เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 70 วิงวอนซือฝูชิง
เพราะมู่ชิงเมิ่งเป็นคนไข้คนสำคัญ บวกกับความลับในเรื่องข้อตกลง ดังนั้นหมอจึงไม่ค่อยแน่ใจสถานการณ์ทางฝั่งแผนกหัวใจและปอดมากเท่าไร
รู้เพียงว่าครั้งนี้หมอแผนกหัวใจและปอดต่างพากันตกตะลึง
เพราะจากการผ่าตัดที่ล้มเหลวกลับประสบความสำเร็จเสียได้
โชคดีที่มีคนช่วยปฐมพยาบาลผู้ป่วยก่อนส่งตัวมาโรงพยาบาล
หมอเองก็ได้ยินมาว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง แถมยังอายุไม่เท่าไรด้วย
แต่ทางแผนกหัวใจและปอดไม่ได้แพร่งพรายข้อมูลใดออกมา คิดไปคิดมาคงเป็นคำพูดที่เล่าลือต่อกันมาเท่านั้น
ในเมืองหลินมีหมอแผนกหัวใจและปอดตั้งมากมาย อายุมากแล้วก็มีไม่น้อย ทว่าไม่มีใครรักษาอาการป่วยของมู่ชิงเมิ่งได้เลย แล้วเด็กผู้หญิงอายุน้อยคนหนึ่งจะรักษาได้อย่างไร
หมอเลยเดาว่าคนคนนั้นต้องอายุอย่างน้อยห้าสิบปีแน่ๆ มิเช่นนั้นจะมีความรู้เรื่องการรักษามากมายขนาดนี้ได้อย่างไร
ยิ่งการเรียนหมอยิ่งแล้วใหญ่ เพราะแม้แต่เรียนยังต้องใช้เวลาตั้งห้าปี ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องฝึกงานเพื่อขัดเกลาความรู้อีกต่างหาก
“เปลี่ยนหัวใจก็ได้แล้วเหรอ” จั่วเทียนเฟิงขมวดคิ้วถาม “เปลี่ยนยังไง”
“ถ้าเปลี่ยนแค่หัวใจลำพังคงไม่พอ” หมอส่ายศีรษะ “อีกอย่างตอนนี้โอกาสที่จะผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหัวใจสำเร็จไม่ค่อยสูง ต่อให้เปลี่ยนถ่ายสำเร็จอย่างมากก็ใช้ชีวิตได้อีกครึ่งปี”
จั่วเทียนเฟิงอดกลั้นต่อความโกรธเอาไว้ “งั้นหมอพูดจาไร้สาระพวกนี้แล้วมีประโยชน์อะไร สิ่งที่ผมต้องการคือการแก้ปัญหา!”
“ดังนั้นถึงบอกให้พวกคุณไปถามทางแผนกนั้นไงครับ ลองดูว่าจะหาหมอคนนั้นเจอหรือเปล่า” หมอยังคงพูดอย่างสุภาพ “ถ้าหมอคนนั้นสามารถรักษาได้ บางทีน้องชายของคุณจั่วอาจจะใช้ชีวิตอยู่ได้อีกหลายสิบปี”
พอพูดจบเขาก็พยักหน้าก่อนจะกลับไปพักผ่อน
“แผนกหัวใจและปอดเหรอ” จั่วเทียนเฟิงขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม “เสียนอวี้ ลูกลองไปถามฝั่งนั้นดู ลองขอร้องหมออะไรนั่นดู พ่อจะเข้าไปดูอาสี่ก่อน”
จั่วเสียนอวี้พยักหน้ารับ
หลังจากจั่วเทียนเฟิงผ่านการฆ่าเชื้อแล้วก็เข้าไปในห้องพักผู้ป่วย
คุณชายสี่ตระกูลจั่วนอนบนเตียงด้วยท่าทีไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าซีดขาว ขอบตาล่างดำคล้ำ เห็นได้ชัดว่าเขาปล่อยตัวโทรมอย่างมาก
“ครั้งนี้นายเป็นอะไร” จั่วเทียนเฟิงอารมณ์ไม่ดีอย่างมากเลยพูดตำหนิ “รู้ไหมว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคนในเมืองหลินจะหัวเราะเยาะเรื่องของนายมากแค่ไหน”
เขาตบโต๊ะอย่างแรง แค่นเสียงเย็นชา “นอนอยู่บนเตียงแล้วหมดสติไปคงมีแค่แกแล้ว!”
คุณชายสี่ตระกูลจั่วไออย่างแรง พูดอย่างร้อนตัว “พี่ใหญ่ ผม ผม…”
“เอาเถอะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์” จั่วเทียนเฟิงโบกมือ “ตอนนี้นายพูดมาซะดีๆ ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้น นายสุขภาพแข็งแรงดีแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ผม…ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” คุณชายสี่พยายามนึกย้อนกลับไป “สุขภาพของผมแข็งแรงมากก็จริง แถมแข็งแรงมากมาตลอด ใครจะรู้ว่าจู่ๆ เมื่อวานร่างกายจะอ่อนแอขึ้นมาชั่วขณะ เหมือนว่าแรงทั้งหมดในร่างกายถูกสูบออกไปจนหมด จากนั้นผมก็หมดสติไปเลย”
จากนั้นเขาก็พูดอย่างร้อนใจ “พี่ใหญ่เชื่อผมนะ เดือนนี้ผมเพิ่งเล่นครั้งแรกเอง ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ได้”
“ขนาดนั้นเลย?” จั่วเทียนเฟิงชะงักไป จากนั้นก็สีหน้าเปลี่ยน “คงไม่ใช่เพราะ…”
เขาลุกขึ้นพรวด “นายพักผ่อนไปก่อน ฉันมีธุระ”
ทันใดนั้นจั่วเทียนเฟิงก็เดินออกไป พอเดินไปถึงมุมอับถึงหยิบนามบัตรของสองหนุ่มองเมียวจิของตระกูลฟูจิยามะออกมา
จากนั้นก็กดโทรออกตามเบอร์ที่อยู่บนนามบัตร
หลังจากมีเสียงรอสายดังขึ้นไม่กี่ที ปลายทางก็รับสาย
“ฮัลโหล อาจารย์หรือเปล่าครับ” จั่วเทียนเฟิงพูดเสียงนอบน้อม “อาจารย์ คืองี้ครับ ช่วงนี้เกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้นในตระกูลจั่ว คงไม่ใช่ว่ามีใครทำอะไรตระกูลจั่วหรอกใช่ไหม”
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นองเมียวจิกับตาตัวเอง แถมได้พูดคุยกับพวกเขาด้วย
จั่วเทียนเฟิงคงไม่เชื่อศาสตร์เวทมนต์หยินหยางที่อยู่ในหนังสือเหล่านั้น
แต่ตอนนี้เขาหวาดกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ
“คุณจั่ววางใจได้เลย ผู้น้อยกับศิษย์น้องลองดูแล้ว ตระกูลจั่วไม่มีอะไรแน่นอน” บุรุษหนุ่มพูดเสียงอ่อนโยน “องเมียวจิไม่ลงมือทำอะไรง่ายๆ เพราะมีข้อกำหนดมากมาย ฉะนั้นคุณจั่วไม่ต้องกังวล”
“งั้นเหรอครับ” จั่วเทียนเฟิงถึงผ่อนลมหายใจ “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณท่านทั้งสองมากๆ”
จากนั้นบทสนทนาก็สิ้นสุดลง
บุรุษหนุ่มอีกคนเปิดปากถาม “ศิษย์พี่ ทางฝั่งตระกูลจั่วมีอะไรเหรอ”
“เริ่มเกิดเรื่องขึ้นแล้ว” บุรุษหนุ่มไม่ค่อยรู้สึกแปลกใจเท่าไร “เป็นไปตามที่นายคิดไว้จริงๆ หลังจากตระกูลจั่วไม่มีตัวผลิตโชคลาภก็เริ่มเกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้น”
“ดูท่าหลังจากศาสตร์ถ่ายโอนโชคลาภล้มเหลว แรงสะท้อนคงตีกลับไม่เบาเลยจริงๆ” บุรุษหนุ่มอีกคนพยักหน้า เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเปิดปาก “พอดีเลย พวกเราเก็บรวบรวมข้อมูลต่อจากนี้ของตระกูลจั่วไปรายงานอาจารย์ แบบนี้อาจารย์จะได้ปรับแก้ศาสตร์ถ่ายโอนโชคลาภได้”
“รอวันหลังเจอคนดวงดี ใช้ศาสตร์นี้คงสบายไม่น้อย”
สำหรับตระกูลฟูจิยามะแล้ว การพัฒนาศาสตร์หยินหยางต่างหากถึงจะเป็นแก่นสำคัญ
ตระกูลจั่วก็เป็นแค่การทดลองที่ล้มเหลวเท่านั้น
ไม่คู่ควรให้ความสนใจเลยสักนิด
**
ในวันเดียวกับที่รายการหนุ่มสาววัยใสตอนที่สามจบลงก็โผติดอันดับคำค้นหายอดฮิตในเวยปั๋วไปด้วยเช่นกัน
กระทั่งวันที่สองก็ยังเป็นกระแสไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
#เซี่ยอวี้เอาจริงแล้ว#
#ซือฝูชิง เดิมพัน#
#ลำดับเมนเทอร์#
สองวันนี้เหล่าแฟนคลับของเซี่ยอวี้วุ่นไม่น้อย ทั้งเพิ่มกระแสให้เซี่ยอวี้ ทั้งช่วยโหวตให้ซือฝูชิงแต่พลังของแฟนคลับไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เพราะผลโหวตของซือฝูชิงทะยานสู่อันดับหนึ่งได้อย่างมั่นคง แถมยังทิ้งห่างหลินชิงเหยียนกว่าสามแสนคะแนน
[โอ๊ย ยัยแซ่หลินไม่ได้เรื่อง เป็นไอดอลสาวที่ฮอตที่สุดในต้าซย่าไม่ใช่เหรอ ทำไมคะแนนโหวตถึงน้อยขนาดนี้ล่ะ]
[เมนเทอร์ซือสู้ไปเลย ถ้าพี่เซี่ยที่หนึ่ง คุณก็ต้องที่หนึ่ง!]
[ขอโทษด้วย แต่ฉันหลงรักการแต่งหน้าแนวพังก์ของซือฝูชิงไปแล้ว จะมีใครทั้งบ้าทั้งสวยบ้าง]
[คอมเมนต์ด้านบน สายตาของเธอออกจะเพี้ยนไปหน่อยแล้ว]
พอเห็นว่าคะแนนของซือฝูชิงพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด หลินชิงเหยียนก็จิกเล็บลงกลางฝ่ามืออย่างแรง ความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจแทบจะทะลักออกมา
“พี่เหยียน พี่อย่าไปถือสาซือฝูชิงเลย” ผู้ช่วยบีบไหล่ของเธอพลางพูดปลอบประโลม “เซี่ยอวี้เป็นคนเก่ง เกี่ยวอะไรกับยัยนั่นด้วย”
ต่อให้เด็กเก่งอยู่ในมือเมนเทอร์คนไหนก็ต้องดังเปรี้ยงปร้างเป็นธรรมดา
หลินชิงเหยียนพูดเสียงเย็นชา “แต่เธอก็พูดแล้วว่าเซี่ยอวี้อยู่ในมือของยัยนั่น ไม่ได้อยู่ในมือของฉัน”
ผู้ช่วยพูดไม่ออก
ความจริงมาถึงตอนนี้แล้วก็ยังไม่มีใครรู้ว่าทำไมเซี่ยอวี้ถึงเลือกซือฝูชิง
“พี่เหยียน ยังไงซือฝูชิงก็สู้พี่ไม่ได้” ผู้ช่วยทำได้แค่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “พี่ดูสิชาวเน็ตกำลังพูดกันอยู่ว่าซือฝูชิงหน้าตาน่าเกลียดจนไม่กล้าล้างเครื่องสำอางถึงได้เสนอข้อเดิมพันนี้ขึ้นมา”
พอพูดถึงเรื่องนี้ อารมณ์ของหลินชิงเหยียนก็ดีขึ้นมาทันที เธอพูดด้วยรอยยิ้ม “ยังไงยัยนั่นก็ต้องแพ้”
ซือฝูชิงดันตัวเข้ามาอยู่ในกำมือของเธอเอง อย่าโทษเธอก็แล้วกัน
“เอาล่ะ” หลินชิงเหยียนแต่งหน้าเสร็จก็เก็บกระเป๋าเครื่องสำอาง “ฉันไปห้องซ้อมเต้นก่อน เธอช่วยสั่งอาหารมื้อเที่ยงให้ฉันด้วย”
ผู้ช่วยพยักหน้า ขณะที่กำลังเดินไปช่วยถือกระเป๋าให้ ฉับพลันก็มีเสียงเล็กแหลมกรีดร้องดังขึ้น “พี่เหยียน…พี่เหยียน หน้าพี่…”
“หน้าฉันทำไมเหรอ” พอหลินชิงเหยียนเก็บของเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมองกระจก
หลังจากนั้น เธอก็กรีดร้องเสียงสูง
พวงแก้มทั้งซ้ายขวาของเธอผุดรอยผื่นแดงเล็กๆ ขึ้นมา อีกทั้งมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมยังรู้สึกเจ็บแปล๊บๆ ขึ้นมาเป็นระลอก
หลินชิงเหยียนไม่สนใจเรื่องอื่นอีกต่อไป เธอลุกขึ้นด้วยท่าทีตื่นตระหนกและร้อนรน “ไปโรงพยาบาล รีบไปโรงพยาบาลเร็วๆสิ นิ่งอะไรอยู่ล่ะ รีบไปได้แล้ว!”
**
ทางฝั่งห้องซ้อมเต้นสอง
“ฉันจะแบ่งหน้าที่เลยแล้วกัน” ซือฝูชิงพิงตัวกับกระจก พูดพร้อมเลิกคิ้ว “เซี่ยอวี้อยู่ตำแหน่งเซ็นเตอร์เหมือนเดิม สวี่ซีอวิ๋นนายต้องรับหน้าที่เต้นตรงท่อนนี้
แล้วก็สืออวี่ เสียงนายใช้ได้ ฉันมีท่อนฮุคแบ่งให้นายสองท่อน แต่สองท่อนนี้จะค่อนข้างยาก ฉันจะฝึกนายตัวต่อตัว”
เหล่าเด็กฝึกแทบอดรนทนไม่ไหว
หลังจากซ้อมมาหนึ่งสัปดาห์ มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ความสามารถที่แท้จริงของซือฝูชิง
“ส่วนแกมานี่เลย” ซือฝูชิงเหลือบมองเจ้าปี่เซี๊ยะแวบหนึ่ง “เขาต้องซ้อมแล้ว”
เสี่ยวไป๋กำลังนอนบนตักของเซี่ยอวี้อย่างสบายตัว หลังจากยกขาหน้ายืดเส้นยืดสายบิดขี้เกียจเสร็จถึงกลับมาอยู่ข้างซือฝูชิงอย่างเชื่องช้า
เซี่ยอวี้ปัดฝุ่นบนกางเกงก่อนจะเริ่มซ้อมเต้น
ซือฝูชิงวางตารางการซ้อมของสัปดาห์นี้ไว้
เสี่ยวไป๋ขยับก้นที่สวมกระโปรงตัวจิ๋วสีชมพูของมันส่ายไปมา
สวยมากจริงๆ
มันคือนางฟ้าที่สง่างามตนหนึ่ง
“คิดว่าตัวเองสวยมากเหรอ อ๋อ แกจะบอกว่าเขาก็ทำให้แกรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกัน?” ซือฝูชิงไม่เงยหน้าเลยสักนิด “ทำไม บนตัวเขามีทองด้วยหรือไง ฉันขอเตือนแกไว้เลยนะ อยู่ข้างนอกอย่าไปกัดของคนอื่นตามใจชอบ”
เสี่ยวไป๋ร้องครางสื่อว่ามันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น
“อ๋อ เพราะหน้าตาคล้ายฉันเหรอ” ซือฝูชิงลูบคางแล้วมองเซี่ยอวี้แวบหนึ่ง “งั้นแกก็ไม่ดูหน้าตาของเจ้านายแกบ้าง มีคนหน้าตาดีคนไหนไม่เหมือนฉันบ้างล่ะ”
เสี่ยวไป๋ “…”
เจ้านายหลงตัวเองอีกแล้ว
เวลานี้ประตูห้องซ้อมเต้นก็ถูกเคาะขัดจังหวะ
ซือฝูชิงก้มหน้าพูด “เข้ามา”
คนที่มาคือพนักงานคนหนึ่ง เขาพูดเสียงตะกุกตะกัก “เมนเทอร์ซือ ผู้กำกับกับโปรดิวเซอร์เชิญตัวคุณครับ”
ซือฝูชิงปิดหนังสือลงแล้วเงยหน้าขึ้น “ทางที่ดีเป็นเพราะพวกเขามีธุระนะ”
พนักงานอดเซถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวไม่ได้ “เมนเทอร์ซือ มีเรื่องนิดหน่อยครับ เมนเทอร์ระวังตัวด้วย”
ซือฝูชิงหรี่ดวงตาจิ้งจอกลง ขยับมือพลางพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ “พวกนายซ้อมกันไปก่อน”
ณ ห้องทำงานหลังเวที
คนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งกันด้วยท่าทีเคร่งขรึม
หลินชิงเหยียนนั่งอยู่ตรงกลาง สวมหน้ากาก ดวงตาแดงก่ำ
ซือฝูชิงเพิ่งเปิดประตูเข้ามา ผู้ช่วยของหลินชิงเหยียนก็กระโดดลุกพรวดพูดอย่างโมโห “ซือฝูชิง ทำไมต้องใส่อะไรลงไปในเครื่องสำอางของพี่เหยียนด้วย ทำเอาหน้าพี่เหยียนต้องกลายเป็นแบบนี้!”
ทั้งกองทีมงานมีใครไม่รู้บ้างว่าคนที่ไม่ถูกกับหลินชิงเหยียนมีแค่ซือฝูชิงคนเดียว
ซือฝูชิงยืนไขว้ขาพร้อมใบหน้านิ่ง
พอเธอไม่ยิ้มก็ชวนให้รู้สึกเย็นสะท้านวาบ “พูดจาซี้ซั้วอะไรของเธอ”
“เมนเทอร์ซือ ฉันรู้ว่าคุณไม่ชอบหน้าฉัน แต่ฉันก็พยายามปรับแล้ว” หลินชิงเหยียนเงยศีรษะขึ้น พูดเสียงสะอื้น “ทำไมคุณต้องทำกับฉันแบบนี้ด้วย ทำไมคุณต้องเห็นฉันขัดหูขัดตาด้วย ตอนนี้หน้าฉันกลายเป็นแบบนี้แล้ว สะใจคุณมากใช่ไหม!”