เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 69 เอาคืนโชคชะตา เชิญตัวหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณ
ซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ทว่านี่ไม่ใช่ตัวอักษรย่อที่ใช้ในปัจจุบัน แต่เป็นตัวอักษรโบราณรูปแบบหนึ่ง
รัฐต้าซย่ามีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานราวๆ ห้าพันปี
ลำพังแค่ราชวงศ์ต้าซย่าก็กินเวลามานานกว่าพันปีแล้ว ดังนั้นรูปแบบตัวอักษรจึงมีความซับซ้อน
กระทั่งมาถึงยุคสมัยของฮ่องเต้อิ้นถึงรวบรวมตัวอักษรเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนตัวอักษรให้เขียนง่ายขึ้น
แต่วัฒนธรรมจะเลือนหายไปไม่ได้ มีตัวอักษรโบราณบางชนิดสูญหายไปแล้ว จึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาทำการวิจัยตัวอักษรโบราณเหล่านี้โดยเฉพาะ
จั่วเสียนอวี้เป็นอัจฉริยะที่ได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักมาจากตระกูลจั่วเป็นอย่างดี นอกจากเรื่องการบริหารธุรกิจแล้ว เธอยังเคยเรียนวัฒนธรรมโบราณของประเทศมาด้วย
บวกกับตัวอักษรโบราณชนิดนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคของฮ่องเต้อิ้น เธอย่อมจำมันได้ดี
ทว่าสำหรับจั่วฉิงหย่าแล้ว นั่นเป็นเพียงลายขีดเขียนแปลกๆ เท่านั้น
“พี่สอง พี่ว่าซือฝูชิงซื้อขยะอะไรของยัยนั่น” จั่วฉิงหย่าดูแคลน “พอได้เงินสองพันล้านมาอยู่ในมือก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย”
“เหลวไหล” จั่วเสียนอวี้มุ่นคิ้วพูดเสียงเย็นชา “ของแปลกอะไรกัน เธอจะไปเข้าใจอะไร”
พอจั่วฉิงหย่าถูกตำหนิโดยไร้ต้นสายปลายเหตุแบบนั้นก็น้อยใจ “พี่สอง พี่จะว่าฉันทำไม”
จั่วเสียนอวี้อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก “หุบปาก!”
ความคิดของเธอพันกันยุ่งเหยิง
ทุกคนในต้าซย่าย่อมรู้จักสามตระกูลชื่อดังเป็นอย่างดี
แต่ไม่ว่าจะเป็นคนในตระกูลมั่วหรือในตระกูลจีล้วนเป็นตระกูลที่พวกเขามิอาจเอื้อมถึงได้ทั้งสิ้น
แม้แต่ตระกูลอวี้ที่อยู่ชั้นแนวหน้าของเมืองซื่อจิ่วยังต้องได้รับอนุญาตจากตระกูลมั่วถึงจะเข้าจงโจวได้ ฉะนั้นจะนับประสาอะไรกับตระกูลจั่วแห่งเมืองหลิน
ตระกูลจีหายหน้าหายตาไปร้อยปี กระทั่งแทบไม่มีอิทธิพลใดๆ แล้ว
แต่ในเมื่อเป็นตระกูลในระดับเดียวกัน ฉะนั้นจะด้อยกว่าแค่ไหนกันเชียว
จั่วเสียนอวี้พยายามครุ่นคิดว่าตลอดสองปีที่ซือฝูชิงอยู่ต่างประเทศได้ไปมาหาสู่กับคนในตระกูลจีแห่งต้าซย่าหรือเปล่า
แต่คำตอบก็คือเป็นไปไม่ได้
มีความเป็นไปได้ที่ทางร้านอาจเอารูปมาจากอินเทอร์เน็ตแล้วปริ้นออกมาห่อติดบนกล่อง
พอคิดถึงตรงนี้ จั่วเสียนอวี้ก็ผ่อนลมหายใจอย่างช้าๆ จากนั้นก็กลับมาใบหน้าราบเรียบเหมือนเดิม “ไปกันเถอะ”
จั่วฉิงหย่ากระทืบเท้า หลังจากมองซือฝูชิงแวบหนึ่งด้วยท่าทีไม่เต็มใจก็ทำได้แค่ตามขึ้นรถไปเท่านั้น
ซือฝูชิงแกะกล่องด้านนอกออก หลังจากฉีกจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเสร็จถึงโยนทิ้งขยะไป
ในกล่องเป็นกระดาษยันต์ที่จีสิงจือส่งให้เธอ มีทั้งหมดสิบแผ่น
ทุกแผ่นล้วนถูกยัดอยู่ในถุงกำยานหอม ซึ่งสะดวกในการพกพา
ซือฝูชิงหยิบชิ้นหนึ่งเก็บเข้าใส่กระเป๋าตัวเอง จากนั้นก็เดินไปที่ลานจอดรถที่อยู่ด้านหลังอย่างช้าๆ
ไม่นานเธอก็หารถของอวี้ซีเหิงเจอแล้วขึ้นรถทันที
อวี้ถังที่นั่งข้างคนขับหันมาแล้วยื่นมือมาหาพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “ชิงชิง เธอดูสิว่าอาเก้าใจร้ายจริงๆ พรากเราสองคนออกจากกันอีกแล้ว”
ซือฝูชิงยื่นมือออกไปปลอบใจเธอ ส่วนอีกมือหนึ่งกำลังตอบกลับข้อความ
จี : [ได้รับของหรือยังๆ พี่ใหญ่ตอบกลับหน่อย!]
NINE : [ได้รับแล้ว นายซ่อนตราประทับของนายไว้บ้างไม่ได้หรือไง]
จี: [นั่นเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ใช่ของปลอม ด้านบนครอบด้วยพลังหยินหยางของฉัน หากใครแตะต้องมัน ฉันก็จะรับรู้ได้เลยทันที]
จี: [เธอคิดดูสิ ฉันเก่งขั้นเทพขนาดนี้ ถ้ามีใครขโมยกระดาษยันต์ที่ฉันส่งไปให้เธอจะทำยังไง]
ซือฝูชิง : […]
เธอก้มมองกล่องในมือที่มีลายตัวหนังสือที่เขียนว่า ‘เทกระจาด ลดกระหน่ำ’ อย่างเงียบๆ รวมถึงสโลแกน ‘บำรุงทุกอณูไต ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข’ ที่เขียนยาวเป็นพรวน
มีใครอยากขโมยพัสดุแบบนี้บ้าง!
ขนาดเธอเองยังอยากโยนทิ้งเลย
จี : [คงจำได้นะว่าต้องพาฉันเล่นเกมด้วย ฉันใกล้จัดการธุระในมือเสร็จแล้ว รอภารกิจใหม่ของเกมเปิดตัวเมื่อไร สโลแกนของพวกเราก็คือฆ่าคนแรก ฆ่าคนแรก ฆ่าคนแรก!]
ฆ่าคนแรกเป็นคำของเกมคำสั่งสวรรค์ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเกียรติยศของเกมออนไลน์ระบบ 3D ซึ่งมีแค่คนที่สามารถผ่านด่านภารกิจคนแรกเท่านี้ถึงจะได้รับเกียรติยศนี้
เกมคำสั่งสวรรค์ โด่งดังไปทั่วโลก ครองใจผู้เล่นถึงพันล้านคน อีกทั้งด่านยังยากมากจริงๆ
ซือฝูชิงคร้านจะสนใจเขาเลยปิดช่องสนทนาลง
จากนั้นเธอก็ซ่อนกล่องไว้ด้านหลัง
แต่ไม่อาจปกปิดอวี้ซีเหิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอได้
ชายหนุ่มเปิดดวงตาทั้งสองข้าง ดวงตาสีอำพันหดลงเล็กน้อย
ขณะที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่มือของเธอ แววตาก็หม่นลงราวกับตะวันลับขอบฟ้ามืดมิดอย่างไรอย่างนั้น
“บำรุงไต?” อวี้ซีเหิงกุมใบหน้า พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ช้าไม่เร็วนัก “กินของแบบนี้ด้วยเหรอ”
เฟิ่งซานแทบเหยียบคันเร่งแทนเบรก แต่เขาก็หยุดได้ทันท่วงที ตื่นตกใจจนเหงื่อเย็นอาบไปทั่วร่าง
อวี้ถังกลับอ้าปากค้างอย่างอึ้งตะลึง “ชิง…ชิงชิง เธอ…เธอไตเสื่อมเหรอ”
สีหน้าของเธอบ่งบอกอารมณ์อย่างชัดเจน
ซือฝูชิงอมยิ้ม
กระป๋องโค้กในมือถูกบีบจนบี้แบน
จีสิงจือ นายจบเห่แน่
รอบทลงโทษจากเธอได้เลย
ในขณะเดียวกันจีสิงจือที่อยู่ตงซัง ณ แดนไกลก็จามขึ้นมา ร่างกายพลันสั่นสะท้าน
เขากระชับเสื้อผ้าบนร่างพลางกวาดตามองรอบด้านด้วยความฉงน พึมพำกับตัวเองไม่หยุด “ไม่มีใครคิดทำร้ายเรานี่นา แปลกจริงๆ”
ในฐานะซินแส ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาย่อมว่องไวมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเทพรอบกายที่คอยช่วยส่งข่าวให้เขาอีกด้วย
นี่จึงช่วยทำให้เขาหลบหลีกอันตรายได้ไม่น้อย
ทำไมเมื่อกี้เขาถึงรู้สึกหวาดผวาขึ้นมากันนะ
จีสิงจือลูบแขนที่ขนลุกชัน ก่อนจะแค่นเสียงเบา “ต้องเป็นพวกหมาบ้าตงซังนั่นแน่ๆ คงคิดว่าจะจัดการฉันยังไงดีอีกล่ะสิท่า”
เขาสวมแว่นตาดำและหมวกฟางเดินตรงไปใต้แสงอาทิตย์ เวลานี้ถึงค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
**
ตกดึก
ณ โรงพยาบาลอันดับหนึ่งของเมืองหลิน
หลังจากเสียง ติ๊ด ดังมาจากห้องผ่าตัด หมอก็เดินออกมา
เห็นดังนั้นจั่วเทียนเฟิงก็รีบรุดหน้าเดินเข้าไปหา “คุณหมอครับ น้องผมเป็นยังไงบ้าง” เมื่อครู่เขาได้รับสายจากทางโรงพยาบาลบอกว่าคุณชายสี่ของตระกูลจั่วอาการโคม่า กำลังถูกยื้อชีวิตอยู่ในห้อง ICU เขาจึงรีบวิ่งแจ้นมาโรงพยาบาลทันที
“ขอโทษ ขอโทษด้วยจริงๆ” หมอที่ทำการรักษาปาดเหงื่อ “คนไข้…อาการสาหัสเกินไป เดิมทีร่างกายก็ย่ำแย่มากแล้ว ตอนนั้นเคยออกใบแจ้งแล้วว่าอาการอยู่ขั้นวิกฤต”
เงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยอย่างสุภาพว่า “ความจริงตอนนั้นยังพอรักษาได้ หากจะรอดมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นควรดูแลรักษาร่างกายให้ดีๆ ด้วยซ้ำ”
ช่วงวัยรุ่นคุณชายสี่ของตระกูลจั่วใช้ชีวิตเสเพล เจ้าชู้โปรยเสน่ห์ไปทั่ว เที่ยวเตร็ดเตร่ทุกคืน
แต่หลังจากถูกท่านผู้เฒ่าจั่วคลุมถุงชนถึงได้ฝืนอดทนทำตัวเป็นคนดีได้
แต่หลังจากแต่งงานได้ไม่กี่เดือนก็ไม่สงบเสงี่ยมอีกต่อไป มักออกไปเที่ยวกลางคืนไม่กลับบ้าน กระทั่งจนถึงตอนนี้ก็ยังหลงผู้หญิงและติดเหล้าบุหรี่งอมแงม
คุณชายสี่จั่วถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็รักษาได้ทันท่วงทีจนพ้นขีดอันตราย
จั่วเสียนอวี้เองยังนึกประหลาดใจว่าทำไมอาสี่ของเธอถึงรอดมาจนถึงตอนนี้ได้
“มาพูดเอาป่านนี้ก็ไม่มีประโยชน์” จั่วเทียนเฟิงขมวดคิ้ว “ยังรักษาได้ไหม”
ถึงอย่างไรคุณชายสี่ของตระกูลจั่วก็เป็นน้องชายแท้ๆ แม่คนเดียวกันกับเขา เขาจะใจดำเกินไปไม่ได้
แน่นอนว่าเหตุผลสำคัญก็เพราะน้องสี่ของเขาไม่มีความรู้อะไร ยิ่งเรื่องบริหารกิจการยิ่งไม่รู้สักเรื่อง อีกทั้งไม่มีผลคุกคามใดกับเขาด้วย
“ขอโทษด้วย ความเสียหายในร่างกายคงหมดปัญญาจะรักษาให้หายได้” หมอส่ายศีรษะ “ถ้าตอนนั้นเขาฟังคำโน้มน้าวแล้วพักรักษาร่างกายบ้างคงยืดอายุไปได้หลายปี”
จั่วเทียนเฟิงทุบกำแพงอย่างแรงพร้อมกัดฟัน “เกิดแต่เรื่องร้ายๆ”
ท่านผู้เฒ่าจั่วเพิ่งจากไปได้ไม่ถึงเดือน ตระกูลจั่วก็เกิดเรื่องอีกแล้ว
“แต่พูดถึงเรื่องนี้ผมนึกได้เรื่องหนึ่ง” จู่ๆ หมอก็พูดขึ้น “หลายวันก่อนหมอแผนกหัวใจและปอดรับผู้ป่วยมาคนหนึ่ง ตอนแรกคนไข้คนนี้หัวใจวายเฉียบพลัน เดิมทีไม่น่าจะช่วยชีวิตเอาไว้ได้
แต่ดันมีคนช่วยปฐมพยาบาลได้ทัน หมอถึงช่วยชีวิตเธอไว้ได้ ถ้าอย่างนั้นผมจะช่วยติดต่อแผนกหัวใจและปอดให้ แล้วลองถามว่าช่วยเปลี่ยนหัวใจได้ไหม”