เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 117 พบเจอ! ตัดขาดซึ่งๆ หน้า
ซือฝูชิงก้มหน้าอ่านข้อความ พลางตอบกลับข้อความด้วยมือเดียว
9 : [มีเรื่องนิดหน่อย จะรีบไปเดี๋ยวนี้]
S : [อืม หลานซานคาเฟ่ สวมแมสกับหมวกสีดำ ผ้าพันคอ ถุงมือแล้วก็เสื้อโค้ตสีน้ำเงิน]
ซือฝูชิงเลิกคิ้วขึ้นสูง
ห่อซะแน่นหนาเชียว
9 : [ฉันไม่ได้ถามนายเลย ว่านายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมหรือหรือเปล่า นายดูอย่างตอนที่เราไปร้องเพลงที่บาร์แล้วมีสาวมอบดอกไม้ให้นาย นายไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว]
S : [ใช่ เธอมันพวกไม่กลัวการเข้าสังคม มีคนมอบดอกไม้มาให้ นอกจากจะไม่ปฏิเสธแล้ว ยังจะกอดสาวๆ พวกนั้นอีก]
ซือฝูชิง “…”
แบบนี้เรียกว่าไม่กลัวการเข้าสังคมเหรอ
เธอไม่อยากทำลายน้ำใจสาวๆ พวกนั้นต่างหาก
คุณนายจั่วผู้เฒ่ายังคงร้องไห้วิงวอนอยู่ด้านหลัง
ซือฝูชิงขี่รถจักรยานยนต์จากไปอย่างสบายใจ
**
ใจกลางเมือง
ร้านกาแฟที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง
ซูยั่งนั่งอยู่มุมในสุดของร้าน
สายตาของเขากำลังจดจ่ออยู่กับเวลาบนหน้าจอมือถือ ไม่กะพริบตาแม้แต่นิดเดียว กาแฟท็อปฟองนมที่อยู่ตรงหน้าละลายหมดแล้วก็ยังไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว
พนักงานเดินมาถามเขา “คุณคะ ต้องการให้เปลี่ยนแก้วใหม่หรือหรือเปล่า ต้องการอาหารว่างหรือหรือเปล่าคะ”
ซูยั่งส่ายหน้าเบาๆ พลางปฏิเสธอย่างสุภาพ “ไม่เป็นไร ขอบคุณครับ”
พนักงานจึงทำได้เพียงถอยออกมาด้วยความรู้สึกเสียดายที่การชวนคุยล้มเหลว
ซูยั่งยังคงดูเวลาต่อด้วยสีหน้ากระวนกระวายไม่น้อย
ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีเสียงฝีเท้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
เขาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเป็นเด็กสาวที่อายุค่อนข้างน้อย
เขานึกว่าเป็นพวกขอเบอร์จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ขอโทษด้วย ผมไม่ว่างและไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น”
“แค่กๆ!” ซือฝูชิงค่อยๆ เปิดแมสออก ดวงตาจิ้งจอกกะพริบเบาๆ “น้องซู นับวันก็ยิ่งปฏิเสธสาวๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ เชียวนะ พี่ใหญ่รู้สึกภูมิใจจริงๆ”
น้ำเสียงที่คุ้นเคยพลอยทำให้รูม่านตาของซูยั่งหดเล็กลงทันทีทันใด “เธอ!”
“พี่ใหญ่เอง” ซือฝูชิงยืนยันหนักแน่น “ไม่ได้ถูกสลับตัวแน่นอน! ไม่ใช่เด็ดขาด”
ซูยั่งเงียบงัน
ผ่านไปหลายวินาที ซูยั่งก็เริ่มสงสัยกับชีวิตของเขา
ผ่านไปอีกหลายวินาที สีหน้าของซูยั่งก็ได้พังไม่เป็นท่าอย่างสมบูรณ์ เข้าสู่สถานะเตรียมพร้อม
“เฮ้? เฮ้?” ซือฝูชิงสวมแมสอีกครั้งพลางโบกมือเรียกสติเขา “ไฟฟ้าลัดวงจรหรือไง เมื่อก่อนนายไม่ได้เป็นอย่างนี้นี่”
ซูยั่งนิ่งเงียบพักใหญ่ นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็ง ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากถามขึ้น “เธอเป็นพวกอยู่ยงคงกระพันเหรอ หรือว่าเป็นพวกกลายพันธุ์”
“ฉันก็อยากจะรักษาความสาวให้คงอยู่เหมือนกัน” ซือฝูชิงหย่อนตัวนั่งลง “แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่”
“เมื่อก่อนหน้าตาเธอไม่ได้เป็นแบบนี้” ซูยั่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “ไม่ได้เจอหน้ามาหกปี ไม่ได้ติดต่อกันสามปีแต่เธอดูอายุน้อยกว่าฉันเสียด้วยซ้ำ”
ซือฝูชิงแก้ตัวน้ำขุ่น “ตอนนั้นง่ายจะตาย หน้าที่นายเห็นเป็นหน้าปลอม อันที่จริงอายุฉันยังน้อย”
“โอเค ตอนนั้นง่าย เป็นหน้าปลอม แต่ร่างกายคงจะปลอมไม่ได้ใช่ไหม” ซูยั่งพยักหน้าเบาๆ พลางหัวเราะด้วยความฉุนเฉียว “เรามาคำนวณกัน หกปีก่อน เธออายุยี่สิบ แล้วร่างกายเธอเจริญเติบโตเต็มที่แล้วหรือยัง”
ซือฝูชิง “…”
เธอไม่รู้ว่าเขากำลังชมเธอหรือกำลังด่าเธอกันแน่
“เอ่อ…คือ…เรื่องบางเรื่องก็ไม่สามารถอธิบายได้” ซือฝูชิงเงียบไปครู่หนึ่ง “อย่างไรเสียฉันก็ยังเป็นฉันคนเดิมไม่เปลี่ยน”
“โอเค ฉันเชื่อเธอ” ซูยั่งเงยหน้าขึ้น พลางพูดขึ้นอย่างช้าๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ “ฉันเคยบอกแล้ว ขอแค่เป็นเธอ ฉันเชื่อทั้งนั้น”
ตั้งแต่เล็กจนโตสุขภาพร่างกายของเขาไม่ค่อยดีเท่าไรนักเลยร่อนเร่พเนจรอยู่ที่เมืองนอกเสียส่วนใหญ่
เขาเข้าสู่วงการดนตรีตามนักดนตรีพเนจรกลุ่มหนึ่ง ฝึกตีกลองและดีดกีตาร์จนช่ำชอง
ตอนที่เจอกับซือฝูชิงครั้งแรก เขาเพิ่งจะอายุสิบหกปีเท่านั้น เพื่อความอยู่รอด เขาจะต้องทำงานพาร์ทไทม์ในบาร์ต่างๆ แถมยังต้องหาเงินค่าเล่าเรียนสำหรับสองคนอีกด้วย
ตอนที่เขาถูกกลุ่มคนอันธพาลล้อมรอบ ซือฝูชิงเป็นคนช่วยเขาออกมา อีกทั้งยังให้ความช่วยเหลือส่งเขาเรียนมัธยมปลายจนจบอีกด้วย
ต่อมาบาร์แห่งนั้นก็ถูกพวกขี้ยาพังร้าน เขาจึงจำเป็นต้องหาที่ทำงานแห่งใหม่
จนเมื่อสามปีก่อน ข่าวคราวของซือฝูชิงก็ได้ขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง
เขารู้ว่าเธอเป็นคนต้าซย่า ดังนั้นก็เลยมาตามหาเธอที่ต้าซย่าแต่ก็ยังไม่ได้ข่าวคราวอยู่ดี
ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น มีสักกี่มิตรภาพที่เคยผ่านความเป็นความตายร่วมกันมา
ซือฝูชิงชะงักไปชั่วขณะ
“ดีมาก” เธอฉีกยิ้ม “แล้วนายสนใจจะช่วยกลุ่มวัยรุ่นที่ไล่ล่าตามฝันให้สำเร็จมั้ย”
ซูยั่งพยักหน้าเบาๆ “รายการหนุ่มสาววัยใส?”
ซือฝูชิงเลิกคิ้วขึ้นสูง “นายรู้จักด้วยเหรอ”
ซูยั่งกดนวดขมับเบาๆ พลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวลใจ “เธอคิดว่าฉันไม่เล่นโซเชียลมีเดียแล้วจะไม่รู้ว่าเธอเป็นเมนเทอร์เหรอ”
ซือฝูชิงกะพริบตาปริบๆ พลางพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่จนใจ “เพราะฉันเห็นคอมเม้นต์แฟนคลับในซูเปอร์ทอปปิกของนาย ว่านายยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ แต่กลับใช้ชีวิตเหมือนคนแก่ แม้แต่เวยปั๋วก็ไม่เล่นเป็น”
ซูยั่งจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เย็นชา
“โอเคๆๆ นายเล่นเป็น” ซือฝูชิงกวาดสายตามองไปยังด้านหลังของเขา “แฟนนายล่ะ ไม่ได้มาเมืองหลินกับนายด้วยเหรอ”
ซูยั่งชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย มิอาจคาดเดาอารมณ์จิตใจได้ “เลิกกันตั้งนานแล้ว”
“เหรอ” ซือฝูชิงอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวา “ไม่ต้องเสียใจไป พี่ใหญ่รู้จักสาวๆ เยอะแยะ พี่ใหญ่จะแนะนำให้นายเอง”
“ไม่ต้อง” ซูยั่งพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่รังเกียจ “ฉันเป็นโรคกลัวการเข้าสังคม”
ซือฝูชิง “…”
เวลาคุยกับเธอ ไม่เห็นจะเหมือนคนที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมแม้แต่นิดเดียว
ซือฝูชิงเห็นแล้วก็อดเครียดไม่ได้
จู่ๆ เธอก็เปลี่ยนจากพี่ใหญ่กลายมาเป็นสาวน้อย
บางครั้งการที่อายุน้อยก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก
“งานนี้ฉันจะช่วย เดิมทีช่วงนี้ฉันก็ไม่มีงานอะไรอยู่แล้ว” ซูยั่งหยิบเสื้อแขนยาว “ฉันมีห้องทำงานเล็กๆ อยู่ที่นี่ หากเธอกลัวคนอื่นแอบถ่ายรูปก็ไปที่ห้องทำงานของฉันได้”
ซือฝูชิงพยักหน้าเบาๆ “โดนคนอื่นแอบถ่ายไม่ได้ ไปกันเถอะ”
ลำพังเธอโดนแอบถ่ายคนเดียวไม่เป็นไร
แต่หากเธอโดนแอบถ่ายคู่กับซูยั่ง เวยปั๋วจะต้องระเบิดแน่ๆ
แถมวันนี้ยังเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์อีกด้วย โปรแกรมเมอร์จะต้องเอาเธอตายแน่ๆ
เพราะเมื่อก่อนตอนที่เครือข่ายของ T18 ถูกหน่วยงานหลิงแฮ็ก เธอถูกศิษย์พี่สองโทรมาสั่งการให้ทำโอที ตอนนั้นเธออยากจะจัดการหน่วยงานหลิงเป็นอย่างมาก
ล้วนเป็นคนทำงานเหมือนๆ กัน ซือฝูชิงย่อมเข้าอกเข้าใจเขาเป็นอย่างมาก
ทั้งสองเดินออกไปจากร้านกาแฟ
ถึงแม้ว่าจะปิดตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่บุคลิกไม่อาจปิดบังได้
คนที่เดินสวนกันระหว่างทางต่างพากันหันกลับมามองไม่ขาดสาย
ซูยั่งเรียกรถมาหนึ่งคัน
ผ่านไปราวสามสิบนาที ทั้งสองก็ได้เดินทางไปถึงบ้านพักตากอากาศแห่งหนึ่ง
“มีเงินแล้ว” ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้น “ดีจริง ในที่สุดนายก็ลงหลักปักฐานสักที”
“ไม่ต่างอะไรหรอก” ซูยั่งขมวดคิ้ว “ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเธอแต่จู่ๆ เธอมาเข้าร่วมรายการประกวดได้ยังไงกัน”
“ตอนแรกก็แค่ทำเอาสนุก” ซือฝูชิงเอียงศีรษะเล็กน้อยๆ “แต่ตอนนี้อยากจะช่วยพวกเขา นายลองคิดดู นายยืนตระหง่านอยู่บนเวที ถูกผู้คนมากมายชื่นชมและเชียร์ขาดใจขนาดนี้ แล้วจะให้ผู้คนเหล่านั้นผิดหวังในตัวนายได้ยังไงกัน”
แน่นอนว่าเธอสามารถเดินออกมาได้อย่างอิสระ
แต่เธอไม่อยากจะเห็นเด็กหนุ่มเหล่านี้ปีกหัก และไม่อยากให้แฟนคลับของพวกเขารู้สึกเสียใจ
สิ่งที่ไม่ยุติธรรมบนโลกใบนี้มีมากมายจนเกินไป ที่ไหนๆ ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังต่อสู้ดิ้นรน
ซือฝูชิงก้มหน้าลงต่ำ
พี่สาวของเธอได้จากไปแล้ว เธอเองควรจะทำเหมือนที่พี่สาวของเธอเคยทำไว้บ้าง เช่นนี้เธอถึงจะสามารถยืนหยัดต่อไปได้
ซูยั่งเงียบงันอีกครั้ง
ผ่านไปหลายนาที เขาก็ถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “อันที่จริงเธอจะแต่งเพลงให้ฉันหรือไม่ ฉันไม่ได้สนใจหรอก ที่ฉันบอกว่าไม่นัด เพราะลึกๆ ในใจฉันยังโกรธอยู่
ตอนนั้นจู่ๆ เธอก็ขาดการติดต่อ ฉันกลัวว่าเธอจะเป็นเหมือนแฟนเก่า ปรากฏตัวในที่ที่ฉันต้องแหงนหน้ามอง”
ซือฝูชิงรู้สึกไม่ค่อยชอบมาพากลเล็กน้อย “แฟนเก่าของนายเป็นใครกัน คนในวงการเหมือนเหรอ”
ซูยั่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่สำคัญอีกต่อไป”
“แหงนหน้ามองไม่แหงนหน้ามองอะไรกัน” ซือฝูชิงรู้สึกเย็นวาบที่ดวงตา “ฉันไปบอกให้ใครแหงนหน้ามองฉันหรือไงกัน อ๋อ แน่นอน คนบางคนก็ยังต้องแหงนหน้ามองฉันอยู่ดี เพราะวันนี้มีคนคุกเข่าต่อหน้าฉัน ฉันไม่ได้สนใจแม้แต่นิดเดียว
นายจะต้องเชื่อมั่นในตนเอง พอถึงเวลานั้น คนที่เคยรังแกนายคงเอื้อมไม่ถึงนายด้วยซ้ำ”
ในที่สุดซูยั่งก็หัวเราะออกมา “ไปกันเถอะ เอาเพลงมาให้ฉัน เราไปฝึกซ้อมกัน”
ซือฝูชิงหยิบเบสขึ้นมา “อุปกรณ์ของนายครบครันจริงๆ”
จู่ๆ ซูยั่งก็เรียกเธอ
ซือฝูชิงหันกลับไปหาเขา “อะไรเหรอ”
ซูยั่งพูดขึ้นเสียงเบา “พี่สาว ที่ผ่านมาไม่เคยพูดอะไรแบบนี้มาก่อน ขอบคุณมากนะ”
รอบนี้ตาซือฝูชิงแสดงสีหน้ารังเกียจแทน “เรียกพี่ใหญ่”
ซูยั่ง “…”
เขาไม่จำเป็นต้องสงสัยเลยจริงๆ
เรื่องทำลายบรรยากาศ ต้องยกให้ซือฝูชิง
**
หกโมงเย็น
ที่หอประชุมใหญ่ของเมืองหลิน
เดิมทีการแสดงจะจัดแสดงในสนามกีฬาแต่เพราะงานกีฬาระดับภูมิภาคกำลังจะเริ่มทำการแข่งขัน สนามฝึกซ้อมต่างๆ ถูกใช้งานจนหมด ทางรายการจึงทำได้เพียงยกเลิกคำขอก่อนแล้วค่อยทำเรื่องขออีกที
แฟนคลับที่อยู่ด้านนอกเริ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ
เผยเมิ่งจือและคุณนายเผยก็มาด้วย
หากเป็นเมื่อก่อน ไม่มีทางที่คุณนายเผยจะมาและยิ่งไม่สนใจวงการบันเทิงเข้าไปใหญ่
แต่ตอนนี้ความหวังของตระกูลเผยขึ้นอยู่กับซือฝูชิงคนเดียวเท่านั้น
คุณนายเผยรู้สึกตัวเมื่อสายไปแล้วจึงทำได้เพียงพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
“แม่ ผมบอกแล้วไง ไม่ต้องไปจ้างคนมาเสริม” เผยเมิ่งจือพูดขึ้นด้วยความจนใจ “คุณซือดังมาก ลำพังแค่แฟนคลับของเธอก็อัดกันจนจะเป็นปลากระป๋องอยู่แล้ว”
คุณนายเผยมองดูแฟนคลับจำนวนมากที่กำลังชูป้ายไฟ “…”
“จริงสิ แม่ ผมเล็งคนที่น่าสงสัยไว้สองเป้าหมาย” เผยเมิ่งจือพูดขึ้นเสียงเบา “ครอบครัวของอาสามและอาหญิงหก พวกเขามาบ้านเราบ่อยที่สุด”
“แม่เองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน” คุณนายเผยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทเรียบเฉย “โดยเฉพาะบ้านอาหญิงหกของแก น้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของแกจะไปเล่นที่ห้องแกให้ได้ บอกว่าจะเข้าไปเล่นเกม ตอนนั้นฉันยังกำชับให้พวกแกติดต่อกันบ่อยๆ เพื่อที่จะได้สนิทกันให้มากๆ”
พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ เธอก็โมโหขึ้นมา “แกเองก็เหมือนกัน ทำไมแกต้องซื้อเกมมาเยอะแยะขนาดนั้น”
เผยเมิ่งจือ “…แม่ แม่เป็นแม่ของผมนะ”
ทั้งสองพากันเดินตามกลุ่มคนที่กำลังทยอยเข้าไปในงาน
“สวัสดีค่ะคุณชายเผย” นักข่าวตาดีรีบเข้าไปสัมภาษณ์เผยเมิ่งจือ “คุณมีอะไรจะพูดเกี่ยวกับข่าวลือระหว่างคุณกับซือฝูชิงเมื่อสองวันที่แล้วหรือไม่คะ”
“อย่ามาพูดจามั่วซั่วนะ” เผยเมิ่งจือตึงเครียดขึ้นมาทันที “ผมจะไปจีบคุณซือได้ยังไง ผมแทบจะเรียกเธอว่าพ่อด้วยซ้ำ คุณอย่ามาทำลายความสัมพันธ์พ่อลูกของพวกเรานะ! คุณไปซะเถอะ!”
นักข่าว “???”
เผยเมิ่งจือเร่งฝีเท้ารีบเข้าไปข้างในงานทันที
ในหอประชุม
แฟนคลับกำลังพากันทยอยเข้าไปด้านใน
รายการได้เริ่มถ่ายทอดไลฟ์สดแล้ว ถึงแม้จอจะยังจอดำอยู่ แต่คอมเม้นต์กระหน่ำเป็นอย่างมาก
[รบกวนเพื่อนๆ ในงานช่วยถ่ายหน้าของซือซือให้เยอะๆ หน่อย เธอไม่ยอมอัปรูปเก้าช่อง เดี๋ยวพวกเรารวบรวมเอง!]
[วันนี้จะได้ดูเมนเทอร์ซือแสดงหรือเปล่า]
[งั้นฉันจะตั้งตารอให้มีเด็กฝึกหัดก่อเรื่อง ไม่แน่บางทีเมนเทอร์ซืออาจจะโผล่มาก็ได้]
เหล่าบรรดาแฟนคลับแทบอดใจรอไม่ไหวแล้ว
หลังเวที ที่ห้องเตรียมตัวของเด็กฝึกหัด
ตอนที่เห็นเซี่ยอวี้และสวี่ซีอวิ๋น ใบหน้าของลู่เยี่ยนก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น
เขาเดินเข้าไปหาทั้งสอง แสร้งถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง “เซี่ยอวี้ ได้ยินมาว่าวงดนตรีแบ็กอัปของทีมนายขอถอนตัวเหรอ ให้ฉันช่วยหาให้สักวงมั้ย แต่ขึ้นแสดงกะทันหันแบบนี้ ผลงานออกมาคงจะไม่สมบูรณ์เท่าผ่านการซ้อมอยู่แล้ว จะทำยังไงดี”
“ลู่เยี่ยน” เซี่ยอวี้เรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น “ได้ยินมาว่าที่ตงโจวตระกูลของนายมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก”
“นายรู้ก็ดีแล้ว” ลู่เยี่ยนพูดขึ้นด้วยสายตาข่มขู่ “หัดสำเหนียกบ้าง นายควรจะถอนตัวออกจากรายการประกวดด้วยตัวเอง”
เซี่ยอวี้และเด็กฝึกหัดคนอื่นๆ ไม่มีแม้แต่สปอนเซอร์ของตนเอง มีสิทธิ์อะไรมาแข่งขันกับเขา!
“อืม ฉันจะจำเอาไว้” เซี่ยอวี้หัวเราะเบาๆ ด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลาย “ถึงเวลานั้นฉันจะรอดูว่าตระกูลของนายเก่งกาจขนาดไหน นายเองก็เตรียมตัวเอาไว้ให้ดี”
ลู่เยี่ยนได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น
เขาไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของเซี่ยอวี้เท่าไรนัก
หมายความว่ายังไงกัน
แต่ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่วันนี้ทีมของเซี่ยอวี้ไม่สามารถทำการแสดงได้ เขาก็ชนะแล้ว
อีกฝั่งที่หลังเวที ผู้ช่วยผู้กำกับกำลังสาวเท้าเดินเข้าไปด้วยความเร่งรีบ
เขาเช็ดเหงื่อด้วยสีหน้าอมทุกข์ “ผู้กำกับ แย่แล้ว พวกเราหากันทั้งวันก็ยังหาวงดนตรีที่เหมาะสมไม่ได้ วงดนตรีอื่นก็ไม่คุ้นชินกับเพลงของพวกเขา ไม่สามารถเล่นดนตรีแบ็กอัปให้ได้”
“แบบนี้แย่แน่ๆ” มือของผู้กำกับสั่นเทา “ถึงแม้เมนเทอร์ซือจะไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่การแสดงวันนี้จะทำยังไงดี”
โปรดิวเซอร์สูบบุหรี่เงียบๆ ไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
เขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยถามขึ้นว่า “เมนเทอร์ซือล่ะ”
ผู้ช่วยผู้กำกับรีบพูดขึ้น “เมนเทอร์ซือออกไปข้างนอกตั้งแต่เที่ยงแล้ว เพิ่งจะกลับมาเมื่อครู่นี้”
“ฉันจะไปหาเธอเอง” โปรดิวเซอร์ลุกขึ้น เพียงไม่นานก็หาซือฝูชิงเจอ เขารีบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เธอฟัง
“หืม? ไม่เป็นไร” ซือฝูชิงหรี่ตาเล็กลง “เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพวกคุณ ฉันมองออก”
โปรดิวเซอร์รีบกล่าวขอโทษพลางพูดต่อไปว่า “แต่เมนเทอร์ซือ แล้วการแสดง…”
“การแสดงยังคงดำเนินการตามปกติ” ซือฝูชิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น “แต่ฉันมีข้อเรียกร้อง ฉันต้องการให้เปลี่ยนลำดับการขึ้นเวที”
โปรดิวเซอร์รีบรับปากทันทีทันใด “ไม่มีปัญหา!”
เขาหันกลับไปดูเลยเพิ่งสังเกตเห็นว่าข้างๆ ซือฝูชิงยังมีอีกคนยืนอยู่ด้วย เขาอึ้งไปชั่วขณะ “เมนเทอร์ซือ นี่คือ?”