เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 75 ประกาศบนสื่อออนไลน์
“ขอโทษด้วยนะคะ” หมอยังคงพูดคำเดิม “เธอคนนั้นไม่ได้บอกไว้ พอดีฉันยังมีธุระ งั้นขอตัวไปจัดการธุระก่อนนะคะ”
ไม่รู้ว่าตระกูลจั่วไปทำเรื่องอะไรไว้ ถึงทำให้คนที่รักในอาชีพหมอพูดคำอย่างไปเจอยมบาลแบบนั้นขึ้นมาได้
“ได้ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว” จั่วเสียนอวี้พรูลมหายใจออกมาช้าๆ “ขอบคุณค่ะ”
หลังจากวางสายเธอก็คลึงขมับอย่างไม่มีกะจิตกะใจทำงานอีกต่อไป
จั่วเสียนอวี้เป็นลูกรักของพระเจ้ามาตั้งแต่เด็ก ที่ผ่านมาใช้ชีวิตอย่างราบรื่นไม่เคยเจออุปสรรคใดๆ มาก่อน
คิดไม่ถึงว่าขนาดเอาตระกูลจั่วและตัวเองมาเป็นเบี้ยต่อรองยังถูกอีกฝ่ายปฏิเสธ
อีกอย่างตอนที่รู้จากทางโรงพยาบาลว่าหมอมากฝีมือคนนี้อายุยังน้อย ภายในใจของจั่วเสียนอวี้ก็ผุดความไม่ชอบใจขึ้นมาอย่างข่มไว้ไม่อยู่
ในสมองของเธอนึกถึงเหล่าคนวัยหนุ่มสาวทุกเมืองในต้าซย่ารวมถึงเมืองซื่อจิ่ว ทว่าไม่มีใครคู่ควรกับสมญานามนี้เลยสักคน
ตระกูลซูที่เป็นหมอมาหลายชั่วอายุคนในเมืองซื่อจิ่ว ถึงรุ่นนี้จะมีลูกสาว แต่เธอคนนั้นก็ไม่ได้เรียนเฉพาะทางด้านหัวใจและปอด
ส่วนตระกูลหนิงของเมืองเยี่ยน จั่วเสียนอวี้กลับไม่นึกถึงเลย
เพราะตระกูลหนิงเรียนด้านไสยศาสตร์ คนละสายกับแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยโผล่ไปที่โรงพยาบาลสักครั้ง
จั่วเสียนอวี้ตื่นจากความคิดก่อนจะฝืนตัวเองเข้าสู่สภาวะทำงาน
ในเวลาบ่ายสองประตูก็ถูกเปิดออก จั่วฉิงหย่าเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ ด้วยท่าทีอกสั่นขวัญแขวน
พลั่ก!
เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่กล่องปากกาจะถูกปัดตกลงพื้น
จั่วเสียนอวี้พูดเสียงเย็นชา “ยังมีหน้ากลับมาอีกเหรอ!”
จั่วฉิงหย่าตื่นตระหนกในทันใด ท่าทีหยิ่งผยองที่แสดงใส่หลินชิงเหยียนก่อนหน้านี้มลายหายไปในพริบตา “พี่…พี่สอง”
“ทำตัวเองจนต้องโดนลากไปถึงโรงพัก เก่งนี่” จั่วเสียนอวี้พูดด้วยสีหน้าราบเรียบ “ครั้งหน้าถ้าเธอตกอยู่ในเงื้อมมือของซือฝูชิงอีก จะไม่มีใครช่วยเธออีกแล้ว”
ถึงแม้สุดท้ายจั่วฉิงหย่าจะไม่ได้ถูกลงบันทึกไว้เป็นคดี แต่เรื่องที่เธอถูกลากไปถึงสถานีตำรวจไม่มีทางปิดบังใครได้แน่นอน
อย่างช้าพรุ่งนี้ข่าวนี้ก็คงแพร่ไปถึงหูเหล่าแวดวงตระกูลใหญ่ๆ ในเมืองหลิน
ศักดิ์ศรีของตระกูลจั่วแทบไม่เหลือแล้ว!
จั่วเสียนอวี้อดกลั้นความโกรธเอาไว้ “ห้ามออกนอกบ้านหนึ่งเดือน”
จั่วฉิงหย่าไม่สบอารมณ์ “พี่สอง!”
“เอาน่า ฟังคำพี่เขาเถอะ” จั่วเทียนเฟิงเองก็หงุดหงิดใจไม่แพ้กัน “คุณย่าจะกลับมาจากเมืองซื่อจิ่วแล้ว ลูกอยากให้ย่าโกรธจนล้มป่วยอีกหรือไง”
จั่วฉิงหย่าหดคอแล้วไม่กล้าพูดอะไรอีก
“คุณย่าออกจากโรงพยาบาลแล้วเหรอคะ” จั่วฉิงหย่ามุ่นคิ้ว “งั้นซือฝูชิง…”
นอกจากท่านผู้เฒ่าจั่วแล้ว คุณย่าก็ปฏิบัติต่อซือฝูชิงดีมากเช่นกัน
ถ้าซือฝูชิงเสนอหน้าไปหาคุณย่า ไม่แน่คุณย่าอาจจะปวดใจจนเรียกเธอกลับมาก็ได้
“พอดีแหละ รอคุณย่ากลับมา พวกเราจะได้ยกเลิกข้อตกลงอุปการะเลี้ยงดูซือฝูชิงอย่างเป็นทางการไปเลย” จั่วเทียนเฟิงพูดขึ้นต่อ “ย่าของลูกเข้าใจดี รู้หนักรู้เบา ไม่มีทางปล่อยให้ซือฝูชิงมาเกาะดูดเลือดตระกูลจั่วอีกแน่นอน”
“เรื่องโปรเจกต์ภูเขาร้างนั่นก็ใกล้เข้ามาเต็มที ฉันจะดูสิว่าซือฝูชิงจะหาเงินมาชดใช้ได้ยังไง”
เอาเงินของตระกูลจั่วไปฟรีๆ ตั้งสองพันล้าน ถึงเวลาต้องคายออกมาคืนแล้ว
จั่วเสียนอวี้พยักหน้า จากนั้นก็บอกเรื่องทางฝั่งโรงพยาบาลให้ฟัง
“ถูกปฏิเสธงั้นเหรอ” จั่วเทียนเฟิงขมวดคิ้ว “ช่างเถอะ พวกเราจะช่วยคุณชายอวี้เย่าหาตัวหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณไม่ใช่เหรอ ถ้าเทียบกับหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณ หมอเก่งคนนี้ก็แค่งั้นๆ”
นับตั้งแต่อวี้เย่ารู้ถึงความสุดยอดของศาสตร์การรักษาของหมอเทวดา จั่วเทียนเฟิงเองก็ทึ่งไปด้วยเช่นกัน
จั่วเสียนอวี้ตอบรับ “ค่ะ ลูกจะช่วยสอดส่องให้”
**
เวลา 11: 30 น. ในวันต่อมา
ซือฝูชิงกับชวีหลิงอวิ๋นนัดเจอกันที่ร้านชาแห่งหนึ่ง
ขณะที่กำลังรอซือฝูชิง ชวีหลิงอวิ๋นเปิดดูรายการหนุ่มสาววัยใสรอไปพลางๆ
ตอนที่การแสดงเพลงเปิดรายการของเซี่ยอวี้จบ ซือฝูชิงก็มาถึงร้านพอดี
“มาถึงแล้วเหรอ” ชวีหลิงอวิ๋นวางแท็บแล็ตลง “นั่งก่อนสิ”
ซือฝูชิงนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขาอย่างไม่คิดเกรงใจ จากนั้นก็หยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมากัดเข้าปาก
เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางหรี่ตาลงราวกับจิ้งจอกตัวหนึ่งที่นั่งตากแดดด้วยท่าทีเกียจคร้าน
“มิน่าวันนั้นคุณถึงถามขอชุดผู้ชายจากผม” ชวีหลิงอวิ๋นพยักหน้าไม่หยุด พูดด้วยท่าทีตกตะลึง “เด็กฝึกของคุณคนนี้มีความสามารถในการคุมเวทีดีมาก เสต็ปท่วงท่าก็แข็งแรง การแสดงออกทางสีหน้ายังเก่งมากๆ”
“แต่จะว่าไปเหมือนเขาจะเป็นแฟนคลับของอวิ๋นหลานใช่ไหม เพราะถอดแบบมาได้เหมือนเป๊ะ”
เขารู้สึกคุ้นเคยกับท่วงท่าการเต้นของเซี่ยอวี้อย่างน่าประหลาด
เพราะเขาเห็นเงาของอวิ๋นหลานซ่อนอยู่ในนั้น
ซือฝูชิงสีหน้าผงะไปเล็กน้อย จากนั้นก็ลากเสียงยาว “คง…ไม่ใช่มั้ง”
“ไม่ใช่เหรอ” เวลานี้ชวีหลิงอวิ๋นตกใจไม่น้อย “โดยพื้นฐานต้าซย่าจะแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือแฟนคลับของอวิ๋นหลาน ส่วนอีกกลุ่มก็คือคนที่กำลังจะกลายเป็นแฟนคลับอวิ๋นหลาน เขาไม่ใช่งั้นเหรอ ฉังคงต้อง…”
“เดี๋ยวนะ” ซือฝูชิงพูดตัดบท “ฉันว่าคุณออกจะเว่อร์เกินไปหน่อยมั้ง”
“เปล่า เปล่าเลย!” ชวีหลิงอวิ๋นเน้นเสียงหนักแน่น “เฮ้อ ผมเข้าใจแล้ว คุณเป็นมือใหม่ในวงการบันเทิง คงไม่รู้ว่าสถานะที่อวิ๋นหลานมีในต้าซย่าสูงมากแค่ไหน”
ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกคนต้าซย่าดูแคลนสบประมาทเช่นนั้น แต่ยังสามารถเข้ามาในเก๋อหลินเอินได้ด้วยฝีมือตัวเอง อีกทั้งยังทำให้เหล่าศิลปินในวงการกลายเป็นดั่งขุนนางเบื้องล่างได้
เกียรติยศเช่นนี้ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
ซือฝูชิง “…”
เมื่อก่อนเธอมาต้าซย่าเพียงไม่กี่ครั้ง เธอจึงไม่รู้แน่ชัดจริงๆ
“รอผมมีเวลา ผมอยากเจอเด็กฝึกของคุณคนนี้สักครั้ง” ชวีหลิงอวิ๋นดูการแสดงของเซี่ยอวี้ด้วยท่าทีพึงพอใจ “ผมอยากให้เขาเซ็นสัญญามาทำงานกับบริษัทผม คุณคิดเห็นยังไงบ้าง”
“หืม” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “เด็กฝึกของฉันยังไม่ทันได้เดบิวต์ ผู้กำกับใหญ่ชวีก็คิดจะแย่งไปแล้วเหรอ แบบนี้ออกจะไร้คุณธรรมไปหน่อยมั้งคะ”
“แค่กๆ” ชวีหลิงอวิ๋นไอด้วยความกระอักกระอ่วนใจ “ไม่ง่ายเลยที่จะได้เห็นเด็กมีความสามารถสักคน ผมชอบเด็กมีความสามารถ จู่ๆ ก็ให้ชุดปักจันทร์ไปตั้งชุดหนึ่ง ทำเอาผมปวดใจไม่น้อยเลยนะ”
เขามีชุดปักจันทร์อยู่ในมือเพียงไม่กี่ชุดเท่านั้น
เขาวางแผนว่าจะให้ซือฝูชิงชุดหนึ่ง
แต่คิดไม่ถึงว่าซือฝูชิงจะไม่เอาแล้วดันเอาไปให้เซี่ยอวี้แทน
“มีอะไรให้น่าปวดใจ” ซือฝูชิงเท้าคางพลางมองด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย “แค่ปักเพิ่มอีกก็ได้แล้ว”
“ปักเพิ่มงั้นเหรอ” ชวีหลิงอวิ๋นพูดโพล่งเสียงสูง “คุณพูดเหมือนกับการทำผ้าปักจันทร์เป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนการดื่มน้ำ”
ซือฝูชิงพยักหน้าด้วยท่าทีจริงจัง “ต้องเหนื่อยกว่าการดื่มน้ำอยู่แล้ว ในเมื่อต้องขยับทั้งสองมือนี่นา”
ชวีหลิงอวิ๋น “…”
เหตุผลแบบนี้ เขาจนปัญญาจะคัดค้านจริงๆ
“ปัญหาไม่ใช่ว่าจะตัดแล้วปักใหม่ได้หรือไม่” ชวีหลิงอวิ๋นถอนหายใจ “แค่ไม่รู้ว่าช่างฝีมือพวกนี้หายไปไหนหมดแล้ว พูดไปคุณอาจจะไม่เชื่อ ผ้าที่เหลืออยู่ในมือผมไม่กี่หลาตอนนี้เหมาซื้อมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตอนที่ผมไปถ่ายหนังกับอวิ๋นหลาน”
“ตอนหลังพอผมกลับไปก็ไม่เหลือใครเลยสักคน ไม่แม้แต่ทิ้งร่องรอยไว้ด้วยซ้ำ”
ซือฝูชิงเงียบไปชั่วขณะก่อนพูดเสียงต่ำ “งั้นเหรอ...”
“อีกเรื่อง ผมมาเพื่อบอกคุณว่าผมจะไปจากเมืองหลินแล้ว” ชวีหลิงอวิ๋นพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ถ้าคุณมีเรื่องอะไรก็อย่าลืมบอกผม”
ซือฝูชิงพยักหน้า
“วันนี้ซีเจียงเยวี่ยจะประกาศพรีเซ็นเตอร์ใหม่ของแบรนด์” ชวีหลิงอวิ๋นพูดต่อ “ผมไม่ขอให้คุณล้างเครื่องสำอางในรายการ แต่ตอนถ่ายโฆษณากับถ่ายลองกล้องต้องเปลือยหน้าสด”
ซือฝูชิงส่งเสียงจิ๊ปาก “ได้ค่ะ”
“วันศุกร์เราจะถ่ายลองกล้องก่อนสองสามชุด” ชวีหลิงอวิ๋นมองเวลาแวบหนึ่ง “ถ่ายลองกล้องเสร็จ ผมคงขึ้นเครื่องทันพอดี”
ซือฝูชิงถอนหายใจ “เป็นม้าที่วิ่งไม่หยุดเลย สมแล้วที่เป็นราชาแห่งวงการ”
ชวีหลิงอวิ๋นพูดด้วยสีหน้าฉงน “อะไรนะ”
“เปล่า” ซือฝูชิงทำท่าจริงจังขึ้นมาทันที “ฉันบอกว่าผู้กำกับชวีขยันทำงาน ตั้งใจมากจริงๆ”
“อืม จะขี้เกียจเรื่องงานไม่ได้จริงๆ” ชวีหลิงอวิ๋นพยักหน้า “คุณกินไปเถอะ ผมไปทำงานละ”
จากนั้นซือฝูชิงก็หยิบขึ้นมากินโดยไม่คิดสนใจใดๆ ทั้งสิ้น
อีกฝั่ง สองขาหน้าของเจ้าปี่เซียะตะกุยอยู่หน้ากระเป๋าพลางจ้องนาฬิกาเรือนที่ชวีหลิงอวิ๋นสวมอยู่ตาไม่กะพริบ
น่ากินเหลือเกิน
ซือฝูชิงย่อมสัมผัสความคิดของมันได้เลยเหวี่ยงมือตบไปที่หัวของเจ้าปี่เซียะหนึ่งที “เมื่อวันแกเพิ่งกินทองแท่งไป เก็บน้ำลายไปซะ อย่าได้คิดเชียว”
เสี่ยวไป๋ “…”
ฮือๆ เจ้านายแย่ที่สุดแล้ว
**
เรื่องที่ซีเจียงเยวี่ยเป็นแบรนด์ลูกในเครือหลานยังคงถูกเก็บเป็นความลับ ดังนั้นจึงมีคนให้ความสนใจน้อย
แต่เพราะมีแบรนด์เสื้อผ้าโบราณแนวนี้ไม่มาก ฉะนั้นจึงมีคนบางส่วนเฝ้ารอใจจดใจจ่อ
ซีเจียงเยวี่ย : [@ซือฝูชิง หลังจากนี้พวกเราจะจับมือเดินผ่านไปด้วยกัน]
ด้านล่างมีภาพประกอบด้วยภาพหนึ่ง
ซึ่งเป็นภาพเงาของซือฝูชิง
หลังจากลงโพสต์นี้ในเวยปั๋ว เหล่าชาวเน็ตก็ถล่มทันที
[ซือฝูชิง? ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม นี่เรื่องจริงเหรอ???]
[ทำไมถึงไม่เลือกนางแบบพรีเซ็นเตอร์เสื้อผ้าหน้าตาดีกว่านี้หน่อยล่ะ เลือกซือฝูชิง? บ้าไปแล้วเหรอ?]
[ตลกชะมัด เพราะรู้ว่าหน้าตาดูไม่ได้เลยลงได้แค่เงาใช่ไหมล่ะ]
[ซือฝูชิงคงมีความสามารถจริงๆ เป็นทั้งเมนเทอร์สายเต้นในรายการหนุ่มสาววัยใส แถมตอนนี้ยังได้เป็นพรีเซ็นเตอร์แบรนด์ซีเจียงเยวี่ยอีก ทำไมถึงไม่มีใครชมว่าเจ๋งบ้างเลย]
[ฉันไม่ได้เจาะจงไปที่ซือฝูชิงหรอกนะ ฉันแค่อยากรู้ว่าหล่อนมีดีที่การแสดงหรือหน้าตา ทำไมถึงได้เป็นพรีเซ็นเตอร์แบรนด์เสื้อผ้าแนวโบราณแบบนี้ได้ ถึงแม้การเป็นนางแบบจะไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องงามล่มเมือง แต่ซือฝูชิง หล่อนลองว่ามาสิว่าหน้าตาอัปลักษณ์อย่างหล่อนนั้นคู่ควรยังไง]