เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 48 ฉันยังไม่ได้พูดเลยว่าให้แล้วกันไป
แผนกศัลยกรรมหัวใจของโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของเมืองหลินสามารถเบียดเข้าสู่แผนกศัลยกรรมหัวใจสิบอันดับแรกของต้าซย่าได้อย่างง่ายดาย
แพทย์ผู้ดูแลประกอบวิชาชีพนี้มากว่าสามสิบปี และผ่านเคสยากๆ มามากมาย
แต่นี่เพิ่งเป็นเคสแรกที่ยากขนาดนี้
เดิมทีเขาคิดว่าการผ่าตัดครั้งนี้จะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน ไม่นึกเลยว่ามันจะสำเร็จได้อย่างนี้
ประสบการณ์การรักษาหลายปีทำให้แพทย์ผู้รับผิดชอบรับรู้ได้ว่าจะต้องมีการรักษาเบื้องต้นก่อนผู้ป่วยจะถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลอย่างแน่นอน
แม้ว่ามันจะเป็นขั้นตอนที่ธรรมดาๆ แต่มันกลับสำคัญมากและสามารถลากผู้ป่วยกลับมาจากเส้นแห่งความเป็นความตายได้เลย
คุณนายเฉินที่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไปในห้องคนไข้ชะงักฝีเท้าทันที
เธอหันศีรษะกลับไปทันควันและมองหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ เสียงแหลมสูงของเธอเปล่งออกมาอย่างรวดเร็ว “คุณกำลังพูดเรื่องอะไร?!”
“ชมกันเกินไปแล้ว” ซือฝูชิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วเหรอคะ”
“ใช่ครับ ขอบคุณมากจริงๆ” แพทย์ผู้ดูแลถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ผมมีคำถาม อยากจะขอคำแนะนำจากคุณซือหน่อยได้มั้ย”
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่มีเวลา” ซือฝูชิงยิ้มแย้มก่อนจะหันหน้าไป “ขอถามคุณตำรวจหน่อยค่ะ การใส่ร้ายผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลควรเป็นการปล่อยข่าวลือใช่มั้ย สามารถตัดสินโทษได้มั้ย”
เจ้าหน้าที่ตำรวจชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตามสัญชาตญาณ “ได้ครับ”
“เธอพูดบ้าอะไรเนี่ย!”
คุณนายเฉินได้ยินเช่นนั้นก็หน้าแดงขึ้นมาทันที ความเย่อหยิ่งจองหองก็ลดไปมากเช่นกัน
แต่ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ยอมเชื่อว่า ไม่เพียงแต่ซือฝูชิงจะไม่ได้ชนใครเท่านั้นแต่ยังช่วยคนเอาไว้ด้วย
เธอจับมือแพทย์ผู้ดูแลแล้วเอ่ยอย่างร้อนใจ “คุณหมอคะ รบกวนอธิบายให้ฉันฟังหน่อยสิคะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“คุณนายเฉิน” แพทย์ผู้ดูแลดูเหมือนจะจำเธอได้ เขาพยักหน้าให้เธอเล็กน้อย “ครั้งนี้พี่สาวของคุณอาการกำเริบอย่างกะทันหัน เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ
ถ้าไม่ใช่เพราะคุณผู้หญิงคนนี้ให้การช่วยเหลือฉุกเฉิน ต่อให้ส่งเธอมาถึงโรงพยาบาล พวกเราก็คงรักษาชีวิตเธอไว้ไม่ได้หรอกครับ”
แพทย์ผู้ดูแลพูดถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที
เขาเองก็อายุห้าสิบกว่าปีแล้ว
แม้จะถือว่ามีพรสวรรค์ในการแพทย์แขนงนี้
แต่เขาก็ยังต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมาก
แพทย์ผู้ดูแลถอนหายใจก่อนจะถามว่า “คุณนายเฉินเชิญคุณผู้หญิงคนนี้มาที่นี่เพื่อขอบคุณเธอเหรอครับ”
“หา? ฉัน คือฉัน…” สีหน้าคุณนายเฉินกระอักกระอ่วนถึงที่สุด ใบหน้าของเธอยิ่งแดงขึ้นไปอีกจนแทบอยากจะมุดดินหนีแล้ว
พยาบาลที่เดินไปเดินมาอยู่รอบๆ มองเธอด้วยสายตาทิ่มแทงราวกับหนามอย่างไรอย่างนั้น
“คุณนายเฉิน ในเมื่อเรื่องเข้าใจผิดก็ได้คลี่คลายไปแล้ว พวกเราก็ขอตัวก่อนนะครับ” คุณตำรวจเองก็รู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ยังนับว่าเกรงใจอยู่บ้าง “เปลืองกำลังไปโดยเปล่าประโยชน์ คงจะไม่มีครั้งต่อไปแล้วนะครับ”
คุณนายเฉินยิ่งอับอายเข้าไปใหญ่ เธอพูดพึมพำ “คุณตำรวจ ก็ฉันกังวลไปหมดนี่คะ ฉัน…”
ตำรวจเองก็ไม่อยากที่จะฟังเธอพูดอะไรอีก จึงจากไปอย่างรวดเร็ว
“ผมจะไปเปลี่ยนชุดละครับ” แพทย์เจ้าของไข้โล่งใจได้ในที่สุด เขาแสดงอาการให้เกียรติซือฝูชิงอีกครั้ง “ถ้าหากคุณซือมีเวลาว่าง กรุณาให้โอกาสผมได้ขอคำแนะนำจากคุณบ้างเถอะ”
ซือฝูชิงไม่ได้พยักหน้าตกลงหรือปฏิเสธ เธอแย้มยิ้ม “ก็อาจจะนะคะ”
ทันใดนั้นทางเดินก็โล่งขึ้นไม่น้อย
พอคนอื่นๆ ออกไปแล้ว คุณนายเฉินก็ทำท่าทางหยิ่งยโสขึ้นมาอีกครั้ง
เธอหยิบเช็คเงินสดใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า พลางมองซือฝูชิงด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามราวกับรำคาญใจ “ก็ได้ เธอช่วยพี่สาวของฉันไว้ ฉันก็ต้องแสดงความขอบคุณ”
“นี่แสนนึง เอาไปสิ”
เรื่องที่ซือฝูชิงออกจากบ้านตระกูลจั่วเป็นที่รู้กันทั่วในสังคมคนมีชื่อเสียงของเมืองหลิน
เงินหนึ่งแสนสำหรับซือฝูชิงแล้วถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่
เมื่อคุณนายเฉินเห็นว่าเด็กสาวรับเช็คไป สายตาดูถูกของเธอก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก
ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่เงินทำไม่ได้จริงๆ
“รวยเหรอ” ซือฝูชิงฉีกเช็คออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างช้าๆ ก่อนจะยกมือขึ้นแล้วโปรยเศษกระดาษเหนือศีรษะของคุณนายเฉิน
ดวงตาจิ้งจอกของเธอเหยียดยิ้มอย่างชั่วร้าย “สุดยอดไปเลย”
คุณนายเฉินถึงกับหน้ามืดไปทันใด
“คุณนาย!” พ่อบ้านเดินเข้าไปพยุงเธอไว้ก่อนจะเอ่ยด้วยความโกรธ “คุณผู้หญิงท่านนี้ทำเกินไปแล้วนะครับ”
ซือฝูชิงไม่สนใจ เธอเดินลงไปทันที “ยังมีที่เกินกว่านี้อีกนะ อยากจะลองดูมั้ย”
คุณนายเฉินที่ได้สติกลับมาพูดกระหืดกระหอบเสียงดัง “เด็กพันธุ์ผสมที่ตระกูลจั่วไล่ออกมาทำมาเป็นอวดศักดาอะไรกับฉันที่นี่!
ดีเลย ในที่สุดเรื่องนี้ฉันก็คิดบัญชีได้แล้ว! เป็นไอดอลใช่มั้ย ฉันรอให้เธอเน่าเหม็นอยู่ในอินเตอร์เน็ตนั่นแหละ!”
“คุณนายใจเย็นๆ ก่อนครับ” พ่อบ้านโน้มน้าว “คนป่วยยังอยู่ข้างในนะครับ”
แววตาของคุณนายเฉินวูบไหวเล็กน้อย “ตกลง เธอรออยู่ที่นี่ ฉันจะเข้าไปดูก่อน”
**
ด้านนอกโรงพยาบาล
ซือฝูชิงเพิ่งจะก้าวลงจากบันได
“เดี๋ยวก่อนครับ! คุณซือได้โปรดหยุดก่อนครับ” แพทย์ผู้ดูแลตามเธอมา “ผมอยากจะถามหน่อยว่าคุณซือเรียนหมอมานานเท่าไรแล้วครับ”
“ฉันนับดูก่อนนะ” ซือฝูชิงท่าทางครุ่นคิด “ฉันเรียนจากในเกมน่าจะประมาณหลายสิบปีแล้วละมั้ง”
แพทย์ท่านนั้น “……”
คุณซือดูเหมือนจะเป็นโรค ‘จูนิเบียว[1]’ นะนี่
แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย แพทยท์ผู้ดูแลจึงไม่ได้ถามอะไรเรื่องนั้นอีก “นี่เป็นนามบัตรของผม ยินดีต้อนรับคุณซือตลอดเวลานะ”
ซือฝูชิงโบกมืออย่างเกียจคร้านก่อนจะเดินต่อไป
เอี๊ยด!
และในเวลานั้นเองรถคันหนึ่งก็ตีโค้งวงใหญ่มาหยุดลงตรงหน้าเธออย่างกะทันหัน
ฝีเท้าของซือฝูชิงหยุดชะงักลงทันที
ประตูด้านหลังรถคนนั้นเปิดออก ร่างที่คุ้นเคยปรากฏให้เห็นในสายตา
ซือฝูชิงค้อมตัวลงเล็กน้อย “เจ้านายมาได้ยังไงเนี่ย”
เรื่องนี้คุ้มค่าให้เขามาด้วยตัวเองถึงนี่ด้วยเหรอ
อวี้ซีเหิงมองขึ้นลงด้วยสายตาประเมินราวกับต้องการยืนยันอะไรบางอย่าง
หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเขาก็เอนตัวและยื่นมือออกมากดผมที่ชี้กระดกบนศีรษะของหญิงสาว
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดน้อยลงทันที
กลิ่มหอมของดอกหมื่นลี้ก็เข้มข้นเช่นกัน
ซือฝูชิงกลับเกิดแรงอาฆาต “ห้าม แตะ ต้อง!”
อวี้ซีเหิงเคลื่อนมือเบาๆ ไปตามแนวผมที่ชี้กระดก ครั้งนี้เขาลูบศีรษะเธอเลย
ซือฝูชิงยิ้มบาง “…”
ตานี่มันอะไรกัน
ไม่อยากให้เธอสูงหรือไง!
ซือฝูชิงหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวขึ้นรถ ตอนที่เธอกำลังจะนั่งลง เธอก็ยื่นมือออกไปสัมผัสเอวเขาอย่างรวดเร็ว
ตึงแน่น แข็งแรง อบอุ่น
อวี้ซีเหิงชะงักไปทันที ดวงตาหงส์ของเขาล้ำลึกขึ้นเล็กน้อย
ซือฝูชิงมองเขาด้วยสายตาสงบ “ฉันก็อยากจะลูบบ้าง ดีมาก็ดีตอบ”
ต้องบอกเลยว่าเขาฝึกกล้ามเนื้อมาดีมาก สัมผัสมันดีมากจริงๆ
ครั้งนี้ไม่ขาดทุน
เฟิ่งซาน “…”
เขาเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าเสียแล้ว กลับไปเขาจะถูกฆ่าปิดปากไหมเนี่ย
เมื่อเฟิ่งซานเห็นว่าอวี้ซีเหิงไม่ได้ตอบสนองใดๆ หลังจากที่สับสนอยู่ครู่หนึ่งเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่งข้อความเข้าไปในกลุ่มแชทกลุ่มหนึ่ง
[ถ้าฉันเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น พี่เก้าจะเก็บฉัน?]
ข้อความของเขาเหมือนตอร์ปิโดในน้ำลึกที่ระเบิดทำลายล้างนักดำน้ำทุกคน
[นายแย่แน่]
[ไม่คิดว่าเฟิ่งซานจะมีวันนี้เหมือนกันนะ เตรียมตัวตายได้เลย พอนายจบเห่แล้วฉันจะได้ไปปกป้องนายท่านบ้างแล้ว]
[นายท่านจะสับหรือจะนึ่งนายก่อนนะ? เฮ้อ ฉันคิดดูก่อนว่าแบบไหนรสชาติจะดีกว่ากัน]
[พูดจาเหลวไหลอะไรน่ะ ด้วยนิสัยของนายท่าน อย่างมากก็แค่ส่งสายตา แค่นั้นก็มีคนลากตัวนายออกไปจัดการแล้ว]
[เรื่องผดุงความยุติธรรมอย่างลงโทษเฟิ่งซานนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะ!]
เฟิ่งซาน “…”
เขาเก็บโทรศัพท์มือถือย่างเยือกเย็น และตัดสินใจว่าต่อไปนี้เขาจะยืนอยู่ข้างหลังซือฝูชิง
ตรงนี้ปลอดภัยกว่า
“คุณซือ ต่อไปถ้าคุณเจอเรื่องแบบนี้อีก คุณไม่จำเป็นต้องทำนิสัยดีอย่างนั้นเลยนะ” เฟิ่งซานขมวดคิ้ว “คุณจะไปกับพวกเขาทำไม แค่โทรหาพี่เก้าก็แก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ แล้ว”
ตระกูลเฉินแห่งเมืองหลิน?
สำคัญด้วยเหรอ
“สบายใจได้” ซือฝูชิงท่าทางเกียจคร้าน “ฉันแค่อยากจะลองดูว่าวิชาแพทย์ของฉันถอยหลังลงคลองไปแล้วหรือยังเท่านั้นเอง ไม่อย่างนั้นถ้าฉันทำผิดพลาดตอนที่ทำการรักษาให้เจ้านายก็คงได้ตกงานแน่”
เงินของเธอจะหนีไปไหนไม่ได้
เฟิ่งซานชะงักไปเล็กน้อย “หมอบอกว่าคนที่ลากคนไข้กลับมาจากความเป็นความตายคือคุณซืองั้นเหรอ”
“ละอายใจจัง” ซือฝูชิงเท้าคาง “ก็แค่งูๆ ปลาๆ เท่านั้น”
เฟิ่งซานเม้มปาก
คนเมืองหลินไม่รู้จักพี่สาวของคุณนายเฉิน แต่เขากลับรู้จักดี
หมอทั้งหลายในเมืองซื่อจิ่วต่างก็จนปัญญากับโรคหัวใจของพี่สาวคุณนายเฉินนี้กันหมดแล้ว
เคยมีหมอฟันธงไว้นานแล้วว่า ถ้าโรคกำเริบขึ้นมาเมื่อไรก็คงไม่รอดแล้ว
และใช่ว่าใครๆ จะรับพ่อมดหมอผีกันได้ทุกคน
ดูท่าแล้ววิชาแพทย์ของคุณซือนั้นจะสูงส่งมาก
“พี่เก้า งั้นเรื่องนี้จะให้แล้วไปอย่างนี้เหรอ” เฟิ่งซานขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก “ทางตระกูลเฉินนั่น?”
อวี้ซีเหิงไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ
เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ ขณะที่ยังเท้าแขนอยู่ “ฉันยังไม่ได้พูดเลยว่าให้แล้วกันไป”
[1]จูนิเบียว หรือโรคม.สอง หมายถึงคนที่มีนิสัยหรือการกระทำแบบหลงตัวเอง คิดว่าเท่ แต่ดูแปลกในสายตาคนทั่วไป