เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 124 อย่าขยับ ขยับคือตาย
มีข่าวลือเกี่ยวกับดยุกมอร์ตันมากมาย
ว่ากันว่าเขาควรจะขึ้นเป็นกษัตริย์ของอาณาจักรแต่เขาไม่เต็มใจเลยโยนตำแหน่งให้คนอื่นแทน
แต่อย่างไรก็ตามดยุกก็ยังเป็นคนที่มีสิทธิ์มีเสียงมากที่สุดในรัฐมอร์ตันอยู่ดี
โดยเฉพาะเมื่อท่านดยุกผู้นี้หล่อ รวย โรแมนติกอ่อนโยน แถมยังเป็นคู่รักในฝันของเจ้าหญิงหลายๆ คนอีกด้วย
เพียงแต่ว่าเขาไม่มีความตั้งใจที่จะแต่งงานและยังครองตัวเป็นโสดมานานหลายปี
ในทุกๆ วันก็มีจะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินทางไปยังเมืองหลวงของรัฐมอร์ตันเพื่อลองดูว่าจะมีโอกาสได้พบดยุกโดยบังเอิญบ้างหรือไม่
ใครบ้างที่จะไม่รู้จักชื่อของดยุกมอร์ตัน
จั่วเสียนอวี้ได้ยินอย่างนั้นก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอระเบิดโทสะออกมา “ซือฝูชิง ฉันกำลังคุยเรื่องสำคัญกับเธอนะ ไม่ได้ล้อเล่น!”
“นี่เป็นเบอร์โทรศัพท์ของเขา” ซือฝูชิงจดตัวเลขชุดหนึ่งให้เธออย่างไม่รีบร้อน “เบอร์ส่วนตัว ปกติแล้วจะไม่เปลี่ยนหรอก เธอลองโทรดูสิ”
กระดาษถูกวางลงตรงหน้าจั่วเสียนอวี้
เธอขมวดคิ้วพลางเหลือบมอง
ตัวเลขสองสามตัวแรกคือรหัสพื้นที่ระหว่างประเทศของรัฐมอร์ตันไม่ผิดแน่ แต่ข้างหลังล่ะ?
จั่วเสียนอวี้เพิ่งจะได้สติกลับมาและพบว่าตนเองถูกซือฝูชิงพาออกนอกประเด็น เธอก็ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก “ฉันบอกแล้วว่าฉันกำลังพูดเรื่องสำคัญกับเธออยู่!”
แม้จะมีข่าวลือว่ามารดาของดยุกมอร์ตันเป็นหญิงงามชาวตะวันออก แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ
ซือฝูชิงเป็นแค่ชาวต้าซย่าคนหนึ่งที่ยังไม่เคยไปแม้แต่ทวีปตะวันตก แล้วเธอจะไปเอาเบอร์โทรศัพท์ของดยุกมอร์ตันมาจากไหน
“ตอนนี้เธอกำลังดัง มีแฟนคลับมากขึ้นทุกที เธอคงไม่อยากให้แฟนคลับของตัวเองถูกแฟนคลับของศิลปินคนอื่นดูถูกว่าดาราที่พวกเขาชื่นชอบเป็นคนที่เรียนไม่จบม.ต้นหรอกใช่มั้ย” จั่วเสียนอวี้มีสีหน้าเย็นชา “เธอไม่คิดว่าแฟนคลับของเธอจะน่าสงสารบ้างเหรอ”
ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้นในที่สุด ดวงตาจิ้งจอกยกโค้งขึ้นแต่แววตาของเธอแฝงความดุร้าย
“ที่แท้แฟนคลับของเธอก็คือจุดที่แตะไม่ได้” จั่วเสียนอวี้รู้สึกขบขัน “ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าเธอโง่ดีมั้ยที่ให้ความสำคัญกับแค่คนกลุ่มหนึ่งซะขนาดนี้
แฟนคลับจะรักเธอได้นานแค่ไหน วันนี้ชอบเธอ พรุ่งนี้ก็ไปชอบคนอื่นได้แต่เธอกลับเห็นพวกเขาเป็นสมบัติล้ำค่า?”
เธอไม่สามารถที่จะเข้าใจการกระทำและความคิดของซือฝูชิงได้เลยจริงๆ
ใช่ว่าจั่วเสียนอวี้จะไม่เคยติดต่อคบค้ากับคนในวงการบันเทิงมาก่อน
แต่ในบรรดาศิลปินที่เธอเคยพบเจอพวกนั้นมีใครบ้างที่จริงใจกับแฟนคลับ?
พวกเขาแค่เห็นแฟนคลับเป็นเครื่องมือก็เท่านั้น
ซือฝูชิงนี่ก็แปลกคนจริงๆ
“ออกไปหน่อย” ซือฝูชิงลุกขึ้น “เราออกไปคุยกันข้างนอก”
จั่วเสียนอวี้นิ่วหน้าแต่ก็ยังคงหยิบกระเป๋าและเดินตามออกไปนอกสถานีตำรวจ
เธอมองดูเวลาอย่างนึกรำคาญ “เอาละ ออกมาแล้ว มีอะไรเธอก็…”
จั่วเสียนอวี้พูดยังไม่ทันจบก็ถูกตบหน้าอย่างแรง
เธอยังไม่ทันตั้งสติ ฝ่ามือถัดมาก็ตามมาติดๆ ครั้งนี้มันถึงกับทำให้เธอล้มลงไปกองอยู่บนพื้นทันที
ในหูของจั่วเสียนอวี้มีแต่เสียง วิ๊งๆ ดังอื้ออึง รสเลือดคาวกระจายอยู่ในปาก ลำคอปวดแสบปวดร้อน
“ข้างในลงไม้ลงมือไม่ถนัดก็เลยออกมาคุยกันข้างนอกดีกว่า” ซือฝูชิงก้มลงและตบใบหน้าของจั่วเสียนอวี้เบาๆ พลางอมยิ้ม “เธอพูดถูกแล้ว ฉันให้ความสำคัญกับพวกเขาจริงๆ เพราะฉะนั้นอย่าได้เอาพวกเขามาข่มขู่ฉัน ไม่อย่างนั้นเธอจะตายอย่างเลวร้ายที่สุด
อีกอย่าง ของที่แย่งไป ถึงยังไงก็ไม่ใช่ของของตัวเอง เธอต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ด้วย”
ซือฝูชิงยืดตัวขึ้น หลังจากเช็ดมือแล้วเธอก็หันหลังจากไป
“คุณหนู!” คนขับรถรีบลงจากรถและวิ่งไปเข้าไปทันที “คุณหนูไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ”
“ไม่เป็นไร” ร่างของจั่วเสียนอวี้สั่นเทา “พยุงฉันขึ้นรถที”
เธอรู้ทันทีว่าการเจรจาในวันนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
แต่คำพูดประโยคนั้นของซือฝูชิงหมายความว่าอะไรกันแน่
“คุณหนู ตอนนี้เธอเป็นไอดอล เราไปเปิดโปงเธอบนเวยปั๋วดีกว่า” คนขับรถพูด “คุณหนูบอกว่าเธอมีกลุ่มแอนตี้แฟนไม่ใช่เหรอครับ งั้นก็ยิ่งดีไปใหญ่เลย”
“ไม่ได้!” จั่วเสียนอวี้พูดเสียงเข้ม “เร็วๆ นี้บริษัทเราจะมีการเจรจาคำสั่งซื้อใหญ่ล็อตนึงกับต่างประเทศ ภาพลักษณ์ของฉันจะถูกทำลายไมได้ อีกอย่างถ้าคนอื่นรู้ว่าซือฝูชิงตบหน้าฉัน แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
คนขับรถอับจนคำพูด
“กลับบ้าน” จั่วเสียนอวี้พูดออกมาอย่างยากลำบาก นั่นยิ่งทำให้เธอโกรธจนตัวสั่น “เรียกหมอประจำตระกูลมาด้วย”
แม้แต่จั่วเทียนเฟิงและคุณนายจั่วก็ยังไม่เคยตบหน้าเธอ แต่ซือฝูชิงตบหน้าเธอมาแล้วสามครั้ง
เธอจะจำมันไว้
ส่วนทางนี้ ซือฝูชิงกลับไปที่สถานีตำรวจ
“คุณซือไม่ได้มีแผนที่จะถ่ายละครอะไรใช่มั้ยครับ” ตำรวจชายกระตือรือร้นมาก “ลูกสาวของผมมักจะพูดว่าคุณสวยมาก น่าเสียดายจริงๆ ที่ไม่เล่นละคร”
ซือฝูชิงนิ่งสงบไม่แม้แต่จะกะพริบตา “ทักษะการแสดงของฉันแย่มาก ฉันไม่ทำลายชื่อเสียงของตัวเองดีกว่า”
“โอ้ ก็จริง” ตำรวจชายส่ายศีรษะ “พวกเราที่นี่ได้รับรายงานเรื่องความรุนแรงทางไซเบอร์มาไม่รู้ตั้งกี่คดีแล้ว คุณซือเป็นบุคคลสาธารณะ คุณจะต้องปรับสภาพจิตใจให้ดีนะครับ”
“สภาพจิตใจของฉันยังถือว่าดีมากทีเดียว” ซือฝูชิงเอ่ยง่ายๆ “ถึงยังไงพวกเขาก็แค่ด่าฉัน เมื่อก่อนฉันถูกตามฆ่าอยู่ทุกวัน ฉันยังมีอารมณ์ดื่มน้ำอัดลมได้เลย แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก”
ตำรวจชาย “???”
“นี่ก็ดึกแล้ว ฉันไม่รบกวนพวกคุณแล้ว” ซือฝูชิงหยิบกระป๋องชาออกมาจากกระเป๋าของเธอ “นี่เป็นชาที่ทำให้สดชื่น พวกคุณเหนื่อยเมื่อไรก็ดื่มสักหน่อยนะคะ”
“ไม่ได้ครับๆ” ตำรวจชายรีบปฏิเสธ “พวกเราจะละเมิดกฎระเบียบไม่ได้ครับ”
ซือฝูชิงขมวดคิ้ว “ก็จริง งั้นฉันจะชงให้พวกคุณดื่มให้เต็มที่ก่อนเพราะคงจะมอบให้ไม่ได้แล้ว”
เธอชงชาให้ทุกคนแล้วโบกมือลา “ไปแล้วนะคะ ขอบคุณที่ทำงานหนัก”
เจ้าหน้าที่ตำรวจชายจิบชาด้วยท่าทางลังเล
พอดื่มเข้าไปแล้วเขาก็สูดลมหายใจสองสามครั้ง “เฮ้ อย่าบอกนะ ฉันรู้สึกสบายตัวขึ้นมากเลย รู้สึกเหมือนอาการบาดเจ็บภายในจากคราวก่อนจะหายไปแล้วด้วย”
“มันเป็นผลทางจิตวิทยาหรือเปล่า” ตำรวจหญิงกลอกตาใส่เขา “จะมีชาไหนที่ดื่มไปแค่ถ้วยเดียวแล้วทำให้หายจากอาการบาดเจ็บได้! อีกอย่างลายเซ็นนี่ของนายอันหนึ่ง ส่วนอันของฉันนะ”
ตำรวจชาย “…”
**
วันถัดไปคือวันจันทร์ซึ่งเป็นวันทำงานและวันสุดท้ายในห้าวันด้วย
แอนตี้แฟนบนอินเตอร์เน็ตเริ่มออกมาเสียดสีเธอแล้ว
[วันที่ห้าแล้วนะ ตระกูลเผยล้มไปหรือยัง]
[ซือฝูชิงสร้างคาแรกเตอร์อื่นได้เก่งกว่าคนที่เรียนคุณไสยมาซะอีก เธอนึกว่าตัวเองเป็นขุนนางของสำนักหอดูดาวหลวงในสมัยโบราณหรือไง]
[เข้าใจแล้ว ซือฝูชิงก็แค่พวกปากร้ายพูดจารุนแรง แต่จริงๆ แล้วเธอเป็นพวกอ่อนปวกเปียก]
หลังจากที่ซือฝูชิงชอบชิงตอบโต้พวกแอนตี้แฟนไปก่อนพวกเขา เหล่ามูสก็สามารถหาตัวแอนตี้แฟนได้แม่นยำมากขึ้น
[พวกสองจีเน็ตช้าเหรอ จั่วฉิงหย่าถูกจับไปแล้ว พวกเธอยังมากระโดดเหยงๆ อะไรอยู่ที่นี่อีก]
[ตอนนี้มีพวกชอบโจมตีเหมือนว่างจัดคอยจับตามองพี่ซือทุกวันเลยนะ ทำไมเหรอ พี่ซือเป็นพ่อของพวกเธอหรือไง]
แม้ว่าซือฝูชิงจะมีฐานแฟนคลับจำนวนหนึ่งหลังจากที่รายการหนุ่มสาววัยใสออกอากาศไปแล้วบางตอน แต่แอนตี้แฟนของเธอก็ยังมีจำนวนมากอยู่ดี
ตราบใดที่ยังมีประเด็น พวกเขาจะยึดมันไว้ไม่ยอมปล่อย
ซือฝูชิงไม่รู้เรื่องราวบนอินเทอร์เน็ตในขณะนี้ เพราะเธอกำลังเดินไปรอบๆ ตึกของตระกูลเผย
ตำแหน่งประธานยังคงอยู่ในมือของเผยเหยียน ตึกทั้งตึกจึงว่างเปล่าตามคำสั่งอันเคร่งครัดของเขา
ซือฝูชิงเดินไปที่มุมหนึ่ง เธอนั่งลงและลูบพื้น “ค่ายกลพัฒนาขึ้นแล้ว ของสกปรกพวกนั้นก็แรงขึ้นนิดหน่อยด้วย”
เธอเคยถูกระเบิดตายไปแล้วครั้งหนึ่ง แม้ว่าเธอจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งแต่ก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก
การฟื้นคืนพลังของเธอจึงทำได้ยากมากเช่นกัน
แต่การทำลายค่ายกลแค่นี้เธอย่อมทำได้อยู่แล้ว
ซือฝูชิงหยิบชาดออกมาเขียนสัญลักษณ์หนึ่งลงบนพื้นก่อนจะไปที่ตำแหน่งค่ายกลถัดไป
เผยเหยียนรออยู่ข้างนอกอย่างใจจดใจจ่อ แม้แต่กะพริบตาก็ยังไม่กล้า
และในเวลานั้นเอง ทันใดนั้น!
ปัง!
ปังๆๆ!
เสียงระเบิดดังก้องหลายชุดจากทุกมุมของอาคารจนสั่นสะเทือนไปทั้งตึก
ไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีเสียง ตูม! ดังขึ้นพร้อมกลุ่มควันไฟเล็กๆ ลอยขึ้นจางๆ จากนั้นอาคารก็พังทลาย
เผยเมิ่งจือตกตะลึงอ้าปากตาค้าง “พ่อ…พ่อนั่นมันอะไรน่ะ คุณซือทำอะไรอยู่ในนั้น”
สร้าง…ระเบิดปรมาณูเหรอ!
“ปรมาจารย์จะทำอะไรก็ได้ แกหุบปากไปเลย” คุณนายเผยเองก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน “น่าจะเป็นคนที่ทำคุณไสยนั่นทำเอาไว้ แกไม่เคยได้ยินที่เขาบอกว่าไฟขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้เหรอ”
เผยเมิ่งจือหุบปากทันที
แม่ของเขามองเขาขัดหูขัดตาจังเลย
ตระกูลเผยในฐานะตระกูลใหญ่ในเมืองหลินย่อมไม่มีทางปิดข่าวความเคลื่อนไหวที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้แน่ๆ
ไม่นานก็มีคนที่กระตือรือร้นบางคนโพสต์คลิปวิดีโอที่ตึกตระกูลเผยเกิดไฟไหม้และระเบิดลงบนอินเทอร์เน็ต
ชาวเน็ตต่างพากันอึ้งงัน!
[??? เดี๋ยวนะที่ซือฝูชิงพูดว่าล้ม ไม่ได้หมายถึงทางธุรกิจอย่างนั้นเหรอ]
[ให้ตายเถอะ ฉันเห็นเหตุการณ์ด้วย ฉันกลัวแทบตายตอนที่จู่ๆ มันก็ระเบิดขึ้นมา ตึกหลังนี้ใช้การไม่ได้แล้ว ตระกูลเผยน่าจะเสียหายไปมากกว่าพันล้านเลยมั้ง]
[ฉันก็ไม่อยากจะพูดอะไรมาก ดูสิว่าเธอเรียกฝนฝนก็มา ตระกูลเผยก็ล้มลงแล้วจริงๆ แถมยังล้มลงอย่างงงๆ ด้วย ถ้าจะบอกว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ ฉันก็ยอมแล้ว บังเอิญโชคเข้าข้างอย่างนั้นเหรอ ฉันไปไหว้เธอในเวยปั๋วหน่อยดีกว่า พรุ่งนี้มีสอบ หวังว่าฉันจะผ่านอย่างราบรื่นนะ!]
[ฉันไปด้วยๆ! สงสัยจริงๆ ว่าเธอเป็นปลาคาร์ป[1]กลับชาติมาเกิดหรือเปล่าเนี่ย]
ตอนที่เหล่ามูสพากันไปแสดงความคิดเห็นบนเวยปั๋วของซือฝูชิงเพื่อปัดความเห็นของพวกแอนตี้แฟนลงด้านล่างอย่างที่ทำกันอยู่ทุกวัน พวกเธอก็เห็นว่าตนเองมาช้าไปหน่อยแล้ว ความคิดเห็นของพวกแอนตี้แฟนถูกความเห็นแปลกๆ กดลงไป
[ไหว้ปลาคาร์ป พรุ่งนี้มีสอบเลข]
[ปลาคาร์ปช่วยฉันด้วย! พรุ่งนี้จะสารภาพรักแล้ว]
เหล่ามูส “???”
ทำไมเมนของพวกเธอถึงทำได้ทุกอย่างแต่ไม่ยอมถ่ายรูปเซลฟี่บ้างเลย!
**
ในเวลาเดียวกันที่เมืองเยี่ยนซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลินแค่ร้อยกว่ากิโลเมตร
จู่ๆ ชายวัยกลางคนกำลังดื่มสุราและกินข้าวก็กระอักเลือดออกมาก่อนจะล้มลงทันที
“คุณคะ!” ผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาพลันตื่นตระหนก “คุณเป็นอะไรไปคะ”
“เผยเจิน เมืองหลินมีองเมียวจิคนหนึ่งมาทำลายค่ายกลที่ผมช่วยพวกคุณสร้างขึ้นเมื่อหลายปีก่อนแล้ว” สีหน้าของชายวัยกลางคนย่ำแย่ “เด็กนั่นยังหามันเจอทุกจุด ค่ายกลใช้การไม่ได้แล้ว แถมยังสะท้อนกลับมาหาผมด้วย”
เผยเจินหน้าซีดลงทันที “แล้วฉันควรทำยังไงดี!”
เห็นๆ กันอยู่ว่าเส้นสายของเผยเหยียนกำลังจะขาดสะบั้นลง ทำไมถึงได้มีคนมาทำลายค่ายกลของพวกเขาในเวลานี้ได้!
หากค่ายกลพังทลายแล้ว เผยเหยียนก็จะพลิกฟื้นกลับมาได้อีกใช่หรือเปล่า!
ถ้าอย่างนั้นความอดทนอดกลั้นตลอดสิบกว่าปีมานี้ของเธอจะไม่สูญเปล่าเหรอ?
“คุณไม่ต้องกังวล องเมียวจิคนนั้นอ่อนแอมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการใช้พลังหยินหยางและธาตุทั้งห้าไปมากอย่างนี้” ชายวัยกลางคนแค่นเสียงออกมาอย่างเหยียดหยาม “ค่ายกลของผมซับซ้อนมาก ถ้าเขาคิดจะทำลายมันก็ต้องใช้พลังทั้งหมด ตอนนี้คิดว่าแม้แต่จะขยับตัวก็คงยาก!
คุณส่งคนไปฆ่าเขา แล้วผมจะพยายามคิดหาวิธีช่วยพวกคุณต่อไป”
เผยเจินลังเล เธอรู้สึกจนปัญญา “แต่ฉันไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอนขององเมียวจิที่คุณพูดถึงเลยนี่คะ”
“เฮอะ เขาคิดว่าเขาปกปิดตำแหน่งของตัวเองไว้หมดแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าผมสังเกตเห็นได้ตั้งนานแล้ว” ชายวัยกลางคนหลับตา “คุณรอผมพักสักหน่อย อาการบาดเจ็บของผมนั้นไม่เบาเลย
ผมจะตั้งค่ายกลเพื่อตรวจสอบตำแหน่งในตอนกลางคืน จากนั้นคุณค่อยส่งคนไปจัดการ”
เผยเจินพยักหน้าพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ตกลง ฉันจะปฏิบัติตามคำสั่งของปรมาจารย์ค่ะ”
**
ตกกลางคืน
ซือฝูชิงไปที่คฤหาสน์เพื่อรักษาขาของอวี้ซีเหิง
“เจ้านาย สัปดาห์หน้าวันอังคารหรือก็คือวันมะรืน ฉันมีงานที่เมืองมั่ว” เธอเอียงคอ “ขอลางานนะคะ”
เมื่อก่อนเธอมาต้าซย่าน้อยครั้งมากจนนับนิ้วได้เลย เมืองมั่วเป็นเมืองหลักของจงโจวแต่เธอไม่เคยไปเหยียบที่นั่นเลย ซึ่งเธอยังเสียดายอยู่ถึงทุกวันนี้
เฟิ่งซานชะงักไป “เมืองมั่วงั้นเหรอ”
“อืม” ซือฝูชิงกะพริบตาปริบๆ “บ้านของเสี่ยวซานซานใช่มั้ย”
เฟิ่งซานเคยชินเสียแล้วกับการเรียกชื่อเล่นเขาแปลกๆ อย่างนี้ เขานิ่งไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ก็ไม่เชิง อันที่จริงผมไม่ได้เป็นคนตระกูลมั่ว ก็แค่เรียนศิลปะการต่อสู้กับพวกเขาเท่านั้น”
ซือฝูชิงท่าทางครุ่นคิด “อย่างนี้นี่เอง”
“จริงๆ แล้วตระกูลมั่ว…” จู่ๆ เฟิ่งซานก็ตระหนักได้ว่าตนเองกำลังเผลอหลุดปาก
เขาหันไปมองอวี้ซีเหิงก่อน หลังจากทีเห็นว่าเจ้านายของตนไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าใดๆ ก็ค่อยระบายลมหายใจออกมา
ดูท่าว่าพี่เก้าจะเห็นคุณซือเป็นคนกันเองไปแล้ว
แต่เมื่อคนอื่นได้ยินใครพูดถึงตระกูลมั่วเมื่อไรก็จะต้องตกอกตกใจกันทั้งนั้น เพราะถึงอย่างไรถ้าจู่ๆ คำพูดในหนังสือประวัติศาสตร์กลายเป็นจริงขึ้นมาก็คงไม่มีใครสามารถสงบสติอารมณ์อยู่ได้
ทำไมคุณซือถึงได้นิ่งอย่างนี้
เฟิ่งซานค่อนข้างผิดหวัง
“บังเอิญจริงๆ” อวี้ซีเหิงพยักหน้าน้อยๆ “มีงานเลี้ยงที่เมืองมั่วพอดี วันศุกร์เย็น”
ซือฝูชิง “…”
ผมกรรมจากการทำงานหลายอย่างคือไม่มีวันหยุด
“เธอจะบินไปกับ…” อวี้ซีเหิงหยุดแล้วยิ้มเล็กน้อย “เพื่อนผู้หญิงของเธอหรือจะนั่งเครื่องบินส่วนตัวไปกับฉัน”
“ไปกับเพื่อนของฉันค่ะ” ซือฝูชิงเอ่ยตอบ “ฉันรับปากเธอไว้แล้ว อีกอย่างเพื่อนของฉันก็สวยออกอย่างนั้น ถ้ามีใครมาถูกใจเธอเข้าจะทำยังไง แต่เจ้านายไม่ต้องกังวลนะ ฉันจะบินกลับพร้อมคุณ!”
อวี้ซีเหิงเท้าศีรษะพลางเลิกคิ้วน้อยๆ “ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”
“เจ้านาย ฉันรู้ว่าคุณแข็งแรงทรงพลังถึงขนาดยกภูเขาแบกถังแก๊สได้!” ซือฝูชิงเริ่มประจบสอพลออีกแล้ว “แต่ฉันเป็นหมอนี่นา ดังนั้นการปกป้องคุณก็ถือเป็นหน้าที่ของฉันด้วย”
“อืม” อวี้ซีเหิงรับคำเบาๆ “วันนี้ดึกแล้ว พรุ่งนี้ค่อยให้เฟิ่งซานไปส่งเธอที่ค่ายฝึก”
“คืนนี้?” ซือฝูชิงชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งอย่างหาได้ยาก “ตกลง ถ้างั้นเจ้านายก็นอนให้ไวหน่อย อย่านอนดึกนะ”
อวี้ซีเหิงเงยหน้ามองแผ่นหลังของหญิงสาวที่เดินขึ้นชั้นบนไป นัยน์ตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็พูดขึ้นว่า “ให้ตระกูลมั่วเตรียมตัวให้พร้อม”
สีหน้าของเฟิ่งซานเคร่งขรึมลงทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “ไม่ทราบว่ามีภารกิจเร่งด่วนที่ไหนเหรอครับ”
อวี้ซีเหิงส่งเสียง “ผลิตปืนหนึ่งกระบอก”
เฟิ่งซาน “….”
นี่ตนจะตื่นเต้นขนาดนั้นไปทำไม
เฟิ่งซานประหลาดใจมาก “คุณซือใช้ปืนไม่เป็นไม่ใช่เหรอ”
“ฉันจะสอนเอง” อวี้ซีเหิงยกชาขึ้นมา “ปกป้องตัวเองได้เพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน”
เฟิ่งซานรับคำสั่งเสร็จก็จากไปอย่างรวดเร็ว
ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป หัวใจของเขาต้องระเบิดแน่
หลังจากที่เฟิ่งซานออกไปแล้ว เขาก็ส่งข้อความไปยังกลุ่มแชทเล็กๆ ของตัวเอง
[เตรียมตัวให้พร้อม พี่เก้าจะไปเมืองมั่วในอีกไม่กี่วัน ให้พวกนายเตรียมปืนเอาไว้กระบอกหนึ่งด้วย ต้องการรุ่นล่าสุด เพิ่มอาวุธลับให้ด้วย ใช้ประโยชน์ได้สองทาง]
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายพันปีแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยีในสมัยโบราณ แต่เทคนิคกลไกของตระกูลมั่วก็ไม่ใช่สิ่งที่อาวุธธรรมดาๆ จะสามารถทำลายได้
เมื่อรวมอาวุธลับและดินปืนเข้าด้วยกัน ปืนที่ผลิตโดยตระกูลมั่วนั้นก็ประเมินค่ามิได้
ข่าวดังกล่าวทำให้พวกนักซุ่มถึงกับแตกตื่น
[ยินดีต้อนรับทุกเมื่อ!]
[ผมรู้แล้ว เจ้านายไม่มีปีน ผมจะไปตีเหล็กเดี๋ยวนี้]
[ไม่ใช่สิ เจ้านายไม่ชอบใช้ปืนไม่ใช่เหรอ เขาเองก็ไม่ค่อยชอบใช้อุปกรณ์อะไรด้วย ขนาดพัดเล่มนั้นยังถูกเอาไปใช้ราวกับเป็นพัดธรรมดา เฟิ่งซาน เจ้าเด็กน้อยบอกความจริงกับข้ามาเสียดีๆ ว่า ปืนด้ามนี้จะให้ใครใช้กันแน่ หรือว่านายคุ้มครองเจ้านายไม่ดี เจ้านายก็เลยไปรับคนอื่นมาเพิ่มอีก?!]
เฟิ่งซาน “…”
ก็ยังสามารถเดาออกมาได้อีกนะ
เขาแค่นเสียงก่อนจะตอบกลับไป
[ฉันไม่บอก นายจะทำอะไรฉันได้!]
ทุกคนในกลุ่มเริ่มก่นด่าเขา
เฟิ่งซานเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิง
รอให้ถึงเวลาที่พวกเขาพบคุณซือต่อหน้ากันเอง แล้วเขาจะคอยดูหน้าตอนพวกเขาอ้าปากค้าง
เฟิ่งซานสร้างภาพขึ้นในหัวสักพัก จากนั้นก็ไปรดน้ำต้นไม้อย่างสบายใจ
**
ในเวลาตีสองท้องฟ้ามืดสนิท เหลือแต่ไฟถนนไม่กี่ดวงที่สว่างไสว
ร่างร่างหนึ่งเล็ดลอดเข้าไปในเรือนเล็กๆ ของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว
เขาเป็นชายหนุ่มที่เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว
หลังจากที่เขาเข้าไปแล้วก็ตรวจสอบที่อยู่ที่เผยเจินส่งให้และยืนยันอีกครั้ง
พื้นที่บริเวณนี้ไม่ใช่พื้นที่ของคนรวย พอจะกล่าวได้ว่าเงียบสงบพอควรเท่านั้น
เขาจึงรับคำสั่งนี้มาด้วยความรู้สึกโล่งใจมาก เพราะเขาสามารถทำเงินได้มากแถมยังไม่ต้องไปยุ่งกับคนใหญ่คนโตที่ไหนด้วย
ชายหนุ่มลดความเร็วลงแล้วเดินเข้าไปข้างใน
เขามั่นใจในวิธีการและความสามารถของตนเอง คนที่อยู่ในคฤหาสน์หลังนี้จะไม่มีวันพบเห็นเขาและจะตายไปอย่างเงียบๆ ในขณะที่กำลังนอนฝัน
ชายหนุ่มมาถึงหน้าประตูหลักแล้ว หลังจากที่เขาปลดล็อกได้อย่างรวดเร็วก็ผลักประตูเปิดออก
ฉึก!
และในเวลานั้นเองที่มีบางอย่างแหลมคมแหวกอากาศมาเสียบเข้าที่คอของเขาทันที
ร่างของชายหนุ่มแข็งทื่อไปในทันใด เหงื่อเย็นๆ ผุดเต็มแผ่นหลัง
เขาคิดจะหันกลับไปตามสัญชาตญาณแต่ตรงคอเขากลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบ
มันคือด้ามพัด
ในความมืดชายคนนั้นยืนหันข้างให้เขา เสียงของเขาทั้งสงบและราบเรียบ “อย่าขยับ ขยับคือตาย”
[1]ปลาคาร์ป หมายถึงคนโชคดี