เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 43 คุณเหมือนคนที่ผมรู้จัก
ทีมงานพยักหน้าแล้วเดินออกไป
ไม่นานเขาก็พาคนเข้ามาก่อนจะเดินออกไปอีกครั้ง
ซือฝูชิงเหลือบมองชวีหลิงอวิ๋นที่ยังอยู่ในห้องทำงานแวบหนึ่ง
เป็นเขาจริงๆ ด้วย
สถานที่ที่มนุษย์อย่างเราจะบังเอิญเจอกันได้มีมากมายเหลือเกิน
“คุณซือ ตรงนี้ไม่มีใครแล้ว ถอดหน้ากากออกเถอะ” ผู้กำกับภาพกระแอมไอ “แนะนำก่อนแล้วกัน นี่คือผู้กำกับชวีหลิงอวิ๋น อีกเดี๋ยวถ้าคุณซือออกไปรบกวนช่วยเก็บเป็นความลับด้วย”
ซือฝูชิงถอดหน้ากากออกแล้วตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก “ได้”
“โอเค งั้นก็เริ่มกันเถอะ” ชวีหลิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้น “พวกเรา…”
จากนั้นเสียงก็หยุดชะงักไป
“…”
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบสงบไปชั่วขณะ
เคร้ง มือของผู้กำกับภาพคลายออกก่อนที่แก้วเก็บความร้อนในมือจะตกลงพื้น
แก้วตกกระแทกเท้าของเขาอย่างแรง แต่เขากลับลืมเปล่งเสียงร้องโอดครวญซะสนิท
เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยท่าทีตกตะลึง ทันใดนั้นสมองราวกับล่องลอยไร้สติ
เวลานี้ในหัวของผู้กำกับภาพผุดแต่คำพูดที่ชาวเน็ตด่าทอว่าซือฝูชิงหน้าตาน่าเกลียด กระทั่งสามารถขย้อนอาหารที่กินไปวันก่อนได้เลย
เหลวไหล!
คำพูดซี้ซั้วทั้งนั้น!
นี่มันเบ้าหน้าที่เทพเจ้าสรรสร้างชัดๆ!
จู่ๆ ชวีหลิงอวิ๋นก็ลุกขึ้นแล้วเดินตรงมาทางซือฝูชิง
เขายื่นมือออกไปหมายจะลูบหน้าของเธอว่าไร้เครื่องสำอางจริงๆ หรือเปล่า
ซือฝูชิงใช้แขนทั้งสองข้างกอดอกพลางจ้องเขา “คุณคิดจะทำอะไร นี่หน้าสดจริงๆ”
ผู้กำกับภาพสีหน้าเปลี่ยน ขณะที่กำลังจะพุ่งเข้าไปห้าม
ทันใดนั้นชวีหลิงอวิ๋นก็ชะงักไปพร้อมมือที่ค้างอยู่กลางอากาศ ยิ้มเจื่อน “ขอโทษที มันเป็นความเคยชินน่ะ”
เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ทำไมดาราปลายแถวคนหนึ่งถึงทำให้เขาตกตะลึงจนทำตัวไม่ถูกขนาดนี้ได้
ชวีหลิงอวิ๋นกลับลงไปนั่งที่เดิม จากนั้นก็กวาดตามองหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างละเอียด
ในฐานะที่เป็นดีไซน์เนอร์และผู้กำกับ ชวีหลิงอวิ๋นย่อมตั้งคำนิยามของคำว่า ‘สวย’ ไว้สูงมาก
เขาต้องการความสดใสเป็นธรรมชาติ
เกรงว่าต่อให้นักแสดงจะทำมาเพียงนิดเดียวก็ไม่อยู่ในสายตาของเขาแล้ว
เขามีนิสัยประหลาด แต่ดารามากหน้าหลายตายังคงยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อเข้ามาอยู่ในวงโคจรของเขา
ในเมื่อมีนักแสดงต้าซย่าที่เข้ามาอยู่ในเก๋อหลินเอินจริงๆ น้อยมาก ตลอดหลายปีมานี้มีแค่ผู้กำกับมากความสามารถอย่างชวีหลินอวิ๋นคนเดียวเท่านั้น
มีใครไม่อยากได้รางวัลของเก๋อหลินเอินบ้าง
“ดีมาก งั้นก็คุณเลย” ชวีหลิงอวิ๋นตัดสินใจในเวลาอันรวดเร็ว “เซ็นสัญญาเลยเถอะ”
ซือฝูชิง “…”
เธอพยายามข่มอารมณ์ของตัวเองไว้ด้วยรอยยิ้มขณะพูด “ฉันมีดีแค่ใบหน้า การแสดงไม่ได้เรื่อง ผู้กำกับชวีเป็นคนทำอะไรลวกๆ แบบนี้เหรอ”
ชวีหลิงอวิ๋นแค่นเสียงเบาใส่ “แต่คนด้านนอกหน้าตาดูไม่ได้สักคน”
ซือฝูชิง “…”
เหตุผลใช้ได้ ทำเอาเธอจนใจจะตอบโต้กลับ
“ฉันมีแอนตี้แฟนเต็มวงการบันเทิง” ซือฝูชิงปฏิเสธอีกครั้ง “ถ้าแบรนด์ของพวกคุณเลือกฉัน นอกจากจะตีตลาดไม่ได้แล้วยังจะพลอยโดนพวกแอนตี้แฟนโจมตีไปด้วย”
“วงการบันเทิงเหรอ?” พอได้ยินประโยคนี้ ชวีหลิงอวิ๋นก็ยิ้มเยาะอย่างไม่สบอารมณ์ “เมื่อก่อนมันควรเรียกว่าวงการศิลปิน และผมต้องการนักแสดงที่แท้จริง ไม่ใช่ดาราทั่วไป
แบรนด์ลูกของหลานคงไม่ถึงขั้นต้องอาศัยดารามาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อเพิ่มยอดขายหรอกมั้ง”
นี่ก็คือพลังและอำนาจของหลาน
แบรนด์เสื้อผ้ามีระดับอย่างหลาน เกรงว่าแม้แต่ดาราชั้นแนวหน้ายังต้องอ้อนวอน แต่ไม่ใช่ถูกหลานเชิญมาแบบนี้
“คุณออกไปก่อน” ชวีหลิงอวิ๋นโบกมือไปทางผู้กำกับภาพ “เดี๋ยวไปบอกคนข้างนอกว่าไม่ต้องสัมภาษณ์แล้ว บอกให้พวกเขากลับไปได้เลย”
ตอนที่ผู้กำกับภาพเดินออกไปยังดูมึนงงอยู่บ้าง
ภายในห้องเหลือเพียงเขาและเธอสองคน
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
“คุณเหมือนคนๆ หนึ่งที่ผมรู้จัก” ชวีหลิงอวิ๋นจับจ้องเธออยู่นาน ในที่สุดก็อดเปิดปากพูดขึ้นมาไม่ได้ “เหมือนมากจริงๆ”
“หืม” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “ยังมีคนที่สวยและน่ารักเหมือนฉันอีกเหรอ”
“แค่กๆ” ชวีหลิงอวิ๋นสำลัก “ไม่…ไม่ใช่ พูดแบบนั้นไม่ได้ เพราะหน้าตาแตกต่างกันลิบลับ”
หน้าตาไม่เหมือนกัน
อายุยิ่งแตกต่างกันเข้าไปใหญ่
มีเพียงเรื่องเดียวที่เหมือนกันก็คือครั้งแรกที่เขาเจอเธอ ยัยนั่นเป็นเพียงเด็กอายุสิบแปดปีวัยใสร่าเริง
อีกทั้งชวนให้เขารู้สึกว่าเหมือนดั่งความงามที่แฝงความดุดันไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ
รวมถึงสายตาแบบนี้ด้วย
ซือฝูชิงเอ่ยสีหน้าราบเรียบ “แล้วพวกเขาอยู่ไหนล่ะ”
ชวีหลิงอวิ๋นขรึมลงไปชั่วขณะ ผ่านไปสักพักถึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “คงไม่อยู่แล้วมั้ง ไม่งั้นทำไมตลอดสี่ปีมานี้ถึงไม่โผล่มาเลย แถมไม่มีข่าวคราวอะไรเลยด้วย”
ซือฝูชิงทอประกายความฉงนผ่านดวงตา
เธอเข้าไปอยู่ในเก๋อหลินเอินตอนอายุสิบแปดปี
ตอนนั้นอาจารย์มีภารกิจบังคับให้ลูกศิษย์แต่ละคนเข้าไปหาประสบการณ์สักแห่ง อีกทั้งที่แห่งนั้นต้องอยู่ในจุดสูงสุดของสายงานนั้นๆ ด้วย
ในระยะเวลานั้นต้องปกปิดสถานะตัวตน กระทั่งระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ร่วมงานกันยังบอกความจริงไม่ได้
ดังนั้นช่วงเวลาที่เธออยู่ในเก๋อหลินเอินจึงต้องปลอมตัว
ตอนอายุยี่สิบสองปีเธอได้รับจดหมายเรียกตัวกลับเลยออกมาจากเก๋อหลินเอิน
ตอนอายุยี่สิบสี่ปี การทดลองของเธอเกิดข้อผิดพลาดจนระเบิดร่างตัวเองตาย พอฟื้นขึ้นมาอีกทีเวลาก็ล่วงเลยมาสามปีให้หลังแล้ว
เธอจากเก๋อหลินเอินมาได้ห้าปีแล้ว
“เธอคนนั้นเป็นทั้งยอดอัจฉริยะ ฝีมือการแสดงก็เป็นเลิศ แถมมีความสามารถในการออกแบบด้วย” ชวีหลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นต่อ “คุณคงรู้จักหลาน นั่นคือชื่อเรียกของเขา”
ซือฝูชิงใช้สองมือล้วงกระเป๋า ทว่าสีหน้ายังคงราบเรียบเหมือนเดิม
สิ่งที่สามารถต้านทานคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้ามาได้ สิ่งที่สามารถประคองตึกสูงใหญ่ที่ใกล้ถล่มลงมาได้
หลาน หว่านหลาน
นี่เป็นชื่อของพี่สาวของเธอเอง
“ผมไม่เจอใครที่เหมาะสมจะแสดงได้เท่าเธอคนนั้นอีกแล้ว” ชวีหลิงอวิ๋นถอนหายใจ “เดิมทีผมใช้เวลาหนึ่งปีแต่งบทละครหนึ่งขึ้นมา แต่น่าเสียดายไม่มีใครถ่ายได้”
เขายอมไม่ถ่ายหนังแล้วปล่อยบทละครทิ้งไปดีกว่าหาคนอื่นมาถ่ายทำแทน
ซือฝูชิงสีหน้าผงะเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ “บางทีก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
ชวีหลิงอวิ๋นส่ายศีรษะแต่ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้อีก เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ถึงแม้จะตัดสินใจเอาคุณมาเป็นพรีเซนเตอร์ แต่สำนักงานใหญ่หลานตัดสินใจจะดึงซีเจียงเยวี่ยเข้ามาเป็นแบรนด์หลักที่ตีตลาดดึงดูดความสนใจของลูกค้าในปีนี้
นอกจากโฆษณาตัวนี้แล้ว ต่อไปยังต้องถ่ายหนังสั้นอีกบางส่วน พวกเราแอดวีแชทกันดีกว่า ต่อไปจะได้สะดวกในการทำงาน”
ขณะที่พูดเขาก็เปิดคิวอาร์โค้ดขึ้นมา
ซือฝูชิง “…”
เธอกัดฝันอมยิ้ม “ฉันว่าคงไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั้ง”
“จำเป็น และจำเป็นมากๆ” ชวีหลิงอวิ๋นเข้าสู่โหมดคนบ้างานเป็นที่เรียบร้อย “เชื่อผม ผมต้องทำให้คุณกลายเป็นนางแบบชั้นแนวหน้าให้ได้”
“คุณสนใจเรื่องการแสดงไหม พวกเราร่วมงานกันได้นะ”
ซือฝูชิง “…”
ผิดแผนแฮะ
เธอมีประโยคด่าคนผุดขึ้นมา แต่ไม่รู้ว่าควรพูดออกไปดีไหม
สมแล้วที่เป็นนาย ราชาแห่งวงการ
“ฉันไม่เอาด้วยหรอก” ซือฝูชิงยังคงปฏิเสธต่อไป “อย่างมากฉันแค่ถ่ายโฆษณาตัวเดียว ส่วนเรื่องเป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ก็ช่างมันเถอะ”
“งั้นคุณลองไปพิจารณาดู” ชวีหลิงอวิ๋นเองก็ไม่ได้บีบบังคับ พยักหน้ากล่าว “เดิมทีถ่ายงานนี้จะได้ค่าตัวแค่สองแสน แต่ตอนนี้ผมตัดสินใจว่าจะเพิ่มให้เป็นสองล้าน
ถ้าเป็นพรีเซนเตอร์ด้วย ถ้าเป็นคุณละก็ ค่าตัวพรีเซนเตอร์จะตกอยู่ที่ห้าสิบล้าน”
ฉับพลันซือฝูชิงก็ยืดตัวตรงแล้วเก็บกิริยาที่ดูเกียจคร้านเมื่อครู่ จับจ้องเขาแล้วเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “ตกลงค่ะ”
ชวีหลิงอวิ๋นที่วางแผนว่ากลับไปจะพยายามใช้วีแชทพูดจาหว่านล้อมโดยไม่คิดอาย “…???”
เขามองซือฝูชิงด้วยท่าทีฉงน ชั่วขณะนั้นสมองยังไร้ซึ่งการตอบสนองใด
หลังจากผ่านไปสิบกว่าวินาที ชวีหลิงอวิ๋นถึงนึกได้ว่าเมื่อครู่เขาเสนอราคาไปเท่าไร
เงินจำนวน
ห้าสิบล้าน
นี่ตนไม่น่าดึงดูดใจเท่าเงินอย่างนั้นเหรอ
ชวีหลิงอวิ๋นอารมณ์พลันซับซ้อน
ถึงแม้ในที่สุดจะมีคนที่ไม่ได้คลั่งไคล้เขาโผล่มาสักที ทว่าเขากลับรู้สึกตงิดใจแปลกๆ อยู่บ้าง
“งั้นพวกเราค่อยไปคุยกันที่ห้องทำงานส่วนตัวของผมต่อก็แล้วกัน” ชวีหลิงอวิ๋นมองเวลา “ตอนนี้ผมต้องไปแล้ว ส่วนเรื่องวันเวลาค่อยบอกในที่วีแชทอีกที”
ซือฝูชิงแสดงท่าทีดีขึ้นมาก “ได้ค่ะ”
ก่อนที่ชวีหลิงอวิ๋นจะผลักเปิดประตูออกไปก็เอ่ยถามอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ “ทำไมคุณต้องแต่งหน้าเข้มขนาดนั้นด้วย”
“อ้อ” ซือฝูชิงสวมหน้ากากอนามัยอย่างช้าๆ “หน้าตาดีเกินไป กลัวว่าคนอย่างพวกคุณจะตกหลุมรักเอาได้”
ชวีหลิงอวิ๋น “…”
ถึงแม้หน้าตาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่านิสัยหลงตัวเองมากเป็นพิเศษแบบนี้นั้นเหมือนกันเปี๊ยบ
**
ด้านนอก
รองผู้กำกับกำลังทำการสัมภาษณ์ท่ามกลางกลุ่มทีมงานคนอื่นๆ
“คุณสวี่ หน้าตาของคุณเยี่ยมยอดที่สุดแล้ว” รองผู้กำกับเอ่ยขึ้น “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงเป็นคุณแล้วล่ะ”
สวีรั่วถงแค่นเสียงเบา “ฉันมีงานเยอะแยะ ไม่มีเวลามาเสียเวลากับพวกคุณหรอกนะ เร็วกว่านี้หน่อยได้ไหม”
“ได้ๆ” รองผู้กำกับกล่าว “ผมไปบอกผู้กำกับให้”
เขายังไม่ทันลุก ผู้กำกับภาพก็เดินมาแล้ว
ขณะที่รองผู้กำกับกำลังจะพูดเรื่องของสวีรั่วถง ผู้กำกับภาพก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ผู้กำกับชวีได้คนแล้ว คนพวกนี้ไม่ต้องสัมภาษณ์แล้ว”
“เลือกคนได้แล้วเหรอ” รองผู้กำกับแปลกใจ “หรือว่าผู้กำกับชวีส่งคนมาจากเก๋อหลินเอิน”
เดิมทีเรื่องที่ชวีหลิงอวิ๋นมาร่วมโปรเจกต์นี้ด้วยก็เหนือความคาดหมายมากแล้ว
หรือซีเจียงเยวี่ยจะถูกดึงเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของหลาน
พอคิดได้แบบนี้ รองผู้กำกับพลันตื่นเต้นขึ้นมา
“วันนี้รบกวนทุกคนที่ต้องเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว” ผู้กำกับภาพตบมือแล้วหันไปหาผู้สัมภาษณ์คนอื่นๆ “ตอนนี้ได้คนแล้ว ทางกองได้เตรียมกาแฟไว้ให้ ทุกคนหยิบได้ตามสบายเลยนะครับ”
พอได้ยินเช่นนั้น คนที่มาแคสติ้งก็ผงะไป
ทว่าพวกเขาไม่พูดอะไร
มีเพียงสวีรั่วถงที่แผ่ไอเย็นยะเยือกผ่านดวงตา “พวกคุณหมายความว่าไง ให้พวกเราถ่อเดินทางมาแคสติ้งไกลถึงขนาดนี้ แต่ตอนนี้มาบอกว่าให้กลับก็ต้องกลับงั้นเหรอ”
“เมื่อกี้รองผู้กำกับบอกว่าจะเลือกฉัน ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้นไร้ความน่าเชื่อถือแบบนี้จะยังทำแบรนด์เสื้อผ้าขึ้นมาทำไมอีก”
สวีรั่วถงยิ่งพูด สีหน้าก็ยิ่งเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ “วันนี้ฉันไม่กลับ ฉันอยากจะเห็นเหลือเกินว่าคนที่พวกคุณเลือกจะเหมาะสมกว่าฉันมากแค่ไหน”