เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 65 ตกตะลึงไปทั้งฮอลล์!
เวทีมืดสนิท เหลือเพียงลำแสงหนึ่งส่องลงมาเท่านั้น
หลังจากเวทีเคลื่อนมาถึงตรงกลาง ใบหน้าของหนุ่มน้อยถึงปรากฏให้ทุกคนได้เห็น
เขาก็คือเซี่ยอวี้
แสงสปอร์ตไลท์สาดส่ายไปมาบนร่างของเขา ยิ่งดึงดูดให้คนละสายตาจากใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาไม่ได้
สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงก็คือเสื้อผ้าบนร่างของเขาที่ราวกับมีแสงออร่าเปล่งออกมา ดั่งแสงจันทราที่ค่อยๆ ทอแสงลงมาจากฟากฟ้า
“…”
ชั่ววินาทีนั้นทั่วทั้งฮอลล์ตกอยู่ในความสงบ เหลือเพียงเสียงเพลงอันแผ่วเบา
ร่างของลู่เยี่ยนยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิม จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นอย่างเหลือเชื่อ
มือของเขาสั่นเทา สมองดังวิ้งๆ ราวกับเลือดในร่างกายหยุดไหลเวียน
เกิดอะไรขึ้น!
เซี่ยอวี้ไม่มีชุดใส่แสดงไม่ใช่เหรอ
ทำไมเขาโผล่มาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ!
ลู่เยี่ยนแขนขาแข็งทื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่ายามที่ตนยืนอยู่ข้างกายเซี่ยอวี้เหมือนตัวเองกลายเป็นคนอัปลักษณ์
ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ สีหน้าดูย่ำแย่
เบื้องหลังเวที โปรดิวเซอร์ที่กำลังดูภาพผ่านหน้าจอก็ตบโต๊ะแล้วผุดลุกทันที “เกิดอะไรขึ้น! ฝั่งห้องควบคุมมัวทำอะไรอยู่”
แสงสปอร์ตไลท์นั่นอะไรกัน
แม้แต่แท่นเวทีที่ขยับได้ก็ถูกควบคุมด้วย?
ถึงแม้บอกว่าตำแหน่งเซ็นเตอร์เป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญที่สุด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นการเต้นเป็นกลุ่ม เน้นความสามัคคีเป็นหลัก
แต่เพราะเป็นแบบนี้ทั่วทั้งเวทีเลยมีเพียงเซี่ยอวี้ที่โดดเด่น เด็กฝึกคนอื่นๆ จึงสีหน้าเปลี่ยน
แบบนี้ไม่มีทางยอมแน่นอน!
“ไม่…ไม่แน่ใจครับ” ทีมงานเองก็ตกใจเช่นกัน เขาพูดเสียงตะกุกตะกัก “ทางห้องควบคุมบอกว่าพวกเขาไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ เวทีกับสปอร์ตไลท์ก็ถูกเปิดใช้งาน”
โปรดิวเซอร์ปะทุอารมณ์โกรธผ่านใบหน้า “รีบไปปิดเลย! นี่อะไรกัน ไม่ใช่เวทีของเขาคนเดียวสักหน่อย!”
“ไม่ได้!” ผู้กำกับได้สติก่อน “ตอนนี้จะปิดไม่ได้เด็ดขาด การแสดงจะเริ่มแล้ว”
โปรดิวเซอร์สีหน้าสงบลง ทำได้แค่กลับไปนั่งที่เดิม
ฝั่งที่นั่งผู้ชม
ซือฝูชิงกดตัวอักษรสุดท้ายลงในโปรแกรม จากนั้นก็หยิบโค้กขวดมากระดกหนึ่งอึก “เหนื่อยกับระบบนี้จริงๆ แถมยังต้องเสริมความเสถียรให้พวกเขาอีก”
ทางทีมงานได้เงินเดือนตั้งเยอะแยะ แต่ไม่รู้จักเปลี่ยนระบบสปอร์ตไลท์ให้ดีๆ บ้างเลย
บรรยากาศเงียบงันไปประมาณสามสิบวินาที จากนั้นเสียงกรี๊ดก็ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งฮอลล์
คอมเมนต์ที่วิ่งผ่านบนหน้าจอก็กระหน่ำถล่มทลาย
[กรี๊ดดด! อาอวี้! อาอวี้! แม่ๆ รักนายนะ!]
[เด็ดสุดๆ! ฉันขอประกาศว่าวันนี้พี่เซี่ยจะเอาจริงแล้ว!]
[หล่อโฮก ทั้งๆ ที่อาศัยแค่หน้าตาก็ได้แต่รั้นจะแสดงความสามารถ พวกเรากำลังคลั่งเทพแบบไหนกันแน่นะ!]
[เซี่ยอวี้ถ่อมตัวหน่อย อย่าเพิ่มศัตรูหัวใจให้ฉันไปมากกว่านี้เลย!]
[เกิดอะไรขึ้นกับลู่เยี่ยน แย่งตำแหน่งเซ็นเตอร์ของเซี่ยอวี้เหรอ!]
[ลู่เยี่ยนไม่มีศักดิ์ศรีเอาซะเลย นายไม่รู้จักดูบ้างว่าตัวเองคู่ควรไหม ยังจะยืนตรงกลางอีก]
[ที่แท้ทางรายการก็จงใจขัดขาอาอวี้นี่เอง ได้ พวกเราไม่รีบ รออาอวี้แสดงเสร็จก่อน วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล (อีโมติคอนยิ้ม)]
ครั้งนี้เซี่ยอวี้แผ่ออร่าไปทั่วทั้งฮอลล์ คนด้านข้างย่อมสู้ไม่ได้อยู่แล้ว
สิ้นทำนองเพลงช่วงแรกก็มีเสียงฉะฉานดังขึ้น
“ความฝันบนโลกใบนี้ ทอแสงประกายแวววาวเพื่อฉัน”
“คุณบอกว่าวันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ขอแค่ฉันได้คว้าแสงสว่างนั้นไว้…”
เสียงชายหนุ่มใสกังวานดังก้องไปทั่วบริเวณ
มีเด็กฝึกไม่น้อยยืนแน่นิ่งตัวแข็งทื่อไร้ปฏิกิริยาใดตอบสนองอยู่บนเวที
ลู่เยี่ยนก็คือหนึ่งในนั้นด้วย
แต่ถึงอย่างไรลู่เยี่ยนก็เป็นเด็กคนสำคัญในสังกัดของเทียนเล่อมีเดีย หลังจากเขายืนแน่นิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่นานก็ขยับตัว
หลังจากเด็กฝึกทุกคนเริ่มการแสดง บนเวทีก็ค่อยๆ ร้อนระอุ ท่อนร้องเดี่ยวก็แทนที่ด้วยเสียงร้องประสาน
แต่เพราะเส้นเสียงของเซี่ยอวี้มีความเป็นเอกลักษณ์ ถึงแม้จะมีคนร่วมร้องประสานเสียงด้วยก็ยากจะกลบเสียงของเขาได้
การเต้นของเขายิ่งกว่าเสียงร้อง เวลานี้บนเวทีสนุกสุดเหวี่ยงจนแทบลุกเป็นไฟ
ตึง!
ตึงๆ!
เสียงกลองดังขึ้นต่อเนื่องจนทั้งฮอลล์เดือดพล่าน
[แม่เจ้า พี่เซี่ยไปเรียนที่เก๋อหลินเอินมาเหรอ ทำไมถึงให้ความรู้สึกเหมือนอวิ๋นหลานเลยล่ะ]
[เหมือนๆ เหมือนจริงๆ! ฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของพี่อวิ๋น เพราะตอนเธอเต้นจะมีเอกลักษณ์บางอย่าง เซี่ยอวี้มีความละม้ายคล้ายอวิ๋นหลานมากจริงๆ]
[ยอมเลย จะชมเซี่ยอวี้ก็ชมไปสิ ไม่มีใครขวางสักหน่อย แต่พูดถึงอวิ๋นหลานแบบนี้หมายความว่าไง ถ้าถึงขั้นเปรียบเทียบฝีมือ เซี่ยอวี้ไม่คู่ควรหรอก]
อวิ๋นหลานอยู่ชั้นแนวหน้าของวงการบันเทิงระดับนานาชาติ ถึงแม้เธอจะหายตัวไปหลายปี แต่ยังคงครองใจแฟนคลับจำนวนนับไม่ถ้วน
ไม่เพียงแค่ในต้าซย่า เพราะแม้แต่ฝั่งตะวันตกและตงซังต่างก็บูชาเธอเช่นกัน
ไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จได้เท่าเธออีกแล้ว
ตึง!
พอถึงช่วงไฮไลท์ จู่ๆ เสียงกลองก็ดังขึ้น ทันใดนั้นแสงสปอร์ตไลท์ก็หายไป
ทว่าร่างของเซี่ยอวี้ไม่ได้หายไปกับความมืด เสื้อผ้าของเขาส่องแสงประกายวิบวับราวกับแสงจันทร์ที่กำลังร่วงลงหุบเขาพร้อมเสียงธารน้ำไหล
คนทั่วทั้งฮอลล์ส่งเสียงอุทานอย่างตกตะลึงอีกครั้ง
“นี่คงเป็นปักจันทราสินะ” มู่ชิงเมิ่งเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน “เมื่อกี้ฉันเห็นไม่ชัด ตอนนี้เพิ่งสังเกตเห็นว่าเป็นงานฝีมือขั้นสูง ในเมืองซื่อจิ่วหาเห็นสักชิ้นได้ยากมากๆ”
เพียงลายปักนี้ก็ทำให้ทุกคนมองอย่างไม่วางตา
ลายปักจันทราเป็นฝีมือการทอผ้าที่ขึ้นชื่อของต้าซย่า เพราะเหมือนดั่งดวงจันทร์ที่เปล่งแสงสว่างในค่ำคืนยามราตรี เพราะเหตุนี้จึงตั้งชื่อว่าปักจันทรา
“หะ?” สวี่ซีอวิ๋นผงะไป “ในเมืองซื่อจิ่วก็หาไม่ได้เหรอครับ”
เมืองซือจิ่วเป็นใจกลางเศรษฐกิจของต้าซย่า ซึ่งก็คือเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าซย่านั่นเอง
รวมรวมความทันสมัยและของขึ้นชื่อโด่งดังมากมาย นับว่าเป็นสถานที่ที่คนต้าซย่านับไม่ถ้วนต่างอยากเข้ามาอยู่
เหล่าดาราที่สามารถเบียดเข้ามาในวงการนี้ถึงได้ภาคภูมิใจมาก
“ใช่สิ ฉันไม่เห็นมานานมากแล้ว” มู่ชิงเมิ่งมองเวทีโดยไม่คิดจะละสายตา จากนั้นก็ถอนหายใจเสียงเบา “ไม่ใช่ว่าหาซื้อไม่ได้ แต่เพราะราคาสูงลิ่วจนไม่มีขายในท้องตลาด ช่างที่มีฝีมือปักงานได้ขนาดนี้แทบหายไปหมดแล้ว”
“ตอนนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล มีงานฝีมือไม่น้อยที่ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรกล บวกกับการบุกตลาดของสินค้าแบรนด์เนมต่างประเทศ ธุรกิจของงานปักจันทราจึงถดถอยแล้วค่อยๆ สูญหายไป น่าเสียดายจริงๆ…”
สวี่ซีอวิ๋นอ้าปากค้าง “งั้น…งั้นเมนเทอร์ซือก็เจ๋งสุดๆ ไปเลย เพราะถึงขั้นหาชุดนี้มาได้!”
“ฉันเป็นคนหยาบกระด้าง ไม่เข้าใจพวกเรื่องงานปักหรอก” ซือฝูชิงเท้าคางพลางกะพริบตา “แค่ถามเพื่อนแล้วขอมาสักตัว คิดไม่ถึงว่าจะมีคุณค่ามากขนาดนี้”
“แต่ฟังจากที่คุณมู่บอก งานปักจันทราไม่ใช่สินค้าที่พวกแบรนด์ดังต่างประเทศจะเทียบชั้นได้เลย”
“ใช่สิ” มู่ชิงเมิ่งพยักหน้า “นี่เป็นถึงสติปัญญาของบรรพบุรุษ ในราชวงศ์ต้าซย่าปักจันทราหนึ่งหลาต้องมีเงินถึงแสนตำลึงทีเดียว มีเพียงคนในเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่จะมีปัญญาสวมใส่”
ซือฝูชิงหันหน้าไปมองท้องฟ้าสดใสตรงนอกหน้าต่างพร้อมรอยยิ้ม “คนอื่นฉันไม่รู้หรอก แต่ฉันมั่นใจว่าฮ่องเต้อิ้นไม่ใส่แน่นอน”
พอพูดประโยคนั้นออกไป เหล่าเด็กฝึกไม่กี่คนก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยท่าทีแปลกใจ
เพราะไม่รู้ว่าประเด็นสนทนาของซือฝูชิงกระโดดข้ามมาเรื่องนี้ได้อย่างไร
“เขาติดดินจนเคยชิน” ซือฝูชิงพูดเสียงเรียบ “เขาเอาเงินบางส่วนมาช่วยเหลือบ้านเมืองด้วยซ้ำ คงทำใจใช้เองไม่ได้หรอก”
มู่ชิงเมิ่งพยักหน้าคล้อยตาม “ตั้งแต่อดีตถึงตอนนี้มีไม่กี่คนที่ถือหลักคุณธรรมทัดเทียบฮ่องเต้อิ้นได้ คุณซืออ่านหนังสือประวัติศาสตร์ด้วย คนแบบนี้หายากจริงๆ”
“น่าเสียดายที่บันทึกในประวัติศาสตร์ไม่สมบูรณ์” ซือฝูชิงกุมใบหน้า “ถ้าเป็นไปได้ อยากไปลองเดินอยู่ในยุคนั้นจริงๆ”
“ดูท่าทางฉันจะมีหัวข้อสนทนาใหม่ที่ใช้พูดคุยกับคุณซืออีกแล้ว” มู่ชิงเมิ่งพูดอย่างยินดี “ฮ่องเต้อิ้นไม่ใช่คนจิตใจเมตตาขี้ใจอ่อน แต่ฉันกลับนับถือเขาในจุดนี้”
ซือฝูชิงพูดเสียงเบา “นั่นสิ เขามีความเด็ดเดี่ยวของเขา”
ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าหลังจากฮ่องเต้อิ้นขึ้นครองราชย์ก็ฆ่าล้างข้าหลวงที่ทุจริตจำนวนสี่พันสองร้อยแปดสิบสี่คนภายในระยะเวลาหนึ่งปี
จากนั้นราชสำนักก็สุขสงบ ไม่มีใครกล้าเล่นตุกติกอีก
เขาเป็นคนเฉลียวฉลาด แต่ก็ทิ้งชื่อเสียงความโหดเหี้ยมไว้ไม่น้อย เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังตำหนิเอาได้
แต่ในเมื่อเป็นฮ่องเต้ เขาจะเป็นคนเมตตาขี้ใจอ่อนได้อย่างไร
มู่ชิงเมิ่งถอนหายใจ “น่าเสียดายที่ยังหาสุสานฝังศพของฮ่องเต้อิ้นไม่เจอ ไม่รู้ว่าจะถูกค้นเจอตอนไหน”
“แต่ฉันหวังว่าอย่าหาเจอเลยดีกว่าค่ะ” ซือฝูชิงเอียงศีรษะ “ตอนที่เขามีชีวิตอยู่ไม่เคยสงบสุขจนตัวตาย คงมีเพียงตอนนี้ที่ทำให้เขานอนหลับอย่างสงบได้เท่านั้น”
“ก็จริง” มู่ชิงเมิ่งถอนหายใจ “เมื่อก่อนเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก อย่าไปรบกวนเขาเลยจะดีกว่า”
ทั่วทั้งฮอลล์เงียบกริบ ทุกคนต่างยังคงอยู่ในภวังค์การแสดงของเซี่ยอวี้เมื่อครู่นี้ ส่วนสีหน้าของโปรดิวเซอร์และผู้กำกับดูไม่ดีสักเท่าไร
“ไม่ใช่ว่าชุดที่ใช้ใส่แสดงหายไปแล้วเหรอ” โปรดิวเซอร์พูดเสียงเย็นยะเยือก “งั้นชุดบนตัวเขาไปเอามาจากไหน”
ทางรายการมีทุนหนามากก็จริง ทว่าไม่มีชุดแสดงที่วิจิตรงามตาแบบนี้สักตัว
เขามองไม่ออกว่าเนื้อผ้าบนตัวของเซี่ยอวี้คืออะไร
ผู้กำกับปาดเหงื่อ “ไม่แน่ใจ รออีกเดี๋ยวค่อยไปถามเอาแล้วกัน”
“ช่างเถอะ” โปรดิวเซอร์จุดบุหรี่ “ผลลัพธ์บนเวทีก็ดีเหมือนกัน เอาแบบนี้ไปก่อน รายการยังมีอีกหลายตอน ไม่ต้องใจร้อน”
ในขณะที่เขายังไม่ทันผ่อนลมหายใจก็มีเสียงร้อนรนชิงดังขึ้นก่อนแล้ว
“โปรดิวเซอร์ เกิดเรื่องขึ้นแล้วครับ!”
ฝ่ายเทคนิครีบวิ่งเข้ามาอย่างร้อนใจด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เกิดเรื่องแล้วครับ!”
“จะตื่นตระหนกไปทำไม” เดิมทีโปรดิวเซอร์ก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ “บอกกี่ครั้งแล้วว่าทำตัวสุขุมหน่อย”
“สุขุมไม่ไหวแล้วครับโปรดิวเซอร์!” ไม่ง่ายเลยกว่าฝ่ายเทคนิคจะหายใจเป็นปกติได้ รีบพูดขึ้นว่า “โปรดิวเซอร์รีบมาดูผลโหวตหน้าเวทีก่อนเถอะครับ! พวกเราจะทำยังไงต่อดี!”
“ผลโหวตทำไมเหรอ” โปรดิวเซอร์มุ่นคิ้ว “ส่งมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้!”