เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 67 ซือฝูชิง “กล้าแตะต้องคนของฉันเหรอ”
รายการหนุ่มสาววัยใสเป็นการรวบรวมเด็กฝึกหัดจำนวน 101 คน โดยพื้นฐานเป็นเด็กปั้นชั้นแนวหน้าที่บริษัทใหญ่ๆ ในวงการบันเทิงส่งมาทั้งสิ้น
แต่ก็มีคนที่มาเป็นตัวประกอบเพิ่มจำนวนให้กับทางรายการเช่นกัน
เซี่ยอวี้เป็นเด็กฝึกหัดส่วนตัวที่มีความสามารถเปี่ยมล้น โดดเด่นเหนือคนอื่น นี่เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่มี
นอกจากเด็กฝึกหัดส่วนตัวที่ไม่มีเรตติ้งแล้ว ยังมีพวกเด็กฝึกที่เซ็นสัญญากับบริษัทจอมเผด็จการแล้วถูกบีบส่งตัวมาร่วมรายการนี้ด้วย
สวี่ซีอวิ๋นก็คือหนึ่งในนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้มีฐานแฟนคลับหนาแน่นเหมือนเซี่ยอวี้ อีกทั้งไม่มีใครยอมเสียเวลาช่วยปกป้องเขาสักคน
ดังนั้นจึงเป็นคนที่ต่อกรด้วยง่ายที่สุด
“พี่เยี่ยน ความจริงต่อให้ไม่พิการก็ไม่เห็นเป็นไร” มู่เหยี่ยไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร “ตอนหน้าต้องคัดคนออกตั้งครึ่งหนึ่ง สวี่ซีอวิ๋นอยู่ตำแหน่งไหนล่ะ ก็แค่อันดับที่ยี่สิบนับจากท้ายมา”
หลังจากเริ่มคัดคนออก ในทีมของซือฝูชิงจะเหลืออีกสักกี่คนกันเชียว
“ป้องกันไว้ก่อน” ลู่เยี่ยนพูดด้วยท่าทีระมัดระวัง “กล้องแพนมาทางพวกเราแล้ว อย่าพูดอะไร ยืนดีๆ”
ทันใดนั้นมู่เหยี่ยก็ไม่กล้าเปิดปากพูดอะไรอีก ร่างพลันชะงักแข็งทื่อ
สวี่ซีอวิ๋นอยู่ช่องที่สี่ มองซ้ายทีขวาทีด้วยท่าทีเงอะงะ
[หน้างงๆ แบบนี้ของเสี่ยวสวี่ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ]
[ฉันเรียนอ่านปากมาบ้าง เมื่อกี้เห็นเมนเทอร์ซือบอกเสี่ยวสวี่ด้วยสีหน้าใจดีว่าให้เสี่ยวสวี่ผ่อนคลายสบายๆ ได้เลยไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรก็มีอาอวี้อยู่แล้ว]
[โหวตให้เสี่ยวสวี่หน่อยเถอะ พี่เซี่ยรอดแล้ว สมาชิกในทีมคนอื่นๆ จะคะแนนต่ำไม่ได้เหมือนกัน]
สวี่ซีอวิ๋นคิดไม่ถึงว่าเขายังไม่ทันแข่งอะไร แถมยังไม่ทันแสดงอะไรที่มันโดดเด่น แต่จู่ๆ คะแนนโหวตก็เริ่มทะยานสูงขึ้น
หลังจากเสียงนกหวีดดังขึ้น เด็กฝึกหัดที่อยู่ไม้แรกก็เริ่มวิ่งอย่างสุดแรง
ระยะห่างของสองไม้แรกดูไม่ไกลกันเท่าไร ทว่าพอเป็นไม้ที่สามกลับอยู่ห่างกันจนเห็นได้ชัด
มู่เหยี่ยอยู่ด้านข้างสวี่ซีอวิ๋น
เขากัดฟันแน่นแล้วเพิ่มความเร็วขึ้นอีกครั้งพลางสบถคำสาปแช่งขึ้นมาในใจ
เมื่อก่อนเห็นสวี่ซีอวิ๋นตัวบางแค่ลมพัดก็ปลิวแล้ว ทำไมถึงวิ่งเร็วขนาดนี้เนี่ย
สมรรถภาพทางร่างกายของลู่เยี่ยนก็ไม่ค่อยดีเช่นกัน เขาวิ่งช้ากว่ามู่เหยี่ยด้วยซ้ำ
เขาส่งสายตาไปให้มู่เหยี่ย
พอมู่เหยี่ยได้รับสัญญาณก็รีบแสร้งทำเป็นร่างกายเสียศูนย์เซล้มไปทางขวา
ในขณะเดียวกันขาของเขาก็ก้าวออกไปด้วย
ระดับความเร็วที่สะดุดล้ม ต่อให้หน้าไม่คะมำก็เลี่ยงที่จะนอนแอ้งแม้งเป็นสิบวันถึงครึ่งเดือนได้ยาก
เฟิ่งซานจับจ้องไปทางลู่วิ่งแข่งขันพร้อมพูดขึ้นว่า “พี่เก้า!”
อวี้ซีเหิงยังคงใช้มือเท้าคาง
แต่นิ้วมืออีกข้างชี้ขึ้น จากนั้นก็มีไอเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากอาวุธลับ
ชั่ววินาทีที่สวี่ซีอวิ๋นใกล้ถูกชนกระเด็น จู่ๆ ขาของมู่เหยี่ยก็อ่อนยวบอย่างควบคุมไม่อยู่
เขาสะดุดล้มอย่างแรงจนเกิดเสียง พลั่ก! ดังสะเทือนไปทั่วบริเวณ
สวี่ซีอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างกระโดดหลบได้ทันท่วงทีอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งพลางตะโกนขึ้นว่า “อย่ามาโดนตัวฉันนะ! พี่เซี่ยช่วยผมด้วย!!!”
[วิ่งหลบหาทางหนีทีไล่ได้เก่งขนาดนี้ สวี่ซีอวิ๋นเป็นกระต่ายหรือเปล่า!]
[สวี่ซีอวิ๋นก็นะ…ถึงแม้การแข่งขันจะสำคัญมาก แต่เห็นมู่เหยี่ยใกล้ล้มแต่ไม่คิดช่วยประคองเลยสักนิด ใจดำไปหน่อยไหม]
[เอ๊ะ แต่ทำไมฉันรู้สึกเหมือนว่ามู่เหยี่ยจงใจชนล่ะ]
[ไม่ว่าจะเพราะอะไรแต่มู่เหยี่ยวิ่งต่อไม่ได้แล้ว คาดว่าตอนหน้าคงร่วมแข่งในรายการไม่ได้ด้วย]
เฟิ่งซานผ่อนลมหายใจ “ดูเหมือนว่าคุณซือก็คงสังเกตเห็นแล้วเหมือนกัน”
คิ้วของอวี้ซีเหิงขยับเล็กน้อยก่อนจะยกยิ้ม “แต่ไหนแต่ไรมาก็สัมผัสไวอยู่แล้ว”
อวี้ถังไม่ได้ฝึกการต่อสู้มาเลยมักมองลูกไม้แผนการต่างๆ ไม่ออก แต่เหตุการณ์ที่มู่เหยี่ยจงใจชนสวี่ซีอวิ๋นเมื่อครู่ เธอกลับมองเห็นอย่างชัดเจน
“คนๆ นี้น่ารังเกียจชะมัด!” เธอสบถด่า “เหมือนครั้งก่อนตอนที่ฉันไปโรงแรมแล้วเห็นมีพวกแอนตี้แฟนคลับมาสาดน้ำกรดใส่ดาราเลย ฉันเกือบพลอยโดนไปด้วยแล้ว”
อวี้ซีเหิงเงยหน้าขึ้นพร้อมพูดด้วยเสียงเย็นชา “วันหลังห้ามไปในที่แบบนั้นอีก”
“ไม่ไปแล้วค่ะๆ” อวี้ถังใช้มือเท้าคาง “ฉันมีแค่ชิงชิงก็พอแล้ว”
เฟิ่งซานยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
รายการหนุ่มสาววัยใสมีกลุ่มแฟนคลับมหาศาล บัตรเข้างานของรอบนี้ถูกแย่งซื้อเกลี้ยงนานแล้ว แม้แต่บัตรในมือของคนที่เก็บบัตรมาอัพราคาก็ยังขายเกลี้ยงไม่เหลือสักใบ
เฟิ่งซานรู้สึกว่าตัวเองเป็นถึงลูกหลานของตระกูลมั่วแต่กลับแย่งซื้อบัตรมาไม่ได้ เขาจึงรู้สึกละอายใจไม่น้อย
โชคดีที่อวี้ถังคลุกคลีอยู่ในวงการมานาน อีกทั้งมือยังเร็วมาก
เธอชิงบัตรมาได้สามใบ ดังนั้นพวกเขาจึงพากันแห่มาที่นี่
แต่แน่นอนว่าเฟิ่งซานไม่มีทางพูดออกไปว่า ตัวเองก็อยากมาดูเกาะติดขอบเวทีเหมือนกัน
หลังจากไม้ที่สามและไม้ที่สี่รับไม้ต่อกันเรียบร้อยแล้ว ระยะห่างก็ตีห่างกันมากขึ้นอีกครั้ง
“ที่หนึ่ง! กลุ่มของเซี่ยอวี้ได้ที่หนึ่งแล้ว!” พิธีกรตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ดูสิ เขาถึงเส้นชัยแล้ว! โอ้โห แถมยังทำลายสถิติในบรรดารายการบันเทิงทั้งหมดด้วย!”
“ขอเสียงแสดงความยินดีให้กับเซี่ยอวี้! ดีใจกับทีมที่เจ็ดด้วย!”
เสียงผู้ชมโห่ร้องอย่างดีใจ
กล้องกำลังซูมภาพใบหน้าของเซี่ยอวี้ฉายบนโปรเจกเตอร์
“พี่เก้า เซี่ยอวี้…” เฟิ่งซานสีหน้าขรึมลง “พี่ไม่รู้สึกว่าช่วงคิ้วของเขาเหมือนคุณซือมากๆ บ้างเหรอ”
อวี้ซีเหิงที่กุมใบหน้าอยู่ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาเหยี่ยวก็ค่อยๆ เหลือบมองขึ้น
เขายังไม่ทันเปิดปาก อวี้ถังก็ชิงมองเฟิ่งซานด้วยสายตาดูแคลนแวบหนึ่ง “นี่เรียกว่าเหมือนที่ไหนกัน คนหน้าตาดีเขาก็หน้าตาคล้ายๆ กันหมดแหละ”
“ถ้านายรู้สึกว่าเหมือนจริงๆ ฉันว่าคนที่อยู่ในตระกูลจี้นั่นยังเหมือนมากกว่า แต่พูดตามตรงก็ยังไม่คู่ควรเท่าไร เทียบชั้นกับชิงชิงของฉันไม่ติดเลยสักนิด”
เฟิ่งซานเถียงไม่ออก “ก็ใช่”
พอครุ่นคิดดูแล้ว เขาก็ถามอีกว่า “ตระกูลจี้ไหนอ่ะ”
“อ๋อ ก็คนที่โตมาด้วยกันกับพี่สามของฉันไง” อวี้ถังผลักเขาออก “โอ๊ย รำคาญนายชะมัด ฉันกำลังถ่ายรูปชิงชิงอยู่ นายอย่ามากวนฉันได้ไหม”
เวลานี้อวี้ซีเหิงถึงขยับปากพูด “เงียบ”
เฟิ่งซาน “…”
เขาควรหุบปากสินะ
**
บนลู่วิ่ง
เพราะมู่เหยี่ยล้มแรง ไม่นานก็มีเหล่าหมอพยาบาลโผล่มาหามตัวของเขาออกไป
เขาเจ็บจนสีหน้าซีดเซียว หน้าผากผุดเม็ดเหงื่อขึ้นมาเต็มไปหมด
ครั้งนี้มู่เหยี่ยศีรษะกระแทกพื้นและล้มค่อนข้างแรง ศีรษะของเขาเลยเจ็บระบม หายใจถี่หอบแทบไม่ทัน
ความจริงมู่เหยี่ยเองก็มีแฟนคลับ
ทว่าตั้งแต่เขาตกไปอยู่ห้องเอฟ ออกหน้ากล้องน้อยลง แฟนคลับก็พลอยหายตามไปด้วย เหลือคนที่สนใจเขาอยู่ไม่เท่าไร
เหล่าแฟนคลับยังคงดูการแข่งขันต่อไป
เพราะมีกรณีของมู่เหยี่ยให้เห็นก่อนหน้านี้ ลู่เยี่ยนจึงไม่กล้าเล่นตุกติกอะไรอีก
เขาเม้มริมฝีปากแล้วมองซือฝูชิงที่กำลังถือขวดโค้กในมือด้วยสายตาเหลือเชื่อ
ไม่นานการแข่งขันทุกอย่างก็จบลง ทีมที่เจ็ดได้ที่หนึ่ง ซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายของคนไม่น้อย
“โอเคๆ ทีมที่เจ็ดได้ที่หนึ่งจะได้เลือกเพลงก่อน” พิธีกรพูดขึ้น “ในฐานะที่เซี่ยอวี้เป็นหัวหน้าทีม บอกทุกคนไปเลยว่ากลุ่มพวกคุณเลือกเพลงไหน”
พอได้ยินดังนั้นเด็กฝึกคนอื่นๆ ก็เริ่มจับจ้องด้วยความเคร่งเครียด
ทุกๆ เพลงจะถูกแบ่งให้สองกลุ่ม พอถึงตอนถ่ายรายการสัปดาห์หน้าทั้งสองทีมก็จะมาแบทเทิลกัน
ไม่มีใครอยากปะทะกับเซี่ยอวี้สักคน
จากการตัดสินใจของซือฝูชิง เซี่ยอวี้จึงพูดขึ้นโดยไม่ต้องคิดอะไรสักนิด “เพลงบนวิมานครับ”
[พระเจ้า คิดแล้วคิดอีกก็คิดไม่ถึงว่าเซี่ยอวี้จะเลือกเพลงนี้! เพลงนี้ร้องยากมากๆ!]
[ฉันไม่เข้าใจทีมของซือฝูชิงเลย ถึงแม้เซี่ยอวี้จะครองตำแหน่งเซ็นเตอร์ แต่สมาชิกคนอื่นๆ เน้นไปทางเต้น ทำไมถึงเลือกเพลงบนวิมานล่ะ แบบนี้ไม่เป็นการหาเรื่องลำบากให้ตัวเองมากกว่าเหรอ]
[เกี่ยวอะไรกับเธอด้วย ยุ่งแค่เรื่องของตัวเองก็พอ!]
พิธีกรถามต่ออีกว่า “ทีมของพวกคุณได้ที่หนึ่ง ดังนั้นจะเลือกแบทเทิลกับทีมไหนครับ”
เซี่ยอวี้มองไปทางซือฝูชิง
พิธีกรนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหน้ามองตาม
กล้องเองก็แพนซูมตามไปด้วย
ซือฝูชิงวางโค้กในมือลง ก่อนจะปรายตามองลู่เยี่ยน มู่เหยี่ยและพวกเด็กฝึกที่มาจากบริษัทเทียนเล่อมีเดียแวบหนึ่ง พวกเขาสีหน้าเปลี่ยนทันที
เธอพูดยิ้มๆ อย่างไม่ใส่ใจ “จับฉลากเอาละกัน”
เซี่ยอวี้พยักหน้าก่อนใช้สองมือล้วงกระเป๋าแล้วทำตัวสบายๆ เหมือนเดิม
เหล่าเด็กฝึกยิ่งใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เข้าไปใหญ่
[มีแค่ฉันสังเกตเห็นว่าซือฝูชิงดื่มแต่โค้กหรือเปล่า…ชอบโค้กขนาดไหนกันเนี่ย]
[ดื่มขนาดนี้ก็ยังไม่อ้วน น่าอิจฉาจนน้ำตาแทบไหล]
[พูดตามตรง อย่าดูแค่ว่าเธอแต่งหน้าแนวพังก์แบบนั้นเลย แต่ฝีมือการแต่งหน้านับว่าไม่เลวทีเดียว]
[ฉันผิดไปแล้ว ทั้งๆ ที่ฉันเป็นคนให้ความสำคัญกับความสวยมากๆ แต่ตอนนี้พอฉันเห็นหน้าซือฝูชิงนานๆ เข้าดันรู้สึกว่าน่ารักซะได้ เกลียดตัวเองจริงๆ]
[เธอว่าซือฝูชิงมีจุดบอดจริงๆ เหรอ เปล่าเลย แต่ยัยหลินไม่เหมือนกัน ตอนเดบิวต์มีข่าวฉาวโฉ่เป็นกอง รอก่อน เดี๋ยวจะขุดมาให้หมดเลยคอยดู!]
ลู่เยี่ยนได้ที่สอง
เขาเลือกเพลง ‘ลำนำภูติแห่งขุนเขา’ ตามคาด
“จริงๆ ผมก็นับถือนักร้องต้นฉบับของเพลงนี้มากเหมือนกัน” สวี่ซีอวิ๋นกำหมัดมือขวาแล้วต่อยลงบนฝ่ามือข้างซ้ายด้วยท่าทีฮึกเหิม “ความจริงเธอเป็นแค่นักพากย์เสียง เพลงนี้เธอร้องแค่คนเดียวแต่กลับสามารถใช้เส้นเสียงทั้งชายและหญิง”
เซี่ยอวี้พยักหน้า “แต่พอตอนหลังวงแตก สมาชิกในทีมแทบออกจากวงการไปกันหมด แม้แต่วงการนักพากย์ยังเปลี่ยนคนไปตั้งหลายชุดแล้ว”
“คนในวงเก่งๆ กันทั้งนั้น ทุกคนมีเส้นเสียงที่หลากหลายกันไป แต่ต้นฉบับของเพลง ‘ลำนำภูติแห่งขุนเขา’ ร้องดีที่สุดแล้ว” สวี่ซีอวิ๋นกดเสียงต่ำลงพูดอย่างมีเหตุมีผล “ไม่ต้องใช้ที่แปลงเสียงก็สามารถดัดเสียงได้ ไม่ว่าจะชาย หญิงเด็กหรือคนแก่ล้วนเลียนเสียงได้หมด เหมือนตัวการ์ตูนชัดๆ! พี่เชื่อไหมล่ะว่าเมนเทอร์ซือต้องเป็นหน่วยข่าวกรองแน่นอน!”
ซือฝูชิง “…”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะชื่นชมอย่างอดไม่ได้ “บางครั้งก็รู้สึกว่าเสี่ยวสวี่ฉลาดไม่เบา แต่ดูพวกการ์ตูนปัญญาอ่อนให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ”
ส่วนสวี่ซีอวิ๋นที่มึนงงว่าทำไมตนถึงถูกชมแบบนี้ “???”
หลังจากทุกกลุ่มเลือกเพลงเสร็จแล้ว รายชื่อที่ต้องแบทเทิลกันก็ออกมา
โชคร้ายไม่น้อย เพราะความผิดพลาดของมู่เหยี่ยถึงทำให้กลุ่มเขาอยู่ถูกแบ่งไปประจันหน้ากับเซี่ยอวี้
พวกเด็กฝึกกลุ่มเล็กๆ ทั้งกลุ่มจึงลนลานกันใหญ่
“เอาละ ต่อจากนี้จะเป็นเวลาสร้างสายสัมพันธ์ของพวกเรา” พิธีกรเปิดปากพูดอีกครั้ง “เหล่าเพื่อนๆ ผู้ชมครับ มีเรื่องอะไรที่อยากขอเด็กฝึกของพวกเราบ้างไหมครับ
ขอให้ทุกท่านแสกนโค้ดบนโปรเจกเตอร์แล้วส่งคำขอไปให้ทางหลังเวที จากนั้นพวกเราจะสุ่มเลือกผู้โชคดีมาหนึ่งท่าน”
ชั่วขณะนั้นเหล่าแฟนคลับต่างตื่นตาตื่นใจขึ้นมาทันที
[อยากเห็นกล้ามของอาอวี้ ขอบคุณมาก]
[แค่ด้านบนมันน้อยเกินไป ขอให้พี่เซี่ยระบำเปลื้องผ้าดีกว่า!]
[แค่คนเดียว? ทางรายการใจกว้างหน่อยเหอะ]
[ไม่เอาถอดเสื้อผ้า ขอให้ล้างเครื่องสำอาง! ให้ซือฝูชิงล้างเครื่องสำอางดีกว่า!]
[ใช่แล้ว ให้เมนเทอร์ซือล้างเครื่องสำอาง! พวกเราจะได้เห็นหน้าสดของซือฝูชิง พวกเราจะเป็นผู้ดีไม่ก่นด่าอะไรแน่นอน]