เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1514 เฉินชางออกโรง
เห็นฉากนี้ทุกคนพลันขมวดคิ้ว!
ครอบครัวของคนไข้หลังคนไข้เสียชีวิต ขอปิดผนึกประวัติคนไข้ที่เกี่ยวข้องทันที บันทึกประวัติคนไข้สำคัญมาก นี่คือบันทึกการรักษาของแพทย์ และก็เป็นหลักฐานชั้นดีในการปกป้องตัวเอง!
แต่บางครั้งการรักษาฉุกเฉินต้องแข่งกับเวลาจริงๆ มีใครบ้างที่ไม่มีปัญหากับการเขียนประวัติคนไข้?
ไม่มีทางอย่างที่คิดจริงๆ!
หลังพิจารณาเอกสารหลักฐานและฟังคำให้การ ก็ถูกพิจารณาว่าเป็นทางโรงพยาบาลมีความผิดที่เขียนประวัติคนไข้ไม่ได้มาตรฐาน
หลังประกาศออกไป ครอบครัวของคนไข้ก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เพราะนี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้!
ความจริงพวกเขาก็ไม่คิดว่าจะชนะโดยสมบูรณ์ แค่หวังจะได้ค่าชดใช้ ต่อให้ได้ไม่ถึงสองล้าน ได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น!
ข้อพิพาทในโรงพยาบาลก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ เพราะได้ประโยชน์จึงมีความเป็นไปได้ต่างๆ แน่นอนว่ามีตอนที่แพทย์ต้องรับผิดชอบ ถึงขั้นมีไม่น้อยด้วยซ้ำ
บุคลากรทางการแพทย์ข้ามผ่านความสมบูรณ์แบบไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็พยายามสุดความสามารถ แต่คุณกลับแว้งกัด คุณใช้เงินที่ผิดศีลธรรมนี้ลงงั้นหรือ
และในตอนนี้ทนายความของแพทย์ก็เหมือนตระหนักถึงสถานการณ์นี้ไว้ก่อนแล้ว เขาลุกขึ้นพูดช้าๆ
“ศาลที่เคารพ บันทึกประวัติคนไข้เป็นพื้นฐานทางกฎหมาย แต่เรื่องที่บันทึกประวัติคนไข้ของแผนกฉุกเฉินไม่สมบูรณ์เป็นเรื่องปกติ ผมเชื่อว่าไม่ว่าหมอฉุกเฉินคนไหนก็เข้าใจจุดนี้ดี ไม่ใช่ว่าหมอหลี่เยว่ไม่รับผิดชอบในงาน แต่เพราะแผนกฉุกเฉินมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในพริบตา เรื่องต่างๆ ซับซ้อนเกินไป วุ่นวายเกินจะจัดการ”
“และคำสั่งแพทย์ที่อยู่ในประวัติคนไข้กลับพิสูจน์กระบวนการรักษาคนไข้ได้ชัดเจน ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดครับ! อีกทั้งหมอหลี่เยว่ก็ทำบันทึกประวัติคนไข้เสร็จในเวลาที่กำหนด ผมจึงคิดว่าพวกเราควรตัดสินแบบยืดหยุ่น มิเช่นนั้นประวัติคนไข้ทั้งหมดในแผนกฉุกเฉินอาจถูกคนไข้เอาเป็นหลักฐานฟ้องร้องในชั้นศาล ด้วยเหตุนี้ควรอภัยให้หมอหลี่เยว่ได้ครับ”
จำต้องพูดว่าทนายจินมีความเข้าใจในการรักษาทางการแพทย์จริงๆ เข้าใจสถานการณ์ภายใน หยิบยกกฎต่างๆ ออกมาพูดได้ตามใจชอบ ที่ปรึกษากฎหมายของโรงพยาบาลค่าตัวไม่ถูกเลย ไหนเลยพวกเขาจะไม่ใช่มืออาชีพ
คำพูดของทนายจินทำให้ทุกคนในที่นั้นตาลุกวาว และผู้พิพากษาก็เริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง และในเวลานี้ทนายจินพลันยกคำถามหนึ่งขึ้นมา!
“ศาลที่เคารพครับ ผมมีข้อสงสัยหนึ่ง หวังว่าฝ่ายตรงข้ามจะตอบได้!”
“ฝ่ายตรงข้ามย้ำซ้ำๆ ว่าคุณหมอหลี่เยว่กับคุณหมอเวรปกติของแผนกฉุกเฉินไม่มีทักษะทางอาชีพที่เหมาะสม และเชื่อว่าการรักษาของแผนกฉุกเฉินมีปัญหา เรื่องนี้ไม่พูดถึงก่อน! แต่ผมอยากรู้ว่า ทำไมหลังคนไข้เสียชีวิต ลูกสาวกับลูกชายของคนไข้ไม่ทำการชันสูตรพลิกศพ?”
“เรื่องในครั้งนี้สาเหตุการตายของคนไข้ยังรอการตัดสิน ยังไม่รู้สาเหตุการตายที่แน่ชัด ผมเข้าใจได้ไหมว่าครอบครัวของฝ่ายตรงข้ามมีข้อสงสัยดังนี้”
“ข้อแรก ฝ่ายตรงข้ามปฏิเสธส่งคนไข้ที่อยู่ในภาวะอันตรายเข้า ICU ทั้งยังเพิกเฉยการตรวจแบบที่ค่อนข้างมุ่งเป้า ทำไมกันครับ?”
“ข้อสอง หลังคนไข้เสียชีวิต ครอบครัวคนไข้ยังไม่ทันชันสูตรพลิกศพ กลับฟ้องศาลว่าทักษะการวินิจฉัยของโรงพยาบาลไม่ได้มาตรฐาน เพราะอะไรครับ?”
สองคำถามนี้ชัดถ้อยชัดคำ!
หลังทุกคนได้ยินก็พากันมองที่ฝั่งโจทก์ คนพวกนี้ล้วนเป็นครอบครัวของคนไข้ พวกเขาตอนคนแก่ยังมีชีวิตอยู่กลับดูแลตามมีตามเกิด พอคนแก่ตายไปกลับมาเสแสร้งแสดงความรัก สีหน้านี้น่ารังเกียจจริงๆ!
ค่าบำรุงขวัญจากความเสียหายทางจิตใจห้าแสนกว่าหยวน… ไม่แน่พวกคุณคงแอบดีใจสินะ อย่างไรภาระก็จากไปแล้ว
เรื่องพัฒนามาถึงขั้นนี้กลายเป็นระดับจุดเดือดสูงสุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับไม่มีใครยอมใคร
แต่อาศัยเพียงปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้สร้างความลำบากให้ทนายจินที่เทคนิคช่ำชองไม่ได้
อย่างไรเสียในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของโรงพยาบาล เขาก็จัดการปัญหาน้อยใหญ่มาไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้ว ครอบครัวคนไข้มือสมัครเล่นไม่ใช่คู่มือแม้แต่น้อย!
แต่ตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามถือไพ่ราชาในมือ มีปัญหาหนึ่งที่คนไข้กัดไม่ปล่อย!
นั่นก็คือ ในขั้นตอนการรักษาคนไข้ ทักษะของบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้มาตรฐาน สร้างผลลัพธ์เช่นนี้ให้คนชรา
หรือก็คือ ฝ่ายตรงข้ามใช้ผลสรุปของคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์กับองค์กรประเมินมาเชื่อว่า หลังอาการป่วยของคนไข้คงที่ แพทย์ยังคงไม่รักษาสาเหตุของโรคเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดออกซ้ำ ทำให้คนไข้สูญเสียโอกาสในการหลีกเลี่ยงไม่ให้เลือดออกอีก ยิ่งไปกว่านั้น หลังเกิดเลือดออกสองครั้งก็ยังไม่ดูแลตามความคิดเห็นของแผนกศัลยกรรมทั่วไป ทำให้คนไข้เสียโอกาสรับการรักษา
ดังนั้นปัญหาที่ยากที่สุดจึงอยู่ตรงนี้! จะพิสูจน์ว่าหลี่เยว่กับแพทย์เวรปกติจัดการสถานการณ์ของผู้ป่วยได้ถูกต้องได้อย่างไร!
หลังโต้เถียงกันหนึ่งรอบ! ในที่สุดศาลก็ลงความเห็นว่า แพทย์มีความผิดในขั้นตอนการวินิจฉัยและรักษาคนไข้ ความผิดนี้ทำให้คนไข้ไม่ได้รับการรักษาทันเวลา มีความเกี่ยวข้องประมาณหนึ่งกับสาเหตุการเสียชีวิตของคนไข้
สรุปได้ว่าเป็นความผิดของทางแพทย์ จากการวิเคราะห์คุณสมบัติลักษณะพิเศษของโรค รวมถึงปัจจัยส่วนบุคคล เชื่อว่าความสัมพันธ์ของเหตุและผล รวมถึงแรงสาเหตุมีเท่ากัน
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมาภายในนั้นก็เกิดความวุ่นวายทันที ทำไมนะหรือ อะไรคือรับผิดชอบเท่ากัน เท่ากับว่าระดับของความรับผิดชอบอยู่ที่ 40%-60%
เมื่อไรที่ถูกตัดสินว่ารับผิดชอบเท่ากัน ภายใต้สถานการณ์ปกติแล้วศาลจะตัดสินเป็น 50%!
ถ้าเป็นแบบนี้ โรงพยาบาลก็ต้องแบกค่าชดใช้ร้อยละห้าสิบ ซึ่งก็คือหนึ่งล้านกว่า!
นี่ต่างอะไรกับข่มขู่และขูดรีด?
เมื่อเป็นแบบนี้ก็ถึงคราวส่วนสำคัญแล้ว! นั่นก็คือโรงพยาบาลได้เพิกเฉยในขั้นตอนการรักษาคนไข้หรือไม่ ถ้าเพิกเฉยจริงคิดเป็นสัดส่วนเท่าไร ต้องรับผิดชอบเท่าไร เวลานี้ทนายจินลุกขึ้นมาคัดค้าน!
“ทางเราเห็นค้านกับคำวินิจฉัยนี้ครับ!”
ศาลก็เป็นแบบนี้ คุณสงสัยได้แต่คุณต้องเสนอหลักฐานที่มีน้ำหนัก หลังผู้พิพากษาได้ยินก็พูดขึ้นมาทันที “ผู้เชี่ยวชาญขึ้นศาลรับการไต่สวน!”
“ไม่ทราบว่าจำเลยต้องการถามอะไร”
เวลานี้เฉินชางลุกขึ้นช้าๆ ในที่สุด! ถึงเวลาที่ต้องการเขาแล้ว
ข้อพิพาทระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเรื่องของแผนการรักษา ถ้าพิสูจน์ได้ว่าแผนการรักษาถูกต้องสมบูรณ์ หมอย่อมไม่มีปัญหาอะไร แต่ขั้นตอนนี้แหละที่ยาก
เห็นเฉินชางลุกขึ้นมา ทุกคนในศูนย์พิสูจน์หลักฐานก็ตกตะลึงทันที! เฉินชางหรือ!
แถมครอบครัวคนไข้เหมือนไม่ได้ทำการบ้านมา เจ้าหน้าที่ในศูนย์พิสูจน์หลักฐานกลับปวดหัวหน่อยๆ แล้ว
เฉินชางคือใคร? ประธานสมาคมศัลยกรรมทางเดินอาหารระดับโลกเชียว!
ถึงขั้นพูดได้อย่างไม่เกินจริงว่า ขอแค่เฉินชางพูดว่าขั้นตอนการรักษาไม่มีปัญหาเท่านั้น ต้องการแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวผู้พิพากษาก็ยอมรับแล้ว!
ทำไมนะหรือ คิดจริงๆ หรือว่าประธานสมาคมศัลยกรรมทางเดินอาหารของสมาคมการแพทย์จีนจะมาก่อเรื่องเล่น?
นี่ก็คืออำนาจ!
ความจริงบรรดาปัญหาที่ยากแก้ไขมากมาย ศูนย์พิสูจน์หลักฐานจะเชิญผู้เชี่ยวชาญของสมาคมการแพทย์จีนมา แต่นี่เป็นผลการวินิจฉัยขั้นสุดท้ายแล้ว ศูนย์พิสูจน์หลักฐานจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาก็ต่อเมื่อมีปัญหา