เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 63 กระชากหน้ากากจอมปลอมของหลินชิงเหยียน
“…”
บรรยากาศรอบข้างตกอยู่ในความสงบ
หลินชิงเหยียนเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มอันแข็งทื่อพลางมองหน้าราวกับไม่อยากเชื่อมู่ชิงเมิ่งสักเท่าไร
คนอายุสามสิบกว่าปีอย่างหลีจิ่งเฉินก็ถือว่าเป็นผู้อาวุโสในวงการบันเทิงแล้ว เขายังมาสนใจว่าผู้หญิงคนนี้เรียกให้เกียรติเขาหรือเปล่าด้วยงั้นเหรอ
มู่ชิงเมิ่งชะงักไป
เธอมองหลีจิ่งเฉินครู่หนึ่งก่อนฉีกยิ้มอย่างมีมารยาท “ขอโทษด้วยนะคะ คนนี้คือ?”
ชั่ววินาทีนั้นในหัวของหลีจิ่งเฉินพลันว่างเปล่า แต่ไม่นานเขาก็กลับมาปกติเหมือนเดิม
เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยแต่ยังพูดอย่างเคารพ “โชคดีที่มีโอกาสเคยเจอผู้อาวุโสมู่ที่เมืองซื่อจิ่วมาก่อน ผู้อาวุโสมู่คงจำผมไม่ได้”
“งั้นเหรอคะ” มู่ชิงเมิ่งพยักหน้า “ฉันไม่ค่อยปรากฏตัวในที่สาธารณะเท่าไร ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะจำฉันได้ด้วย”
หลีจิ่งเฉินรู้ดีว่ามู่ชิงเมิ่งไม่ค่อยชอบปรากฏตัวในที่สาธารณะ “ก่อนหน้านี้เสียมารยาทใส่ผู้อาวุโสมู่แล้ว คุณอย่าถือสาเลยนะครับ”
“ฉันว่างๆ เลยอยากออกมาเดินเล่น” มู่ชิงเมิ่งพูดต่อ “โชคดีที่เจอคุณซือเข้าพอดี ฉันถึงเข้ามาได้”
ซือฝูชิงเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนิทสนมกับมู่ชิงเมิ่งแม้แต่น้อย “ผู้อาวุโสมู่เกรงใจเกินไปแล้ว”
“เอาเถอะ เธอไปจัดการธุระของเธอเถอะ” มู่ชิงเมิ่งอมยิ้ม “เดี๋ยวฉันเดินเอง”
ซือฝูชิงใช้สองมือล้วงกระเป๋าโดยไม่คิดเหลือบมองสีหน้าเรียบตึงของหลินชิงเหยียนสักนิด จากนั้นก็เดินมุ่งหน้าไปหาพวกเด็กฝึกทั้งหลาย
“ผู้อาวุโสมู่ โซนวีไอพีอยู่ตรงนี้ค่ะ” หลินชิงเหยียนคลี่ยิ้มงามอีกครั้ง “ตอนนี้เมนเทอร์ซือไม่ว่าง ฉันพาคุณไปก็แล้วกัน”
“ไม่จำเป็น” มู่ชิงเมิ่งเก็บรอยยิ้มแล้วพูดอย่างเย็นชา “ฉันไม่ชอบโซนวีไอพี”
หลินชิงเหยียนเม้มริมฝีปากแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม “ผู้อาวุโสมู่ชอบมุมคนน้อยเหรอคะ มุมตรงนั้นก็ไม่เลวนะคะ”
“เมนเทอร์ซือก็จริงๆ เลย พาผู้อาวุโสมู่เข้ามาแล้ว ทำไมถึงไม่หาที่นั่งไว้ให้ผู้อาวุโสมู่สักที่นะ”
ทันใดนั้นมู่ชิงเมิ่งก็ชะงักฝีเท้าก่อนจะหันมามองหลินชิงเหยียนด้วยสายตาขัดเคือง
เธอดูท่าทางเหมือนผู้หญิงอ่อนหวาน แต่ฉับพลันกลับดูดุดันเย็นชาขึ้นมา กระทั่งยิ่งชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังข่มอยู่
หลินชิงเหยียนเดินเซถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าวอย่างควบคุมไม่ได้ “ผู้อาวุโสมู่?”
“ตอนฉันเป็นวัยรุ่นเคยช่วยโปรดิวซ์ทำเพลงประกอบละครจีนโบราณเรื่องหนึ่ง” มู่ชิงเมิ่งคลี่ยิ้ม “บางคนหลงคิดว่าแค่ได้แสดงละครโบราณก็ขึ้นเป็นผินเฟยของวังหลังแล้ว วันๆ คิดแต่จะวางแผนปั่นหัวคนอื่นเพื่อชิงดีชิงเด่น
แต่ไม่รู้เลยว่าการปั่นหัวชิงดีชิงเด่นในสายตาคนอื่นแบบนี้กลับเหมือนละครลิงเท่านั้น แถมดันหลงคิดว่าตัวเองเก่งมากซะจนสามารถทำเอาทุกคนโดยเฉพาะผู้ชายถูกปั่นหัวจนวุ่นวายไปกันหมดได้
ฉันไม่ชอบคนแบบนี้เอาซะเลย บางครั้งคนที่จิตใจสกปรกชอบปั่นหัวคนอื่น สุดท้ายคนที่โชคร้ายก็คือตัวเขาเอง เธอเห็นด้วยไหม”
พอมู่ชิงเมิ่งพูดจบก็เดินออกห่างหลินชิงเหยียนทันที จากนั้นก็เดินหาหมายเลขที่นั่งที่ซือฝูชิงให้ไว้
หลินชิงเหยียนยืนอยู่ที่เดิม ทั้งกระอักกระอ่วนใจทั้งรู้สึกย่ำแย่ แถมยังหน้าขึ้นสีด้วยความโกรธสลับไปมา
แต่มากกว่านั้นคือความหงุดหงิดใจ
ทำไมถึงไม่ใช่ตนที่เป็นคนบังเอิญเจอมู่ชิงเมิ่งด้านนอกแล้วเชิญเธอเข้ามาด้านในนะ
เรื่องดีๆ แบบนี้ดันถูกซือฝูชิงแย่งไปซะได้ ยัยนั่นช่างโชคดีซะเหลือเกิน
หลินชิงเหยียนจิตใจว้าวุ่น ขณะเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลีจิ่งเฉินกำลังจับจ้องเธอพลางขมวดคิ้ว
เธอสะดุ้งวาบ “เมนเทอร์หลี ทำไมเหรอคะ บนหน้าฉันมีอะไรเหรอ”
หลีจิ่งเฉินส่ายศีรษะ “ผมไปก่อนแล้วกัน”
หลินชิงเหยียนกำมือแน่น สีหน้ามืดครึ้ม
ขณะที่เธอเตรียมกลับไปสั่งงานพวกมู่เหยี่ยก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้น
“นั่นใคร” หลินชิงเหยียนชะงักฝีเท้า “ทำไมถึงเสียงดังโวยวายขนาดนั้น”
“เมนเทอร์หลิน เขาคือคุณหนูสามของตระกูลจั่วค่ะ” พนักงานฝ่ายดูแลกล่าว “ดึงดันจะไปหลังเวที แต่ใช่ว่าใครก็ไปหลังเวทีได้ ตอนนี้กำลังขวางไว้อยู่ แต่จะขวางไว้ไม่อยู่แล้ว”
“คุณหนูสามของตระกูลจั่วเหรอ” หลินชิงเหยียนอมยิ้ม “ถึงยังไงตระกูลจั่วก็เป็นตระกูลอันดับหนึ่งในเมืองหลิน ทำไมคุณหนูสามจะเข้ามาหลังเวทีไม่ได้ล่ะ ฉันพาเขาไปเอง ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นฉันรับผิดชอบเอง”
“คือว่า…” พนักงานชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับ “ก็ได้ค่ะ”
**
ทางฝั่งมุมพักผ่อนของเด็กฝึกหัด
“ผมได้ยินมาว่าพวกลู่เยี่ยนเลือกเพลง ‘ลำนำภูติแห่งขุนเขา’” สวี่ซีอวิ๋นพูดเสียงตื่นเต้น “พวกเรากับพวกเขาคนละสไตล์กัน ไม่มีทางถูกข่มแน่นอน”
ซือฝูชิงกำลังลูบหัวของเจ้าปี่เซียะอยู่
แววตาของเซี่ยอวี้เลื่อนมองตามมันไปด้วย
ทว่าพอดวงตาจับจ้องไปตรงกระโปรงตัวจิ๋วที่เจ้าขนปุยใส่ปิดก้น สีหน้าของเขาก็ขรึมลงทันที
สวี่ซีอวิ๋นหัวเราะร่า “ฮ่าๆ เมนเทอร์ซือ กระโปรงของเจ้าหมาตัวนี้ดูเชยสุดๆ แถมเป็นสีชมพูอ่อนอีกต่างหาก มันเป็นเพศผู้เพศเมียเหรอครับ กี่ขวบแล้ว? ทำไมเมนเทอร์ถึงให้มันใส่สีแบบนี้ล่ะ”
“ทำไมล่ะ” ซือฝูชิงปรายตามองเขา “ต่อให้มันจะมีชีวิตมากี่ร้อยปี ถ้าฉันจะให้มันใส่สีชมพู มันก็ต้องใส่สีชมพู เข้าใจหรือยัง”
เพื่อปกปิดความจริงที่ว่าเจ้าปี่เซียะไม่มีรูทวาร เธอเลยจำเป็นต้องเย็บกระโปรงขึ้นมาให้มันใส่อยู่หลายตัว
ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเธอถูกเจ้าปี่เซี๊ยะตัวนี้ผลาญจนเกลี้ยงแล้ว
“อ๋อๆ” ทันใดนั้นสวี่ซีอวิ๋นก็ดูจริงจังขึ้นมาทันที เขายื่นมือออกมา “สวัสดีเจ้าหมาน้อย มาจับมือกันหน่อย แกทำเป็นหรือเปล่า”
เสี่ยวไป๋ “…”
น่ารังเกียจ!
มันคือปี่เซี๊ยะต่างหาก!
จับมือแค่นี้คิดจะดูถูกสติปัญญากันงั้นเหรอ!
เสี่ยวไป๋ร้องหงิงอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ จากนั้นก็ยื่นมือออกไปจับมือของสวี่ซีอวิ๋นอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
เซี่ยอวี้ขบคิดก่อนจะยื่นมือตามออกไปด้วย
เสี่ยวไป๋ดวงตาเป็นประกาย
หมอนี่หน้าตาคล้ายเจ้านายของมันมาก
รู้สึกถูกชะตาจังแฮะ!
เสี่ยวไป๋สะบัดมือของสวี่ซีอวิ๋นทิ้งอย่างไร้ความปรานีก่อนจะพุ่งเข้าหาเซี่ยอวี้ด้วยท่าทีชอบใจ
เซี่ยอวี้ลูบหัวของมัน
“ทำไมมันพุ่งเข้าหาพี่แต่ไม่พุ่งเข้ามาหาผมล่ะ” สวี่ซีอวิ๋นพูดหน้าเศร้า “วันนี้ผมเพิ่งอาบน้ำเลยนะ”
เซี่ยอวี้ลูบไล้ขนของเจ้าขนปุยด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ “บางทีมันคงดูที่หน้าตาด้วย”
สวี่ซีอวิ๋น “…”
เสี่ยวไป๋ส่งเสียงร้องหงิงๆ อย่างสบายตัว
อ่อนโยนกว่าเจ้านายเยอะเลย
“ฉันไปรับเพื่อนก่อน” ซือฝูชิงลุกขึ้น “เซี่ยอวี้เตรียมตัวหน่อยแล้วกัน อีกเดี๋ยวตอนเปิดงานจะเป็นการแสดงร้องเพลงของนาย”
เซี่ยอวี้พยักหน้า
“เอ๊ะ เมนเทอร์ซือจะทิ้งเจ้าหมาน้อยไว้ที่นี่เหรอ” สวี่ซีอวิ๋นเอ่ยถาม “ถ้ามีใครขโมยมันไปทารุณกรรมจะทำยังไง”
ซือฝูชิงผงะไปก่อนจะเผยสีหน้าสับสน “คนๆ นั้นก็คงไม่ใช่คนธรรมดา ถ้านายเจอแล้วต้องบอกฉันด้วยนะ”
ถึงแม้เสี่ยวไป๋จะสูญเสียพลังไปจนไร้หนทางจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แต่ปี่เซียะเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ใช่ว่าใครก็แตะต้องตัวมันได้อย่างง่ายดาย
เสี่ยวไป๋เชิดอกขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง สื่อว่าตนเก่งที่สุดแล้ว
สวี่ซีอวิ๋น “…”
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่ากำลังโดนหมาตัวหนึ่งดูแคลนอยู่
**
นอกสนามกีฬา
วันนี้แดดจ้า เจียงฉังหนิงเลยสวมหมวกมาด้วยใบหนึ่งพร้อมรวบหางม้าขึ้นสูง
“หนิงหนิง” ซือฝูชิงเดินมาหาพร้อมคว้ามือเธอมาจับไว้ด้วยท่าทางจริงใจ “สุดท้ายฉันก็ลากเธอมาได้สักที”
เจียงฉังหนิงยื่นกล่องข้าวที่เตรียมไว้ให้ จากนั้นก็แค่นเสียงเรียบใส่ “เธอหวังจะได้ของกินมากกว่ามั้ง”
“เฮ้อ ถูกจับได้ซะแล้ว” ซือฝูชิงยิ้มตาหยี “แต่หัวใจที่ฉันมีให้หนิงหนิงเป็นเรื่องจริงนะ เธอทั้งสวยทั้งเป็นแม่บ้านแม่เรือนขนาดนี้ ถ้าฉันแต่งงานกับเธอได้คงเป็นบุญไปทั้งชาตินี้แล้ว”
เจียงฉังหนิงตกอยู่ในความเงียบ
เธอกำลังสงสัยว่าซือฝูชิงสมองพังไปแล้วหรือเปล่า
แต่ถ้าสมองพังแบบนี้กลับชวนให้ชอบไม่น้อย
เจียงฉังหนิงสวมหน้ากาก จากนั้นก็นั่งลงตรงมุมหนึ่งในส่วนที่นั่งของผู้ชม
รายการจะเริ่มตอนบ่ายสอง ทว่าเวลาบ่ายโมงสี่สิบพวกช่างกล้องต่างก็เตรียมอุปกรณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้ช่องถ่ายทอดสดจะเป็นภาพดำสนิท แต่กลับมีแฟนคลับรอชมอยู่ไม่น้อย แถมมีคอมเมนต์เด้งมาให้เห็นไม่ขาดสาย
[ตอนที่สามของรายการแล้ว เซี่ยอวี้ ฉันจะเดินบนเส้นทางดอกไม้เป็นเพื่อนนาย รอวันที่นายจะดังเป็นพลุแตก!]
[รอการแสดงของอาอวี้!!!]
[อีกนานแค่ไหนจะเริ่ม เด็กๆ ที่รอคงเฉาแย่แล้ว]
[เป็นครั้งแรกที่ดูถ่ายทอดสดของรายการ ตื่นเต้นสุดๆ ฉันจะได้เห็นกล้ามหน้าท้องและกล้ามอกแน่นๆ ของพี่เซี่ยไหมนะ]
นับตั้งแต่เกิดเรื่องสวี่รั่วถง แฟนคลับของเซี่ยอวี้ก็เลิกโวยวาย แถมยังตีตื้นขึ้นมาครองตำแหน่งแชมป์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ส่วนแฟนคลับของลู่เยี่ยนถูกตอกกลับจนหมดหนทางจะต่อกรได้
หลังเวที
“เตรียมตัวเร็วเข้า จะเริ่มแล้ว” โปรดิวเซอร์กดหูฟังสื่อสาร “บอกทางทีมงานแล้วใช่ไหมว่าต้องให้ความสำคัญกับเด็กฝึกบางคน พอถึงตอนนั้นมีบางฉากต้องถ่ายพวกเขา ต้องจับภาพไปที่พวกเขาให้มากหน่อย”
ผู้กำกับพยักหน้า “บอกไปหมดแล้ว”
เด็กฝึกที่ทางทีมงานต้องฟูมฟักย่อมได้รับการดูแลก่อน
โปรดิวเซอร์ผ่อนลมหายใจ “ดี วันนี้ทุกฝ่ายต้องมีสมาธิ เพื่อรับประกันว่าจะดำเนินรายการให้เป็นไปอย่างราบรื่น”
“ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ เกิดเรื่องแล้ว!” เวลานี้เองก็มีพนักงานวิ่งเข้ามาพลางหอบแฮ่กๆ พูดอย่างใจร้อน “เสื้อผ้าที่ใช้ตอนแสดงกับตอนแข่งของทีมเจ็ดหายไปแล้ว”
โปรดิวเซอร์มุ่นคิ้ว ตบโต๊ะก่อนลุกพรวด “อะไรกัน ทีมเจ็ดเป็นของกลุ่มไหน มีชุดสำรองหรือเปล่า ทำไมยังไม่รีบไปเตรียมอีก”
“เป็นทีมของพวกเซี่ยอวี้” พนักงานเหงื่อไหลพลั่กด้วยความร้อนใจ “เซี่ยอวี้ต้องขึ้นแสดงเพลงเปิดรายการด้วย แถมเขาอยู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์อีกต่างหาก!”
ถ้าเพลงเปิดรายการไม่มีตำแหน่งเซ็นเตอร์ แบบนี้จะดำเนินรายการได้อย่างไร
พอโปรดิวเซอร์ได้ยินเช่นนั้น เท้าที่ก้าวออกมาก็ชะงักอยู่กับที่
เขานั่งลงอีกครั้ง “ที่แท้ก็ทีมเจ็ด ถ้าเป็นแบบนี้ก็เปลี่ยนตำแหน่งเซ็นเตอร์เป็นลู่เยี่ยนละกัน