เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 122 ซือฝูชิงค้ำตึกที่กำลังจะถล่ม
รายการหนุ่มสาววัยใสมีทั้งหมดสิบตอน ตอนนี้ออกอากาศไปหกตอนแล้ว การจัดอันดับก็เกือบจะกำหนดออกมาแล้ว
มีการประกาศระบบการแข่งขันบนอินเตอร์เน็ตไว้ก่อนที่รายการจะเริ่มต้นนานแล้ว ดังนั้นแฟนๆ ของรายการจึงรู้ว่าจะออกอากาศอะไรบ้างในแต่ละตอน
การแสดงสาธารณะครั้งที่สามเป็นตอนสุดท้ายของรายการและจะเกิดขึ้นภายในเวลาอีกแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น
ในกลุ่มซูเปอร์ทอล์กของเด็กฝึกที่เป็นที่นิยมก็กำลังพูดคุยกันว่า ศิลปินคนไหนที่จะมาช่วยออกรายการในการแสดงครั้งที่สามกันแน่
เซี่ยอวี้นั้นเรียกได้ว่าได้รับความนิยมมากแล้ว แต่มันยังจำกัดอยู่แค่ในวงการการประกวดความสามารถเท่านั้น แถมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
ขอแค่มีดาราแถวหน้ามาช่วย ความนิยมของเขาจะต้องพุ่งระเบิดอีกครั้งแน่นอน
[เธอนี่ก็ตลกนะ เธอไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นเลย รายการคงจัดการเองแหละว่าจะเชิญใครมา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเมนเทอร์ซือด้วย?]
[แล้วรู้ได้ยังไงว่าเมนเทอร์ซือไม่มีคอนเนกชั่นในวงการ ระวังคนที่ซือฝูชิงเชิญมาจะทำให้พวกเธอหัวใจวายตาย!]
ขณะที่แฟนคลับและแอนตี้แฟนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ทีมงานรายการโพสต์ประกาศเรื่องหนึ่งออกมา
รายการหนุ่มสาววัยใส : [วง QM ถอนตัวออกจากรายการของเราไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทางเรา ทำให้ทางเราได้รับความเสียหายทางจิตใจอย่างรุนแรง ทางเราจึงตัดสินใจว่าจะไม่ร่วมงานกันอีก ขอประกาศไว้ ณ ที่นี้!]
ทันใดนั้นแฟนๆ ของเซี่ยอวี้ก็เข้าร่วมสนามรบ
[มีใครรู้จักวง QM นี่บ้างมั้ย หนีไปแล้วไม่ขอโทษแถมยังมาโจมตีบนอินเตอร์เน็ตอีกว่าอาอวี้ของเรานิสัยไม่ดี บีบบังคับให้เขาต้องไป]
[ไม่เคยได้ยินเลย วงเล็กๆ พูดจากลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ เป็นไงล่ะ ตอนนี้โดนตบหน้าแล้วสินะ?]
[วงดนตรีเล็กๆ ที่ไม่มีความซื่อสัตย์แบบนี้ไม่ต้องไปร่วมมือด้วยหรอก ระวังจะถูกเบี้ยว]
ทันทีที่ทีมงานรายการหนุ่มสาววัยใสปล่อยแถลงการณ์นี้ออกมาก็ไม่มีฝ่ายไหนอยากจะร่วมงานกับวงดนตรี QM อีก
ชิงเหนียนหัวหน้าวงเดินเข้าสำนักงานใหญ่ของเทียนเล่อมีเดียไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ถามขึ้นว่า“ผู้จัดการหลัว เรื่องนี้ทางคุณเป็นคนบอกให้พวกเราออกมากจากที่นั่นก่อนการแสดงทันที ทำให้ทีมของเซี่ยอวี้ไม่มีวงดนตรีแบ็กอัพ แล้วทำไมพวกคุณถึงไม่คุยกับทางทีมงานรายการก่อนเพื่อให้ความรับผิดชอบนี้ตกไปอยู่กับทีมของเซี่ยอวี้?!”
จากนั้นก็ต้องบอกกับทางซือฝูชิงและพวกเขาว่าพวกเขาได้รับความกดดันมาจากเบื้องบนจึงจำเป็นต้องออกไป
แต่ตอนนี้ในสายตาของคนภายนอก กลายเป็นว่าพวกเขาไร้ความรับผิดชอบ
ผู้จัดการหลัวไม่สนใจเขาเลย “ผมให้เงินพวกคุณไปแล้วไม่ใช่เหรอ คุณก็ตกลงที่จะทำตามนั้น จะมาพูดเรื่องพวกนี้ตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยเหรอ”
ชิงเหนียนกำหมัดแน่นและกัดฟันพูด “แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีงานแล้ว!”
เมื่อสักครู่นี้เองที่ผู้จัดการวงของพวกเขาบอกเขาอย่างเย็นชาว่าการแสดงทั้งหมดที่วง QM ได้เข้าร่วมในปีนี้ถูกยกเลิกทั้งหมดแล้ว
พวกเขาไม่ใช่ดารา ต้องอาศัยการเล่นดนตรีให้คนอื่นจึงจะหาเงินได้
นี่เท่ากับเป็นการตัดขาดหนทางทำมาหากินของพวกเขาอย่างชัดเจน
“รับเงินทำงานก็เป็นเรื่องที่ยุติธรรมอยู่แล้วนี่” ผู้จัดการหลัวเริ่มหมดความอดทน “คุณไม่คิดถึงผลที่จะตามมาในภายหลังเองแล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมด้วย ทีมงานรายการทำอะไรผิดเหรอ ไม่นะ พวกคุณไม่ได้สื่อสารกับพวกเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่นา”
ชิงเหนียนมองผู้จัดการหลัวตด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ “คุณ!”
“ผมอยากจะแนะนำอะไรคุณสักอย่างนะ” ผู้จัดการหลัวจิบชาและพูดอย่างใจเย็น “ทุกคนต่างก็อยู่ในวงการเดียวกัน ตอนนี้แค่คุณหมดหนทางในอาชีพการงานของคุณ แต่ถ้าคุณยังอยากจะเป็นศัตรูกับเทียนเล่อมีเดีย มันก็จะไม่ใช่แค่อาชีพการงานแล้ว”
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที
เขานึกถึงข่าวคราวต่างๆ และลักษณะการทำงานของเทียนเล่อมีเดีย ในที่สุดเขาก็ได้แต่ต้องกำหมัดและจากไปด้วยความไม่เต็มใจ
ผู้จัดการหลัวมองไปที่ประตูพลางนิ่วหน้า
อันที่จริงการที่ความนิยมของรายการหนุ่มสาววัยใสเพิ่มขึ้นเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่เทียนเล่อมีเดียต้องการจะเห็นอยู่แล้ว
เพียงแต่ความนิยมนั้นไม่ควรอยู่ที่ตัวเซี่ยอวี้
ผู้จัดการหลัวพอจะคาดเดาได้ว่าซือฝูชิงจะเห็นดีเห็นงามเข้าข้างคนนอก เพียงแต่เขานึกไม่ถึงว่ามันจะหนักหนาขนาดนี้
ก่อนหน้านี้ซือฝูชิงไม่เอาไหนเอง จะมาโทษว่าบริษัทไม่ใส่ใจได้อย่างไร
ดูท่าแล้วเขาคงต้องจัดการกับความโอหังแข็งกร้าวของซือฝูชิงจริงๆ แล้ว
ผู้จัดการหลัววางถ้วยชาลงและบอกผู้ช่วยของตัวเองเสียงเรียบว่า “ไปตามเฝิงเพ่ยจือมาพบผมหน่อย”
**
ทางฝั่งสตูดิโอทำงานส่วนตัวของซูยั่ง
ซูยั่งย่อมเห็นคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อการแสดงครั้งที่สามบนอินเตอร์เน็ตแล้ว
เขาต่อสายโทรศัพท์หาซือฝูชิง “ฮัลโหล? รายการประกวดของพวกเธอยังต้องหาศิลปินมาช่วยไม่ใช่เหรอ งั้นช่วงนี้ฉันอยู่เมืองหลินไปก่อนก็ได้”
“อ่า มีช่วงนั้นจริงๆ” ซือฝูชิงท่าทางเกียจคร้าน “แต่อันนี้นายไปไม่ได้”
ซูยั่งขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ”
“นายมีอิทธิพลมากเกินไป” ซือฝูชิงพูด “การสนับสนุนที่ว่านี้มุ่งเน้นไปที่การให้ ‘ความช่วยเหลือ’ เดิมทีฉันเองก็คิดอยู่ว่าจะให้นายมาอีกดีมั้ย แต่กลัวว่าตอนนั้นแฟนๆ คงจะไปดูแต่นาย ไม่มีคนสนใจการแสดงของเด็กฝึก”
การเชิญซูยั่งไปคงจะให้ผลลัพธ์ที่สุดยอด แต่ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการบดบังรัศมีของกลุ่มเด็กฝึกซึ่งให้ผลตรงกันข้าม
“ก็จริง” ซูยั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เด็กฝึกของเธอที่ได้ที่หนึ่งคนนั้นเก่งมาก พรสวรรค์ของเขาน่ากลัวจริงๆ”
คนที่สามารถทำให้ซูยั่งที่เป็นอัจฉริยะด้านดนตรีพูดแบบนี้ออกมาได้ก็มีแต่เซี่ยอวี้คนเดียวเท่านั้น
“แน่นอนอยู่แล้ว” ซือฝูชิงดีดนิ้ว “เป้าหมายที่ฉันวางไว้ให้เขาก็คือเดบิวต์แล้วก็ดังระเบิดเลย ระวังเขาจะตามนายทันนะ”
“พวกเราไม่ได้อยู่ในสนามเดียวกันซะหน่อย” ซูยั่งยิ้ม “ตามทันก็ตามทันสิ หากเขาดังระเบิดแล้วก็จะดีกับตัวเธอด้วย”
“มันไม่ได้จำเป็นสำหรับฉันเลย” ซือฝูชิงไม่สนใจ “แต่อากาศที่เมืองหลินกำลังจะร้อนขึ้นแล้ว ระวังขาของนายด้วย”
หลังจากวางสายแล้วซือฝูชิงก็เอนหลังพิงเก้าอี้นุ่มๆ
ตอนต่อไปจะเป็นการบันทึกเทปและออกอากาศ เธอสามารถทำตัวสบายๆ ได้อีกแล้ว
นับเป็นชีวิตของเมนเทอร์ที่สมบูรณ์แบบ
จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูห้องพักผ่อน
“เมนเทอร์ซือ ขอโทษครับ” ช่างกล้องถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ขอพวกเราเข้าไปถ่ายเบื้องหลังชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อยๆ หน่อยได้ไหมครับ”
ท่าทีของทีมงานรายการทั้งหมดเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่มีใครที่ไม่ให้ความเคารพกับซือฝูชิงอีกแล้ว
“ถ่ายอีกแล้วเหรอ” ซือฝูชิงหันหน้าไป “ฉันกำลังพักผ่อน”
ช่างกล้องกระอักกระอ่วนอย่างมาก “คือ คืออย่างงี้ครับเมนเทอร์ซือ ถ้าพวกเราไปถ่ายคนอื่นก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยครับ”
“ก็ได้” ซือฝูชิงเองก็ไม่ได้ทำให้เขาลำบากใจ “สิบนาทีเท่านั้นนะ มากกว่านั้นไม่ได้”
“ขอบคุณครับเมนเทอร์ซือ” ช่างกล้องเดินเข้ามาตั้งกล้อง “เชิญเมนเทอร์ซือตามสบายเลยครับ พวกเราจะถ่ายไปเรื่อยๆ เอง”
เขานึกไม่ถึงว่าคำว่าตามสบายจะหมายถึงการที่ซือฝูชิงหลับตาพิงพนักเก้าอี้พักผ่อน
ช่างกล้อง “…”
แฟนๆ ในห้องถ่ายทอดสด “…”
[นอนไลฟ์สด ซือฝูชิง ยังไงก็ต้องดูเธออยู่ดี]
[ได้เห็นหน้าก็พอ พอใจแล้ว]
สองนาทีต่อมาก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง
“ขอโทษค่ะเมนเทอร์ซือ” คราวนี้เป็นพนักงานที่มา “คุณเจียงมาขอพบคุณค่ะ”
“หือ?” ในที่สุดซือฝูชิงก็ลืมตาขึ้น “เข้ามาเร็ว”
เจียงฉังหนิงเข้ามาพร้อมกระเป๋า
แฟนๆ เริ่มตื่นเต้นกันขึ้นมา
[หนิงหนิงๆ!]
[ขอบคุณเมนเทอร์ซือที่ให้เราได้เห็นหนิงหนิงสดๆ แบบนี้]
[ซือฝูชิงกับเจียงฉังหนิงมาจากกลุ่มเดียวกันแน่นอน ดูสิว่าพวกเขาทำการตลาดกันขนาดไหน]
[พอเถอะ พวกเราก็ตามศิลปินดาราไอดอลเหมือนๆ กันทั้งนั้นยังไม่เข้าใจบริษัทในวงการพวกนี้อีกเหรอ ทรัพยากรไปกองรวมอยู่ที่เมิ่งเสวี่ยคนเดียว คนอื่นจะพูดอะไรได้! ยังไม่ลืมหรอกใช่มั้ยว่าตอนนั้นสถานะของเมนเทอร์ซือในรายการหนุ่มสาววัยใสเป็นยังไง เทียนเล่อมีเดียให้เธอรับรายการนี้เพราะตั้งใจจะทำลายเธอแต่ดันนึกไม่ถึงว่าเมนเทอร์ซือกลับยืนอยู่ได้อย่างงดงามขนาดนี้ เทียนเล่อมีเดียต้องโมโหตายไปแล้วแน่ๆ]
เจียงฉังหนิงเป็นพวกเครื่องหน้าจิ้มลิ้มเห็นแล้วสบายตา นิสัยของเธอยังเย็นๆ และรักสันโดษ
ในเวลาที่ซือฝูชิงตั้งใจสงวนท่าทีและเก็บงำออร่าของตนเอง เจียงฉังหนิงก็ไม่ได้ถูกกลบหรือบดบังเลยสักนิด
ขนาดแอนตี้แฟนต่างก็ไม่สามารถหาประเด็นที่จะก่อความบาดหมางได้
เจียงฉังหนิงมองไปที่กล้องก่อนลังเลเล็กน้อย “ไลฟ์อยู่เหรอ?”
“อืม ถ่ายแค่แป๊บเดียว” ซือฝูชิงตบโซฟา “นั่งสิ”
เวลนั้นช่างกล้องก็พูดขึ้นมาเบาๆ “เมนเทอร์ซือครับ แฟนๆ อยากเห็นคุณกับคุณเจียงทำอะไรกันหน่อย อย่างเช่น กอดกันหรือว่าเต้นด้วยกันอะไรแบบนั้นน่ะครับ”
“กอดเหรอ?” ซือฝูชิงขยับข้อมือไปมา “ได้”
เธอก้าวเข้าไปอุ้มเจียงฉังหนิงขึ้นมาทันทีโดยไม่รอให้เจียงฉังหนิงเดินเข้ามาก่อน
เจียงฉังหนิง “…”
ซือฝูชิงเป็นเด็กสาวที่มีพลังพิเศษงั้นเหรอ
แม้ว่าตนจะดูผอมแต่ไขมันและกล้ามเนื้อนั้นสูง น้ำหนักของเธอเลยไม่น้อยอย่างที่คิด แต่ทำไมพอบทซือฝูชิงบอกจะอุ้มก็อุ้มได้เลยล่ะ
แฟนๆ ในห้องถ่ายทอดสดถึงกับตะลึงงัน
[เชี่ย? นี่มันแรงผู้ชายชัดๆ?]
[ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะต้องเรียกว่าภรรยาหรือสามีกันแน่แล้วเนี่ย…]
[พวกเธอดูเส้นกล้ามที่แขนของเธอดีๆ สิ เจ๋งสุดยอด ผอมแต่ไม่ใช่ผอมแห้ง ฉันอิจฉาหุ่นสุดเพอร์เฟกของเธอจริงๆ ฮือๆ อยากจะลูบๆ ดูมั่ง]
ซือฝูชิงเดินได้อย่างมั่นคง หลังจากที่เธอวางเจียงฉังหนิงลงบนโซฟาแล้ว เธอก็เดินกลับไปอย่างไม่รีบร้อน
“เอาละๆ วันนี้พอแค่นี้” เธอกดกล้องลง “แล้วเจอกันใหม่นะ”
ทีมตากล้องเองก็กลับไปอย่างอิดๆ ออดๆ ก่อนจะปิดประตูลง
ซือฝูชิงนั่งลง “เธอมาที่นี่ทำไมเวลานี้”
“อืม ฉันเอาอะไรบางอย่างมาให้เธอ” เจียงฉังหนิงหยิบกล่องสองสามใบออกมาจากกระเป๋า “เมื่อวานคนที่บ้านฉันมาเยี่ยม พวกเขาเอายาแผนโบราณมาด้วย มันดีนะ ฉันเลยแบ่งมาให้เธอด้วย”
ทันทีที่เปิดกล่องเธอก็ได้กลิ่นยาแรงมาก
แววตาของซือฝูชิงดิ่งลึกลงในทันใด
ถ้าเธอดูไม่ผิด แม้ว่าตัวยาสมุนไพรที่เจียงฉังหนิงเอามาให้เธอพวกนี้จะเป็นของธรรมดาที่สามารถซื้อหาได้ตามร้านขายยาทั่วไป
แต่เห็นได้ชัดว่ามันมีประสิทธิภาพสูงกว่าของทั่วไปหลายสิบเท่า
ชายชราเคยบอกเธอเมื่อนานมาแล้วว่าการปลูกของวิเศษออกมาได้นั้นไม่ได้ใช้ฝีมืออะไรมาก แต่การปลูกตัวยาธรรมดาๆ ให้กลายเป็นยาวิเศษได้ต่างหากที่ถือว่าเก่งอย่างแท้จริง
ซือฝูชิงถือโสมต้นหนึ่งในมือขณะที่ตกอยู่ในความเงียบ
นี่เหรอ...ชาวนา?
ชาวนาก็เพาะปลูก
เทพแห่งสมุนไพรก็เพาะปลูก
โอเค งั้นตอนนี้ถือว่าไม่มีความแตกต่างไปชั่วคราวก่อน
ซือฝูชิงไม่ได้ถามอะไร เพียงคลี่ยิ้ม “ขอบคุณมากหนิงหนิง เธอดีกับฉันมากจริงๆ”
“ดีมาก็ดีตอบสิ” เจียงฉังหนิงพูด “ครีมทามือที่เธอให้ฉันอันนั้นดีมาก มันต้องแพงมากแน่เลย?”
“ก็ไม่เท่าไรหรอก” ซีฟู่ชิงขมวดคิ้ว “แค่ทำยากนิดหน่อย ฉันยังมีอีกสองสามกระป๋องอยู่นี่ ให้เธอหมดเลยละกัน”
เจียงฉังหนิงรับมาโดยไม่เกรงใจ
“มะรืนพวกเราจะไปเมืองมั่วกันแล้วนะ” เจียงฉังหนิงขมวดคิ้ว “ตั๋วเครื่องบินอยู่ที่ฉัน บริษัทขอลางานกับทีมงานรายการให้เธอแล้วแต่เธอจะไม่ไปก็ได้ เดี๋ยวก็มีคนในเน็ตนินทาเธออีก”
ถ้าเธอลางานไปทำกิจกรรมอื่นบ่อยๆ ทีมงานรายการไหนก็ไม่ชอบหรอก
เทียนเล่อมีเดียทำแบบนี้ก็เพื่อจะทำให้ชื่อเสียงของซือฝูชิงดูแย่ลง แล้วตอนนั้นก็จะได้พูดว่าเธอทำงานไม่เอาถ่าน
แต่พวกเขากลับนึกไม่ถึงว่าโปรดิวเซอร์จะอนุมัติเร็วมาก เพียงแต่ให้ซือฝูชิงกลับมาก่อนการแสดงครั้งที่สองก็พอ
เพราะถึงอย่างไรความนิยมของทางรายการก็ขึ้นอยู่กับซือฝูชิงอยู่แล้ว
“ไปเถอะ ถือโอกาสไปเดินเล่นที่เมืองมั่วสักรอบด้วย” ซือฝูชิงทำนิ้วโอเค “แต่ฉันต้องบอกเจ้านายของฉันก่อน”
เมืองมั่วเป็นเมืองหลวงของจงโจว นอกจากนี้ยังเป็นเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางระหว่างประเทศด้วย
แม้ว่าสามตระกูลหลักจะไม่ได้ปรากฏตัวมากนัก แต่เมืองมั่วก็ยังคงเป็นของตระกูลมั่วอยู่
เธอจะได้ถือโอกาสไปหากลไกอาวุธลับด้วย
“ได้” เจียงฉังหนิงยืนขึ้น “งั้นฉันไม่รบกวนเธอแล้ว เจอกันพรุ่งนี้เช้านะ”
ซือฝูชิงโบกมือให้เธอ
หลังจากที่พักผ่อนไปครู่หนึ่งเธอก็ไปที่ห้องซ้อมเต้นเพื่อมอบแผนการฝึกอันใหม่ให้กับเซี่ยอวี้และบันทึกสคริปต์การเต้นสำหรับการแสดงสาธารณะครั้งที่สาม
ซือฝูชิงทำตัวสบายๆ จนถึงหกโมงเย็นก็เลิกงาน
ตอนเวลาห้าโมงเย็นสมาชิกทั้งสามของตระกูลเผยก็มารอเธออยู่ข้างนอกแล้ว
ยามที่ซือฝูชิงเห็นเผยเมิ่งจือก็เหล่ตาใส่เขาไปหนึ่งที “นายมาอีกทำไมเนี่ย นายไม่มีอันตรายอะไรแล้ว และฉันก็ได้เงินก้อนโตมาจากนายแล้วด้วย นายกับฉันไม่รู้จักกันซะหน่อย”
“ได้ยังไงล่ะ!” เผยเมิ่งจือร้อนใจ “คุณซือ ผมยังให้ได้มากกว่านั้นอีกนะ”
ซือฝูชิงเข็นรถจักรยานไป “ไม่จำเป็น”
“สวัสดีครับคุณซือ” เผยเหยียนกดบ่าของเผยเมิ่งจือไว้แล้วก้าวเข้าไปแทน “ผมเผยเหยียนเป็นพ่อของเผยเมิ่งจือครับ”
“สวัสดีค่ะ” ซือฝูชิงพยักหน้าอย่างนิ่งเฉยโดยไม่ได้แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ
เผยเหยียนเป็นนักธุรกิจอันดับต้นๆ ในแวดวงธุรกิจของเมืองหลิน เนื้อตัวของเขามีรังสีของความเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากการหมกมุ่นอยู่ในโลกธุรกิจมาหลายปี เด็กสาวคนอื่นที่ได้เห็นเขามักจะรู้สึกกดดันเป็นธรรมดา
แต่ยามที่พบกับซือฝูชิง คนที่รู้สึกกดดันกลับเป็นเขา
“คุณซือ คนต่ำต้อยอย่างผมต้องขอโทษที่รบกวนคุณจริงๆ” เผยเหยียนโค้งคำนับอย่างจริงใจ “ผมเองก็รู้ว่าการมาขอโทษตอนนี้มันสายเกินไปแล้วแต่ผมก็ต้องพูดอยู่ดี ผมขอบคุณคุณซือมากจริงๆ ที่ช่วยลูกชายไม่เอาไหนของพวกเราเอาไว้”
เผยเมิ่งจือตอบโต้อย่างรวดเร็ว “พ่อ พ่อใช้คำว่าต่ำต้อย[1]กับแม่ได้ยังไง พ่อทำเกินไปแล้วนะครับ!”
ช่วงนี้แค่แม่มองเขาก็ขัดหูขัดตาไปหมด เขาอยากให้พ่อแบ่งความหงุดหงิดจากแม่ไปบ้าง
“หัดเรียนรู้อะไรบ้างสิ!” คุณนายเผยตะโกนใส่เขา “คำว่าต่ำต้อยที่พ่อแกพูดในประโยคเมื่อกี้นี้หมายถึงตัวพ่อแกเอง! ความรู้แค่นี้ก็ไม่มี นี่ฉันคลอดลูกที่โง่เง่าอย่างแกออกมาได้ยังไงเนี่ย!”
เผยเมิ่งจือ “…”
แย่มาก ความพยายามในการโยกย้ายถ่ายโอนความเกลียดชังของเขาล้มเหลว แถมยิ่งทำให้แม่ขุ่นเคืองมากขึ้นไปอีก
เผยเหยียนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขาถลึงตาใส่เผยเมิ่งจือไปทีหนึ่งก่อนจะให้คุณนายเผยหยิบกล่องไม้จันทน์ที่ประณีตใบหนึ่งออกมา
“คุณซือ นี่คือหยกโบราณของตระกูลเราที่ตกทอดมา” เผยเหยียนมีท่าทางเคารพให้เกียรติอย่างมาก “คุณซือช่วยเมิ่งจือไว้ โปรดรับสิ่งนี้ไว้ด้วย”
“อ๋อ ทั้งๆ ที่ฉันบอกแล้วว่ามันเป็นสถานการณ์ที่ต้องถึงแก่ชีวิต แต่ครอบครัวพวกคุณกลับอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “บรรพบุรุษมีของบางอย่างนี่เอง สามารถหาหยกแบบนี้มาได้”
เผยเมิ่งจือมองหยกเย็นๆ นั้นอยู่ตั้งนานสองนานแต่ก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรพิเศษที่ตรงไหนจริงๆ
“คุณซือไม่ใช่คนหยาบคายและฉาบฉวย การให้เงินเกรงว่าจะเป็นการดูถูกคุณซือ” เผยเหยียนให้ความเคารพอย่างที่สุด “จิตใจของคุณซือ ผมไม่อาจเข้าถึงได้จริงๆ”
ซือฝูชิง “…”
ไม่ เธอหยาบคายและฉาบฉวย เธอชอบเงินนะ
“ที่ช่วยลูกชายของคุณไป ฉันก็ได้รับเงินมาห้าล้านแล้ว หยกโบราณนี้ถือเป็นค่าตอบแทนที่ฉันได้ช่วยเหลือครอบครัวของคุณก็แล้วกัน” ซือฝูชิงพูดเสียงเรียบ “คุณนายเผยก็ได้ขอโทษฉันบนอินเทอร์เน็ตไปแล้ว ฉันไม่ถือสา ผังฮวงจุ้ยของพวกคุณมีผลต่ออารมณ์ของผู้คน”
คุณนายเผยถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ขอบคุณคุณซือ!”
ขณะนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เผยเหยียนรับสาย
หลังจากได้ฟังสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที “อะไรนะ โอเค ฉันรู้แล้ว ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
คุณนายเผยพลันกังวลร้อนใจเช่นกัน “เกิดอะไรขึ้น!”
“บริษัทไปต่อไม่ได้แล้ว” เผยเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “คุณซือ คุณเก่งมาก”
ยังไม่ทันถึงห้าวันบริษัทของตระกูลเผยก็ล้มแล้ว
“ตระกูลเผยกำลังเรียกประชุม” เผยเหยียนเม้มปาก “คิดว่าผมซึ่งเป็นประธานคงจะถูกถอดถอนและจะมีการเลือกคนใหม่ขึ้นมาแทน พวกเราต้องไปแล้ว”
“พวกเขาใช้วิธีการที่น่ารังเกียจแบบนี้เล่นงานพวกเรา แล้วยังมีหน้ามาโทษคุณอีก” คุณนายเผยโกรธจัด “ไปกันเถอะ!”
ทั้งสองกำลังจะบอกลาซือฝูชิง แต่กลับเห็นเธอเงยหน้าขึ้น “รอเดี๋ยว ฉันจะไปดูด้วยสักหน่อย”
ยี่สิบนาทีต่อมาทั้งสี่ก็มาถึงอาคารของกลุ่มบริษัทตระกูลเผย
เผยเมิ่งจือที่กำลังจะตามเข้าไปข้างในถูกห้ามเอาไว้ก่อน
“แกจะทำอะไร” คุณนายเผยจ้องหน้าเขา “แกรออยู่ข้างนอก ตรงนั้นมีคาเฟ่ แกไปหาอะไรดื่มสักแก้วเถอะ อย่าทำตัววุ่นวาย”
เผยเมิ่งจือ “…”
ก็ได้ เขาชินแล้ว
ชั้นสิบแปด
ในห้องประชุมมีคนนั่งอยู่เต็มไปหมดแล้ว
พอเผยเหยียนมาถึง ดวงตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่เขา
“เผยเหยียน แกกลับมาได้สักทีนะ” ชายชราคนหนึ่งพูดอย่างเฉยเมยเจือแววเสียดสีเล็กน้อย “บริษัทในประเทศล้มหมดแล้ว แกยังมีอารมณ์ไปหาคำสั่งซื้อที่ต่างประเทศอีก”
เผยเหยียนยิ้มอย่างใจเย็น “อาฉี”
“พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ การประชุมภายในของตระกูลเผยอนุญาตให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเข้าร่วมด้วยตั้งแต่เมื่อไรเหรอ” เผยซวี่เห็นซือฝูชิงแล้วก็นิ่วหน้าทันที “ต่อให้เธอจะเป็นลูกสะใภ้คนโปรดของพวกพี่ แต่ตอนนี้เธอก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญอย่างนี้!”
เผยเหยียนหน้าเปลี่ยนสีทันที “เผยซวี่ ระวังคำพูดหน่อย! อย่าได้ล่วงเกินคนอื่น!”
ลูกสะใภ้อะไรกัน
เขากล้าที่ไหน!
“ทำไม เธอเป็นใครเหรอถึงทำให้พี่ใหญ่ประหม่าขนาดนี้” เผยซวี่แค่นเสียงออกมาเบาๆ “ยังพูดว่าล่วงเกินอีก เธอเป็นใครผมถึงต้องกลัวด้วย?”
“รปภ.อยู่ไหนล่ะ รีบเข้ามาไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมดเลย!”
ซือฝูชิงนั่งลงด้วยแววตาสงบนิ่ง เธอพูดช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน “ฉันชื่อซือฝูชิง”
[1]ต่ำต้อย ประโยคที่เผยเหยียนพูดก่อนหน้าใช้คำจีนว่า 贱内 ซึ่งในสมัยโบราณใช้เรียกภรรยาตนเองในเชิงว่าภรรยาผู้ต่ำต้อย เป็นการกดตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายดูสูงขึ้น แต่ในที่นี้เผยเหยียนหมายถึงตัวเขาเอง ซึ่งเผยเมิ่งจือเข้าใจผิด