เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 42 คนคุ้นเคยจากเก๋อหลินเอิน
ฝ่ายทีมงานเองก็ปวดเศียรเวียนเกล้าไม่แพ้กัน
ความจริงซีเจียงเยวี่ยเป็นแบรนด์ใหม่ที่ ‘หลาน’ ต้องการโปรโมท
หลาน เป็นแบรนด์กระเป๋าเสื้อผ้าที่โด่งดังไปทั่วโลก อีกทั้งมีดีไซน์เนอร์ชื่อดังในมือไม่น้อย
เป็นบริษัทหนึ่งเดียวในต้าซย่าที่สามารถทัดเทียมกับแบรนด์หรูหลายแบรนด์ของฝั่งตะวันตกได้
แต่เพราะซีเจียงเยวี่ยเน้นสไตล์โบราณซึ่งถูกใจเฉพาะลูกค้าบางกลุ่ม อีกทั้งเพิ่งก่อตั้งแบรนด์ได้ไม่นาน ดังนั้นประธานหลานจึงไม่ให้ความสำคัญแล้วโยนงานให้คนเบื้องล่างเป็นคนจัดการแทน
แต่ใครจะรู้ว่าชวีหลิงอวิ๋นจะโผล่มาเองแบบนี้
และใครจะรู้ว่าจู่ๆ ซือฝูชิงจะตกเป็นเป้าหมายของเขาพอดิบพอดี
ทีมงานส่ายศีรษะด้วยท่าทีเห็นอกเห็นใจ
ชวีหลิงอวิ๋นไม่ได้เป็นเพียงผู้กำกับ แต่เป็นดีไซน์เนอร์ด้วย
เขามีชื่อเสียงมาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุเพียงแค่ยี่สิบปีก็ได้รับรางวัลเก๋อหลินเอินจากหนังเรื่องแรกแล้ว
เขาเข้มงวดกับหน้าตาของนักแสดงมาก
อาจไม่จำเป็นต้องสวยแต่ต้องดูสะอาดตา ยิ่งตอนสัมภาษณ์ห้ามแต่งหน้าโดยเด็ดขาด
นักแสดงในวงการต่างรู้นิสัยของเขาดี
ครั้งหนึ่งมีดาราสาวจงใจแต่งหน้าอ่อนๆ ธรรมชาติมา แต่ถูกชวีหลิงอวิ๋นจับได้เลยโดนสาดคำด่าใส่ไม่ยั้ง
ความโด่งดังของชวีหลิงอวิ๋นสูงเฉียดฟ้า มีดารามากหน้าหลายตาอยากเกาะเขาหวังว่าจะได้ร่วมแสดงหนังที่เขาเป็นผู้กำกับแล้วโลดแล่นโบยบินอยู่ในวงการบันเทิง
แต่สามปีมานี้เขาเก็บตัวเอาแต่ออกแบบเครื่องประดับกับเสื้อผ้า กระทั่งไม่ได้ถ่ายหนังมานานมากแล้ว
พูดถึงก็น่าเสียดายเหมือนกัน
แน่นอนว่าทีมงานจะแพร่งพรายเรื่องที่ชวีหลิงอวิ๋นมาเองให้ใครรู้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นคงเกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตตามมาแน่ๆ
ซือฝูชิงหรี่ตามองทีมงานสองวินาทีก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยท่าทีเนิบนาบ จากนั้นก็ส่งข้อความไปหาเจียงฉังหนิงที่กำลังรออยู่ด้านนอก
[ฉันกลับเลยได้ไหม ยังไงฉันก็ไม่โดนเลือกอยู่แล้ว ถ้ามาเสียเที่ยวแบบนี้สู้รีบกลับไปยังจะดีกว่า แถมยังได้กินหม้อไฟด้วยกันสักมื้อด้วย]
เจียงฉังหนิง : [ไม่ได้ อย่างมากก็แค่ทำเค้กข้าวโอ๊ตมัจฉะให้เธอสักกล่อง]
เวลานี้ซือฝูชิงถึงตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดทันที
[ตกลง]
มีของอร่อยๆ กินแล้ว
มีความสุขจังเลย
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ซือฝูชิงก็วางมือถือแล้วเงยหน้าขึ้น “มีห้องส่วนตัวหรือห้องแต่งหน้าไหม”
เพราะพวกทีมงานอารมณ์ไม่ดีจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันใส่ “บอกแล้วว่าตรงนี้มีน้ำอุ่น ล้างเครื่องสำอางออกเลยไม่ได้หรือไง”
“หน้าตาน่าเกลียด” ซือฝูชิงเอ่ยเสียงเอื่อยด้วยท่าทีเรียบนิ่ง “กลัวว่าล้างออกแล้วจะทำให้ตกใจ”
ทีมงาน “…”
พนักงาน “…”
หลังจากติดต่อทางนั้นแล้ว ทีมงานถึงพาซือฝูชิงไปห้องแต่งหน้าเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง
คนอื่นๆ ที่มารอแคสติ้งเป็นฝ่ายหลีกทางให้เอง ทว่าพวกเขายังคงมองตามอย่างไม่ละสายตา
แชะ! เสียงกดชัตเตอร์มือถือดังขึ้น
เบามากจนไม่มีใครทันสังเกตเห็น
ทว่าซือฝูชิงชะงักฝีเท้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์แล้วเดินก้าวไปข้างหน้าต่อไป
เสียงดังเซ็งแซ่ค่อยๆ สงบลง แต่นักแสดงที่มาแคสติ้งคนอื่นๆ ยังคงเหลือบมองไปทางที่ซือฝูชิงเดินจากไปอยู่เรื่อยๆ
ในมุมหนึ่งทางฝั่งซ้าย หญิงสาวที่สวมแว่นกันแดดคนหนึ่งกำลังยืนเอียงข้างพร้อมมือถือในมือ
หลังจากเสียงดังขึ้นสามที ฝั่งนั้นก็รับสาย
“ชิงเหยียน เธอรู้ไหมว่าฉันเจอซือฝูชิงที่สตูดิโอแคสติ้งด้วย!” หญิงสาวกดเสียงลงด้วยท่าทีตื่นเต้น “เมื่อกี้ทีมงานออกมาสั่งให้ซือฝูชิงล้างเครื่องสำอางออก ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ครั้งนี้ยัยนั่นคงไม่รอดแล้วละ น่าขำชะมัด”
หลังจากซือฝูชิงเข้าวงการบันเทิงมาก็ไม่เคยเผยหน้าสดต่อหน้าสาธารณชนเลย
มีปาปารัสซี่ไม่น้อยคอยตามติดเธอ แต่ก็ยังคงเก็บภาพตอนหน้าสดของเธอไม่ได้สักครั้ง
ส่วนซือฝูชิงเหมือนจะพออกพอใจในการแต่งหน้าของตัวเองมาก
ตอนนั้นเคยไปออกรายการหนึ่งแล้วมีพิธีกรถามคำถามนี้กับเธอ ทว่าเธอตอบแค่ว่าแต่งหน้าแบบนี้จะมีคนชอบมากกว่า
ทุกคนต่างก็ไม่เข้าใจเลยสักนิด กระทั่งคิดว่าซือฝูชิงคงบ้าไปแล้ว
“บังคับให้ล้างเครื่องสำอาง?” หลินชิงเหยียนตกใจเล็กน้อย “เธอไปถ่ายโฆษณาตัวไหน ทำไมถึงต้องบังคับให้ล้างเครื่องสำอางออกด้วย”
“แค่โฆษณาเล็กๆ แต่บริษัทดึงดันให้ฉันมา” หญิงสาวไม่ค่อยพอใจนัก “ผู้กำกับภาพตั้งมาตรฐานสูงไม่เบา จนถึงป่านนี้ยังไม่มีใครผ่านแคสติ้งของรอบแรกเลย
ฉันก็มาแคสไปงั้นๆ พวกเขาจะเอาฉันไหมฉันยังคิดหนักเลย”
“เปลือยหน้าสดเหรอ” หลินชิงเหยียนเม้มปากอมยิ้ม แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันว่าน่าจะมีคนสนใจไม่น้อย”
“นั่นสิ” หญิงสาวคลี่ยิ้ม “คนที่ให้ความสนใจมีมากเกินไป ฉันก็ไม่เคยเจอยัยนั่นเหมือนกัน แค่เคยได้ยินเธอพูดถึงเท่านั้น ฉันอยากรู้นักว่ายัยนั่นจะหน้าตาน่าเกียจแค่ไหน”
หลินชิงเหยียนฉีกยิ้มกว้าง “งั้นคงต้องรบกวนเธอแล้ว รั่วถง”
“ไม่มีปัญหา ชิงเหยียนเธอรอได้เลย” สวีรั่วถงรับปากด้วยท่าทีสะใจ “ฉันรับประกันว่าจะถ่ายหน้าตาที่แท้จริงของยัยนั่นมาให้ได้ ถึงเวลานั้นค่อยส่งให้เธอดู”
**
ภายในห้องแต่งหน้า
หลังจากทีมงานพาซือฝูชิงเข้ามาแล้วก็รีบเดินจากไป เหลือเพียงผู้ช่วยไว้คนหนึ่งเท่านั้น
ผู้ช่วยนำอุปกรณ์ล้างเครื่องสำอางออกมาจัดวางเรียงราย พร้อมน้ำอุ่นสองอ่าง “คุณซือ”
“โอเค ขอบคุณนะแต่ฉันขอถามหน่อยว่า…” ซือฝูชิงขบคิด “ทำไมจู่ๆ พวกเธอถึงต้องเรียกให้ฉันมาล้างเครื่องสำอางออกเหรอ”
ซีเจียงเยวี่ยจะเป็นแบรนด์ที่เจาะเฉพาะลูกค้ากลุ่มน้อย อีกทั้งไม่ได้โด่งดังในตลาดเสื้อผ้าด้วย
โฆษณานี้เป็นการโปรโมทครั้งแรกของซีเจียงเยวี่ย
แต่นักแสดงในวงการบันเทิงมีมากมาย ดาราที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงแห่กันมานับไม่ถ้วน มีคนไม่น้อยแวะเวียนกันมาลองแคสติ้ง
แต่ทำไมพอถึงตาเธอกลับดูแปลกเป็นพิเศษ
ผู้ช่วยลังเลใจครู่หนึ่ง “คืองี้คุณซือ มีคนเบื้องบนเห็นรูปในใบสมัครของคุณเลยเจาะจงมาที่คุณ”
“งั้นเขาตัดฉันออกไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “ที่นี่มีคนตั้งเยอะแยะ ฉันจำได้ว่าเมื่อกี้พวกเธอเพิ่งสัมภาษณ์นางแบบไปคนหนึ่ง คงไม่จำเป็นต้องมาแคสฉันหรอกมั้ง”
“เอ่อ…” ผู้ช่วยเองก็ลำบากใจ “เพราะคนที่มาคือผู้กำกับชวีหลิงอวิ๋น”
ซือฝูชิงชะงัก “ใครนะ”
“ชวีหลิงอวิ๋น” ผู้ช่วยกระซิบเสียงเบา “คนที่ตั้งเงื่อนไขว่าต้องหน้าสดเท่านั้น”
ซือฝูชิงเผยสีหน้าราบเรียบ
ทว่าอารมณ์กลับซับซ้อน
เธอไม่อยากเข้าไปแล้ว
เมื่อก่อนเธอรู้จักคนในเก๋อหลินเอินไม่น้อย
แต่ถ้าบอกว่าในบรรดาคนรู้จักที่เธอนึกเสียใจไม่อยากรู้จักเลย ชวีหลิงอวิ๋นกลับเป็นหนึ่งในนั้น
ชวีหลิงอวิ๋นเป็นคนบ้างานจึงไม่ค่อยลงรอยกับคนสบายๆ อย่างเธอเท่าไร
เธอเคยถูกบีบให้ตื่นตีสองแล้วถูกเขาลากมาสอนหลายครั้ง
ทุกครั้งที่นึกถึงแสงมืดสลัวทีไร เธอคิดว่าต่อให้ได้กินหม้อไฟเป็นสิบมื้อก็ไม่อาจเยียวยาได้
ซือฝูชิงล้างเครื่องสำอางพลางครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อย
ชวีหลิงอวิ๋นต้องประจำการอยู่ที่เก๋อหลินเอินถึงจะถูก สุดท้ายมาเยือนเมืองหลินก็ยังไม่เว้นว่างจากการทำงาน
สมแล้วที่เป็นราชาของวงการบันเทิง
แต่ตอนนี้เขาไม่รู้จักเธอ
ช่างดีจริงๆ
หลังจากซือฝูชิงเช็ดใบหน้าด้วยน้ำยาล้างเครื่องสำอางแล้วล้างตามด้วยน้ำอุ่นจนสะอาดเกลี้ยงเกลาก็คว้าผ้าขนหนูจากมือของผู้ช่วยมาเช็ดหน้า
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น
ใบหน้าไร้เครื่องสำอางพลันปรากฏให้เห็น
ผิวพรรณขาวเนียนเปล่งปลั่ง ผมยาวนิ่มสลวย
ดวงตาจิ้งจอกเรียวยาวสุกใส เย้ายวนน่าดึงดูดทุกองศา
สวยงามเปล่งประกายราวกับหยกสีมรกต
ดั่งหยาดน้ำค้างที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า งดงามทุกตารางนิ้ว
การถูกจู่โจมด้วยใบหน้าสดในระยะประชิดเช่นนี้ไม่มีใครสามารถต้านทานเธอได้เลย
ผู้ช่วยยืนตกตะลึงแน่นิ่ง เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “ซือ คุณซือ…”
ตึกตักๆ
ภายในห้องอันเงียบสงบมีเพียงเสียงเต้นของหัวใจ
ที่ค่อยๆ ดังกระหน่ำขึ้นเรื่อยๆ
“ชู่ว…” ซือฝูชิงใช้นิ้วแตะริมฝีปากของผู้ช่วยแผ่วเบา หัวเราะเสียงทุ้มต่ำ “เก็บไว้เป็นความลับก่อนได้ไหม”
ผู้ช่วยกุมหัวใจที่เต้นระรัวแล้วพยักหน้าด้วยท่าทีมึนงง ตอนนี้สมองพร่าเบลอไปหมดแล้ว
“เด็กดี” ซือฝูชิงหยิกพวงแก้มของเธอแล้วใส่หน้ากากพลันยิ้มร่า “ไปละ”
**
ห้องแคสติ้ง
ทีมงานเคาะประตู “ผู้กำกับชวี มาแล้วครับ”
พอชวีหลิงอวิ๋นมาถึง ผู้กำกับภาพก็ต้องสละที่ตรงกลางให้เขาไปโดยปริยาย
เขาเองก็แปลกใจเช่นกันว่าซือฝูชิงจะหน้าตาน่าเกลียดขนาดไหน ถึงขั้นเปลือยหน้าสดให้คนอื่นเห็นไม่ได้
“ได้ เข้ามาเลย” ชวีหลิงอวิ๋นดูเวลา “มีเวลาไม่มากแล้ว ฉันสัมภาษณ์เสร็จก็จะกลับเลย”