัวเบาๆ “ซู? เป็นมือกลองด้วย…”
จู่ๆ เขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จากนั้นก็ตบอกด้วยความตกใจ “คงจะไม่ใช่เทพซูหรอกมั้ง!”
สามปีที่แล้ว นักดนตรีที่มีพรสวรรค์ได้ปรากฏตัวขึ้นในรัฐต้าซย่า
ซูยั่ง
อายุเพียงยี่สิบสองปีเท่านั้น
เขาไม่มีทีมงาน ตั้งแต่การเขียนเนื้อร้อง เรียบเรียงและแต่งทำนองเพลง เขาทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ
แม้ว่าบัญชีโซเชียลของเขาจะอัปเดตสิบวันครั้งหรือครึ่งเดือนครั้ง แต่มีแฟนคลับบนเวยปั๋วมากกว่าสี่สิบล้านคน ถือเป็นคนดังระดับต้นๆ อย่างแท้จริง
ไม่มีการเข้าร่วมของนายทุน พึ่งพาตนเองล้วนๆ
“เป็น…เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง!” สืออวี่อึ้งจนพูดติดอ่าง “นั่นคือเทพซูเชียวนะ จะยอมมาเป็นมือกลองให้เราได้ยังไงกัน อีกอย่างเขาเองก็ไม่ได้ตีกลองเป็นอาชีพ ความสามารถของเขาเยอะมาก”
เซี่ยอวี้ครุ่นคิด “ไม่แน่หรอก ถึงเวลาก็รู้เอง”
“เป็นไปไม่ได้สิพี่เซี่ย” สวี่ซีอวิ๋นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “พี่ว่าหากเมนเทอร์ซือรู้จักเทพซูจริงๆ เธอจะมาใช้ชีวิตลำบากขนาดนี้ทำไมกัน เฮ้อ คนแซ่ซูมีถมเถไป ผมก็แค่นึกถึงเทพซูขึ้นมาก็เท่านั้น”
เพราะซูยั่งมีความเคยชินอยู่อย่างหนึ่ง ในเวลาหนึ่งปีเขามักจะใช้เวลาท่องเที่ยวทั่วโลกราวๆ แปดเดือนเห็นจะได้
มักจะมีแฟนคลับเจอเขาร้องเพลงอยู่ตามบาร์ที่เงียบสงบและห่างไกลอยู่บ่อยครั้ง
เซี่ยอวี้เลิกคิ้วขึ้นสูงพร้อมเสียงหัวเราะบางเบา “นายลองดูเธอสิ”
สวี่ซีอวิ๋นไม่เข้าใจ “?”
เซี่ยอวี้พูดต่อไปว่า “เหมือนปลาเค็มที่กำลังนอนตากแดดหรือเปล่า”
สวี่ซีอวิ๋นเหลือบมองซือฝูชิงที่ใช้หนังสือปิดหน้าราวกับกำลังนอนตากแดดอย่างสบายอยู่บนพื้น
สวี่ซีอวิ๋น “…”
พูดว่าเหมือนมากไม่ได้ ต้องพูดว่าเหมือนกันอย่างกับแกะต่างหาก
**
เวลาสิบโมงเช้า ทางรายการหนุ่มสาววัยใสได้โพสต์ข้อความบนเวยปั๋วหนึ่งโพสต์
รายการหนุ่มสาววัยใส : [การแสดงในรอบที่สองจะเริ่มขึ้นแล้ว รีบมาเลือกเด็กฝึกหัดที่คุณชื่นชอบเร็วเข้า! หนึ่งทุ่มคืนนี้ ไม่เจอไม่เลิกรา!]
เหล่าบรรดาแฟนคลับต่างก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
[การแสดงครั้งที่สอง! ก็เท่ากับว่ารายการผ่านมาครึ่งทางแล้ว รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมากเลย]
[ทุกคน ตะโกนตามฉันนะ เซี่ยอวี้ ตำแหน่งเซ็นเตอร์เดบิวต์! ไม่ใช่แค่เดบิวต์เท่านั้น แต่เป็นการเดบิวต์อย่างมืออาชีพ!]
[น่าเบื่อจริงๆ เมื่อไรเมนเทอร์ซือจะเข้าร่วมการแข่งขันรายการนี้ด้วย ฉันจะโหวตคะแนนให้เธอ! คะแนนโหวตของทีมเมนเทอร์ไม่มีความท้าทายเลย]
นับตั้งแต่ซือฝูชิงขับร้องบทเพลงลำนำภูติแห่งขุนเขาเวอร์ชันดั้งเดิมบนเวทีการแสดงแล้ว แฟนคลับของเธอก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าหลินชิงเหยียนจะอยู่ในวงการบันเทิงมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่แฟนคลับพันธุ์แท้กลับไม่มากเท่าซือฝูชิง
เพราะการปรากฏตัวของซือฝูชิงนั้นสามารถทำให้ผู้คนจำนวนมากยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง
หลินชิงเหยียนเห็นว่าไม่มีความหวังแล้วจึงยอมแพ้แต่โดยดี
หลายวันมานี้เธอพยายามหลบหน้าซือฝูชิง พบเจอระหว่างทางก็ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
[หวังว่ารายการครั้งนี้จะไม่เล่นลูกไม้อะไรอีกนะ พวกเราไม่ได้รังแกง่ายๆ ซะหน่อย (ยิ้ม)]
[รอดูเซี่ยอวี้ขึ้นแสดงบนเวทีในค่ำคืนนี้! รอดูเมนเทอร์ซือ!]
[หวังว่าวันนี้เมนเทอร์ซือจะมีโชว์เล็กๆ ด้วย ร้องสักท่อนก็ยังดี!]
ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเตรียมเวทีการแสดง จนขาพันกันไปหมด
แต่เรื่องเร่งด่วนและสำคัญขนาดนี้ ทั้งสองกลับได้ยินมาจากเหล่าบรรดาเด็กฝึกจึงพากันร้อนใจเป็นอย่างมาก
“ตอนนี้จะทำยังไงดี การแสดงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เวลานี้แฟนคลับบางส่วนก็เริ่มทยอยเข้าแถวรอแล้วด้วย” โปรดิวเซอร์ตบโต๊ะเสียงดังลั่น “เบื้องบนหันมาเล่นงานทีมเล็กๆ อย่างเซี่ยอวี้ตั้งแต่ตอนไหนกัน ทำไมพวกเราไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
ผู้กำกับสูดบุหรี่เข้าปอด “คงเพราะกลัวว่าเราจะรู้ก็เลยเพิ่งจะมาระเบิดเอาตอนนี้ ทำยังไงดี”
“สรุปแล้วข้างบนมีจุดประสงค์อะไรกันแน่” โปรดิวเซอร์ปวดหัวจนแทบจะระเบิด “พวกเขาไม่เห็นเหรอว่าตอนนี้กระแสของเซี่ยอวี้กับเมนเทอร์ซือกำลังบูมแค่ไหน พวกเขาตั้งใจจะทำลายรายการนี้ทิ้งหรือยังไงกัน?!”
“จะไปทำอะไรได้” ผู้กำกับพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่จนใจ “คุณเองก็รู้ว่าที่ตระกูลของเขามาลงทุนรายการของเราก็เพราะต้องการจะสนับสนุนคนในตระกูลของพวกเขาเอง ไม่อยากยกยอปอปั้นแต่ก็ต้องทำอยู่ดี คุณดูอย่างภาพยนตร์ของปีที่แล้วสิ ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าหากเพิ่มนักแสดงบางคนก็จะถูกก่นด่าย่อยยับ แต่นายทุนก็ยังดันทุรังเพิ่มนักแสดงอยู่ดี”
“ตระกูลของลู่เยี่ยน เราล่วงเกินได้เหรอ เขาเป็นถึงคุณชายใหญ่เชียวนะ”
โปรดิวเซอร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว “ผมว่าหากเทียบกับลู่เยี่ยนแล้ว ราศีของเซี่ยอวี้เหมือนทายาทตระกูลไฮโซมากกว่าอีก”
ผู้กำกับสำลักอยู่ครู่หนึ่ง “ถึงแม้จะพูดอย่างนี้ แต่ของแบบนี้จะมองอย่างเดียวได้ที่ไหน”
ราศีของเซี่ยอวี้รุนแรงเป็นอย่างมาก จนในบางครั้งพวกเขาต่างก็รู้สึกหวาดหวั่นไปตามๆ
“ผมจะไปขอโทษทางฝั่งเมนเทอร์ซือก่อน” โปรดิวเซอร์รีบลุกขึ้นพรวด “ส่วนคุณก็ลองหาดูว่ามีวงดนตรีชั่วคราวหรือเปล่า”
ผู้กำกับรีบพยักหน้า ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อ
การแสดงของวันนี้ จะพังไม่ได้เป็นอันขาด
**
เวลานี้ ที่สถานีตำรวจ
จั่วฉิงหย่าถูกกักตัวอยู่ในห้องสอบปากคำทั้งคืน ระหว่างนี้ก็มีการสอบปากคำเรื่อยๆ
เมื่อถูกสอบสวนอย่างต่อเนื่อง สภาวะจิตใจของเธอเลยแทบจะพังทลายอยู่รอมร่อแล้ว
“ปล่อยฉันออกไป! ใช่ ฉันทำแล้วจะทำไม! ซือฝูชิงก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย!” จั่วฉิงหย่าโวยวาย “ฉันคือคนของตระกูลจั่ว จะมาล่วงเกินฉันอย่างนี้ไม่ได้!”
นอกห้องไต่สวน เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งสามารถมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของจั่วฉิงหย่าผ่านกระจกบานใหญ่
ตำรวจหญิงหนึ่งในนั้นหัวเราะเยาะเบาๆ “อายุยังน้อยแต่จิตใจอำมหิตจริงๆ”
“สำนักงานกฎหมายซิงถิงออกหน้าเองทั้งที ตระกูลจั่วมีเงินทองมากมายขนาดไหนก็ดิ้นหลุดยาก” ตำรวจชายวัยกลางคนอีกคนส่ายหน้าเบาๆ “เสี่ยวเฉิน เดี๋ยวเธอไปรายงานความคืบหน้าให้กับทางฝั่งคุณซือด้วย”
ตำรวจหญิงพยักหน้าเบาๆ
“เดี๋ยวก่อน” ตำรวจชายวัยกลางคนเรียกเธอ “เอ่อ ตอนที่ไป ช่วยฉันขอลายเซ็นด้วย ให้ลูกสาวของฉัน! วันนี้เธอก็ไม่ต้องไปแล้ว วันนี้มีการแสดง พรุ่งนี้! พรุ่งนี้ค่อยไป”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ ตำรวจคนอื่นๆ ต่างก็พากันหันมามอง เห็นได้ชัดว่าทุกคนกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก
ตำรวจหญิง “…”
ทำงานกันยังไง ถึงได้ว่างขนาดนี้!
จู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
คุณนายจั่วผู้เฒ่าร้อนใจเป็นอย่างมาก “ให้ฉันเข้าไป!”
เธอยังถูกขวางไว้อยู่ดี ตำรวจหญิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ “สวัสดีค่ะ คุณไม่สามารถเข้าไปได้ เธอเป็นผู้ต้องสงสัย เบื้องต้นคุณยังไม่มีสิทธิ์เข้าเยี่ยมค่ะ”
แม้ว่าคุณนายจั่วผู้เฒ่าจะยกคนในตระกูลจั่วมาทั้งตระกูลแต่ก็เข้าไปไม่ได้อยู่ดี
เธอจึงทำได้เพียงกลับไปที่รถ แล้วให้คนขับรถพาเธอบึ่งไปที่ค่ายฝึกซ้อมของรายการหนุ่มสาววัยใส
ซือฝูชิงออกมาพอดี
เธอสวมทั้งแว่นตาและหมวกครบเครื่อง
คุณนายจั่วผู้เฒ่าเห็นแวบแรกก็จำได้ทันที เธอรีบรุดเข้าไปหาซือฝูชิงพลางขอร้องวิงวอน “ชิงชิง ชิงชิง เธอปล่อยฉิงหย่าไปได้หรือไม่ ฉิงหย่าเป็นพี่สาวเธอนะ”
จากนั้นก็คุกเข่าลงกับพื้น “ย่าขอร้องละ ขอร้องเธอแล้ว เธออย่าเลือดเย็นขนาดนี้ ฉิงหย่าและเธอใช้ชีวิตด้วยกันมาเป็นสิบปี จะไม่มีความผูกพันเลยได้ยังไง”
ซือฝูชิงไม่ชายตามองแม่แต่นิดเดียว “ซังลู่”
“ครับ!” ซังลู่อุ้มเสี่ยวไป๋กระโดดออกมาจากด้านข้าง “ยาย รีบลุกขึ้นแล้วออกไปเถอะ!”
คุณนายจั่วผู้เฒ่าถูกขวางไว้
เธอจ้องซังลู่ด้วยสีหน้าที่สงสัย รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก
“นี่ยาย ผมขอเตือนไว้เลย อย่ามารบกวนคุณซืออีก” ซังลู่ชี้หน้าด่า “หากไม่ใช่เพราะคุณซือสั่งไว้ว่าตอนนี้ยังแตะต้องคุณไม่ได้ ผมเหยียบตระกูลจั่วจมดินไปนานแล้ว”
เมื่อวานนี้เขาพึ่งจะถูกเฟิ่งซานซ้อมมาหยกๆ วันนี้เลยยังโมโหไม่หายพอดี
คุณนายจั่วผู้เฒ่าคุกเข่าอยู่บนพื้น จู่ๆ ก็ร้องไห้เสียงดังลั่น “ชิงชิง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉิงหย่า ตอนนั้นฉิงหย่ายังเด็กมากก็เลยไม่รู้ความ ไม่เคยคิดจะแย่งของของเธอ
หากเธอจะเอาเรื่องก็เอาเรื่องฉันแทน ฉันรู้! ฉันรู้เรื่องทั้งหมด ฉันสมควรตาย เธอให้ฉันไปเข้าคุกแทนเถอะ ฉันยินดีจะทำทุกอย่าง!”
เพราะเสียงโหวกเหวกโวยวายที่ค่อนข้างดัง คนที่อยู่บริเวณรอบๆ จึงพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
แม้แต่พนักงานก็ทำตัวไม่ถูก “เมนเทอร์ซือ คุณดูนั่น…”
ท้ายที่สุดซือฝูชิงก็เหลือบมองคุณนายจั่วผู้เฒ่า เธอคลี่ยิ้มบาง “ขอโทษที นี่ไม่ใช่จุดจบที่ฉันเก็บไว้ให้คุณ”
คุณนายจั่วผู้เฒ่าอึ้งไปชั่วขณะ แต่ไม่เข้าใจที่ซือฝูชิงพูด จึงวิงวอนร้องขอต่อ “ชิงชิง เสียนอวี้เองก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน อย่าเอาเธอมาเกี่ยวข้องด้วยได้ไหม”
ตนก็ไม่รู้ว่าทำไมโชคของซือฝูชิงถึงได้คืนกลับไปอีกครั้ง
แต่หากโชคที่อยู่ในตัวจั่วเสียนอวี้ก็ถูกเก็บคืนกลับไปด้วย เกรงว่าตระกูลจั่วคงจะต้องจบเห่แน่ๆ
คุณนายจั่วผู้เฒ่านึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
เวลานี้ความหวังในอนาคตของตระกูลจั่วล้วนพึ่งเพียงจั่วเสียนอวี้คนเดียวเท่านั้น
“นี่ยาย เป็นบ้าไปแล้วเหรอ!” ซังลู่หิ้วคุณนายจั่วผู้เฒ่าลุกขึ้นโดยที่ไม่พูดพร่ำทำเพลง “คุณซือยังมีธุระต่อ อย่าไปรบกวนเธอ”
เขาเองกำลังกังวลใจอยู่เลยว่าจะไม่มีโอกาสแสดงฝีมือต่อหน้าซือฝูชิง แต่แล้วก็มีคนมาเสนอผลงานให้เขาถึงที่
ซือฝูชิงไม่ได้สนใจคุณนายจั่วผู้เฒ่าที่ร้องไห้เอาเป็นเอาตายแต่อย่างใด เธอขึ้นไปนั่งบนรถจักรยาน
เวลานั้นเอง ข้อความในโทรศัพท์ก็เด้งขึ้น
S : [ฉันถึงแล้ว เธออยู่ไหน]