เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1681 ผมไม่คู่ควร
‘ลาก่อน เส้นทางวิทยาศาสตร์ของฉัน สถาบันของฉัน!’
ประโยคนี้ที่ปรากฏขึ้น ทำให้คนจำนวนมากหลั่งน้ำตา!
ในอดีตที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้คือความศรัทธาของพวกเรา
แต่วันนี้ความศรัทธาพังทลายลงเพราะแรงกดดันในชีวิต
พวกเขายังคงศรัทธาในวิทยาศาสตร์อยู่ แต่พวกเราไม่กล้าศรัทธาอีกต่อไป เพราะพวกเราเชื่อไม่ได้แล้ว!
ก็เหมือนที่พวกเราซื้อบ้านซื้อรถไม่ไหวนั่นแหละ
ฉันเชื่อไม่ไหวแล้ว!
‘ลาก่อน เส้นทางวิทยาศาสตร์ของฉัน สถาบันของฉัน!’
ใต้โพสต์มีความคิดเห็นตอบกลับมากมาย ถึงขั้นรัวมาเรื่อยๆ
‘ตอบกลับโดยนักวิจัยสถาบันวิทยาศาสตร์กายภาพแห่งหนึ่ง!’
‘ตอบกลับโดยนักวิจัยสถาบันวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ XX!’
….
ชั่วขณะนั้น โพสต์นี้กลายเป็นพิกัดเช็กอินไปแล้ว
มีคนเคยกล่าวว่า ยิ่งเป็นสถานที่ที่มีคนมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความขมขื่นมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายความศิวิไลซ์ที่มองเห็นก็ไม่อาจปกปิดความขมขื่นที่มองไม่เห็นได้
เดิมทีทุกคนไม่ทราบเรื่องเลย แต่ตอนนี้
เมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นตาหลายต่อหลายราย ได้อ่านข้อความของทุกคน น้ำตากลับไหลลงมานานแล้ว
สิ่งที่พวกเขากล่าวอำลา ไม่ใช่อื่นใด แต่เป็นความศรัทธาในอดีต
สิ่งที่ทำให้พวกเขาหลั่งน้ำตาด้วยความสะเทือนใจก็ไม่ใช่อื่นใด แต่เป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว
พวกเขาอยากโค้งคำนับตัวเองในสมัยก่อนแล้วพูดว่า ‘ลำบากนายแล้ว!’
ทั้งอยากคารวะสุราแก่ความฝันในวันวานสักแก้วแล้วพูดว่า ‘ขอโทษนะ!’
ความฝันอยู่ไกลเกินไขว่คว้า ฤดูใบไม้ผลิเอ๋ย เจ้าอยู่หนใด
พวกเราเฝ้ารอปีแล้วปีเล่า แต่สุดท้ายกลับเหี่ยวเฉาไปท่ามกลางฤดูหนาว
‘ปีนี้ผมอายุ 35 ลูกอายุ 5 ขวบ ภรรยาอายุ 33’
‘ผมถือทะเบียนบ้านในเมืองหลวง แต่รับปันผลของเมืองหลวงไม่ได้’
‘ความอิจฉาของคนอื่นทำให้ผมมีความกดดันบางอย่าง’
‘ผมกลับบ้านไม่ได้ เพราะกลัวถูกคนอื่นดูแคลน’
‘ลูกๆ ของเพื่อนร่วมชั้นสมัยประถมเข้าเรียนชั้นประถม ถึงขั้นที่เริ่มเรียนมัธยมต้นแล้วก็มี เพื่อนนักศึกษาสมัยเรียนมหาลัย พวกที่ไม่เรียนต่อปริญญาโท เบนสายไปทำงานบริษัทยา ตอนนี้เป็นผู้จัดการเขตกันแล้ว ขับรถแรงก์เลอร์ อาศัยในวิลล่า ซื้อบ้านในเมืองหลวงได้ เตรียมเงินทุนสำหรับส่งลูกไปเรียนต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว’
‘ทุกครั้งที่มีงานเลี้ยงรุ่น ผมไม่เคยไปร่วมงานเลย เพราะผมกลัวว่าจะถูกเปิดโปงหน้ากากลวงโลก คุ้ยความรุ่งเรืองจอมปลอมและความฝันอันยากไร้ของตัวเองออกมา’
‘เวลาที่อยู่กับเพื่อนๆ เรื่องที่พวกเราคุยกันมากที่สุดคือลูกๆ เพราะพวกเราไม่กล้าพูดถึงความฝันตัวเอง’
‘ตอนนี้ ในที่สุดผมก็เข้าใจประโยคที่ว่า ฐานะยากไร้ไหนเลยจะกล้าใฝ่ความรุ่งโรจน์ สองแขนว่างเปล่าไหนเลยจะกล้าหมายปองนาง’
‘ผมไม่คู่ควร ในฐานะสามี
ผมไม่คู่ควร ในฐานะพ่อคน
ผมไม่คู่ควร ในฐานะลูกชาย!’
‘เหล้าแก้วนี้คารวะต่อนาย ตัวฉันในวันวาน นายเคยฮึกเหิมมุ่งมั่น นายเคยทะยานไปอย่างกล้าหาญ นายสวมเสื้อกาวน์ต่างชุดเกราะ นายเคยยิ่งใหญ่แต่ยังคงถ่อมตัว!’
‘ขอโทษด้วยครับอาจารย์ ผมผิดต่อพระคุณชุบเลี้ยงและความรู้ที่อาจารย์มอบให้ผม
เมื่อก่อนผมมักจะดูแคลนที่คุณทำตัวนอบน้อมต่ำต้อยต่อหน้าพวกผู้นำ
แต่ตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักได้ว่า คุณปกป้องศรัทธาชั่วชีวิตไว้ด้วยฐานะอันยากไร้!’
….
คนที่เขียนสารภาพความในใจคนนี้ก็ไม่ได้หลบซ่อนกลัวเกรงเลย ลงภาพเอกสารตอบรับเข้าทำงานไว้ใต้โพสต์
นี่คือจดหมายเชิญจากรัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา!
ในจดหมายเสนอฐานเงินเดือนเริ่มต้นให้เขาสองแสนดอลลาร์สหรัฐต่อปี
หลังจากเห็นจดหมายนี้ ไม่มีใครคิดกล่าวโทษอีกฝ่ายเลย
อีกทั้งไม่มีใครกล่าวโทษได้
หากได้รับค่าตอบแทนไม่คุ้มกับความพยายามที่ทุ่มเทไป แบบนี้จะยืนหยัดได้อีกนานแค่ไหนกัน
….
ฉีเหลียนซานนั่งในห้องทำงาน ถอนหายใจเสียงดัง
สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนคือหน่วยงานในระดับรัฐมนตรี
อยู่ในระดับเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการ ขึ้นตรงต่อสำนักงานข้าราชการพลเรือนแห่งชาติ
ใครจะไปคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
อันที่จริง…
เรื่องลาออกไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ว่าจำนวนในครั้งนี้ค่อนข้างมากเกินไปจริงๆ
ถึงแม้คนเหล่านี้จะยังไม่ได้ออกจากตำแหน่งในทันที
แต่ว่า…
ด้านนอกเกิดเสียงวิจารณ์อย่างมืดฟ้ามัวดินแล้ว
ตอนนี้จำเป็นต้องดำเนินการในทันที ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยไปจนถึงที่สุดจริงๆ คงต้านรับไม่ไหว
ภายในห้องทำงาน อวี๋ซวงหย่งและจางมู่ล้วนไม่ปริปาก ค่อนข้างเงียบงัน
“เฮ้อ…”
ไม่รู้ว่าใครถอนหายใจขึ้นมา
อีกสองคนที่เหลือก็ถอนหายใจดัง ‘เฮ้อ’ ตามเช่นกัน
ปัญหานี้ ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะคลี่คลายได้แล้ว
สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนคือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่ง เป็นหน่วยงานระดับรัฐมนตรี มีตำแหน่งเทียบเท่าข้าหลวงศักดินา[1]
ซึ่งหมายความว่ามีคนมากมายจ้องจับผิดอยู่
ทว่าด้วยสภาพแวดล้อมที่หยั่งรากฝังลึก แม้แต่ฉีเหลียนซานที่เป็นผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนก็ควบคุมไม่ได้เช่นกัน
“ลาก่อน เส้นทางวิทยาศาสตร์ของฉัน สถาบันของฉัน!” ฉีเหลียนซานพึมพำกับตัวเอง แสบจมูกขึ้นมา
“เฮ้อ…โทษพวกเด็กๆ ไม่ได้หรอก!”
ผู้อาวุโสท่านนี้ถอนหายใจยาวๆ บ่นกับตัวเองอยู่ตรงนั้นอย่างเรื่อยเฉื่อย
“เป็นความผิดของพวกเราเองที่ไม่ได้ให้การสนับสนุนค้ำจุนพวกเขา”
ปีนี้ฉีเหลียนซานเพิ่งอายุหกสิบสามปี แต่ดูเหมือนชายชราวัยเจ็ดสิบ ผมขาวโพลนไปนานแล้ว เนื่องจากอดนอนตรากตรำมายาวนาน สีหน้าจึงค่อนข้างหมองคล้ำ
จางมู่อดกล่าวไม่ได้ “ผู้อำนวยการครับ ตอนนี้ทุกคนยังไม่ออกจากตำแหน่ง”
“ผม…ผมยังไม่ได้อนุมัติครับ”
ฉีเหลียนซานถอนหายใจ “อนุมัติไปก็ไม่เป็นไรหรอก”
“ผมยังแบกรับ…ให้ได้!”
พอพูดจบ จู่ๆ จางมู่และอวี๋ซวงหย่งก็สังเกตเห็น ไม่รู้ว่าแผ่นหลังของชายชราค้อมลงตั้งแต่ตอนไหน หรือเป็นเพราะอายุมากแล้ว
เรื่องแบบนี้ ต้องมีคนรับผิดชอบแน่นอน
เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ขึ้น จางมู่คุมไม่อยู่แล้ว
“ศาสตราจารย์จาง คุณกังวลไปแล้ว เรื่องนี้ไม่กระทบถึงคุณหรอก”
ถึงแม้น้ำเสียงของฉีเหลียนซานจะแก่ชราลง แต่ยังหนักแน่นอยู่
จางมู่ถอนหายใจ “ผู้อำนวยการ ผมไม่กลัวที่ต้องรับผิดชอบครับ”
แต่พอพูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ จางมู่ก็เอ่ยว่า
“ผู้อำนวยการ อันที่จริง…พวกเรายังมีโอกาสครับ ผมยังไม่ได้ยื่นอนุมัติจดหมายลาออกของพวกเขา”
“ผมบอกพวกเขาว่า ผมขอเวลาหนึ่งอาทิตย์ ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ผมจะอนุมัติให้ทุกคนลาออก”
ฉีเหลียนซานตะลึงงัน “หนึ่งอาทิตย์เหรอ เพราะอะไรกัน”
จางมู่หน้าแดง ยังไม่ยอมพูด
อวี๋ซวงหย่งทนไม่ไหวถามด้วยความประหลาดใจ “เหล่าจาง นาย…นายโง่ไปแล้วเหรอ นายเชื่อว่าเฉินชางจะจัดหาศูนย์วิจัยให้นายได้จริงๆ งั้นเหรอ”
“นี่ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยเงินร้อยล้านพันล้านนะ!”
“นี่น่ะ…เฮ้อ! ยิ่งอยู่ทำไมนายยิ่งใสซื่อขึ้นเรื่อยๆ กันนะ”
ฉีเหลียนซานได้ยินก็แปลกใจเช่นกัน “เกิดอะไรขึ้น”
จางมู่ถึงได้เล่าเรื่องที่เฉินชางมาหาถึงศูนย์วิจัยในวันก่อน
หลังฟังจบ ฉีเหลียนซานตาเป็นประกายขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่!
แต่ว่า…
จากนั้นก็ถอนหายใจทันที
เรื่องนี้ยากเกินไปแล้ว
อีกอย่าง หากภาครัฐยังไม่แข็งแกร่งพอ การวิจัยวิทยาศาสตร์ก็ไม่มีทางเสมอภาค
สิ่งที่ต้องการไม่ใช่แค่เงินทุน ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมในการวิจัยด้วย
เฉินชางจะให้ได้หรือ
ยากเหลือเกิน!
น่าเสียดาย ถ้าให้เวลาเฉินชางอีกสองสามปี ให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงแล้ว เขาอาจจะควบคุมทุกอย่างได้จริงๆ
แต่ว่า…
ตัวเขาในตอนนี้ ปีกยังไม่แข็งพอ…
อีกอย่าง ระบบสายสัมพันธ์ที่หยั่งรากฝังลึกเป็นวงกว้างนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะปรับเปลี่ยนได้ชั่วข้ามคืน!
จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ใช้ความกล้าถอนฟืนจากใต้เตา!
และจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐด้วย
ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
จำเป็นต้องมีตัวกลางเชื่อมประสาน
เฉินชางเป็นตัวกลางประสานได้ แต่ว่า…
ผู้นำท่านนั้นจะตัดสินใจใช้มาตรการเด็ดขาดอย่างไม่กังวลต่ออนาคตไหม
[1] ข้าหลวงศักดินา เป็นตำแหน่งขุนนางในสมัยราชวงศ์หมิง แต่งตั้งโดยราชสำนัก มีหน้าที่ดูแลปกครองเขตพื้นที่ตามที่ได้รับมอบหมาย มีอำนาจเบ็ดเสร็จในตัวรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและการเมือง เทียบได้กับตำแหน่งผู้ว่าการจังหวัดในสมัยนี้