เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 210 เจ้าชายผู้ทรบทที่ 210 เจ้าชายผู้ทรยศยศ
- Home
- เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่
- บทที่ 210 เจ้าชายผู้ทรบทที่ 210 เจ้าชายผู้ทรยศยศ
บทที่ 210 เจ้าชายผู้ทรยศ
ลู่จินกู้รู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่ง เมื่อเธอได้แนะนำตัวกับเจ้าหมีขาวยักษ์อย่างเป็นทางการ ดวงตาของมันยังคงเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา แต่ตอนนี้มันดูไม่มีท่าทีคุกคามอีกต่อไป
ถ้าไม่ใช่เพราะขนาดตัวที่ใหญ่โตเกินจริง มันคงน่ารักเหมือนลูกแมวตัวหนึ่ง
มันโน้มตัวลงไปหากรีนลีฟ เอาหัวดุนเบา ๆ ในอ้อมอกเขาพร้อมส่งเสียงครางเบา ๆ
น่าแปลกใจที่ลู่จินกู้กลับเข้าใจความหมายของมันได้ว่า ‘ครั้งหน้าห้ามทิ้งข้าไว้คนเดียวอีกนะ’
กรีนลีฟลูบหัวของเจ้าหมีขาวอย่างเอ็นดูและพูดเบา ๆ ว่า “พวกเราต้องรีบกลับไปที่หมู่บ้านของเผ่าเอลฟ์นะ ตูตู ฉันต้องพึ่งนายแล้ว”
ลู่จินกู้สะดุ้งตื่นจากภาพเหตุการณ์แสนอบอุ่นนี้พร้อมกับความรู้สึกไม่สบายใจที่เริ่มก่อตัวขึ้น
ไม่นานนัก ความรู้สึกนั้นก็เป็นจริง เมื่อกรีนลีฟนั่งลงบนหลังหมีและยื่นมือมาทางเธอ เพื่อช่วยให้เธอขึ้นไปด้วย
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ทั้งในชาตินี้และชาติที่แล้ว ลู่จินกู้เคยนั่งรถยนต์ เครื่องบิน และรถไฟความเร็วสูงมาก็หลายครั้ง แม้แต่การขี่ม้าหรือขี่ลาเธอก็เคยผ่านมาแล้ว แต่การได้นั่งบนหลังหมีแบบนี้นับว่าเป็นครั้งแรกจริง ๆ!
แม้เธอจะรู้สึกหวั่นใจ แต่เมื่อเห็นกรีนลีฟที่ดูมั่นใจ เธอก็ต้องพยายามปีนขึ้นหลังหมีขาวอย่างระมัดระวังโดยมีเขาช่วยพยุง
ตูตูนอนราบลงกับพื้นเพื่อให้พวกเขาขึ้นหลังได้สะดวก พอกรีนลีฟตบหลังมันเบา ๆ แล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ” เจ้าหมีขาวก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
ลู่จินกู้รีบคว้าขนยาวนุ่มของมันอย่างแน่นหนา
ความรู้สึกนี้มันช่างน่าหวาดเสียวเกินกว่าที่เธอคาดคิด เธอรู้สึกเหมือนตัวเองจะหลุดลอยออกจากหลังหมีทุกครั้งที่มันขยับตัว
และเมื่อไม่กี่วินาทีต่อมา ตูตูก็เริ่มเร่งความเร็วจากการวิ่งเหยาะ ๆ ไปเป็นการวิ่งเต็มฝีเท้า ลู่จินกู้ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมความรู้สึกไม่สบายใจถึงเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
มันช่างสุดยอดไปเลย!
ถึงแม้เธอจะไม่เคยขับรถแข่งมาก่อน แต่ตอนนี้ความรู้สึกมันเหมือนกับการนั่งในรถแข่งเปิดประทุนโดยที่ไม่สวมหมวกกันน็อก!
ลมพัดปะทะแรงมากจนดูเหมือนจะพัดเธอให้ปลิวหลุดจากหลังหมีได้ทุกเมื่อ
และนี่ขนาดมีกรีนลีฟนั่งอยู่ข้างหน้า ช่วยบังลมไปบางส่วนแล้วนะ!
ลมที่พัดแรงจนแทบจะทำให้เธอปลิวออกไปทำให้ต้องก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งศีรษะของเธอชนเข้ากับหลังของกรีนลีฟพอดี
เขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ “ผมขอโทษ ผมลืมไป”
ลืมอะไร? เธออยากถาม แต่ปากของเธอแทบจะขยับไม่ได้เพราะลมแรง
ทันใดนั้น ลมที่พัดอย่างบ้าคลั่งก็หายไป
ความรู้สึกเหมือนจะถูกลมพัดปลิวไปหายไปในพริบตา เธอรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงก่อนจะยืดตัวขึ้นเพื่อตรวจสอบ ทันใดนั้นทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ และเธอสามารถพูดได้อีกครั้ง
“ทำได้ยังไงกัน?” เธอถามอย่างสงสัย
“มันเป็นความสามารถตามธรรมชาติของเผ่าผม เราสามารถควบคุมพลังของลมได้เมื่อจำเป็น” กรีนลีฟหันมามองเธอพร้อมกับสีหน้าขอโทษ “แต่ส่วนใหญ่ พวกเราเพลิดเพลินกับสายลมและชอบที่จะเต้นรำไปกับมัน ผมลืมไปเมื่อกี้… ขอโทษด้วย”
“ไม่เป็นไร ๆ” ลู่จินกู้ตอบ ตอนนี้แม้ตูตูจะยังวิ่งเร็วมาก แต่เมื่อไม่มีลมแรงมากระทบอีก ความกว้างของหลังเจ้าหมีก็ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะร่วงลงไป เธอถึงกับปล่อยมือหนึ่งออกมาจัดผมแล้วพูดว่า “เอลฟ์เป็นเผ่าที่น่าทึ่งจริง ๆ”
คำว่า ‘ควบคุมลม’ เป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ เธอรู้ว่ามีคนบางคนที่สามารถปลุกพลังในการควบคุมลมผ่านทักษะพิเศษหรือพลังจิตได้ แต่มันไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ เหมือนที่กรีนลีฟทำ
เมื่อครู่เธอไม่เห็นเขาทำอะไรเลย ดูเหมือนว่าลมจะเชื่อฟังคำสั่งของเขาอย่างแท้จริง
และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ คนที่มีทักษะควบคุมลม แม้จะมีพลังมากแค่ไหน ก็ไม่อาจทำได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติเช่นนี้
จากนั้นเธอก็สังเกตเห็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง
ตอนนี้พวกเขากำลังวิ่งอยู่ในป่าดิบดึกดำบรรพ์ ตูตูที่วิ่งด้วยความเร็วเต็มพิกัดไม่น่าจะสามารถหลบหลีกกิ่งไม้จำนวนมากได้ แต่กลับไม่มีอะไรมากีดขวางเลย
แม้จะวิ่งผ่านป่าด้วยความเร็วสูง แต่ตูตูกลับไม่ชนกิ่งไม้แม้แต่กิ่งเดียว
ลู่จินกู้เฝ้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอก็แน่ใจว่าเธอไม่ได้มองผิด กิ่งไม้เหล่านั้นขยับตัวหลบเอง
เธออดไม่ได้ที่จะตะโกนถามด้วยความทึ่ง “นี่ก็เป็นพลังของคุณเหรอ?”
“อะไรนะ?”
“ต้นไม้พวกนี้!”
กรีนลีฟเข้าใจทันทีและยิ้มพร้อมส่ายหัว “ไม่ใช่หรอก พวกเราชาวเอลฟ์อาศัยอยู่ในป่านี้มาหลายชั่วอายุคน พวกมันปกป้องพวกเรา”
ลู่จินกู้เคยได้ยินมาว่าในอดีต นักวิทยาศาสตร์เคยพิสูจน์ว่าพืชก็มีอารมณ์เหมือนกัน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นกับตาว่าพืชสามารถแสดงท่าทีปกป้องสิ่งมีชีวิตที่พวกมันรักได้เช่นนี้
ขณะที่เธอกำลังจมอยู่ในความรู้สึกทึ่ง ภาพตรงหน้าก็พลันเปิดกว้างออก
ลึกเข้าไปในป่า ปรากฏเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามราวกับภาพวาด
สิ่งแรกที่เธอเห็นคือความงดงามเหมือนภาพวาดสีน้ำมันชิ้นเอก สายน้ำตกสีเงินที่ไหลลงมาราวกับผืนผ้าสีเงิน ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่ส่องประกายดั่งอัญมณี และดอกไม้สีสันสวยงามหลากหลายพันธุ์ที่บานสะพรั่งไปทั่วริมฝั่งน้ำ ทุกสีสันถูกผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ไม่มีอะไรดูฉูดฉาดจนเกินไป
ปลายสุดของทะเลสาบนั้น คือพืชยักษ์ต้นหนึ่งที่ใหญ่โตจนมองไม่เห็นยอดจากระยะไกล ราวกับว่ามีเงาเคลื่อนไหวอยู่ในพุ่มใบของมัน
เธอรู้สึกได้ถึงบางอย่าง และหันไปมองกรีนลีฟ
เขามีแววตาผสมผสานระหว่างความดีใจและความเศร้า ดวงตาสีเขียวมรกตของเขาเปี่ยมไปด้วยน้ำตา เขาพยักหน้าเบา ๆ และเอ่ยอย่างแผ่วเบา “นั่นคือต้นไม้แห่งชีวิต”
ตูตูชะลอฝีเท้าลง ขณะที่พวกเขาเดินเลียบทะเลสาบเข้าใกล้ต้นไม้แห่งชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ลู่จินกู้จึงมองเห็นชัดเจนว่าต้นไม้นี้ยิ่งใกล้พื้นดิน ใบไม้ก็ยิ่งน้อยลง แต่กิ่งก้านกลับหนาและแข็งแรงมากขึ้น บนกิ่งที่ไร้ใบเหล่านี้มีบ้านหลังเล็ก ๆ ที่มีรูปลักษณ์พิเศษแขวนอยู่ และเงาที่เธอเห็นก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นเอลฟ์จำนวนมากที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างว่องไวตามลำต้นและกิ่งไม้ ราวกับพวกเขากำลังยุ่งอยู่กับงานของพวกเขา
เอลฟ์คนหนึ่งสังเกตเห็นตูตูและหัวเราะด้วยความดีใจ “ตูตูกลับมาแล้ว!”
จากนั้นเธอก็เห็นเงาคนบนหลังเจ้าหมีขาว และยิ่งดีใจเข้าไปอีก “เจ้าชายกลับมาแล้ว!”
เธอหยิบหอยสังข์ขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากเอวแล้วเป่า เสียงหอยสังข์ดังก้องไปทั่ว และในไม่ช้าก็มีเสียงเคลื่อนไหวจากต้นไม้แห่งชีวิต เอลฟ์จำนวนมากต่างวิ่งกรูเข้ามา พอเห็นว่าเป็นกรีนลีฟ พวกเขาต่างก็แสดงอาการดีใจอย่างสุดซึ้ง และพากันกระโดดลงมาจากต้นไม้ วิ่งตรงมาหาเขา
ลู่จินกู้ซึ่งถูกกรีนลีฟบังอยู่แทบมองไม่เห็นอะไรได้มากนัก เธอทำได้เพียงเห็นภาพบางส่วนผ่านเส้นผมของเขาที่สะบัดไปมา และทั้งหมดที่เธอเห็นก็คือเรียวขาที่ยาวอย่างน่าประทับใจ
สมแล้วที่เป็นเอลฟ์ ทุกคนที่เธอเห็นนั้นไม่เพียงมีใบหน้างดงาม แต่รูปร่างก็งดงามหมดจด
เมื่อเจ้าหมีตูตูหยุดลง กรีนลีฟก็ยืนนิ่งเฝ้ามองกลุ่มชนเผ่าที่ค่อย ๆ รวมตัวกันเข้ามา
แต่ลู่จินกู้สังเกตได้ว่าร่างกายของกรีนลีฟตึงเครียดผิดปกติ ความรู้สึกกระวนกระวายแบบนี้ทำให้เธอเริ่มสงสัย
หรือว่าการที่กรีนลีฟออกจากเผ่าเอลฟ์เมื่อครั้งก่อนมีเบื้องหลังอะไรบางอย่าง?
ก่อนหน้านี้เธอเคยถามเขาแล้ว แต่เขาก็หลบเลี่ยงและไม่ได้ตอบตรง ๆ เธอจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่ตอนนี้ท่าทีของกรีนลีฟทำให้เธอรู้สึกกังวล
อย่างไรก็ตาม ดูจากท่าทีของชนเผ่าแล้ว พวกเขาดูเหมือนจะต้อนรับกรีนลีฟด้วยความยินดี
กรีนลีฟค่อย ๆ ขยับตัวออกเล็กน้อย เผยให้เห็นร่างของลู่จินกู้ที่อยู่ด้านหลัง
ในชั่วพริบตา บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ลู่จินกู้เริ่มตระหนักขึ้นมาทันทีว่าความตึงเครียดของกรีนลีฟไม่ได้เกิดจากตัวเขาเอง แต่เกิดจากการที่เขาพาเธอมาต่างหาก
เหล่าเอลฟ์ที่ก่อนหน้านี้ยังมีท่าทีต้อนรับอย่างอบอุ่นต่อกรีนลีฟ ต่างพากันถอยหลังออกไปหลายก้าว
เสียงกระซิบกระซาบที่เกิดจากการพูดคุยของเอลฟ์หลายคนในเวลาเดียวกันทำให้เธอเริ่มได้ยินบทสนทนาอย่างชัดเจน
“เจ้าชายพามนุษย์มาด้วยเหรอ?”
“เหล่าผู้อาวุโสเคยกล่าวไว้ว่า ต้นไม้แห่งชีวิตไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามา”
“เจ้าชายฝืนกฎต้นไม้แห่งชีวิต”
“เจ้าชายทรยศต้นไม้แห่งชีวิต”
ทันใดนั้น เสียง ‘ฉับ!’ ก็ดังขึ้นเมื่อเอลฟ์ทุกคนหยิบธนูและลูกศรจากด้านหลังออกมาพร้อมกัน