เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 217 ลู่จินกู้ถูกพัดหายไป
บทที่ 217 ลู่จินกู้ถูกพัดหายไป
เมื่อฟาแลนเอ่ยสรุปออกมา ทั้งสามคนก็เงียบลงพร้อมกัน
และในความเงียบนี้เอง ยิ่งทำให้ฟาแลนมั่นใจในข้อสันนิษฐานของเธอมากขึ้น ดวงตาสีเขียวคู่สวยของเธอพลันเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เธอจ้องมองกรีนลีฟตรง ๆ และถามออกมว่า “นายคิดจะใช้วิธีนั้นเหรอ?”
ลู่จินกู้กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอได้ยิน แต่ก็พอมองออกจากปฏิกิริยาของกรีนลีฟที่ดูตกใจอย่างฉับพลัน
นั่นคือปฏิกิริยาของคนที่ความลับถูกเปิดเผยโดยไม่ทันตั้งตัว
จากท่าทีของฟาแลน ดูเหมือนว่า ‘วิธีนั้น’ จะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่
เธออดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “กรีนลีฟ คุณคิดจะทำอะไร?”
“ไม่มี… ไม่มีอะไร…”
กรีนลีฟตอบอย่างยากลำบาก สายตาเริ่มล่องลอย ไม่กล้าสบตาเธอโดยตรง
เขาลืมไปว่าตัวเองยังคงอยู่ภายใต้กฎของ ‘ทหารกองทัพพาราไดซ์ 1’ ซึ่งตามกฎแล้ว เขาไม่สามารถโกหกเธอได้
ดังนั้นก่อนที่คำปฏิเสธจะถูกเอ่ยออกมา พลังบางอย่างก็หยุดเขาไว้ ทำให้เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเผยสีหน้าอึดอัดใจออกมา
แม้ว่าเขาจะพูดโกหกไม่ได้ แต่เขาก็เลือกที่จะเงียบไว้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการบอกถึง ‘วิธีนั้น’ ให้เธอรู้
ทันใดนั้น ฟาแลนก็ระเบิดอารมณ์ออกมา เธอก้าวเข้ามาด้วยความว่องไว กระชากคอเสื้อของกรีนลีฟอย่างรุนแรง
กรีนลีฟตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณ แต่ทันทีที่ฟาแลนตะโกนด้วยความโกรธ เขาก็ปล่อยมืออย่างหมดแรง
“นายคิดว่านายคือใครกัน? วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าเอลฟ์หรือไง?”
ปัง!
เมื่อพี่สาวกระชากคอเสื้อของเขา กรีนลีฟก็ถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับต้นไม้ด้านหลังจนเสียงดังสนั่นไปทั่ว แม้ว่าเอลฟ์จะเป็นที่รักของธรรมชาติ แต่การถูกกระแทกอย่างรุนแรงนี้ก็ย่อมเจ็บปวดเป็นธรรมดา
สีหน้าเจ็บปวดปรากฏอยู่บนใบหน้าของกรีนลีฟเล็กน้อย แต่เขากลับพยายามส่งยิ้มให้ฟาแลน “พี่ครับ ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย”
“แต่… บางสิ่งเป็นความรับผิดชอบของผม มันเป็นบาปของผมด้วย ผมควรจะแก้ไขมัน”
“มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของนายคนเดียว!” ฟาแลนตะโกน ดวงตาของเธอเริ่มแดงขึ้น น้ำตาที่ปริ่มอยู่บนขอบตาของเธอใกล้จะไหลรินออกมา แต่เธอกลับดื้อดึงไม่ยอมให้มันร่วงลงมา “นายคิดว่านายกำลังชดใช้บาปอยู่หรือไง? ฉันไม่ยอมรับหรอก! ฉันไม่มีวันยอมรับ!”
เสียงของเธอแทบจะกลายเป็นคำตะโกนด้วยความโกรธในตอนท้าย แต่กรีนลีฟที่ยืนรับมือกับความโกรธนั้นยังคงสงบนิ่ง รอยยิ้มของเขากลับแฝงความอบอุ่นระคนปลอบโยน “ผมไม่ได้คิดจะชดใช้บาปอะไรเลย พี่ครับ ผมรู้ดีว่าพี่ไม่ต้องการสิ่งนั้น แต่เรื่องนี้มันเริ่มต้นจากผม และในฐานะเจ้าชายของเผ่าเอลฟ์ ในยามที่เผ่าพันธุ์อยู่ในวิกฤต ผมก็ต้องก้าวออกมา พี่ก็รู้…แม่ของเราก็ทำแบบนั้น ผมไม่อาจถอยได้แล้ว”
ฟาแลนกัดริมฝีปาก สั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด เธอกำลังรับมือกับความเจ็บปวดที่ท่วมท้นในใจ
ลู่จินกู้ไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขากำลังพูดถึงอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เธอแน่ใจคือทั้งสองต่างกำลังเผชิญกับความเจ็บปวด แม้แต่กรีนลีฟที่มีใบหน้ายิ้มแย้มก็ไม่อาจปกปิดความทุกข์ของเขาได้
เธอคิดว่าควรจะพูดปลอบใจ แต่เมื่อยังไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง จึงไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา
ในขณะที่เธอกำลังลังเล ฟาแลนก็พูดขึ้นว่า “มีแต่นายเท่านั้นหรือไงที่เป็นเจ้าชายแห่งเผ่าเอลฟ์? ฉันเองก็เป็นเจ้าหญิงเหมือนกัน เพราะงั้นฉันจะไปกับนาย”
“พี่!” กรีนลีฟอุทานออกมา
“อะไร? มีแต่นายที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อเผ่า ส่วนฉันต้องนั่งเฉย ๆ อยู่ที่นี่แล้วรอรับผลลัพธ์หรือไง?”
“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ใบหน้าของกรีนลีฟแดงก่ำ “แต่… แต่ถ้าพวกเราทั้งสองจากไป…”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ ฟาแลนก็ปล่อยมือจากเสื้อของเขา พร้อมจัดเสื้อผ้าของตัวเองอย่างสงบ และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ราชวงศ์เป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่ว่าเราจะอยู่หรือไม่ เผ่าพันธุ์ก็จะดำเนินชีวิตต่อไป อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสทั้งสาม พวกเขาจะรักษาความสงบเรียบร้อยได้ ไม่ว่าเราจะอยู่หรือไม่ มันก็ไม่สำคัญ”
“แต่ว่า…”
“นายก็พูดเองว่าแม่ของเราทำหน้าที่ของเธอแล้ว แล้วฉันจะเป็นคนที่กลัวตายได้หรือ?”
“แต่…”
“ถ้าเมล็ดพันธุ์นั้นไม่อยู่แล้วจริง ๆ ด้วยพลังของนายเพียงลำพัง ก็อาจไม่สามารถทำสิ่งนั้นสำเร็จได้ แต่ถ้าเราสองคนร่วมมือกัน พลังของเราจะเสริมกันและกัน และหากถึงคราวที่จำเป็นต้องใช้ ‘วิธีนั้น’ เราจะสามารถดำเนินการร่วมกันได้สะดวกกว่า”
กรีนลีฟที่โดนขัดจังหวะหลายครั้งทำได้เพียงยิ้มอย่างเหนื่อยใจ แม้เขาจะรู้ว่าพี่สาวของเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
เมื่อถึงเวลาที่ทางผ่านเปิดออก หากฟาแลนยืนกรานจะออกไป เขาก็คงไม่สามารถห้ามได้ หากเกิดการทะเลาะกันจนหลงทางในทางผ่านนั้น มันจะยิ่งเป็นปัญหามากกว่า
เขาจึงทำได้เพียงยอมรับเงียบ ๆ พร้อมกับรอยยิ้มขมขื่นในใจ ส่วนความคิดลึก ๆ ของเขานั้น ไม่มีใครรู้ได้
สองพี่น้องที่ทะเลาะกันอย่างดุเดือดในตอนแรก จู่ ๆ ก็กลับมาปรองดองกันได้ง่าย ๆ ลู่จินกู้ที่เฝ้าดูอยู่ได้แต่รู้สึกงุนงง เธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกคุณ… พูดเรื่องอะไรกันแน่?”
กรีนลีฟเม้มปากเล็กน้อย ราวกับกำลังคิดว่าจะตอบเธออย่างไร
แต่ฟาแลนกลับไม่เกรงใจ ตอบออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “นี่เป็นความลับของเผ่าเรา ขออภัยที่เราไม่สามารถบอกท่านได้”
เมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาตรง ๆ แบบนั้น ลู่จินกู้ก็ทำได้เพียงพยักหน้าและยอมรับ เธอไม่ถามอะไรต่ออีก
ทั้งสามคนรออีกสักพัก ในที่สุดทางผ่านก็เปิดขึ้น
ตูตูซึ่งไม่อยากให้กรีนลีฟจากไปถึงกับคาบเสื้อของเขาไว้ด้วยความอาลัย กว่าจะแยกจากกันได้ก็ต้องปลอบอยู่นาน มันค่อย ๆ เดินกลับเข้าป่าพร้อมกับหันหลังมามองซ้ำ ๆ
กรีนลีฟเอ่ยเสียงเบา “ขอโทษด้วย” จากนั้นเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวของลู่จินกู้ไว้แน่น ส่วนอีกมือจับมือฟาแลนไว้ ทั้งสามคนกระโดดเข้าไปในทางผ่านพร้อมกัน
ทุกอย่างหมุนวนอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากพวกเขามีประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้จึงไม่ได้ทรมานมากนัก
เพียงแค่พวกเขาผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ พวกเขาก็จะกลับไปยัง…
ทว่าทันใดนั้น ความผิดปกติกลับเกิดขึ้น
สายลมประหลาดพัดกระหน่ำขึ้นภายในทางผ่าน กรีนลีฟตะโกนอะไรบางอย่าง แต่เสียงของเขาถูกลมพัดกลบจนกระจายหายไป ไม่สามารถผ่านไปถึงหูของลู่จินกู้ได้
เธอรู้สึกได้ว่าแขนของกรีนลีฟที่โอบเธอไว้เริ่มลื่นไถลออกไป ทำให้เขาไม่สามารถคว้าเธอไว้ได้มั่นคงเหมือนเดิม และเธอเองก็เริ่มลื่นไถลออกไปจากเขาอย่างไม่อาจควบคุม
ลู่จินกู้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะคว้าตัวกรีนลีฟไว้ แต่กระแสไฟฟ้าบางอย่างที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนพุ่งผ่านมาที่ปลายนิ้วของเธอ ทำให้มือของเธอชาจนพลาดช่วงเวลาสำคัญที่สุดไป
เธอกรีดร้อง แต่เสียงนั้นไม่มีใครได้ยิน ก่อนจะถูกกระแสลมอันบ้าคลั่งพัดพาออกไปจากทางผ่าน
ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตกใจของกรีนลีฟ เขาพยายามยื่นมือมาคว้าตัวเธอไว้ แต่สายลมที่รุนแรงได้พัดเธอหายไปในพริบตา
ในเสี้ยววินาทีต่อมา ความรู้สึกของการขาดอากาศหายใจพลันถาโถมเข้ามา เธอพยายามหาทางรับมือด้วยความตื่นตระหนก แล้วทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้
เธอกำลังอยู่ในอวกาศ!
ลู่จินกู้รีบใช้พลังจิตบาง ๆ คลุมรอบตัวเธอเพื่อกักเก็บอากาศไว้ สมองที่ขาดออกซิเจนจึงค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติเล็กน้อย
แต่พลังจิตไม่ใช่ถังออกซิเจน การใช้งานแบบนี้ทำให้พลังจิตของเธอหมดลงอย่างรวดเร็ว เธอคำนวณในใจอย่างรวดเร็วว่าหากภายในสามนาทีเธอยังไม่สามารถออกจากทางผ่านนี้ได้ เธอจะต้องเผชิญกับการขาดออกซิเจนจนเสียชีวิตอีกครั้ง
สายลมที่รุนแรงยังคงพัดอยู่ต่อเนื่อง เธอหมุนวนไปมาอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองเอาไว้ได้ ถูกพัดลอยลึกเข้าไปในความมืดมิดของทางผ่าน โดยที่แสงสว่างที่เป็นสัญลักษณ์ของทางออกนั้นยังคงมองไม่เห็น
เวลาผ่านไปช้า ๆ พลังจิตของเธอเริ่มจะหมดลง ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
เมื่อพลังจิตของเธอหมดลง เธอจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่ใช่แค่การหายใจเท่านั้น
ในขณะที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เธอก็รู้สึกถึงสิ่งเย็นเยียบบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ลึกในจิตใจของเธอ ราวกับบางอย่างที่รอคอยอยู่ในความมืดกำลังเคลื่อนตัวออกมา
‘บ้าจริง! แกคือโจโฉหรือไง? พอพูดถึงก็มาเลย!’ เธออดคิดไม่ได้
เธอรีบเรียกระบบพาราไดซ์ขึ้นมา โชคดีที่ภาพโฮโลแกรมของต้นไม้ยักษ์ปรากฏขึ้น สิ่งที่เย็นชานั้นพลันหดกลับไปอย่างรวดเร็วราวกับกำลังแกล้งทำเป็นตาย
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้หายใจอย่างโล่งใจ ความรู้สึกขาดอากาศหายใจก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
พลังจิตของเธอ…หมดลงแล้ว