เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 41 รบกวนคุณซือล้างเครื่องสำอางออกด้วย
ผู้ช่วยส่ายศีรษะ จากนั้นก็หยิบเอกสารของซือฝูชิงวางไว้อีกฝั่ง
ในเมื่อซือฝูชิงเป็นนักแสดงของบริษัทเทียนเล่อมีเดียซึ่งอยู่ชั้นแนวหน้าของวงการบันเทิง ถ้าทิ้งไปเลยคงไม่ดี ถึงอย่างไรก็ต้องให้เกียรติกันบ้าง
หลังจากผู้ช่วยจัดการแบ่งกลุ่มผู้สมัครเรียบร้อยแล้วก็เก็บเอกสารเข้าตู้แล้วล็อกกุญแจไว้อย่างดี
**
ตกเย็นเวลาหกโมง ซือฝูชิงออกมาจากค่ายฝึกตรงตามเวลา
จากค่ายฝึกไม่ไกล มีรถสีดำคันหนึ่งจอดอยู่
เพราะรุ่นของรถไม่ค่อยเป็นที่เตะตา อีกทั้งไม่มียี่ห้อใดๆ ดังนั้นคนที่เดินผ่านสัญจรไปมาจึงไม่ได้ให้ความสนใจ
พอเห็นหญิงสาวเดินออกมา เฟิ่งซานก็รีบเปิดประตูรถ “คุณซือ พี่เก้าให้ผมมารับคุณ”
ซือฝูชิงเดินเข้าไปนั่งในรถ “ไปกันเถอะ ซานซาน”
เฟิ่งซานกระตุกยิ้มก่อนจะสตาร์ทรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นสามสิบนาที รถก็ขับมาถึงคฤหาสน์
“เอ๊ะ ถังถังไม่อยู่เหรอ” ซือฝูชิงเดินเข้ามาพร้อมใช้สายตาสอดส่อง “กลับไปแล้ว?”
อวี้ซีเหิงตอบเสียงเบา “ออกไปชอปปิ้งแล้ว”
ซือฝูชิงโอดครวญออกมา “เป็นเด็กน้อยช่างดีจริงๆ พอแก่แล้วก็ไม่มีแรงจูงใจอยากเดินเลย”
พอเธอฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนอายุอ่อนลงถึงหกปี
การกลับมาอายุสิบแปดปีอีกครั้งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ปลอบใจเธอได้
เฟิ่งซานมองซือฝูชิงด้วยสายตาประหลาดพร้อมอารมณ์ซับซ้อน
เขาอายุยี่สิบห้าปียังไม่บอกว่าตัวเองแก่ ซือฝูชิงอายุแค่สิบแปดปีแต่บอกว่าตัวเองแก่แล้ว?
หลังจากอวี้ซีเหิงอ่านเอกสารในมือจบก็เงยหน้าขึ้น “มาหาฉันถึงที่นี่มีธุระอันใด”
“ฉันขอดูกล้ามเนื้อขากับเส้นประสาทของคุณหน่อย” ซือฝูชิงเดินมานั่งลงตรงหน้าเขา จากนั้นก็ล้วงหยิบถุงมือหมอออกมาสวม “ฉันจะใช้ยารักษาตามอาการ”
ซีอวี้เหิงหลุบตาลง นัยน์ตาสีอำพันวูบไหว “เชิญ”
เธอพับขากางเกงของเขาขึ้น จากนั้นขาเรียวยาวของชายหนุ่มก็ปรากฏให้เห็นสู่สายตา
เส้นเลือดไหลเวียน กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดๆ
ถึงแม้จะไม่ได้ดูกำยำเหมือนกล้ามเนื้อผู้ชาย ทว่าไม่อ่อนแอเลยสักนิด ดูกำลังพอเหมาะด้วยซ้ำ
ถือว่าเป็นหุ่นที่ใส่เสื้อผ้าก็ดูดี ถอดเสื้อผ้าก็มีเนื้อหนังอย่างสมบูรณ์แบบ
ซือฝูชิงขยับขาของเขาขึ้นโดยใช้ถุงมือหมอ จากนั้นก็กดลงเบาๆ “ที่แท้ฉันก็ไม่ได้คิดไปเอง กล้ามเนื้อของคุณดีมากจริงๆ”
การสัมผัสของเธอแม่นยำมาก ต่อให้จับผ่านถุงมือก็สัมผัสได้
ราวกับเหมือนมีบางอย่างถูกจุดชนวนจนใกล้ระเบิดเต็มที
ดวงตาของอวี้ซีเหิงหรี่ลง บวกกับน้ำเสียงก็ขรึมลงด้วย “อย่าแตะ”
“หืม เจ็บตรงนี้ด้วยเหรอ” ขณะที่ซือฝูชิงพูดก็ใช้มือกดลงไปตามสัญชาตญาณในหน้าที่
ซวบ!
จากนั้นข้อมือของเธอก็ถูกเขาคว้าไว้
ผิวเย็นเยียบทำให้นิ้วของเธอกระตุกเล็กน้อย
แต่เขาแค่ขัดขวางการกระทำของเธอเท่านั้นจึงไม่ได้ใช้แรงเยอะเท่าไร
เขาถอนหายใจเสียงเบา “ไม่ต้องจับแล้ว”
“เข้าใจแล้ว” ในที่สุดซือฝูชิงก็เข้าใจ “จุดนี้คุณประสาทสัมผัสไว ฉันจะไม่แตะต้อง”
สายตาของอวี้ซีเหิงขรึมลงมากกว่าเดิม
ทว่าไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ได้ งั้นฉันจะเอามันมาเป็นตัวอย่างให้คุณดู” ซือฝูชิงคว้าร่างของปี่เซี๊ยะในกระเป๋าออกมาแล้วดึงขาหน้าของมัน “คุณดูนะ ฉันเตรียมจะรักษาส่วนนี้ของต้นขาให้คุณก่อน”
เสี่ยวไป๋ “???”
เจ้านายโหดขึ้นทุกวันแล้ว
ทำไมต้องมารังแกขาอันอวบอ้วนของมันด้วย
อวี้ซีเหิงเกร็งขาไว้เช่นนั้น ดวงตากลับมาเยือกเย็นเหมือนเดิม
เขาพยักหน้าก่อนเอ่ย “วิเคราะห์เช่นไรหรือ”
ประโยคนี้ให้ความรู้สึกเหมือนคำพูดของพวกหมอเทวดาขั้นเทพแก่ๆ ไม่ต่างกันเลย
“อาการของคุณประหลาดมาก แตกต่างจากคนพิการคนอื่น” ซือฝูชิงมุ่นคิ้ว “ทั้งๆ ที่คุณพิการมาตั้งหลายปีแล้ว แต่กล้ามเนื้อไม่ได้หดตามไปด้วย น่าแปลกจริงๆ”
อวี้ซีเหิงสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม สบตาพลางยิ้มเอ่ย “ฉันออกกำลังกาย”
“ถึงได้บอกว่ายาก” ซือฝูชิงลูบคาง “แต่ฉันพูดแล้วต้องทำได้ ฉันรักษาคุณให้หายได้แน่นอน”
หลังจากตรวจดูอาการเสร็จรอบหนึ่ง ซือฝูชิงก็ค้นพบเรื่องใหม่อีกเรื่อง จากนั้นก็จดลงสมุดแล้วเน้นเป็นส่วนสำคัญไว้
อวี้ซีเหิงยังคงนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมเสียงหายใจสม่ำเสมอไม่เปลี่ยน
เขามองเธอ “ไปพักผ่อนเถิด”
“เข้าใจแล้ว” ซือฝูชิงโบกมือก่อนจะเดินมาที่ห้องของตัวเองโดยรู้เส้นทางเป็นอย่างดี
อุปกรณ์ล้างหน้าแปรงฟันภายในห้องถูกตระเตรียมไว้อย่างครบครัน
เสี่ยวไป๋ยื่นอุ้งมือลูบขาของเธอพร้อมเปล่งเสียงร้องเอ๋งๆ
“หืม แกบอกว่ารู้สึกคุ้นเคยกลิ่นอายบนร่างกายของเขาอย่างนั้นเหรอ” ซือฝูชิงนั่งยองๆ”จะคุ้นเคยได้ยังไง แกบอกเองว่าเขาให้ความรู้สึกเหมือนเจอพ่อไม่ใช่เหรอ”
เสี่ยวไป๋ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทว่าจู่ๆ ก็ถูกจับยกขึ้นมา
ซือฝูชิงจ้องมัน “มัวแต่ฝันอะไรอยู่ พ่อแกอยู่ตรงหน้าแกนี่ต่างหาก”
เสี่ยวไป๋ “…”
ฮือๆ เจ้านายดุชะมัด
“แต่คนที่ทำให้แกรู้สึกอยากใกล้ชิดมีน้อยมากจริงๆ” ซือฝูชิงขบคิดครู่หนึ่ง จู่ๆ น้ำเสียงก็เบาลง “ไม่สิ เจ้าบ้าปี่เซี๊ยะไป๋จิ่นอวี๋! แกรู้สึกอยากใกล้ชิดเพราะกลิ่นทองมากกว่า”
ดวงตาจิ้งจอกหรี่ลง พลันแผ่ไอสังหารออกมา
เสี่ยวไป๋รู้สึกทะแม่งๆ เลยรีบชักขากลับแล้วเผ่นหนี
แต่หนีไม่ทัน ก้าวได้เพียงสองก้าวก็ถูกยกร่างขึ้นมาเหมือนเดิม
เสี่ยวไป๋ทำได้แค่คลอเคลียฝ่ามือของซือฝูชิงอย่างเอาใจแล้วร้องหงิงหนึ่งที
“ยอมแพ้เถอะ ฉันไม่เชื่อแกหรอก” ซือฝูชิงวางมันลงบนโต๊ะ “ฟื้นฟูพลังด้วยความซื่อสัตย์หน่อยเถอะ”
เสี่ยวไป๋พลิกตัวอย่างโมโห
เมื่อไรจะมีทองให้มันกินแบบไม่อั้นสักที
มันจนใจจะใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว!
**
วันต่อมา
ตอนเช้าซือฝูชิงเข้าไปสอนเซี่ยอวี้และพวกสวี่ซีอวิ๋นค่ายฝึกต่อ
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จและจัดการแต่งหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจเรียบร้อยก็มุ่งหน้าไปที่ถ่ายทำโฆษณาทันที
เมื่อวานซือฝูชิงอ่านข้อมูลแล้ว
นี่เป็นการถ่ายโฆษณาเสื้อผ้า
ส่วนยี่ห้อของเสื้อผ้าก็เจาะเฉพาะกลุ่มเท่านั้น โดยเน้นสไตล์จีนโบราณเป็นหลัก
ดังนั้นจึงเลือกสถานที่เป็นตำบลเล็กๆ ข้างเมืองหลิน
ซือฝูชิงไม่ค่อยอยากตั้งใจทำภารกิจที่เทียนเล่อมีเดียส่งมาสักเท่าไร
แต่คนที่ส่งข้อมูลมาบอกเธอคือเจียงฉังหนิง ฉะนั้นเธอย่อมต้องให้เกียรติบ้าง
พอถึงก็ได้ยินเสียงเย็นเฉียบดังขึ้นด้านหลังเธอ
“ทางนี้”
ซือฝูชิงหันหน้าไปมอง
หญิงสาวเอวบางร่างสูงโปร่งสวมเสื้อและกางเกงหนังกำลังยืนอยู่ใต้ต้นหลิว
เธอสุขุมเย็นชาจนแม้แต่อุณหภูมิอบอุ่นรอบตัวเธอยังพลอยลดลงตามไปด้วย
ภายในวงสตาร์รี เกิร์ลกรุ๊ป นอกจากหัวหน้าวงอย่างเมิ่งเสวี่ยแล้ว คนที่บุคลิกสง่าที่สุดก็คือเจียงฉังหนิงนี่แหละ
ทว่างานไม่ได้เยอะเหมือนเมิ่งเสวี่ย เจียงฉังหนิงแทบไม่สนใจอะไรนอกจากการแสดงบนเวที
เธอไม่รับเป็นพรีเซนเตอร์และถ่ายหนังละครใดๆ ทั้งสิ้น
ทว่าแค่นี้เจียงฉังหนิงกลับมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการบันเทิงไม่น้อย
ถึงแม้แฟนคลับของเธอจะเยอะสู้เมิ่งเสวี่ยไม่ได้ แต่กลับจงรักภักดีต่อเธอไม่หนีหายไปไหน
ซือฝูชิงยื่นมือไปบีบแก้มเธอด้วยท่าทีเกียจคร้าน “หนิงหนิง เธอมาได้ไง”
“อะนี่” เจียงฉังหนิงล้วงหยิบกล่องหนึ่งมาจากในกระเป๋า “เดี๋ยวถ้าเวียนหัวแล้วค่อยกินสักสองสามชิ้น ความดันต่ำดีขึ้นหรือยัง”
ในกล่องมีคุกกี้ลูกเกด ด้านข้างมีช็อกโกแลตและลูกอมรสมิ้นต์อีกด้วย
“ว้าว หนิงหนิง เธอนี่เพียบพร้อมมากจริงๆ” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “วันหลังใครได้แต่งงานกับเธอคงมีบุญแย่”
ร่างนี้สุขภาพไม่ค่อยดี
มีโรคเล็กใหญ่โผล่มาไม่ขาดสาย รวมถึงโรคความดันต่ำด้วย
นี่เป็นโรคที่ตามมาหลังจากโชคชะตาเล่นตลกกับเธอ
เมื่อก่อนตอนที่พวกเขาฝึกซ้อมอยู่ต่างประเทศ หลังจากเจียงฉังหนิงสังเกตเห็นว่าเธอมีโรคประจำตัวก็คอยช่วยทำของหวานให้เธอกิน
“ทำไมเหรอ” เจียงฉังหนิงเห็นว่าซือฝูชิงนิ่งเงียบไป เพราะเธอกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด
ซือฝูชิงหยิบคุกกี้ลูกเกดขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ก็แค่คิดถึงเพื่อนสมัยก่อน”
เจียงฉังหนิงเหลือบมองเธอ “เธอมีเพื่อนคนอื่นอีกเหรอ”
“ใช่สิ” ซือฝูชิงตอบด้วยท่าทีสบายๆ “ตรงหน้าก็มีอยู่คนหนึ่งไม่ใช่เหรอ”
เจียงฉังหนิงแค่นเสียงเบาแต่ไม่ได้พูดอะไร
พอเห็นหญิงสาวกินด้วยท่าทีจริงจังก็เอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วเพื่อนของเธอล่ะ”
ซือฝูชิงชะงักไป น้ำเสียงผ่อนคลายลงมาก “คง…กลายเป็นพระพุทธเจ้าไปกันหมดแล้วมั้ง”
เจียงฉังหนิงผงะไป “ขอโทษนะ”
“มีอะไรให้ขอโทษกัน” ซือฝูชิงกัดคุกกี้เข้าปาก “ชีวิตย่อมมีวันตาย มันเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว”
ทว่านิ้วที่กำกล่องอยู่กลับบีบแน่นขึ้น
หางตาพลันแดงขึ้นเล็กน้อย
“คนเยอะ รีบเข้าไปเถอะ” เจียงฉังหนิงดันตัวเธอ “ฉันจะรอเธออยู่ข้างนอก”
ซือฝูชิงเก็บกล่องเข้าไปในกระเป๋าแล้วสวมแว่นตาดำ “แค่ทำให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น คงใช้เวลาไม่นานหรอก”
**
หน้ากล้องแคสติ้งด้านใน
ทีมงานหน้ากล้องเรียกคนเข้ามาให้ผู้กำกับภาพและรองผู้กำกับทำการสัมภาษณ์
ขณะที่ใกล้จะสัมภาษณ์นักแสดงคนต่อไปก็มีร่างเงาสูงชะลูดหนึ่งเดินเข้ามา
หนุ่มวัยใสคนหนึ่ง ซึ่งดูท่าทางอายุไม่เกินสามสิบปีแน่นอน
ผู้กำกับภาพพลันตกตะลึง
เขาลุกขึ้นยืนทันทีพร้อมร้องถามเสียงหลง “ผู้กำกับชวี มาได้ยังไงครับ”
“แค่แวะมาดู” ชวีหลิงอวิ๋นพยักหน้า “พวกนายแคสต่อเถอะ ผมจะนั่งดูข้อมูลนักแสดงของรอบนี้”
จากนั้นผู้กำกับภาพก็รีบยื่นใบสมัครของคนที่เหลือส่งไปให้
พลางคอยสอดส่องท่าทีของชวีหลิงอวิ๋นไปด้วย
พอเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีอะไร ผู้กำกับภาพถึงผ่อนลมหายใจออกมา
แต่เขาผ่อนลมหายใจเร็วเกินไป
เพราะวินาทีต่อมาชวีหลิงอวิ๋นก็เอาใบสมัครชุดหนึ่งตบโต๊ะอย่างแรง
ผู้กำกับภาพสะดุ้งเฮือก “ผู้กำกับชวี?”
“ตอนนี้ไม่ว่าใครก็มาเทสหน้ากล้องได้แล้วเหรอ” ชวีหลิงอวิ๋นชี้ไปที่รูปแต่งหน้าแนวพังก์บนใบสมัคร ทั้งโมโหทั้งขำ “แม้แต่รูปในใบสมัครยังฉาบหน้าแน่นขนาดนี้ นักแสดงคนไหนกัน”
“ตอนนี้ไปบอกให้เขาล้างเครื่องสำอาง ต่อให้ไม่ล้างก็ต้องล้าง ถ้าล้างเสร็จแล้วก็ให้เข้ามา ฉันจะสัมภาษณ์เอง”
ผู้กำกับภาพชะงักไป หลังจากมองแวบหนึ่งก็ไม่กล้าคัดค้านอะไรแล้วรีบส่งทีมงานออกไปทันที
เวลานี้ซือฝูชิงกำลังนั่งตากแดดอยู่ด้านนอกด้วยท่าทีเกียจคร้าน
กระทั่งได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น จากนั้นก็มีสายตาจับจ้องมาทางเธอ
แถมยังมีคนตะโกนขึ้นว่า “เธออยู่ตรงนี้!”
ซือฝูชิงหรี่ตาลงพลันเงยหน้าขึ้น
จากนั้นก็เห็นทีมงานพาพนักงานอีกสองคนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
ทีมงานยื่นอุปกรณ์ล้างเครื่องสำอางที่เตรียมไว้แล้วส่งให้ ก่อนจะฉีกยิ้มด้วยท่าทีเกรงใจและห่างเหิน “ทางนี้มีน้ำอุ่น รบกวนคุณซือล้างเครื่องสำอางออกด้วย”