เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 44 ดูแคลนความสามารถของหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณไม่ได้
แบรนด์ซีเจียงเยวี่ยยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางสักเท่าไร
นอกจากคนที่ทำงานภายในล้วนไม่มีใครรู้ว่าที่จริงแล้วซีเจียงเยวี่ยเป็นแบรนด์ลูกของหลาน
สวีรั่วถงไม่รู้เรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง
เธอมาจากวงการนางแบบและเคยถ่ายละครต้นทุนต่ำมาไม่กี่เรื่อง แต่ไม่เคยก้าวเข้าสู่วงการนักแสดงอย่างเต็มตัวจริงๆ มาก่อน
แต่ใช่ว่าแบรนด์โนเนมจะผิดนัดเธอตามอำเภอใจแบบนี้ได้
นอกจากเรื่องที่ซีเจียงเยวี่ยไม่เป็นที่รู้จักเท่าไร แต่เสื้อผ้าสไตล์โบราณไม่กี่ชุดที่พวกเขาอยากโปรโมทกลับถูกใจเธอไม่น้อย
ตอนนี้ชุดแนวโบราณกำลังเป็นที่นิยม โดยเฉพาะเสื้อผ้าช่วงยุคต้นราชวงศ์ต้าซย่า
ยุครุ่งเรืองของฮ่องเต้อิ้นนั่นเอง
ไม่ว่าใครก็อยากใกล้ชิดเขา เทิดทูนความเป็นวีรบุรุษและกล้าหาญของเขาในปีนั้น
รองผู้กำกับปาดเหงื่อ “คุณสวี่ พวกเราเองก็เพิ่งรู้เรื่องนี้เหมือนกัน คุณ…”
“พวกคุณเองก็เพิ่งรู้เหรอ ทำไมล่ะ หรือคนอื่นเป็นคนเลือก” เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกสวีรั่วถงพูดตัดบทอย่างไม่สบอารมณ์เสียก่อน “ใครเป็นคนเลือก เขามีสิทธิ์อะไรที่ยังไม่ทันเจอฉันก็ไปเลือกคนอื่นแล้ว”
คิดว่าตัวเองเป็นผู้กำกับชวีหลิงอวิ๋น ผู้กำกับมือหนึ่งของรัฐต้าซย่าหรือยังไงกัน
มั่นใจมากขนาดนั้นเชียว
รองผู้กำกับยังไม่ทันเอ่ยอะไรก็มีเสียงไม่พอใจดังแว่วมา
“ใครเอะอะโวยวายเสียงดังกัน”
ชวีหลิงอวิ๋นที่เพิ่งเก็บของเสร็จยังคงอยู่ในสภาพสวมแว่นดำและสวมผ้าพันคอเหมือนก่อนหน้านี้ ปิดบังอำพรางตัวทั้งร่างไม่เห็นแม้แต่ลูกกะตาดำด้วยซ้ำ
เขาไม่ได้อารมณ์ดีเหมือนตอนเจอซือฝูชิงอีกต่อไป โบกมือเอ่ยอย่างหงุดหงิด “จบการแคสติ้งแล้วไม่ใช่เหรอ โวยวายอะไรกัน ไม่มีอะไรทำหรือไง รีบๆ แยกย้ายกันไปได้แล้ว”
พอพูดจบ ชวีหลิงอวิ๋นก็เดินจากไปทันที
เขาต้องรีบไปอีกที่หนึ่ง ฉะนั้นจะมามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่ไม่ได้
ต่อให้สวีรั่วถงมีปากงอกออกมาสองปากก็ไม่อาจรั้งฝีเท้าของเขาไว้ได้
“คุณสวี่จะพูดแบบนี้เลยก็ไม่ถูก” ผู้กำกับภาพเองเริ่มโมโหขึ้นมา พอมีชวีหลิงอวิ๋นคอยหนุนหลัง เขาก็พูดตอกหน้ากลับไป “อย่างแรกพวกเรายังไม่ได้เซ็นสัญญากัน อย่างที่สองนี่เป็นแค่การสัมภาษณ์รอบแรก การแคสติ้งอยู่ที่ความสมัครใจของคุณเอง
ต่อให้คุณผ่านการสัมภาษณ์รอบแรกก็ใช่ว่าจะผ่านรอบสอง ทำไมคุณถึงมั่นใจนักหนาว่าคุณจะถูกเลือกล่ะ”
เพราะหน้าบานกว่าคนอื่นหรือไง
“อีกอย่างใครเป็นคนเลือกและเลือกใครนั้น คุณแหยมเขาไม่ได้หรอก” ผู้กำกับภาพยิ้มเชิงเกรงใจ “เชิญคุณสวี่กลับไปเถอะ พวกเราจะเก็บของแล้ว”
สวีรั่วถงหน้าแดงก่ำอย่างโมโห
ราวกับความอับอายทั้งหมดพุ่งปะทะเข้าใบหน้า โกรธเป็นฟืนเป็นไฟสั่นไปทั่วทั้งร่าง
เธออับอายจนระเบิดความโกรธออกมา “ฉันต่างหากที่ต้องดูแคลนพวกคุณ! ก็แค่แบรนด์เล็กๆ แม้แต่หน้าร้านยังไม่มีแต่ดันกร่างวางท่าใหญ่โต ฉันจะรอดูว่าต่อไปพวกคุณจะตีตลาดยังไง!”
เทียบหลานได้เหรอ?
เชิญเธอเธอยังไม่ไปเลย
สวีรั่วถงหิ้วกระเป๋าแล้วสะบัดหน้าเดินจากไป แผ่นหลังเต็มไปด้วยความอับอาย
ผู้กำกับภาพเองก็ไม่สนใจ เขาหันไปสั่งงานรองผู้กำกับไม่กี่ประโยค จากนั้นก็เดินกลับไปที่ห้องแคสติ้ง
ประจวบกับฝูซือชิงที่สวมหน้ากากกำลังเดินสวนออกมาพอดี
ผู้กำกับภาพเอ่ยถามอย่างนอบน้อม “ถ้าคุณซือมีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมก็ว่ามาได้เลยนะครับ”
ล้อเล่นน่า นี่เป็นคนที่เข้าตาชวีหลิงอวิ๋นเชียวนะ
เด็กปั้นของผู้กำกับชวีในวันหน้า
ถ้าเกิดโชคดีได้รับรางวัลเก๋อหลินเอินขึ้นมาละก็
ซือฝูชิงครุ่นคิด “ฉันกำลังถ่ายทำรายการอยู่ เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากล้างเครื่องสำอาง ขอผู้กำกับช่วยบอกทุกคนว่าอย่าเพิ่งแพร่งพรายบอกให้ใครรู้แล้วกันค่ะ”
“คุณซือวางใจได้” ผู้กำกับภาพเอ่ย “ถ้าคุณมีเรื่องใดลำบากใจ พวกเราก็พร้อมเข้าใจและให้เกียรติเสมอ
ในเมื่อผู้กำกับชวีเลือกที่จะติดต่อกับคุณเป็นการส่วนตัว งั้นทุกอย่างก็เป็นไปตามเขาว่าแล้วกัน ผู้กำกับชวีชื่นชอบคุณซือมากๆ คุณซือสามารถเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ กับเขาได้ทุกเมื่อเลย”
ชวีหลิงอวิ๋นเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว
ทว่าเขากลับตามใจคนที่เขาเลือกแล้ว
ซือฝูชิงลูบคาง “ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องลำบากใจพูดยากซะทีเดียว เมื่อก่อนสมองป่วย แถมป่วยหนักไม่เบาด้วย”
ผู้กำกับภาพ “???”
ทำไมถึงว่าตัวเองแบบนั้นล่ะ
ซือฝูชิงหลุบตาลง
ความจริงเหตุผลแทบฟังไม่ขึ้นและน่าขำสุดๆ
ท่านผู้เฒ่าจั่วบอกว่าอวี้เย่าไม่ชอบหน้าตาของเธอเลยบอกให้เธอแต่งหน้า
แต่ความจริงทำเพื่อโกงโชคชะตาของเธอมากกว่า
หน้าตาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
บรรดาองเมียวจิสามารถดูโหงวเฮ้งจากใบหน้าจนล่วงรู้หายนะและอุปสรรคในวันข้างหน้าของคนๆ หนึ่งได้
ดังนั้นพอใบหน้าถูกปกปิด ความโชคร้ายที่ติดตัวมาก็จะหายตามไปด้วย
ตอนนี้เธอแต่งหน้าแบบนี้ตลอดก็เพราะเธอชอบ เพราะอย่างน้อยก็ลดปัญหาที่ไม่จำเป็นลงได้มาก
เพียงแต่เธอปรับเปลี่ยนการแต่งหน้าบ้างเล็กน้อย เพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบใดต่อโชคชะตาของตัวเอง
ซือฝูชิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงพยักหน้าและหมุนตัวเดินจากไป
เวลานี้เอง ด้านหลังก็มีเสียงเรียกฮึกเหิมดังแว่วมา “คุณซือครับ!”
ซือฝูชิงหันไปมอง
ผู้กำกับภาพกำมือแน่น “ผมกลับไปจะโหวตให้คุณแน่นอน”
ซือฝูชิง “…”
ไม่จำเป็นเลย
รายการหนุ่มสาววัยใสไม่ใช่แค่จัดอันดับของเด็กฝึกเท่านั้น แต่ยังมีช่องทางการโหวตให้ทีมเมนเทอร์ด้วย
หลังจากจบรายการทั้งหมดสิบตอนแล้วก็จะมีการเลือกเมนเทอร์ที่ดีที่สุด
เธอไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงจอมปลอมพวกนี้เลย เธอแค่อยากอยู่เฉยๆ ไม่สุงสิงเกี่ยวข้องเรื่องใดทั้งสิ้น
“ใช่แล้วๆ คุณซือ ขอลายเซ็นให้ผมที” ผู้กำกับภาพพูดต่อ “ผมรับประกันได้ว่าวันหน้าคุณดังแน่นอน ถึงเวลานั้นลายเซ็นของคุณคงมีค่ามากๆ!”
ซือฝูชิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ “ผู้กำกับหัวพ่อค้าใช้ได้เลยนะคะเนี่ย”
เธอขีดเขียนลายเซ็นให้ผู้กำกับภาพไปไม่กี่ใบ จากนั้นถึงเดินออกมาจากห้องแคสติ้ง
เจียงฉังหนิงยังรออยู่ด้านนอก
พอเห็นเธอเดินออกมา เจียงฉังหนิงก็เดินเข้ามาหาพร้อมส่งน้ำผลไม้ให้ขวดหนึ่ง เอ่ยถามประโยคหนึ่งว่า “เป็นไงบ้าง”
ซือฝูชิงถอนหายใจ “ฉันไม่ค่อยโอเคเลย ทั้งปวดหัว ทั้งปวดใจ”
เจียงฉังหนิงมุ่นคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น คนด้านในหาเรื่องเธอเหรอ”
เธอเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลที่ซือฝูชิงเอาแต่ฉาบหน้าด้วยเครื่องสำอางแบบนั้นเหมือนกัน
กระทั่งคนในวงเองก็ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของซือฝูชิงเลยสักคน
มีครั้งหนึ่งเธอลุกออกมานอกหอตอนกลางคืน ตอนนั้นถึงเห็นซือฝูชิงที่หมดสติอยู่ด้านนอก
ซือฝูชิงเอ่ยอย่างปวดใจ “ฉันถูกเลือกน่ะสิ”
เจียงฉังหนิง “…”
มีดของฉันอยู่ไหนนะ
“คนที่ไร้ตัวตนอ่อนแอ น่าสงสาร ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างฉันดันถูกบีบให้ต้องลุกขึ้นมา” ซือฝูชิงเอ่ยอย่างเจ็บปวด “หนิงหนิง เธอต้องทำของอร่อยๆ มาปลอบโยนหัวใจที่แสนเจ็บปวดของฉันนะ”
เจียงฉังหนิงคลี่ยิ้มบาง “…”
ฉันจะอดใจเก็บมีดไว้ไม่ไหวแล้ว
“ถูกเลือกแล้วไม่ดีหรือไง” เจียงฉังหนิงเอ่ยเสียงเรียบ “นอกจากงานแสดงของวง เธอก็ไม่มีงานและออกอีเวนต์ที่ไหนมานานแล้วนะ”
ปกติมักอยู่ในโหมดที่ถูกเทียนเล่อมีเดียแช่แข็งไว้ส่วนใหญ่
นี่แสดงให้เห็นว่าซือฝูชิงไม่มีเส้นสายใดในวงการบันเทิงเลย
ตกอยู่ในช่วงลำบากพอสมควร
เจียงฉังหนิงชะงักไปแล้วเอ่ยถามว่า “เซ็นสัญญาแล้วเหรอ”
“ยังเลย” ซือฝูชิงเอ่ยด้วยท่าทีเกียจคร้าน “ถึงเวลานั้นค่อยพูดคุยกันอีกที”
“ทางบริษัทคงไม่ได้สนใจโฆษณาตัวนี้ ไม่งั้นคงไม่ส่งเธอมาแคสติ้งหรอก” เจียงฉังหนิงมุ่นคิ้ว “ถ้าเซ็นสัญญาจริงๆ ทางบริษัทคงได้…”
ข้อตกลงในสัญญาของซือฝูชิงกับบริษัทเทียนเล่อมีเดียแย่ที่สุด เพราะต้องแบ่งกันหนึ่งต่อเก้า
ซือฝูชิงหนึ่ง ส่วนเทียนเล่อมีเดียเก้า
อีกทั้งตรงกลางยังมีผู้จัดการของพวกเขาที่ยังรอส่วนแบ่งอยู่ด้วย ดังนั้นเงินที่ตกถึงมือซือฝูชิงจริงๆ นั้นน้อยมาก
ในขณะเดียวกันภายในวงสตาร์รี เกิร์ลกรุ๊ป ซือฝูชิงไม่มีทั้งผู้ช่วยและช่างแต่งหน้าเหมือนหัวหน้าวงอย่างเมิ่งเสวี่ยที่เบื้องหลังยังมีทีมของตัวเองอยู่บ้าง
“อืม” ซือฝูชิงพูดด้วยท่าทีผ่อนคลาย “ฉันเลยเตรียมจะยกเลิกสัญญา”
พอได้ยินเช่นนั้น เจียงฉังหนิงก็เงียบเสียงทันที
เพราะการยกเลิกสัญญากับเทียนเล่อมีเดียเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างมาก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่ายกเลิกสัญญาที่สูงเฉียดฟ้าอีกด้วย
แล้วจะยกเลิกยังไง
ซือฝูชิงใช้มือปัดผมที่ติดอยู่ตรงริมฝีปาก จากนั้นดวงตาจิ้งจอกก็ลุกวาว “หนิงหนิง ถ้าวันหน้าฉันยืนหยัดขึ้นได้ เธอจะอยู่กับฉันไหม”
“เธอลุกขึ้นได้ก่อนค่อยว่ากันดีกว่า” เจียงฉังหนิ่งไม่แสดงท่าทีใด “แม้แต่กับข้าวยังทำไม่เป็นเลย”
“ความจริง…” ซือฝูชิงแสดงท่าทีจริงจัง “นอกจากทำกับข้าวแล้ว ฉันทำเป็นทุกอย่างเลยนะ”
เจียงฉังหนิงไม่ได้เก็บคำพูดนี้มาใส่ใจ “ไปเถอะ ไปกินหม้อไฟกัน”
พวกเธอสองคนพูดคุยกันพลางเดินตรงออกไปข้างนอก
หลังจากเดินมาถึงถนนก็บังเอิญเจอหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดกี่เพ้าเดินตรงเข้ามา
ทั้งรูปร่างและบุคลิกของหญิงสาวคนนี้ดูดีมาก ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่พวกลูกคุณหนูจงใจสร้างขึ้นอย่างสิ้นเชิง
ซือฝูชิงเหลือบมองอยู่หลายครั้ง พลันหรี่ตาลง
วินาทีที่ใกล้เดินสวนกันกับพวกเธอ จู่ๆ หญิงสาวคนนั้นก็ล้มลงไป
เธอปากซีดไร้เลือดฝาด แม้แต่มือก็เริ่มเขียวช้ำขึ้นเรื่อยๆ
ดวงตาของหญิงสาวปิดแน่นสนิท เห็นได้ชัดว่าตกอยู่ในสภาวะหมดสติแล้ว
เจียงฉังหนิงถอยหลังมาหนึ่งก้าว “นักต้มตุ๋นเหรอ”
ไม่แปลกที่เธอจะคิดเช่นนั้น เพราะเรื่องแบบนี้มีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาด
ซือฝูชิงนั่งยองแล้วขมวดคิ้ว “หัวใจอ่อนแอ อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่สามสิบครั้งต่อนาที ตอนนี้อัตราการเต้นลดลงเรื่อยๆ โอกาสรอดอยู่ที่ 19% 18%… ”
เจียงฉังหนิงชะงักไป “ชิงชิง เธอกำลังพูดเรื่องอะไร”
“เรียกรถพยาบาลเลย” ซือฝูชิงขยับมือไม้อย่างว่องไวเพื่อกดตามจุดลมปราณไม่กี่จุดไว้ “หัวใจกำเริบ ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน”
เจียงฉังหนิงไม่ทันได้ถามอะไรต่อ รีบกดโทรออกทันที
อีกฝั่ง สวีรั่วถงเดินออกมาด้วยความโมโห
“ชิงเหยียน ฉันละยอมแบรนด์ขยะนี่จริงๆ” สวีรั่วถงเอ่ยพร้อมไฟโทสะที่ปะทุออกมา “ยังไม่ทันมีชื่อเสียงก็เริ่มวางตัวหยิ่งผยองแล้ว
เดี๋ยวฉันต้องบอกพวกเพื่อนๆ ในวงการสักหน่อย ทำให้พวกเขาหานางแบบไม่ได้สักคนไปเลย!”
“รั่วถงอย่าโมโหเลย ในมือของฉันยังมีโควตาแคสติ้งนางแบบอยู่อีกแบรนด์หนึ่ง ถึงตอนนั้นฉันค่อยให้เธอ” หลินชิงเหยียนพูดปลอบใจ “ใช่แล้ว รูปของซือฝูชิงล่ะ”
“ยัยนั่นปกปิดพรางตัวเก่งจริงๆ ขนาดล้างเครื่องสำอางแล้วยังใส่หน้ากาก” สวีรั่วถงยิ้มเยาะ “เธอรอดูได้เลย ฉันจะกระชากหน้ากากของยัยนั่นออกมาให้ได้”
หลินชิงเหยียนเอ่ยอย่างเป็นกังวล “เธอต้องระวังตัวหน่อยนะ”
“ฉันไม่คุยด้วยแล้วนะชิงเหยียน ฉันเจอตัวซือฝูชิงแล้ว คิดไม่ถึงว่ายัยนั่นจะชนคนล้ม” พอสวีรั่วถงสบโอกาสก็ผลักผู้ช่วยข้างกายออก “เร็วเข้า ฉวยโอกาสตอนที่ยัยนั่นไม่ทันระวังตัว กระชากหน้ากากของยัยนั่นออกมากันเถอะ”
พอกระชากหน้ากากออกก็จะได้รูปภาพแสนอัปลักษณ์ของซือฝูชิงแล้ว
ส่วนผู้หญิงที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นถูกซือฝูชิงชนล้มเองต่างหาก เกี่ยวอะไรกับเธอด้วย
เธอยุ่งจะตายไป ไม่มีเวลาให้ใครมาเรียกค่าทำขวัญหรอก
ผู้ช่วยเองก็ขานรับแล้วรีบวิ่งตามขึ้นไป