เนโครแมนเซอร์แห่งสถานีโซล (Necromancer of Seoul Station) - บทที่ 91 – มุ่งหน้าสู่จุดจบ (4) - บทที่ 92 – ผืนทรายสะเทือน
- Home
- เนโครแมนเซอร์แห่งสถานีโซล (Necromancer of Seoul Station)
- บทที่ 91 – มุ่งหน้าสู่จุดจบ (4) - บทที่ 92 – ผืนทรายสะเทือน
‘ฉันทำอะไรไป’
ลีซังโฮประหลาดใจเมื่อเข้าดันเจี้ยนมา
เขาเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปและรู้สึกเสียใจทีหลัง แต่จะถอยกลับก็สายไปแล้ว เมื่อบาเรียก่อตัวขึ้นเขาก็ออกไปไม่ได้จนกว่าจะเคลียร์ดันเจี้ยนและได้หินรีเทิร์นสโตนมา
[ไม่ใช่ ถ้าเจ้ารับข้อเสนอของข้า เจ้าจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างง่ายดาย]
“น…นายเป็นใคร?”
[คึๆๆ]
เสียงหัวเราะดังในหัวทำให้ลีซังโฮตัวสั่น
[ถ้าเจ้าอยากได้พลัง มาหาข้า]
ชิ้ง
อุโมงค์สีแดงก่อตัวขึ้นต่อหน้าลีซังโฮ
‘ขึ้นมาทั้งๆที่ฉันยังไม่ได้ฆ่ามอนสเตอร์เลยเหรอ?’
อุโมงค์ที่พาไปยังดันเจี้ยนจริงจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมอนสเตอร์ในสถานีใต้ดินตายหมดแล้ว คราวนี้มันกลับก่อตัวขึ้นทันทีที่ลีซังโฮเข้ามา
พูดให้ถูกคือ เจ้าของเสียงประหลาดเป็นคนสร้างขึ้น
ถ้าลีซังโฮไม่โง่ก็สังเกตได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น
‘สิ่งนั้นควบคุมดันเจี้ยนได้’
เขาไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ไม่รู้ว่าเป็นเทพ ปีศาจหรือสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก แต่เขารู้ว่ามันสามารถควบคุมดันเจี้ยนได้ และไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงถูกเรียกมาที่นี่
ที่แน่ๆคือเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าอุโมงค์นี้
ลีซังโฮขจัดความคิดเรื่องเคลียร์ดันเจี้ยนออกไป มี’บางสิ่ง’เชิญชวนเขามาด้วยสัญญาจะให้’พลัง’ ที่เขาต้องทำคือตกลงแลกเปลี่ยนกับสิ่งนั้น
วิ้ง
ลีซังโฮผ่านอุโมงค์ เขาได้ยินเสียงวิ้ง จากนั้นก็รู้สึกว่าร่างกายไม่มีน้ำหนัก เหมือนกำลังถูกส่งไปมิติอื่น
เขาเป็นเราส์แรงค์ B เคยเคลียร์ดันเจี้ยนแรงค์สูงมาบ้างจึงไม่รู้สึกประหลาดกับความรู้สึกนี้
แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั้นทั้งประหลาดทั้งไม่คุ้นเคย
ปราสาทน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่มีลมเย็นโชยพัด
พื้นดินรกร้างปกคลุมไปด้วยหิมะขาว ถนนทอดไปยังเนินเขาที่ปราสาทตั้งอยู่
ลีซังโฮตัวสั่นอย่างไม่ตั้งใจเมื่อเห็นภาพข่มขวัญเบื้องหน้า
ขณะกำลังกลืนน้ำลาย บางอย่างที่ไม่รู้จักออกมาจากปราสาทแล้ววิ่งมาทางลีซังโฮ
กึงๆๆ
แต่ละย่างก้าวของสัตว์ประหลาดทำให้พื้นสะเทือน หัวใจลีซังโฮเต้นแรงขึ้น
ความสามารถพิเศษลีซังโฮคือพลังจิต เขาอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นเราส์สายกายภาพ
“อา…”
เขารู้ว่าสิ่งที่เขารับมือไม่ได้กำลังมุ่งหน้ามาจึงคราง
สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มีหลังโค้งปกคลุมไปด้วยขนสีขาวหนา มันคืนโทรลน้ำแข็ง มันหยุดตรงหน้าลีซังโฮ ยืนด้วยความสูงกว่าคนปกติสามเท่า
มันสูดจมูกเพื่อดมกลิ่นเขา กลิ่นเหม็นเกินทนออกมาจากปากของมันแต่ลีซังโฮไม่ขยับตัว สิ่งนั้นคงไม่เรียกเขามาที่นี่เพื่อเป็นอาหารของโทรลน้ำแข็งหรอก
เมื่อมันหันหลัง ลีซังโฮจึงได้เห็นสิ่งที่โทรลน้ำแข็งลากมา มันดูเหมือนรถลากผสมเลื่อน
ลีซังโฮเข้าใจความหมาย เขาสูดลมหายใจลึกแล้วขึ้นไปนั่งบนเลื่อน
ไอร้อนลอยออกมาจากจมูกของมันขณะมันวิ่งลากเลื่อนไปยังปราสาท ปราสาทมีขนาดใหญ่จนให้ความรู้สึกเหมือนมันอยู่ใกล้ แต่กลับต้องใช้เวลานานกว่าจะไปถึง แม้เลื่อนจะเคลื่อนที่ไปอย่างเร็วมากแล้ว
เมื่อลีซังโฮมายืนหน้าประตูปราสาท มันสูงประมาณ 10 เมตร ทำให้เดาไปถึงเจ้าของที่ใช้ประตูนี้บ่อยๆ
เมื่อประตูเปิดออก เขาตามโทรลน้ำแข็งเข้าไป
มองไปรอบตัวเห็นโทรลน้ำแข็งจำนวนไม่น้อย เขายังเห็นมอนสเตอร์ที่เหมือนแมมมอธ
หลังจากเดินมาเป็นเวลานาน เขามาถึงใจกลางปราสาท
มันเหมือนที่อยู่ของพระราชา ที่แห่งนี้เป็นประกายเนื่องจากแกะจากน้ำแข็ง เป็นปราสาทในนิทานอย่างล้นเหลือ
ใจกลางโถงกว้าง มีบันไดทอดขึ้นไปข้างบน ที่จุดสูงสุดมีสิ่งที่เรียกเขามากำลังนั่งบนบัลลังก์
“เจ้ามาจริงๆ”
สิ่งนั้นทำจากน้ำแข็งทั้งหมด
มันเหมือนโกเลมน้ำแข็ง แต่มีขนาดรูปร่างเหมือนมนุษย์ ถึงอย่างนั้นก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่มนุษย์
ลีซังโฮคุกเข่าลงก้มหัวให้
เมื่อสิ่งนั้นเห็น มันลุกขึ้นจากบัลลังก์
“หัวไวดีนี่”
เหมือนมันจะชอบใจ มันเดินลงบันไดมาทีละขั้นแล้วยืนตรงหน้าลีซังโฮ
“เงยหน้าขึ้น”
“ครับ”
ลีซังโฮเงยหน้าขึ้น บังคับตัวเองไม่ให้สั่นไม่ได้ เขารู้สึกชัดเจน รูปปั้นน้ำแข็งตรงหน้าสามารถใช้เพียงปลายนิ้วฆ่าเขา…
คังวูจินที่ต่อยเขาต่อหน้ากล้องยังเทียบกับสิ่งนี้ไม่ได้
“ยินดีต้อนรับสู่อาณาเขตมิติของข้า”
“…”
“คึๆ ไม่ต้องตัวสั่นไป ข้าอยากมอบข้อเสนอให้ จึงส่งข้อความไปหาเจ้า”
เงาขาวเงาหนึ่งปรากฏตัวแล้วหายไปยังข้างกายร่างน้ำแข็ง
“ข้าจะมอบพลังที่เจ้าต้องการให้…”
มอบพลังให้… เขาชอบคำนี้ นี่เป็นคำที่เขาต้องการ แต่เขารู้ว่าของฟรีไม่มีในโลก ความต้องการพลังของเขาถูกใช้เป็นตัวล่อพาเขามาที่นี่
“คุณต้องการอะไร?”
“คึๆๆ”
สิ่งนั้นหัวเราะ
“เพราะอย่างนี้ข้าถึงชอบพวกมนุษย์”
มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่เข้าใจ-ว่าถ้าอยากได้อะไรเกินตัวก็ต้องมีอย่างอื่นตอบแทน เพราะอย่างนี้พวกมันจึงเป็นเหยื่อ เป็นแหล่งพลังงานชั้นดี
“ข้าอยากยึดโลก แต่โลกยังไม่ยอมรับข้า มันเร็วเกินไป”
“…”
ลีซังโฮฟังเงียบๆ เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้กำลังพูดถึงอะไร แต่เขารู้สึกเหมือนได้ฟังความลับบางอย่างที่ไม่มีใครบนโลกรู้
“ข้าไม่ยอมเสียที่ล่าดีๆให้พวกที่ต่ำต้อยกว่าข้า”
สิ่งนั้นหันหลังให้ลีซังโฮ มันมองบังลังก์ที่เพิ่งลุกจากมา
มีบันได 25 ขั้น
เขาคือเกรทลอร์ดขั้นที่ 25 ของทราห์เน็ต
อิเอลโล
“ข้าไม่ใช่เจ้าโง่รัชโมด ข้าไม่ใช้ทางเชื่อมไม่เสถียรแบบนั้นหรอก”
แม่ทัพทั้ง 72 ของทราห์เน็ต เกรทลอร์ดที่มีบัลลังก์ของตัวเอง
แต่ละบัลลังก์มีตัวเลขตามขั้นบันไดจาก 1 ถึง 72 และเหนือเหล่าแม่ทัพขึ้นไปเป็นราชา… ทุกตนต้องมีพื้นที่ล่าของตัวเอง
โลกกำลังถูกประสาน พลังงานจึงเพิ่มขึ้นและเกิดการเชื่อมต่อโดยเริ่มจากขั้น 1 เมื่อพลังงานเพิ่มขึ้นอีก แม่ทัพจากขั้นสูงขึ้นไปจะสามารถเข้ามาที่โลก
อิเอลโลไม่ชอบเลย
มันไม่อาจเชื่อมต่อกับโลกเร็วเท่าเกรทลอร์ดตนอื่นที่อยู่ในขั้นต่ำกว่า มันต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงบนโลก
“เจ้าแค่ต้องก่อปัญหาตามใจเจ้าต้องการ”
อิเอลโลหันกลับมาใหม่ ยกมือเหนือหัวลีซังโฮที่กำลังคุกเข่าอยู่ ความรู้ใหม่ไหลเข้ามาในหัวลีซังโฮเหมือนเรียนทักษะจากตำราทักษะ
‘นี่…นี่คือ…’
ดันเจี้ยนเบรก
อิเอลโลต้องการเวลา 30 วันกว่าจะสามารถใช้หินรีเทิร์นสโตนได้ แต่มันสามารถเร่งเวลาได้ถ้าใช้คนจากบนโลก ลีซังโฮจะเป็นตัวนำให้มัน เปิดทางให้บรรดามอนสเตอร์เข้ามาในโลกได้
“อ้อ ข้าจะมอบพลังให้เจ้า ดูเจ้าจะมีความแค้นกับผู้ไม่ตายน่ารำคาญนั่น”
อิเอลโลหักเศษน้ำแข็งจากไหล่แล้วยื่นให้ลีซังโฮ เขารับมาอย่างยำเกรง เศษน้ำแข็งที่เหมือนดอกไม้ซึมเข้าไปในร่างเขาทันที
‘ป…เป็นไปได้ยังไง!’
เขารู้สึก พลังล้นเหลือลุกฮือขึ้นในร่างเหมือนมังกรตัวหนึ่ง เขาปลุกความสามารถใหม่ขึ้นมาและความรู้ของเขาขยายกว้างขึ้น
‘เทพ สิ่งนี้คือหนึ่งในมวลเทพ’
ถ้าแอสการ์ดมีจริงคงจะเป็นแบบนี้? ที่นี่คงเป็นโลกของเผ่าเทพ? (TN-Asgard-ภพของเหล่าเทพตามตำนานนอร์ส แอบสงสัยทำไมลีซังโฮเห็นปราสาทน้ำแข็งแล้วนึกเจาะจงไปถึงแอสการ์ด เล่นเกมมาก?)
เหล่าเทพพยายามจะลงมายังโลก
พวกมนุษย์โง่เขลาพยายามต่อต้านเทพอย่างไร้ประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรเหล่าเทพก็จะลงมาอยู่ดี
ลีซังโฮรู้ดี ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรมนุษย์ก็หยุดไม่ได้
เขาจะเป็นตัวแทนของเทพ
เขาจะแก้แค้น เขาจะทำลาย
[คุณกลายเป็นข้ารับใช้ของอิเอลโล เกรทลอร์ดขั้นที่ 25]
อิเอลโลยิ้ม
คงไม่ได้มีแต่มันที่ส่งข้อความไป
การประสานของโลกจะเร่งเร็วขึ้น อิเอลโลจะก่อตัวบนโลกก่อนพวกต่ำต้อยกว่ามันได้พลังมากไปกว่านี้ มันจะป้องกันบัลลังก์ของมันและท้าทายบัลลังก์ที่เหนือกว่า
“ทำตามที่เจ้าต้องการ ทาสของข้า”
แสงสีน้ำเงินวาบผ่านดวงตาลีซังโฮ
***
วูจินเคยนั่งเครื่องบินส่วนตัวของกิลด์ไททันมาแล้ว เขาจึงทักทายคนบนเครื่องบินที่คุ้นหน้า แต่เมื่อเห็นหญิงสาวเขาขมวดคิ้ว
“ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่?”
“…”
ไม่ทันสตรีศักดิ์สิทธิ์จะตอบ ควันดำก่อตัวขึ้นข้างวูจิน คิบะโผล่ออกมา
[นังปีศาจ!]
คิบะคำรามก้องเครื่องบิน เขากำลังจะพุ่งไปใช้ขวานสับหญิงสาวเป็นสองส่วน แต่วูจินห้ามไว้
“ถ้าไม่ได้เรียกอย่าออกมา”
ลมหายใจของคิบะพ่นใส่สตรีศักดิ์สิทธิ์ เมโลดี้หน้าซีดแต่ไม่ถอย สติของวูจินเชื่อมต่อกับห้องรออัญเชิญ เขาถอนหายใจเมื่อรู้ว่าบรรดาอัศวินมรณะกำลังคัดค้าน
“กลับไป”
บัญชาของผู้ไม่ตายต้องทำตามอย่างเคร่งครัด
คิบะไม่เก็บซ่อนความคิดสังหารขณะจ้องเมโลดี้ เขาเปลี่ยนกลับเป็นควันดำแล้วกลับเข้าไปในตัววูจิน
“…”
สิ่งที่น่ากลัว ไม่มีใครรู้จักปรากฏตัวขึ้น พนักงานบนเครื่องบินต่างตกตะลึง ถอยไปยืนติดผนังเครื่องบิน
อัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ติดตามเมโลดี้ต่างตัวแข็งเพราะจิตสังหารกับแรงกดดันของคิบะ
“เธอก็จะไปตะวันออกกลางด้วย?”
“ค่ะ…”
“อสูรของฉันไม่ชอบเธอ เธอจะตามมาทำไม?”
“…เทพีบอกให้ผู้น้อยสนับสนุนผู้ไม่ตาย…”
“เฮ้อ ทำไมเจ๊คนนั้นบอกแบบนั้นล่ะ?”
วูจินขมวดคิ้ว
สตรีศักดิ์สิทธิ์แบบไหนกันต้องมาช่วยเนโครแมนเซอร์?
“ขะ…ขออภัยค่ะ”
เมโลดี้ก้มหัว
คนๆนี้เคยเจอกับเหล่าเทพมาแล้ว เมโลดี้ได้แต่สำรวมต่อหน้าผู้ไม่ตาย เธอเป็นแค่ทาสที่ได้ยินเสียงของเทพี
“เฮ้อ ไม่เป็นไร ขอโทษทำไม?”
สตรีศักดิ์สิทธิ์ต้องทำตามคำสั่งของเทพี
ที่ผิดคือเทพีอาเรีย เมโลดี้ไม่ได้ทำผิดอะไร
“อย่าเข้ามาใกล้ฉันมากแล้วกัน”
“ค่ะ”
“แล้วก็อย่าใช้เวทย์ศักดิ์สิทธิ์ใกล้ๆฉันด้วย”
“ค่ะ…”
วูจินย้ำอีกครั้ง
“ฉันเอาจริงนะ อย่าใช้ ถ้าพลังศักดิ์สิทธิ์ของเธอพลาดไปโดนพวกนี้มันจะตายเอา”
“ค่ะ ผู้น้อยจะระวัง”
เหล่าอัศวินมรณะยังตะโกนคัดค้านอยู่ในห้องอัญเชิญ วูจินขมวดคิ้ว
เขาไม่ว่าอะไรที่เธอมาอยู่ด้วย
บิบิกับโดลเซก็ไม่เป็นไร เพราะหนึ่งเป็นปีศาจอีกหนึ่งเป็นโกเลม แต่อสูรผีดิบของเขาเกลียดสตรี
ศักดิ์สิทธิ์
“เฮ้อ ช่างมัน”
วูจินนั่งคาดเข็มขัด
สตรีศักดิ์สิทธิ์ถอยไปนั่งไกลๆ เธอภาวนาต่อเทพีของเธอ
‘องค์เทพี ถ้าเห็นใจข้าได้โปรดปกป้องข้าด้วย’
เธอดีใจที่อัลเฟนจะได้รับการช่วยเหลือ
แต่เธอต้องติดตามวูจินทั้งๆที่อีกฝ่ายไม่ยินดีต้อนรับนัก อนาคตของเธอดูมืดมัว หัวใจเธอเต้นแรงด้วยความกังวล
เมื่อเมโลดี้ถอยห่างจากวูจิน อัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็มองเขาอย่างระแวงด้วย
“อ๊ะ ฉันน่าจะเอาหนังมาดูด้วย”
วูจินรู้สึกเสียดาย แต่สายไปแล้ว
เครื่องบินลอยจากรันเวย์แล้วมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง
ฐานทัพอากาศบากราม อัฟกานิสถาน
ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก เดวิด เกทส์ สิ้นสุดการสนทนาทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจากนั้นเรียกประชุมเจ้าหน้าที่
เรื่องที่จะคุยมีข้อเดียว
“ตอนนี้ เราส์ชาวเกาหลีนายหนึ่งกำลังอยู่บนเครื่องบินส่วนตัวของกิลด์ไททัน เขามีข้อมูลของผู้ก่อการร้ายที่ยิงจรวดในแผ่นดินอเมริกา”
“ต้องเป็นคนเกาหลีที่หยุดการโจมตีครั้งนั้นแน่ๆ”
“ใช่ เขาต้องการตามหาและแก้แค้นตัวการ เขาขอให้พวกเราช่วย”
เสนาธิการถามขึ้น
“ผมรู้ว่าเขาเป็นเราส์ แต่เรื่องสงครามมันอันตราย ถ้าทำไม่ดี การร่วมมือกับพลเมืองจะทำให้พวกเราตกอยู่ในอันตรายกว่าเดิม”
สหายโง่เง่าอันตรายกว่าศัตรูเสียอีก ถ้าเราส์คนนี้มั่นใจในความสามารถพิเศษห่วยๆของตัวเองก็มีแต่อันตราย
เราส์ถูกยิงก็ตาย และสนามรบก็เป็นที่ๆกระสุนปืนสามารถฆ่าคนได้จากที่ไกล
“อืม นี่กิลด์ไททันส่งมา”
ผู้ช่วยเปิดวิดีโอเมื่อได้ยินคำพูดของผู้บัญชาการ
“เชี่ย”
***
เมื่อวูจินและคนของกิลด์ไททันลงจากเครื่องบินก็ถูกนำทางไปยังห้องผู้บัญชาการทันที นายพลเดวิดทักทายสั้นๆ จากนั้นทั้งหมดก็เริ่มวางแผนปฏิบัติการตามคำขอของวูจิน
“คุณได้ข้อมูลนี้มายังไง?”
พวกเขาสงสัยเรื่องนี้ที่สุด หน่วยข่าวกรองของสหรัฐยังพยายามหาข้อมูลของตัวการยิงจรวด แต่วูจินรู้แล้ว?
“อ้อ เรื่องนั้น”
วูจินเรียกอัล อัสสาดที่กลายเป็นอัศวินมรณะออกมา ความจงรักภักดีกับความเชื่อใจยังเบาบาง วูจินยังต้องใช้ค่าบงการจำนวนพอสมควร แต่ก็ลดลงมาเหลือ 80 แล้ว วูจินถามอัล อัสสาด
“เอ้า บอกพวกเขาสิ”
[ข้ารับงานมาจากนายหน้าที่ติดต่อกันบ่อยๆ เป็นงานลอบสังหารเราส์ชาวเกาหลีคนหนึ่ง…]
อสูรของวูจินเป็นนักลอบสังหารที่เคยพยายามฆ่าเขา ทุกคนในห้องวางแผนมองวูจินแปลกๆ แต่เขาไม่สนใจ
“มันเป็นใคร?”
[นักธุรกิจชายอิหร่าน ข้าไม่รู้จักชื่อมันแต่ถ้าได้เห็นรูป…]
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้บัญชาการหยิบรายชื่อหนึ่งขึ้นมา ในนั้นมีรูปถ่ายของนักธุรกิจที่มาจากอิหร่าน อัล อัสสาดชี้ไปที่คนหนึ่งในนั้น
“อืม คนนี้ชื่อ นาสเซอร์ สัตจิ ชายคนนี้ขายอาวุธให้กับทั้งรัฐบาลและพวกกบฏ อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของเรา”
[มันทำหน้าที่เชื่อมต่อกับองค์กรหลายๆแห่งที่น่าจะทำประโยชน์ได้]
วูจินมองรูป ถ้าจับชายคนนี้ เขาจะรู้ได้ว่าใครเป็นคนบงการลอบสังหารเขา
“ผมจะไปหาเขาได้ที่ไหน?”
“ว้าว ไม่ต้องรีบขนาดนั้น”
วูจินทำท่าจะออกไปหาชายคนที่ว่าทันที แต่เดวิดรั้งไว้ก่อน
“ตอนนี้ยืนยันเป้าหมายแล้ว เราจะบอกคุณหลังจากตั้งคนทำหน้าที่ประสานงาน”
ตอนนี้พวกเขาอยากให้วูจินรออีกหน่อย เป้าหมายอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง แต่ฉากหน้าเขาเป็นนักธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย
ถึงอย่างนั้น ชายคนนี้เป็นผู้ทำให้เกิดเหตุก่อการร้ายในประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาสามารถจับตัวชายคนนี้โดยใช้อำนาจของกองทัพ แต่ถ้าต้องการจะจับเขาโดยไม่ให้ไหวตัวทันก็ต้องวางแผนดีๆ
“ผมมีวิธีจับตาดูเจ้านั่นโดยไม่ให้มันรู้ตัว คุณแค่ต้องพาผมไปที่ๆผมเห็นมันกับตาตัวเอง”
พวกเขาไม่ต้องวางแผนล่อชายคนนี้ออกมาเลย วูจินแค่ต้องเห็นชายคนนี้เขาก็สั่งให้กาเกบิตามไปได้ ไม่กี่วันหลังจากนั้นวูจินก็จะรู้ว่าชายคนนั้นไปไหนบ้าง เขาจะเห็นที่ๆชายคนนั้นทำงานรวมถึงสถานที่ๆชายคนนั้นเก็บข้อมูลงานที่ทำมา
“ถ้าทำตามวิธีของผมเราจะได้ข้อมูลมากกว่า ว่าไหม?”
“…”
ข้อเสนอของวูจินน่าทึ่ง
ถ้าพวกเขาจับนาสเซอร์เพราะคำให้การของอัศวินโครงกระดูกพิลึก สหรัฐอเมริกาอาจถูกต่อว่าเพราะไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงชายคนนี้กับการก่อการร้าย
วูจินสามารถให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่าได้
ด้านวูจิน ถ้าเขาหาคำตอบจากนาสเซอร์ไม่ได้ว่าใครเป็นคนบงการ เขาก็ไม่รู้จะไปหาจากที่ไหน เพราะเหตุนี้เขาจึงใส่ใจกับแผนการนี้
‘ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่ง แต่ระวังไว้เถอะ’
เดวิดใคร่ครวญครู่หนึ่งแล้วตอบ
“เข้าใจแล้ว มากำหนดแผนด้วยกันเถอะ”
แผนนี้ชื่อ [เอากระพรวนคล้องคอแมว] วูจินถูกใส่ในส่วนหนึ่งของแผนชื่อ [ผ่านเงา]
***
เปชวาร์ ปากีสถาน
วูจินในสภาพปลอมตัวกำลังนั่งในรถแท็กซี่ ถัดจากเขาเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองชาวอเมริกัน ราเชล ปาร์ค ชื่อเกาหลีของเธอคือ ปาร์คอูจี ทั้งสองเหมือนคู่รักนักท่องเที่ยวชาวเอเชียทั่วไปที่กำลังหาโรงแรมที่พัก
“ทำไมเธอเครียดนัก?”
“ฮู้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันมาทำงานแบบนี้ค่ะ”
หน้าที่ของราเชลอยู่ห่างจากสนามรบ แต่เธอถูกใส่เข้ามาในแผนนี้เพราะเป็นลูกครึ่ง เกาหลี-อเมริกัน รูปร่างหน้าตาของเธอไม่ขัดกับวูจิน จึงแสดงเป็นคู่รักได้ไม่สะดุดตา
ทีมสนับสนุนอีกหนึ่งปลอมตัวตามมาเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
“ถือว่าพักร้อนสิ ดูสินั่นสวย… ก็ไม่สวยเท่าไหร่แฮะ”
วูจินชี้ไปนอกหน้าต่างแล้วก็เห็นซากตึก มีทหารจำนวนหนึ่งยืนป้องกันโดยมีเด็กกลุ่มหนึ่งอยู่ใกล้ๆ
“ตรงนั้นเพิ่งเกิดเหตุระเบิดพลีชีพไปเมื่อไม่นานน่ะค่ะ”
เธอเป็นเจ้าหน้าที่ในแผนกข่าวกรองดังนั้นจึงรู้เรื่องการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานกับปากีสถานดี
“ที่นี่มีแบบนี้บ่อยเหรอ?”
“พอสมควรค่ะ ที่ประเทศของเราแค่เหตุก่อการร้ายครั้งเดียวก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว แต่ที่นี่มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน”
“หืม”
เห็นภาพบนท้องถนนแล้ววูจินอดยิ้มไม่ได้ เขารู้สึกถึงพลังของสนามรบ แปลก เขาแทบจะคิดไปว่าตัวเองอยู่ที่อัลเฟน
‘เขาดูใจเย็นจัง นั่นสินะ’
ราเชลกลืนน้ำลายเมื่อมองวูจินที่กำลังยิ้ม เธอศึกษาข้อมูลของคังวูจินทั้งหมดที่มี แรงค์ของวูจินสูงเกินกว่าจะเป็นเราส์ธรรมดา การตัดสินใจอย่างรวดเร็วเด็ดขาดของเขาก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน
หน้าที่ของเธอคือพาวูจินไปที่ภัตตาคารในโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งนาสเซอร์ สัตจิจะมา เธอยังมีหน้าที่อีกอย่างคือคอยรั้งวูจินที่รู้กันว่าเป็นคนใจร้อนไม่ให้ทำอะไรตามอารมณ์
“ใกล้จะถึงแล้วค่ะ กรุณาอย่าทำอะไรสะดุดตาหรือน่าสงสัยนะคะ”
“อย่าห่วงน่า”
วูจินกับราเชลเข้าไปในโรงแรมแล้วเช็คอินเข้าไปในห้องที่จองไว้ ราเชลเปิดกระเป๋าแล้วเตรียมอุปกรณ์สื่อสารจากนั้นก็ติดหูฟังอันเล็กไว้ที่หู
เธอติดต่อกับรถปฏิบัติการของทีมสนับสนุน เสร็จแล้วก็รอให้เป้าหมายปรากฏตัว
ไม่นาน
[ซ่า… เป้าหมายกำลังมุ่งหน้าไปภัตตาคาร]
“มาแล้วค่ะ”
“ไปกันเถอะ”
วูจินกับราเชลลงไปทางภัตตาคาร หลังจากสั่งอาหาร ราเชลกระซิบบอกวูจิน
“เขานั่งตรงโต๊ะที่ 3 จากด้านหลังใกล้หน้าต่าง ใส่เชิ๊ตสีน้ำเงินสว่าง”
วูจินเหลือบมองและเห็นใบหน้าเดียวกับในรูปถ่าย
‘สิงมัน กาเกบิ’
[ขอรับ]
กาเกบิเคลื่อนไปที่เงาของนาสเซอร์ สัตจิ ไม่นานอาหารที่สั่งก็มาถึง วูจินใช้ส้อมจิ้มเข้าปากเคี้ยว มันเป็นอาหารทำจากกุ้งและไก่ รสค่อนข้างเผ็ดแต่เขาชอบ
“อร่อยแฮะ”
ราเชลพูดอย่างใจร้อนนิดๆ
“เมื่อถึงเวลา กรุณาเปิดการทำงานสะกดรอยด้วยนะคะ”
“ฉันทำไปแล้ว”
เมื่อไหร่กัน? เธอไม่รู้ตัวเลย
“กินเสร็จแล้วออกกันเถอะ”
“…เข้าใจแล้วค่ะ”
ขนาดราเชลนั่งตรงหน้าวูจินยังไม่เห็นอะไรผิดสังเกต เธอเชื่อว่านาสเซอร์ที่กำลังกินอาหารเรื่อยๆต้องไม่รู้ตัวแน่
พวกเขาไม่มองเป้าหมายอีก วูจินกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนมาเที่ยวจริงๆ ทำให้ความเครียดจากงานภาคสนามครั้งแรกของราเชลลดลง
เมื่อรู้ว่าท่าทางเรื่อยเฉื่อยของวูจินไม่ได้เสแสร้ง เธอรู้สึกแปลกๆ
“ไปเก็บของ ผมจะรอข้างล่าง”
“ไม่ขึ้นไปด้วยกันเหรอคะ?”
“ไม่เห็นจำเป็นต้องขึ้นไปทั้งคู่นี่”
“แต่มีบางอย่างที่คนสองคนทำได้นะคะ”
วูจินแสยะยิ้มเมื่อถูกราเชลยั่วยุ
“ต่อให้เธอต้องสละชีวิตเหรอ?”
ราเชลมองว่าวูจินปฏิเสธเธอจึงยักไหล่ นี่เป็นการปฏิเสธที่เด็ดขาดที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมา
“แย่จัง”
“ไปทำเรื่องที่ต้องทำแล้วลงมา”
“ค่ะ รอเดี๋ยวนะคะ”
ราเชลกลับไปที่ห้องส่วนวูจินเดินเข้ามาในล็อบบี้
โรงแรมได้รับการบำรุงรักษาอย่างดี ถนนหน้าโรงแรมสะอาด คนไม่ถึงขั้นหวาดกลัวสุดขีดในสงครามผู้ก่อการร้าย
“เทียบกับอัลเฟนแล้วที่นี่ดีกว่ามาก”
ที่นั่นคือนรก เขาต้องกังวลทุกวันเรื่องเอาชีวิตให้รอด
วูจินยืนเฉยๆจนถึงตอนที่เด็กกำพร้าตัวมอมแมมมารุมล้อมเขา
พวกเด็กๆพูดอะไรบางอย่างออกมา วูจินไม่ต้องดื่มยาภาษาก็เข้าใจ จากภาษากายบอกว่าพวกเขากำลังขอเงิน
‘จะไม่ว่าที่ไหนเด็กๆก็โชคร้ายกว่าคนอื่นทุกที’
มันเป็นเรื่องลำบากมากที่เด็กจะเอาตัวรอดหลังจากสูญเสียพ่อแม่คนคอยคุ้มครอง วูจินหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วยื่นเงินให้ทุกคนระหว่างมองดวงตาใสกระจ่างของพวกเขา
เด็กๆพูดขอบคุณด้วยคำที่เขาไม่เข้าใจแล้วจากไป วูจินเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งในตรอก เธอวิ่งมาหาเขา
“โฮ่”
วิญญาณของเด็กหญิงบริสุทธิ์ไม่มีรอยหม่นแม้แต่น้อย
บางทีอาจเพราะเป็นเด็ก วิญญาณของเธอสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าของโดจีวอนเสียอีก แม้แต่ในดงหนามที่ชื่อสนามรบ วิญญาณบริสุทธิ์ยังเบ่งบาน
วูจินรู้สึกดีขึ้นทันที เขายิ้ม
เด็กหญิงสูงแค่เอววูจิน เธอยิ้มให้อย่างน่ารักมาก
“สวัสดีค่ะ”
เด็กหญิงก้มหัวยื่นทั้งสองมือออกมาอย่างเคารพ วูจินหัวเราะพลางเปิดกระเป๋าสตางค์ จากนั้นเสียงติ๊กก็ดังเข้าหู
ติ๊ก
ขณะวูจินจะขมวดคิ้ว ระเบิดที่ซ่อนในชุดของเด็กหญิงก็ระเบิดขึ้น