เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 47 เลวลง!
เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซือฝูชิง เฟิ่งซานเองก็ไม่อาจที่จะชักช้าอยู่ได้ เขารีบบึ่งรถไปที่โรงพยาบาลอันดับหนึ่งของเมืองหลินทันที
อวี้ถังที่ขึ้นรถไม่สำเร็จก็ถูกยึดนิยายที่ตั้งอกตั้งใจซื้อมาไปด้วยเช่นกัน
เธอรู้สึกหดหู่ไปหมด อวี้ถังพยายามโบกรถตามไปด้วยความน้อยอกน้อยใจขณะส่งข้อความหาซือฝูชิง
อวี้ถัง : [ชิงชิง ฉันบอกเธอเลยนะว่าอาเก้าทำเกินไปแล้ว เขาไม่เข้าใจเรื่องความรักอะไรหรอก ทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง! เธอจะต้องเตะเขาออกไปแล้วมาอยู่กับฉัน!]
ซือฝูชิง : [ได้เลย รอให้ฉันได้เงินมากพอก่อนนะ]
อวี้ถังตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
อวี้ถัง : [ชิงชิง เธอดีที่สุดเลย! ถ้าอย่างนั้นฉันเอาหนังสือไว้ที่เธอได้มั้ย ฉันกลัวจะถูกยึดไปอีก]
ชิงชิง : [OK]
เมื่ออวี้ถังได้คำตอบที่พอใจแล้ว เธอก็โบกรถตามไปโรงพยาบาลด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง
เธอไม่เชื่อหรอกว่าอาเก้าจะยึดหนังสือของชิงชิงไปด้วย
**
ส่วนเวลานี้ที่บ้านตระกูลจั่ว
จั่วเทียนเฟิงกำลังต้อนรับอวี้เย่าอยู่ที่ห้องรับแขก
จั่วเทียนเฟิ่งเองก็ค่อนข้างประหลาดใจเหมือนกันที่อวี้เย่ามาหาเขาถึงที่อย่างนี้
แต่หลังจากที่ได้รับรู้จุดประสงค์ในการมาของอวี้เย่าแล้ว เขาก็นิ่วหน้า “คุณชายสามกำลังถามผมเรื่องผู้ชายสองคนที่โผล่มาในงานพิธีฝังศพวันนั้น?”
“อืม” อวี้เย่าวางแก้วลง “พวกเขาน่าจะเป็นองเมียวจิจากตงซังใช่ไหม”
“ถูกต้องแล้ว” จั่วเทียนเฟิงระแวดระวังตัวขึ้นมาเล็กน้อย “แต่พวกเขาต้องการจะทำอะไร ตระกูลจั่วไม่รู้เรื่องด้วยนะ”
“คุณจั่วไม่ต้องกังวลไป” อวี้เย่ายิ้มเล็กน้อย “ผมก็แค่อยากรู้จักองเมียวจิสองคนนั้นบ้าง เพราะอยากจะเชิญเขาไปดูอาการคนป่วยหน่อยน่ะครับ”
แม้ว่าองเมียวจิจะไม่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ แต่ก็พอจะมีทฤษฎีอยู่บ้าง
พวกเขาจะรักษาผู้ป่วยจากมุมมองของหยินหยางและธาตุทั้งห้า
พวกเขาสามารถอาศัยเรื่องธาตุทั้งห้ามารักษาคนป่วยได้
มีอีกหนึ่งวิชาก็เหมือนมีทางมากขึ้นอีกหนึ่ง
“เรื่องนี้ก็อยู่เหนือการควบคุมของผมเหมือนกัน พวกเขามาร่วมงานฝังศพก็เพราะพวกเขาเคยมีความสัมพันธ์กับท่านผู้เฒ่าจั่วมาก่อน” จั่วเทียนเฟิงเอ่ยปฏิเสธ “แต่ถ้าพวกเขามาที่ต้าซย่าอีก ผมจะติดต่อคุณชายไปแน่นอน”
อวี้เย่าพยักหน้า “ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีมากแล้ว”
ขณะที่จั่วเทียนเฟิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่างโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น
เขาเหลือบมองเล็กน้อย “คุณชายสามรบกวนรอสักครู่”
อวี้เย่าขยับไปนั่งให้ไกลหน่อยอย่างรู้มารยาท
“อะไรนะ!” อีกฝ่ายไม่รู้พูดว่าอะไร สีหน้าของจั่วเทียนเฟิงถึงได้เปลี่ยนไปทันที แต่ก็กลับมาเย็นชาอย่างรวดเร็ว “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลจั่ว ตอนนี้ผมเองก็ยุ่งอยู่ พวกคุณจัดการกันเองเถอะ แค่นี้แหละ”
เขาตัดสายไปทันที
จั่วเสียนอวี้เดินลงมา เธอประหลาดใจเล็กน้อย “พ่อ ใครโทรมาเหรอคะ”
“คุณนายเฉินน่ะ” จั่วเทียนเฟิงเอ่ยเยาะ “ซือฝูชิงชนพี่สาวของคุณนายเฉิน ชนเสร็จแล้วก็หนี
ตอนนี้พี่สาวเธอนอนอยู่ที่โรงพยาบาล เป็นตายร้ายดีก็ยังไม่รู้ เธอโทรมาถามว่าจะให้จัดการเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวหรือจะให้เป็นที่รู้กันทั่วไปเลย จริงๆ เลย เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับตระกูลจั่วด้วย!”
จั่วเสียนอวี้นิ่วหน้า “พี่สาวของคุณนายเฉิน?”
“หัวใจของพี่สาวเธอไม่ค่อยดี พอหน้าหนาวก็จะมารักษาตัวที่เมืองหลิน” จั่วเทียนเฟิงไม่ค่อยจะสนใจเท่าไรนัก “พี่สาวของเธอก็ไม่ได้แต่งเข้าตระกูลเฉินซะหน่อย นับเป็นคนตระกูลเฉินไม่ได้หรอก”
จั่วเสียนอวี้พยักหน้า “แล้วตระกูลเฉินคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง”
“เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ตระกูลเฉินต้องไม่ยอมเลิกราง่ายๆ อยู่แล้ว สงสัยซือฝูชิงจะต้องเข้าคุกแล้ว” จั่วเทียนเฟิงหันหน้าไปพลางถอนหายใจ “คุณชายสามต้องมาได้ยินเรื่องไม่ดีภายในครอบครัวให้เป็นที่ขบขันซะแล้ว”
สีหน้าของอวี้เย่าเรียบเฉย “ไม่เป็นไรครับ”
ชนคนแล้วหนีเป็นอะไรที่ชั่วร้ายจริงๆ
เขารู้สึกผิดหวังอยู่บ้างที่ซือฝูชิงกลายเป็นคนอย่างนี้
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวก่อนดีกว่า” อวี้เย่าไม่ได้คิดจะอยู่ต่อ เขาลุกขึ้นยืน “ถ้าทางฝั่งตงซังติดต่อทางคุณจั่วมาก็ขอให้บอกผมหน่อยนะครับ ตระกูลอวี้จะต้องขอบคุณคุณเป็นอย่างดีแน่”
จั่วเทียนเฟิงยิ้มเสแสร้ง “ได้เลยครับ เชิญคุณชายอวี้”
แต่ในใจกลับกำลังยิ้มเยาะ
ถ้าเขาสามารถเข้าหาตระกูลฟูจิยามะแห่งตงซังได้ เขายังจะต้องการตระกูลอวี้อยู่อีกหรือ
อวี้เย่าออกจากบ้านตระกูลจั่วแล้วขึ้นรถ
เขากดโทรศัพท์เรียกไปยังคนผู้หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ฮัลโหล ฉันเอง ใช่ เรื่องที่ฉันให้นายสืบ…ยังไม่ได้เรื่องอีกเหรอ?”
อีกฝ่ายขอโทษขอโพยมาอีกสองสามคำก่อนที่การสนทนาจะจบสิ้นลง
อวี้เย่าระบายลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
หญิงสาวที่อยู่กับอวี้ถังวันนั้นทำให้เขารู้สึกคุ้นนัก
เขาไปสืบดูเป็นพิเศษ
แต่สืบอย่างไรก็ไม่ได้ความ
ราวกับเบาะแสมันขาดไปเฉยๆ
อวี้เย่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะถามอวี้ถังทีหลัง
จากนั้นเขาก็ขับรถจากบ้านตระกูลจั่วไป
**
ทางฝั่งโรงพยาบาล
ในห้องฉุกเฉินบนชั้นเจ็ด แพทย์และพยาบาลต่างก็รีบเร่งทำงานกันอย่างเต็มที่
ไฟสีแดงในห้องไอซียูยังคงสว่าง
ที่ประตูมีสมาชิกตระกูลเฉินคนอื่นๆ กำลังเฝ้ารออยู่ แต่ใบหน้าของพวกเขาดูไม่มีความกังวลใดๆ
“ฉันโทรหาตระกูลจั่วแล้ว” คุณนายเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดูท่าที่คนเขาพูดกันว่าเธอมันเป็นคนเนรคุณท่าทางจะจริง ตระกูลจั่วตัดหางปล่อยวัดเธอแล้ว เธอยังมีอะไรอยากจะพูดอีกไหม”
สองมือซือฝูชิงล้วงกระเป๋าท่าทางไม่ยี่หระก่อนจะหันหน้าไป “คุณตำรวจ เธอไม่มีหลักฐาน จะจับฉันไม่ได้ใช่มั้ยคะ”
“ครับ จะต้องมีหลักฐาน” ตำรวจพยักหน้า “ดังนั้นเราคงต้องรอให้คนไข้ฟื้นขึ้นมาก่อน”
ถนนสายนั้นเป็นจุดบอดไม่มีกล้องจับภาพและไม่มีคนสัญจรผ่านไปมา จึงตรวจสอบได้ยากจริงๆ
“หลักฐาน เธอยังอยากได้หลักฐาน?” น้ำเสียงของคุณนายเฉินแหลมสูง “พี่สาวฉันที่นอนอยู่ในห้องนั่นไงหลักฐาน!”
“ก่อนที่พี่สาวฉันจะฟื้นขึ้นมา เธอก็อย่าได้คิดจะไปไหน ถ้าพี่สาวฉันเป็นอะไรไป ต่อให้เธอมีร้อยชีวิตก็ชดใช้ไม่พอ!”
“อ้อ” ซือฝูชิงจัดผมตัวเอง “ตามสบายเลย”
คุณนายเฉินเห็นหญิงสาวยืนพิงกำแพงมองดูวิวทิวทัศน์อย่างไม่แยแส
เธอก็โมโหปรี๊ดขึ้นมา เดินเข้าไปแล้วยกมือขึ้นมาทันที “ใส่หน้ากากทำไม เธออายอะไรเหรอ?”
หมับ!
ข้อมือของคุณนายเฉินถูกขวางเอาไว้ทันที
ความรู้สึกเสียวแปล๊บแล่นไปตามกระดูกข้อมือ เธอตัวแข็งขยับไม่ได้ชั่วขณะ
“ฉันนิสัยไม่ดีนะ” ซือฝูชิงช้อนสายตาขึ้นมองก่อนจะพูดอย่างไม่จริงจัง “ถ้าจะมีคนนอนอยู่ข้างในอีกสักคน ฉันก็ไม่ถือหรอกนะ คุณคิดว่าไงล่ะ”
“คุณนาย ใจเย็นก่อนครับ” พ่อบ้านรีบเดินเข้าไป “นายท่านก็กำลังรีบเดินทางมา พวกเราไม่ต้องไปขัดแย้งกับคนประเภทนี้หรอกครับ”
คุณนายเฉินรู้สึกหายใจไม่ออก แต่ไม่อยากยอมแพ้ “ฉันขอเตือนเธอ เธอ…”
ตี๊ด!
เสียงหนึ่งขัดจังหวะคำพูดของเธอ
ในที่สุดไฟสีแดงของห้องไอซียูก็หรี่ลง ประตูพลันเปิดออก
แพทย์ผู้ดูแลเดินออกมาจากในห้องด้วยเหงื่อท่วมใบหน้า ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดว่าการผ่าตัดคราวนี้ทำให้เขาเหนื่อยมาก
“ครอบครัวของคนไข้สบายใจได้แล้วครับ” เขาสูดลมหายใจช้าๆ ก่อนจะพูดว่า “คนไข้พ้นขีดอันตราย ได้สติแล้วครับ”
คุณนายเฉินได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปแต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่เป็นที่สังเกต
เธอปาดน้ำตา “ขอบคุณคุณหมอมากจริงๆ ขอบคุณค่ะ”
แพทย์ผู้ดูแลไม่ได้สนใจที่จะตอบเธอ เขารีบพูดว่า “ผมไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงคนไหนโทรมาที่หมายเลขฉุกเฉินครับ”
“เธอ” คุณนายเฉินถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อให้เขามองเห็นซือฝูชิง พลางกวาดมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “โชคดีที่พี่สาวฉันไม่เป็นอะไร เราค่อยคิดบัญชีกันทีหลัง”
เธอรวบผ้าคลุมไหล่ ทุกอากัปกิริยาดูสง่างาม “ฉันจะเข้าไปดูพี่สาวของฉันก่อน”
แพทย์ผู้ดูแลกลับเดินผ่านเธอไปหยุดอยู่ตรงหน้าซือฝูชิง สีหน้าแววตาของเขาดูซาบซึ้งใจมาก “ต้องขอบคุณคุณผู้หญิงท่านนี้จริงๆ ถ้าไม่ได้คุณช่วยปฐมพยาบาลได้ทันเวลา ต่อให้พวกเรามีความสามารถแค่ไหนก็คงยื้อชีวิตเธอกลับมาไม่ได้”