เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 64 ซือฝูชิง...ฉันจะดันให้นายดังเป็นพลุแตก
ถ้าเป็นพวกเด็กฝึกที่ทางทีมงานต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ โปรดิวเซอร์ย่อมใส่ใจ
แต่เซี่ยอวี้น่ะเหรอ
เขาเป็นแค่เด็กฝึกทั่วไป
ไม่ได้เซ็นสัญญากับค่ายใด อีกทั้งไม่ใช่คนในตระกูลดัง แถมไม่มีเส้นสายในวงการบันเทิงอีกต่างหาก คู่ควรให้คนอย่างเขาต้องช่วยด้วยเหรอ
โปรดิวเซอร์อยู่ในวงการมาหลายปีจึงชินชากับการแก่งแย่งชิงดีแล้ว
ไม่เห็นว่าวิธีการจะดีอะไรมากมาย แถมน่าสะอิดสะเอียนสุดๆ
ถ้าเสื้อผ้าของเซี่ยอวี้หายก็คงทำได้แค่โทษว่าเขาโชคไม่ดีเอง คงโทษคนอื่นไม่ได้
โปรดิวเซอร์ดื่มน้ำอึกหนึ่งก่อนจะเปิดปากอีกครั้ง “จับตาดูความเคลื่อนไหวทุกอย่างบนโซเชียลไว้ให้ดี ถ้าพวกแฟนคลับเซี่ยอวี้ตอบโต้รุนแรง ก็บอกไปได้เลยว่าเซี่ยอวี้ทำเสื้อผ้าหายเอง”
ไม่อย่างนั้นมีแค่เสื้อผ้าของเซี่ยอวี้หายไปได้อย่างไร
พนักงานพยักหน้ารับ
หลังจากออกไปเขาก็อดถอดถอนหายใจไม่ได้
ตนนับถือเซี่ยอวี้มากจริงๆ แต่ก็จนใจ เพราะอำนาจคำขาดของทีมงานรายการไม่ได้ขึ้นอยู่กับตน
เรื่องนี้คงทำได้แค่ให้ความไม่เป็นธรรมกับเซี่ยอวี้แล้ว
**
หลังเวที ณ เวลานี้
“เธอห้ามปากโป้งพูดเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด!” จั่วฉิงหย่าวางมาดเผด็จการ “บอกแค่ว่าเสื้อผ้าหายก็พอ ได้ยินไหม”
หลินชิงเหยียนยิ้มอย่างเอาใจ “คุณหนูฉิงหย่าพูดเรื่องอะไรกัน ฉันไม่เห็นเสื้อผ้าสักตัว”
“ดีมาก เธอรู้ความใช้ได้” จั่วฉิงหย่าเชิดคางขึ้นอย่างผยอง “เธอชื่ออะไรนะ”ชั่วขณะนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินชิงเหยียนพลันเรียบตึง แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ “หลินชิงเหยียน”
“เอาเถอะๆ ฉันจะสนใจทำไมว่าเธอชื่ออะไร” จั่วฉิงหย่าปัดป่ายมือ “เธอจัดการเรื่องนี้ได้ไม่เลว รอฉันดูซือฝูชิงขายหน้าแล้วค่อยตบรางวัลให้เธอละกัน”
พอได้ยินแบบนั้น หลินชิงเหยียนก็หุบยิ้มไม่อยู่
จั่วฉิงหย่าหยิบโทรศัทพ์มือถือออกมาแล้วกดเบอร์โทรออก
หลังจากโทรติด เธอก็ฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย “ซือฝูชิง แกคิดจะอาศัยเด็กฝึกของแกยืนหยัดอยู่ในวงการบันเทิงงั้นสินะ ฉันจะบอกแกให้ว่าอย่าได้คิดเชียว!
รอดูเอาเถอะ วันนี้อย่าหวังว่าเด็กของแกจะได้ขึ้นโชว์เลย ในเมื่อล่วงเกินฉัน แกก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ในวงการบันเทิง…อะไรนะ แกกล้าว่าฉันเหรอ แกมัน…!”
พอถูกปลายทางวางสายใส่ จั่วฉิงหย่าก็ขว้างโทรศัพท์มือถือทิ้งด้วยความโมโห
หลินชิงเหยียนเห็นทุกอย่างในสายตา
เธอลอบด่าในใจว่า ยัยโง่
ทำไมคุณหนูสามของตระกูลจั่วถึงไร้สมองได้ขนาดนี้
ทั้งๆ ที่เกิดมาจากแม่เดียวกัน ทำไมถึงแตกต่างจากคุณหนูสองจั่วเสียนอวี้ราวฟ้ากับเหวขนาดนี้
หลินชิงเหยียนข่มอารมณ์ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยอย่างมีมารยาท “คุณหนูฉิงหย่า ฉันยังมีธุระต้องจัดการ ขอตัวก่อนนะคะ”
“ไปเถอะๆ ตรงนี้ไม่มีเรื่องให้เธอต้องทำแล้ว” จั่วฉิงหย่าไม่สนใจเลยสักนิด “ฉันเดินของฉันเองได้”
เวลานี้หลินชิงเหยียนถึงเดินเลี่ยงออกมาแล้วเดินไปยังจุดเตรียมตัวของพวกเด็กฝึก
เธอเองก็อยากเห็นตอนที่ซือฝูชิงกับเซี่ยอวี้ต้องอับอายเหมือนกัน
**
ความจริงต่อให้จั่วฉิงหย่าไม่โทรมา เรื่องที่เสื้อผ้าหายไปก็แพร่งพรายไปทั่วแล้ว
แม้แต่มู่ชิงเมิ่งยังรีบวิ่งแจ้นมาหา
“ฉันได้ยินว่าเสื้อผ้าที่จะใช้แสดงหาย ทำยังไงต่อล่ะ” มู่ชิงเมิ่งร้อนใจสุดขีด “เราขอเลื่อนเวลาไปแสดงตอนหลังได้ไหม ฉันจะให้คนเอาเสื้อผ้ามาให้สักสองสามชุด”
เมื่อก่อนเธอเคยทำงานเบื้องหลังมาก่อน แต่หลังจากโรคหัวใจกำเริบหนักเข้าเลยต้องรักษาตัว ดังนั้นจึงแทบไม่ได้เข้าไปยุ่งเรื่องในวงการบันเทิงอีก
มู่ชิงเมิ่งเกลียดวิธีการทำร้ายกันลับหลังในวงการบันเทิงมากที่สุด
“เราเลื่อนการแสดงไม่ได้แล้วครับ” สวี่ซีอวิ๋นเม้มริมฝีปาก “อีกห้านาทีพี่เซี่ยก็ต้องขึ้นแสดงแล้ว ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้วครับ!”
ทว่าเซี่ยอวี้ยังคงสงบ สีหน้าไร้ซึ่งความสนใจใดๆ
“ไม่เป็นไร” ซือฝูชิงยังคงแสดงท่าทีสบายๆ เช่นเคย “พวกเรามีชุดใส่แสดงอยู่ แต่ถ้าทำได้ละก็คงต้องขอให้คุณน้ามู่ช่วยส่งชุดออกกำลังกายมาให้สักสองสามชุด”
มีด้วยเหรอ
พอพูดออกมาเช่นนั้น เหล่าเด็กฝึกก็ชะงักไป
มีชุดใส่แสดงเหลืออีกที่ไหนกัน
ซือฝูชิงเปิดกระเป๋าก่อนหยิบถุงกระดาษออกมา “ลองใส่ดู”
เซี่ยอวี้แสดงท่าทีเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง เขาชะงักไปก่อนจะคว้าถุงกระดาษนั้นมาเปิดดู
พอเห็นเสื้อผ้าที่อยู่ด้านใน แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความฉงน
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ขอบคุณเมนเทอร์ซือมากจริงๆ”
หลังจากนั้นหนึ่งนาทีเซี่ยอวี้ก็เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้องแต่งตัว
เขาแค่ก้าวออกมาก้าวเดียวก็ทำเอาทุกคนในบริเวณนั้นพากันตกตะลึง
สวี่ซีอวิ๋นพูดเสียงตะกุกตะกักพลางมองตาค้าง “ชุด…ชุดสวยสุดๆ ไปเลย!”
นี่เป็นชุดการแสดงที่ทำจากมือ ด้านบนปักด้วยดิ้นทองดิ้นเงินผสานกันเป็นลวดลาย
ราวกับแสงอรุณที่ลอยเหนือเมฆตรงขอบฟ้าถูกดึงลงมาหล่อหลอมลงบนเสื้อผ้าตัวนี้ สว่างไสว ดึงดูดสายตาไม่น้อย
คนงามเพราะเสื้อผ้า บวกกับไหล่กว้างและเอวบางของเซี่ยอวี้ เดิมทีเขาก็เป็นไม้แขวนชั้นดีมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว จึงยิ่งขับให้เสื้อผ้าตัวนี้งดงาม สัดส่วนรูปร่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ไม่ต้องมีแสงช่วย ลำพังแค่นี้เขาก็ดึงดูดความสนใจของผู้ชมไปจนหมด
“เดิมทีฉันก็ไม่ได้อยากให้นายใส่ชุดแสดงที่ทางทีมงานจัดให้อยู่แล้ว” ซือฝูชิงกวาดสายตามองเซี่ยอวี้จากบนลงล่าง “ไม่เลวเลย ถือว่าพอดีตัว”
“ไม่มั้ง” สวี่ซีอวิ๋นชะงักไป “เรื่องชุดการแสดงเป็นฝีมือของทางทีมงานเหรอ แบบนี้ก็ออกจะโง่ไปหน่อย”
“ทางทีมงานไม่ทำ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่ทำนี่” ซือฝูชิงเอียงศีรษะ “ถึงอย่างไรอยู่ในวงการบันเทิงก็ต้องรอบคอบไว้บ้าง คนที่อยากดึงนายลงจากตำแหน่งเซ็นเตอร์มีเยอะแยะไป
เลือกได้ดี ชุดนี้ยกให้นายเลยแล้วกัน”
ชั่วขณะนั้นสีหน้าของเซี่ยอวี้ขรึมลงเล็กน้อย “เมนเทอร์ซือ ชุดนี้แพงเกินไป ผมรับไว้ไม่ได้”
“รับไว้เถอะ” ซือฝูชิงพูดด้วยท่าทีสบายๆ “นายรักษาตำแหน่งเซ็นเตอร์ไว้ให้ฉันได้ก็พอ”
พอได้ยินประโยคนี้ เซี่ยอวี้ก็คลายหว่างคิ้วอย่างผ่อนคลายเป็นครั้งแรก อกผายไหล่ผึ่ง “ได้ งั้นผมจะเอาจริงแล้วนะ”
“หมายความว่าไงพี่เซี่ย” สวี่ซีอวิ๋นมึนงงไปหมด “หรือที่ผ่านมาพี่แกล้งมาตลอดเลยเหรอ”
เซี่ยอวี้ขยับแขนขา “จะว่างั้นก็ได้”
สวี่ซีอวิ๋น “…”
ขนาดแค่แกล้งทำตัวเหลาะแหละคะแนนโหวตความนิยมยังเป็นที่สอง ถ้าเอาจริงจะสุดยอดขนาดไหน!
สวี่ซีอวิ๋นปวดใจไม่น้อย
สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย
“งั้นก็ครองตำแหน่งไว้ให้ได้ละ” ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “การแสดงอันใกล้นี้จะเป็นก้าวแรกในการดันนายให้ดังเป็นพลุแตก”
**
จุดเตรียมตัว
เหล่าเด็กฝึกต่างพากันตื่นเต้นประหม่า
ในเมื่อนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาแสดงออกกล้องถ่ายทอดสดเป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงแตกต่างจากการอัดรายการโดยมีการตัดต่ออย่างสิ้นเชิง
เรื่องที่เสื้อผ้าของเซี่ยอวี้หาย พวกเขาย่อมรู้อยู่แล้ว
มีบางคนเป็นกังวล ทว่ามีบางคนกลับชอบอกชอบใจ
“พี่เยี่ยน ดีกว่าเดิมอีก” มู่เหยี่ยยิ้มเริงร่า “ชุดของเซี่ยอวี้หาย เขาก็ขึ้นเวทีไม่ได้แล้ว”
ลู่เยี่ยนแค่นเสียง “เขาได้เปรียบมากกว่า”
ไม่สู้ให้เซี่ยอวี้สวมชุดแสดงที่หายไปแล้วให้เขาทำการแสดงเพลงที่ใช้เปิดรายการบนเวทีจนสร้างความอับอาย
หรือไม่ก็ฝืนทำการแสดงให้จบ แต่แลกกับการห้ามเข้าร่วมการแข่งขันตอนหลังๆ ของรายการ
แค่ชุดแสดงหายนั้นเป็นจุดจบที่เบาเกินไป
ลู่เยี่ยนไม่ค่อยพอใจเท่าไร
“เขาได้เปรียบก็จริง” มู่เหยี่ยแค่นเสียงเย็นชา “แต่วันนี้เขาขึ้นแสดงบนเวทีไม่ได้ ต่อไปลำดับของเขาก็ต้องตกจากท็อปห้าคนแน่นอน แบบนี้ตำแหน่งเซ็นเตอร์ของพี่เยี่ยนก็มั่นคงมากกว่าเดิมแล้ว”
“ไปเถอะ” ลู่เยี่ยนไม่เห็นเงาของเซี่ยอวี้ในบรรดากลุ่มคนที่กำลังเตรียมตัวสักที เวลานี้ถึงผ่อนลมหายใจออกมา
การแสดงเพลงเปิดรายการเลือกเซี่ยอวี้อยู่ตำแหน่งเซ็นเตอร์ เขาทนกล้ำกลืนความโกรธนี้ไม่ได้มาตลอด
ตอนนี้กลับพึงพอใจมากทีเดียว
ในขณะเดียวกันหน้าเวทีก็ได้รับคำสั่งมาจากโปรดิวเซอร์
“ต้องขอโทษด้วยครับ แต่เกิดเหตุขัดข้องนิดหน่อย” พิธีกรกดหูฟังสื่อสาร “เพราะเซี่ยอวี้ของเราโชคร้ายดันทำชุดที่จะใส่แสดงหาย ดังนั้นวันนี้เลยขึ้นแสดงไม่ได้ ตอนนี้เลยให้คนที่อยู่ในลำดับที่สองขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แทน”
พอพูดจบ ไม่ใช่แค่ผู้ชมที่อยู่ในฮอลล์พากันฮือฮา แต่เหล่าแฟนคลับที่กำลังรอชมการถ่ายทอดสดก็ระเบิดอารมณ์เช่นกัน
[อ๊า…ทำไมล่ะ!]
[เกิดอะไรขึ้น ทางรายการไม่มีชุดสำรองให้หรือไง!]
[ฉันว่าเซี่ยอวี้ไม่สนใจจนทำเสื้อผ้าหายเองมากกว่า ชุดที่ใช้แสดงของเด็กฝึกทุกคนจะตัดขึ้นตามสัดส่วน แถมเขาอยู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ด้วย ถ้าชุดที่แสดงไม่เหมือนคนอื่น หรือว่าทางรายการต้องตัดชุดให้เขาเพิ่มอีกหนึ่งชุดหรือไง]
[นั่นสิ ทำไมมีแค่ชุดของเขาที่หายล่ะ ของลู่เยี่ยนก็ไม่หายนี่นา เซี่ยอวี้มีสิทธิพิเศษมากหรือไง]
[หวังว่าครั้งนี้ทีมงานจะไม่ได้พูดเรื่องโกหก และไม่ใช่เพราะจงใจกดอาอวี้ มิเช่นนั้นคุณคงรู้ผลที่ตามมาดี [อีโมติคอนยิ้มอ่อน][อิโมติคอนยิ้มอ่อน]]
[พอแล้ว แฟนคลับของเซี่ยอวี้เลิกดิ้นกันสักที พี่ชายของพวกเธอขึ้นเวทีไม่ได้แล้วยังจะพูดจาไร้สาระอะไรอยู่อีก]
ทุกคนกำลังจับจ้องเรื่องตำแหน่งเดบิวต์ ความขัดแย้งระหว่างแฟนคลับจึงมีไม่น้อย
ตำแหน่งที่นั่งผู้ชมมีเสียงซุบซิบคุยกันดังขึ้นไม่ขาดสาย กระทั่งมีแฟนคลับบางคนตื่นเต้นจนลุกขึ้นมา
พอถึงเวลาบ่ายสอง เวทีก็เลื่อนขึ้นมาอัตโนมัติ เหล่าเด็กฝึกพากันทยอยเดินขึ้นเวที
ตำแหน่งเซ็นเตอร์ไม่ใช่เซี่ยอวี้ แต่ดันเป็นลู่เยี่ยน
[ความจริงลู่เยี่ยนก็ไม่เลวเลย เซี่ยอวี้ไม่รักษาโอกาสไว้เอง วันหลังฉันเชียร์ลู่เยี่ยนดีกว่า]
[เซี่ยอวี้ไม่มีความทะเยอทะยาน ถึงแม้จะมีความสามารถแต่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องการทำงาน]
[พูดถูก ไม่รู้ว่าพวกแฟนคลับคลั่งไคล้อะไรในตัวเซี่ยอวี้ เดาว่าคงเป็นเพราะหน้าตา ฉันว่าเซี่ยอวี้ไม่คิดจะชิงตำแหน่งเซ็นเตอร์ด้วยซ้ำ]
เวลานี้เสียงเพลงดังขึ้นจนกลบเสียงของเหล่าแฟนคลับ
ทันใดนั้นเสียงกลองก็ดังขึ้น
ตึง!
ในขณะเดียวกันแสงสปอร์ตไลท์ก็ส่องสว่างจ้า
ทว่าไม่ได้ส่องไปทางลู่เยี่ยนที่อยู่ตรงกลาง แต่แสงดันส่องไปอีกตำแหน่งหนึ่ง
เงาสูงชะลูดเงาหนึ่งกำลังยืนอยู่บนเวทีที่ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาเพื่อปรากฏตัวตรงหน้าเหล่าผู้ชม