เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 273 ข่าวร้ายและข่าวดี
บทที่ 273 ข่าวร้ายและข่าวดี
ตอนแรกลู่จินกู้ยังรู้สึกสงสัยว่าด้วยความสัมพันธ์อันดีของชาวเผ่าว่านฉีกับเธอนั้น การร่วมมือกันน่าจะเป็นไปได้ง่ายดาย แล้วทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นภารกิจท้าทายขึ้นมาได้?
แต่เมื่อพวกเขามาถึงดาวเคราะห์หมายเลข 7132 และชาวเผ่าว่านฉียืนยันที่จะสร้างบ้านใหม่ที่นี่ แถมยังคำนับเธออย่างสุภาพและขอร้องบางสิ่ง เธอก็เข้าใจได้ทันทีว่า ‘ระบบไม่เคยผิดพลาด’
ภารกิจท้าทายก็คือภารกิจท้าทาย แม้ว่าระดับความยากจะมาช้า แต่มันย่อมต้องมาถึงแน่นอน
การย้ายถิ่นฐานของเผ่าว่านฉีอาจดูง่ายกว่าการย้ายของเผ่าเอลฟ์มาก แต่ความจริงแล้ว หากเธอไม่สามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้ เผ่าว่านฉีอาจจะสูญพันธุ์ไปเมื่อถึงรุ่นของว่านฉีหยา
วันนี้เธอถึงได้รู้ว่าเหตุผลที่ดาวเคราะห์หมายเลข 7444 ถูกเลือกให้เป็นสถานีวิจัยลับ และเผ่าว่านฉีถูกจับมาใช้เป็นตัวทดลองกลุ่มแรกนั้น ก็เป็นดั่งชะตากรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยง
เพราะก่อนที่ดาวเคราะห์ 7444 จะถูกทำลายด้วยมลพิษ ดาวดวงนี้เคยผลิตหินสีชมพูพิเศษที่มีคุณสมบัติหลายอย่าง นอกจากจะนำมาใช้เป็นสีย้อมแล้ว ยังสามารถบดเป็นผงเพื่อผลิตยาที่ช่วยปิดบังระดับพลังจิตได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งล้ำค่ามาก
แต่สิ่งที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็คือ หินชนิดนี้ยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวเผ่าว่านฉี
พลังจิตของเผ่าว่านฉีมีลักษณะพิเศษ โดยที่เธออธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ พวกเขามีพลังจิตสองชุดตั้งแต่เกิด
พลังจิตทั้งสองชุดนี้จะทำงานเสริมกัน ชุดหนึ่งสามารถตรวจสอบได้จากภายนอก และระดับพลังนั้นมักจะไม่สูงมากนัก
ส่วนอีกชุดนั้นไม่มีใครนอกจากเจ้าของพลังจิตที่สามารถสัมผัสได้ และระดับพลังมักจะสูงกว่าพลังจิตภายนอกถึงสามถึงห้าระดับ
ยกตัวอย่างเช่น ว่านฉีหยา พลังจิตภายนอกของเธออยู่ในระดับ E แต่พลังจิตภายในกลับอยู่ในระดับ A
ยิ่งไปกว่านั้น พลังจิตทั้งสองชุดทำงานแยกจากกันและไม่มีการรบกวนกัน ทักษะที่พวกเขาใช้งานได้ในแต่ละชุดก็อาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
หากมองโดยรวมแล้ว มันก็เหมือนกับว่ามีสมองสองชุดอยู่ในตัวคนคนเดียว
ด้วยพลังจิตที่เป็นเอกลักษณ์นี้ เด็กแรกเกิดในเผ่าว่านฉีจึงต้องดื่มน้ำที่ผสมจากหินสีชมพูซึ่งพวกเขาเรียกว่า ‘หินตันเซี่ย’ พร้อมกับสมุนไพรอื่น ๆ ในวันครบเดือนของเด็ก เพื่อทำให้พลังจิตของเด็กคงที่
หากไม่ได้รับยาในวันครบเดือน เด็กจะไม่สามารถมีชีวิตรอดถึงอายุหนึ่งปีได้
เมื่อทราบถึงเรื่องนี้ ลู่จินกู้ก็ได้แต่เงียบงันไปพักใหญ่ ไม่แปลกใจเลยที่ตอนที่เผ่าว่านฉีฝากเด็ก ๆ หนีออกมาจากดาว 7444 พวกเขาได้แต่หวังให้เด็ก ๆ มีชีวิตรอด โดยไม่พูดถึงการฟื้นฟูเผ่าพันธุ์เลย
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยาก เพียงแต่พวกเขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะหากปราศจากหินตันเซี่ย เผ่าว่านฉีก็ไม่มีทางดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้
สำหรับระบบ ภารกิจท้าทายนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างบ้าน แต่เน้นไปที่ ‘การดำรงเผ่าพันธุ์’ แทน
“บนดาวเคราะห์ 7444 ไม่มีหินตันเซี่ยเหลืออยู่เลยเหรอ?”
“ไม่มีแล้ว” ชาวเผ่าว่านฉีส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวัง “หินตันเซี่ยในธรรมชาติถูกมลพิษทำให้กลายเป็นพิษไปหมดแล้ว ไม่สามารถใช้งานได้ อีกทั้งหินที่เราเก็บสะสมไว้ก็ถูกยึดไปหมด”
เธอยังคงมีความหวังลึก ๆ ว่า หากกลุ่มของต้าฉือจวิ้นไทเป็นผู้ที่ยึดไป อาจจะยังพอหาหนทางเอากลับมาได้บ้าง
ลู่จินกู้จึงกลับไปที่คุกบนดาวเคราะห์หมายเลข 7133 เพื่อสอบถามคนที่เกี่ยวข้อง ทว่าผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง
หินตันเซี่ยทั้งหมดถูกนำไปทำยาและขายไปแล้วในราคาสูงที่ศูนย์การค้าฉืออิง ระบบพาราไดซ์ที่ตั้งเงื่อนไขนี้เป็นภารกิจท้าทาย ย่อมไม่ปล่อยให้สำเร็จง่าย ๆ แน่นอน
นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ลู่จินกู้ทำได้เพียงประกาศการรับซื้อหินตันเซี่ยในตลาดการค้าพาราไดซ์และศูนย์การค้าฉืออิง แต่ก็ยังไม่มีข่าวตอบรับในทันที
จริง ๆ แล้ว ลู่จินกู้ก็เข้าใจดีว่าหินตันเซี่ยนั้นไม่เหมือนกับอัญมณีที่พวกชนชั้นสูงอยากเก็บสะสม เพราะหินตันเซี่ยมีค่าเมื่ออยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์สำเร็จเท่านั้น ดังนั้น แม้จะประกาศรับซื้อในราคาสูงก็อาจจะไม่ได้ผลมากนัก นี่จึงถือเป็นเพียงการลองเสี่ยงดูเท่านั้น
แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องอื่นกลับมีความคืบหน้าในทิศทางที่น่ายินดี
เมื่อกลับมาแล้ว ลู่จินกู้ได้เริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคนของเผ่าว่านฉีที่หายไป โดยใช้ชื่อของบริษัทพาราไดซ์กรุ๊ปเป็นตัวกลางในการตามหา
ไม่ถึงครึ่งเดือนก็มีข่าวดี เด็กที่เคยหนีออกมาพร้อมกับว่านฉีหยาทุกคนถูกพบแล้ว ยกเว้นเพียงคนเดียวที่ชื่อว่านฉีเซิ่ง
ก่อนหน้านี้ เด็กเหล่านี้เกือบทั้งหมดต้องกลายเป็นทาส ชีวิตลำบากแสนสาหัส แต่ตอนนี้พวกเขาได้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากเสียที
ในหมู่ชาวเผ่าว่านฉีที่รอดชีวิตจากดาว 7444 มีหนึ่งคนเป็นญาติผู้พี่ของว่านฉีเซิ่ง เจ้าตัวเสียใจมากที่ไม่สามารถตามหาว่านฉีเซิ่งได้จนกระทั่งถึงตอนนี้ และก็ได้แต่ปล่อยโฮหลายครั้ง
ทว่าถึงอย่างไรผลลัพธ์นี้ก็ดีกว่าที่พวกเขาคาดหวังไว้มาก
ในด้านการสร้างถิ่นฐานใหม่บนดาว 7132 พวกเขาได้เริ่มปลูกต้นไม้ยักษ์พาราไดซ์เป็นสัญลักษณ์ของเขตใหม่เรียบร้อยแล้ว ส่วนชาวเผ่าว่านฉีเองต่างก็ไม่อยากรบกวนลู่จินกู้ให้ยุ่งยากมากนัก นอกจากบ้านพักบางหลังสำหรับอยู่อาศัยแล้ว พวกเขายืนยันที่จะสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ด้วยตัวเอง
พอดีกับที่อิซาเบลลาส่งข่าวมาว่าเธอได้ติดต่อพ่อของเธอเรียบร้อยแล้ว และจะสามารถเดินทางไปพบเขาได้ในอีกไม่กี่วัน ลู่จินกู้ที่มีกำหนดการแน่นเอี๊ยดจึงมอบแบบแปลนให้ว่านฉีหยาไปวางแผนสร้างบ้านใหม่ตามใจชอบ
เธอจึงออกเดินทางไปยังดาวหมายเลข 6 เพื่อพบกับอิซาเบลลาที่พักอยู่ชั่วคราว และถือโอกาสตรวจสอบคดีลักพาตัวก่อนหน้านี้ด้วย
ผลก็คือ ทางตระกูลแบล็กได้ส่งตัวคนรับใช้ที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ไปให้เซินโหย่วชิงรับมือแล้ว และยังมีข้อมูลว่าพวกคนรับใช้เหล่านั้นเกี่ยวข้องกับองค์กรใต้ดินบางกลุ่ม เมื่อพวกเขารับรู้ถึงทักษะพิเศษของเซินนั่ว พวกเขาจึงวางแผนจับตัวไปขายให้กับองค์กรเพื่อหวังจะทำเงินก้อนโต
การที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในบ้านของแอนนา แบล็ก ก็เพื่อจะอาศัยชื่อของเธอเป็นข้ออ้างในการลักลอบส่งตัวออกไปโดยที่ไม่มีใครสงสัย
ส่วนอิซาเบลล่า ราคาของเธอในตลาดมืดก็ยังคงพุ่งสูงไม่ลดลง และด้วยความที่เธอสนิทสนมกับเซินนั่วและมักไปทานข้าวด้วยกัน พวกกลุ่มลักพาตัวก็หวังจะรวบทั้งสองคนไปพร้อมกัน
โดยรวมแล้ว ผลการสืบสวนของทางตระกูลแบล็กที่ออกมาก็นับว่าเป็นข้อสรุปที่น่าเชื่อถือ ทั้งยังมีหลักฐานแน่นหนา ทางตระกูลเซินก็ไม่สามารถท้วงติงอะไรได้
แต่ลู่จินกู้ยังคงรู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องนี้เป็นเพียงการจัดการแบบ ‘แรงงานชั่วคราวทำเรื่องพลาด’ เท่านั้น
ถึงแม้จะรู้สึกเช่นนั้น แต่การหักเหลี่ยมระหว่างชนชั้นสูงเหล่านี้ย่อมไม่ง่าย เธอจึงเลี่ยงไม่พูดอะไรต่อ เกรงว่าจะทำให้ตระกูลเซินเข้าใจผิดว่าเธอไม่พอใจกับผลลัพธ์ครั้งนี้ และอาจทำให้พวกเขาลำบากใจ
ถ้าจะเล่นงาน ก็ต้องไปหาปัญหากับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นแหละ
อิซาเบลล่าเองก็ฟื้นจากความตกใจได้แล้ว ต้องบอกว่าความโชคร้ายครั้งนี้กลับนำโชคมาให้เธอเช่นกัน ถึงแม้เธอจะเป็นที่นิยมมาก แต่ในเจ็ดตระกูลใหญ่ เธอก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น การที่เซินนั่วซึ่งเป็นทายาทจากตระกูลเซินผู้สูงศักดิ์แสดงตัวเป็นแฟนคลับ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดพอสมควร
โชคดีที่ตระกูลเซินมีภาพลักษณ์ของตระกูลที่บ้าบิ่นในบางแง่มุม หากเป็นตระกูลอื่นคงบีบให้เซินนั่วละทิ้งความชอบนี้ไปนานแล้ว
แต่เพราะเหตุการณ์นี้เองที่อิซาเบลล่าได้รับอันตรายไปด้วย ทางตระกูลเซินจึงต้องดูแลและชดเชยให้เธออย่างเหมาะสม เธอได้รับเชิญให้มาอยู่กับพวกเขา ซึ่งก็ถือเป็นการปกป้องโดยอ้อมเช่นกัน การอยู่ด้วยกันทำให้เธอมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับสมาชิกตระกูลเซิน จนสามารถทำให้พวกเขามองเธอในแง่ดีขึ้น
ตอนนี้ในสายตาของบางคนในตระกูลเซิน เหล่าดาราจึงถูกแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ อิซาเบลล่า และคนอื่น ๆ
“เพราะพวกเขาเริ่มชอบฉัน ฉันถึงได้งานพรีเซนเตอร์แบรนด์ ‘บลัดเรด’ มาแล้ว…รู้ใช่ไหมว่า แบรนด์นี้ไม่ค่อยจ้างดารานะ” อิซาเบลล่าบอกข่าวนี้กับลู่จินกู้ด้วยความดีใจ ระหว่างที่พวกเธอคุยกันตามประสาเพื่อน
ฝ่ายคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องแฟชั่นกลับงุนงง “ฉันไม่รู้จริง ๆ นะ”
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็สัมผัสได้ว่านี่คือก้าวสำคัญในเส้นทางอาชีพของเพื่อนรัก เธอจึงยินดีกับอิซาเบลล่าเป็นอย่างยิ่ง