เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1647 โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า!
ถึงแม้หงจี่จะไม่ได้บอกเหตุผลอย่างแน่ชัด แต่เฉินชางกลับเดาได้ราว 70-80% แล้ว เพราะอะไรถึงเป็นโรงพยาบาลมิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลปักกิ่งยูเนียน
มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นชาวต่างชาติ! อีกอย่างในเมื่อหงจี่ออกหน้าให้คนคนนี้ต้องมีฐานะไม่ธรรมดาแน่นอน!
หรือว่าช่วงนี้จะมีใครมาเยือนประเทศจีนอีกแล้ว พอคิดมาถึงตรงนี้ เฉินชางเอ่ยกับมือถือทันที “เสี่ยวเออร์ๆ ข่าวต่างประเทศวันนี้มีอะไรบ้าง”
เฉินชางไม่ได้มีเจตนาอื่นใด แค่อยากยืนยันว่าตนใช้หัวเหว่ยเท่านั้น
อันที่จริงโรงพยาบาลมิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในโครงการช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายชุดแรก หลังจากประเทศเกิดการปฏิวัติขึ้น
ในยุคนั้นนับเป็นโรงพยาบาลนานาชาติที่โดดเด่น ทันสมัย และติดตั้งนวัตกรรมล้ำยุคที่สุดในประเทศจีนด้วย
แต่ด้วยการพัฒนาในช่วงหลายปีมานี้ โรงพยาบาลภายในประเทศทยอยผุดขึ้นมา ค่อยๆ กลืนกินกระแสนิยมในยุคก่อนไป
อย่างไรก็ตาม แผนกระหว่างประเทศของโรงพยาบาลมิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ‘หน่วยงานที่มีอัตราความพึงพอใจสูงสุดในบรรดาโรงพยาบาลของรัฐสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ารับการรักษาในเมืองหลวง’ จัดขึ้นโดยสมาคมชาวต่างชาติในกรุงปักกิง
เฉินชางกำลังคิดอยู่แต่ก็ทำได้เพียงคาดเดาไปเรื่อย ทันทีที่มาถึงโรงพยาบาล หมอสองคนที่อายุราวสามสิบสี่สิบปีรอต้อนรับอยู่ตรงนั้นแล้ว
พอเฉินชางลงจากรถทั้งสองก็รี่เข้ามาหา “ศาสตราจารย์เฉิน คุณมาแล้วเหรอครับ”
“นายช่วยเอารถศาสตราจารย์เฉินไปจอดที ศาสตราจารย์เฉินผมจะนำทางคุณขึ้นไปนะครับ”
ตอนนี้เอง เฉินชางก็สังเกตเห็นแล้วว่าวันนี้โรงพยาบาลดูค่อนข้างจะผิดปกติ เนื่องจากรอบข้างมีรถตำรวจจอดอยู่เยอะมาก
เฉินชางกวาดสายตามองรอบข้างเล็กน้อย ก็ตามชายคนนั้นเข้าไปด้านใน
“ศาสตราจารย์เฉิน จะไปที่ห้องผ่าตัดเลยนะครับ!”
ชายคนนั้นเอ่ย เฉินชางตะลึงไปทันที ไปที่ห้องผ่าตัดเลยงันเหรอ? รีบร้อนขนาดนี้เชียว ทำตัวมีลับลมคมนัยมันเรื่องอะไรกันแน่
พอเดินมาถึงห้องผ่าตัด เฉินชางถึงเห็นว่าพวกเลี่ยวรุนฟางอยู่กันครบ! แถมยังมีผู้นำระดับสูงอีก!
เฉินชางหลงนึกว่าวันนี้จะได้เจอท่านผู้นำสูงสุดเสียอีก ถึงอย่างไรก็มีคนมาเยอะขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่าจะไม่ได้พบ
“สวัสดีครับท่าน สวัสดีครับรัฐมนตรีเลี่ยว” เฉินชางเอ่ยทักทาย
เลี่ยวรุนฟางถามอย่างใส่ใจ “ฉันนึกว่าคุณอยู่ที่อันหยาง กลับมาตั้งแต่เมื่อไร”
เฉินชางเอ่ยตอบ “เพิ่งกลับมาวันนี้ครับ ตอนที่ได้รับสายจากหัวหน้าหง ผมเพิ่งลงจากรถเลย”
เวลานี้ผู้นำระดับสูงเอ่ยยิ้มๆ ว่า “อยางนั้นก็บังเอิญมากเลย ในเมื่อมาแล้วก็เข้าไปดูอาการเถอะ”
เฉินชางพยักหน้ารับ ถามด้วยความสงสัย “ใครป่วยเหรอครับ”
เลี่ยวรุนฟางเอ่ยตอบ “เจ้าชายวิลเลียมกับพระชายาเสด็จเยือน ผลคือเจ้าชายวิลเลียมมีอาการปวดรุนแรงจนหมดสติไป”
เฉินชางมองท่าทีของทั้งสอง ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเจ้าชายเชียวนะ จู่ๆ มาสลบในประเทศจีน ย่อมต้องระดมกำลังถวายการรักษาทันที
เฉินชางเปลี่ยนชุดเดินเข้าสู่ห้องผ่าตัด ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งยืนห้อมล้อมในห้องผ่าตัด
ผู้อาวุโสหงจี่ปีนี้อายุเจ็ดสิบแล้ว แต่กลับยืนในตำแหน่งของศัลยแพทย์หลัก เฉินชางเห็นฉากนี้ก็อดตะลึงไม่ได้ ผู้อาวุโสท่านนี้ลงสนามด้วยตัวเอง เกิดอะไรขึ้นกันแน่
พยาบาลเห็นเฉินชางมาถึงแล้วก็รีบเข้ามาช่วยสวมชุดผ่าตัด ในห้องมีคนเยอะมาก ทุกคนกำลังปรึกษาเคสกันอยู่ หลังจากหงจี่เห็นเฉินชางก็เป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน
“ศาสตราจารย์เฉินมาแล้ว!” เฉินชางผงกหัว “สวัสดีครับหัวหน้าหง”
พอได้ยินเสียงหงจี่ เหล่าศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งห้องก็หันมามองเฉินชางแวบหนึ่ง พยักหน้าทักทาย เฉินชางเห็นคนคุ้นเคย เซวียเจิงเริ่นและหยางหมิงก็อยู่ในห้องด้วย
เห็นทีว่าทุกคนในห้องอาจจะเป็นคนใหญ่คนโตทั้งสิ้น
อยู่ระหว่างดำเนินการผ่าตัด เฉินชางไม่ได้แทรกตัวเข้าไป แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ
ตอนนี้ผู้ป่วยนอนเอนตะแคงอยู่บนเตียง เวลานี้บริเวณใต้ท้ายทอยและปุ่มหลังกกหูของผู้ป่วยถูกกรีดเปิดผิวหนังความยาว 2 cm
เนื้อเยื่อรอบข้างถูกคีบจับยืดไว้ จากนั้นก็เปิดช่องกะโหลก รวมถึงเผยภาพภายในกะโหลกออกมา
นี่มันการผ่าตัดอะไรกัน เฉินชางไม่ค่อยเข้าใจ เซวียเจิงเริ่นเดินอ้อมกลุ่มคนออกมาเดินเข้ามาหาเฉินชางเอ่ยทักก่อน
“นายก็มาเหรอ! การผ่าตัดเคสนี้วุ่นวายเชียวล่ะ!”
เฉินชางถามด้วยความสงสัย “นี่คือเจ้าชายวิลเลียมคนนั้นเหรอครับ” เซวียเจิงเริ่นพยักหน้า
เฉินชางร้องอ้อ “ดูไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านอย่างพวกเราเลยนะครับ”
เซวียเจิงเริ่นกลอกตาใส่ทันที จะให้มีอะไรต่างกันล่ะ ก็คนเหมือนกันทั้งนั้น!
แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ เซวียเจิงเริ่นก็นึกอะไรขึ้นได้ ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่สิ! ก็ค่อนข้างต่างออกไปจริงๆ นั่นแหละ!”
ประโยคนี้ทำให้เฉินชางอยากรู้ขึ้นมา “หืม เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ เฉินชางก็รีบถาม “ใช่แล้ว เจ้าชายพระองค์นี้เป็นอะไรไปครับ กำลังผ่าตัดอะไรอยู่”
เซวียเจิงเริ่นพูดด้วยรอยยิ้ม… ใช่แล้ว! ตาเฒ่าคนนี้พูดด้วยรอยยิ้ม “โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า [5]”
เฉินชางผงะไป มองเซวียเจิงเริ่นแวบหนึ่ง คุณก็ช่างยิ้มออกมาได้
ถึงอย่างไรนี่ไม่ใช่โรคหายากอะไร ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าคือโรคระบบประสาทที่พบเห็นได้บ่อยมาก!
โดยทั่วไปต่อให้ทุกคนไม่รู้จัก แต่ส่วนใหญ่ล้วนเคยได้ยินมาบ้าง ยังมีภาษิตพื้นบ้านที่เกี่ยวกับโรคนี้ด้วย
‘ปวดฟันไม่ใช่โรค แต่ปวดทีก็ถึงตายจริงๆ!’
การปวดฟันเอาชีวิตใครไม่ได้! อันที่จริงอาการปวดฟันที่เกิดจากฟันจริงๆ ไม่มีทางไปถึงขั้น ‘เอาชีวิต’ ได้ ความเจ็บปวดในบริเวณนี้มีค่าความเจ็บปวดอยู่ที่ระดับสองหรือสามเท่านั้น
ความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนใจแทบขาดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นประสบการณ์ทางจิตใจที่ผู้ป่วยโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าล้วนเคยพบเจอ ความจริงอาการหลักค่อนข้างคล้ายคลึงกับอาการปวดฟัน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจในอาการนี้มากนัก ดังนั้นจึงคิดไปตามสัญชาตญาณว่า โรคปวดเส้นประสาทใบหน้าคืออาการปวดฟัน แต่ความจริงแล้วทั้งสองอย่างไม่เกี่ยวข้องกัน
อาการหลักของโรคปวดเส้นประสาทใบหน้า จะมีอาการปวดรุนแรงกำเริบซ้ำๆ ในแถบเส้นประสาทใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง อาการนี้มีในประวัติศาสตร์ด้วย!
อีกทั้งในสมัยก่อน พอกำเริบขึ้นมาแล้ว แม้แต่จักรพรรดิถังเสวียนจงแห่งยุคราชวงศ์ถังอันรุ่งโรจน์ของชาติเราก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้เลย!
แม้แต่หยางกุ้ยเฟยก็ทรมานจากโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าเช่นกัน แต่คนยุคโบราณมีรสนิยมค่อนข้างประหลาด
ท่าทางทุกข์ระทมของหยางกุ้ยเฟยตอนที่ปวดจนหน้านิ่วไม่กล้าแตะโดนจุด ถูกคนวาดเอาไว้ชื่อภาพ ‘สนมหยางปวดฟัน’
แถมยังมีนักกวีแต่งกลอนให้โดยเฉพาะด้วย:
‘หน้านิ่งด้วยระทมทนต์ ราชันท่านพลอยหม่นหมอง เร่งขุดโคนโรคา ไยต้องหาฤกษ์ยาม!’
ตอนนั้นหลังจากเฉินชางทราบข้อมูลนี้ก็คิดอยู่นานมาก หรือว่าการวาดภาพกับแต่งกลอนจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม!
โรคปวดเส้นประสาทใบหน้าไม่ใช่ความเจ็บปวดระดับทั่วไป อาการกำเริบเฉียบพลันเหมือนโดนมีดเฉือน ไฟฟ้าช็อต ปวดแสบปวดร้อนราวระบม ปวดศีรษะรุนแรงยากจะทนรับไหว
แม้แต่การพูดคุย ล้างหน้า แปรงฟัน หรือมีลมกระทบหน้าเล็กน้อย ล้วนก่อให้เกิดอาการปวดรุนแรงกำเริบได้
ความเจ็บปวดอาจเกิดขึ้นไม่กี่วินาทีหรือหลายนาที ความเจ็บจะมาเป็นระลอก ระยะกำเริบก็เหมือนคนปกติทั่วไป
ที่มันถูกขนานนามว่า ‘ความเจ็บปวดอันดับหนึ่งในใต้หล้า’ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มีแค่คนที่ไม่เคยป่วยเป็นโรคประเภทนี้ที่ยิ้มออก
คนที่ป่วยเป็นโรคนี้จริงๆ เรียกได้ว่าเจ็บจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ อย่าถือเป็นเรื่องตลกเชียว มีแม้กระทั่งคนที่ฆ่าตัวตายหนี!
ตอนที่เฉินชางเรียน จำได้แม่นว่ามีผู้ป่วยคนหนึ่งที่ทนรับความเจ็บปวดไม่ได้เลยกระโดดตึกฆ่าตัวตาย อีกอย่างคือความเจ็บปวดนี้จะกำเริบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้คนจำนวนมากกลายเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล