เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1577 พ่อแม่คู่นี้เลี้ยงยากจริงๆ (1)
ผู้อาวุโสหลี่ได้ยินคำพูดนี้ของเฉินชาง ความรู้สึกแรกคือค่อนข้างเหลือเชื่อ!
ต่อมาก็ตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง!
“จริงเหรอ”
เฉินชางยิ้มพลางพยักหน้า “แน่นอนครับ!”
เวลานี้ผู้อาวุโสหลี่ดีใจจนทำตัวไม่ถูกแล้ว ดีใจเหลือเกิน!
“ศาสตราจารย์เฉิน เรื่องนี้… ต้องขอบคุณคุณจริงๆ!”
“จริงๆ เลย เฮ้อ ฉันเวียนหัวแบบนี้มาหลายปี แต่จู่ๆ ก็หายดีงั้นเหรอ”
ผู้เฒ่าฉินอดหัวเราะไม่ได้ “ทำไมนายยังตั้งตัวไม่ค่อยทันละสิ”
“ใช่เลย! เหล่าหลี นายก็เลิกเกรงใจเถอะ ต่อไปนี้มีเรื่องอะไรดีๆ ก็นึกถึงเสี่ยวเฉินของพวกเราบ้าง แบบนี้ก็ดีไม่ใช่เหรอ”
“ใช่! ใช่! ใช่!”
ผู้อาวุโสหลี่พยักหน้าหลายครั้ง “ใช่แล้ว ศาสตราจารย์เฉิน ต่อไปถ้ามีอะไรอยากให้ฉันช่วยก็พูดมาได้เต็มที่เลย!”
ช่วงบ่าย เพื่อแสดงความขอบคุณเฉินชาง ผู้อาวุโสหลี่จึงไปส่งเฉินชางกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง แน่นอนว่ามีบอดี้การ์ดขับรถให้
ระหว่างนั่งบนรถ เฉินชางและผู้อาวุโสหลี่พูดคุยเฮฮา จู่ๆ ก็รู้สึกว่าผู้อาวุโสเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่ด้วยยากขนาดนั้น
ถ้าหากบอดี้การ์ดรู้ถึงความคิดนี้เข้า ต้องบ่นไปอีกนานแน่
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ผู้อาวุโสหลี่ก็ไม่ได้อยู่ว่างๆ เช่นกัน หลังไปส่งเฉินชางกลับด้วยตัวเอง ก็มองบอดี้การ์ดเล็กน้อย
“ไปแจ้งผู้อำนวยการโรงพยาบาล บอกว่าฉันมาหา”
“อืม… มาวัดความดันแล้วกัน! เป็นคำขอที่สมเหตุสมผล”
ชายชรารู้สึกว่าตนจะต้องออกหน้าให้เฉินชางมากหน่อย ถือโอกาสไปสะกิดเตือนผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่ให้พวกเขามารังแกเฉินชางของพวกตน
อู่ถงผู่เห็นชายชรามาหาก็ตะลึงเล็กน้อย แต่ว่าบทสนทนาครั้งนี้ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกแปลกขึ้นเรื่อยๆ…
นี่มันอะไรกัน เฉินชางแต่งงานแล้วไม่ใช่เหรอ
ทำไมรู้สึกเหมือนผู้เฒ่าท่านนี้กำลังจะจับคู่ผู้หญิงให้เฉินชางล่ะ
รับรู้ได้ถึงคำขู่จาก ‘เจตนาดี’ ของผู้เฒ่า อู่ถงผู่เอ่ยอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ท่านครับ เฉินชางนะมาฝึกงานกับทางเราเท่านั้น พวกเราหาทางเลื่อนตำแหน่งให้เป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่ได้จริงๆ ครับ!”
ชายชระชะงักไปเล็กน้อย พลันกลอกตารอบหนึ่ง ความในใจชัดเจนมาก นายก็ไม่บอกแต่แรก ทำให้ฉันเสียเวลานานขนาดนี้
ฝั่งเฉินชางก็ไม่ได้อยู่ว่างเช่นกัน
เพิ่งมาถึงโรงพยาบาล หลังจากเหล่าหมาเห็นเฉินชางมาถึงก็ตาลุกวาว รีบเดินเข้ามาหา
“ชางเออร์ไปไหนมา ทำไมฉันเห็นคนใหญ่คนโตท่านหนึ่งมาส่งนายล่ะ! ทะเบียนรถคันนั้น… ราคาแรงใช้ได้เลย!”
เฉินชางกลอกตาทีหนึ่ง เขาคิดว่าเหล่าหมาน่าจะเกิดปีสุนัขมากกว่าปีม้า ไม่เหมาะกับนิสัยเขาเลย!
ชักจะสอดรู้เกินไปแล้ว
“อือ”
เฉินชางตอบคำหนึ่ง เดินมุ่งหน้าไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล เหล่าหมาเห็นท่าทีก็ผงะไปทันที
“อือเหรอ! อือหมายความว่ายังไง”
หยางเจี้ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ผู้อำนวยการหมา อือก็คือไม่อยากยุ่งกับคุณไง!”
เหล่าหมาฟังแล้วถอนหายใจอย่างจนปัญญากับหยางเจี้ย เหล่าหมาเถียงไม่ไหว!
เพราะไม่อย่างนั้น อีกฝ่ายจะพูดว่าอกตัญญูลืมบุญคุณที่เลี้ยงดูไปแล้วสินะ!
เหล่าหมาเป็นคนประเภทที่ชอบยิงมุกตลกถึงขั้นที่… ชอบหยอกคนอื่นเล่น ด้วยอายุสี่สิบกว่าแล้ว แต่จิตใจยังเหมือนยี่สิบกว่า มักจะให้ความรู้สึกเหมือนคุณชายจอมหัวรั้นเสมอ
ระหว่างที่ทางนี้ล้อเล่นกันอยู่ ชายคนหนึ่งอุ้มเด็กคนหนึ่งเดินเข้ามา มีผู้หญิงเดินอยู่ข้างๆ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงอายุยังไม่มาก ประมาณสามสิบต้นๆ
ส่วนเด็กเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ท่าทางเหมือนอายุแค่สี่ห้าขวบ แต่เด็กชายตัวน้อยไม่ได้ร้องไห้ เพียงน้ำตาไหลเท่านั้น ทว่าผู้หญิงคนนั้นกลับหัวเราะอยู่!
ไม่ผิด!
“หมอคะ ฉัน…” หญิงสาวลูบหน้า ต้องการจะลงทะเบียน แต่จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าเด็กมีอาการอย่างไรบ้าง
ผู้ชายที่อุ้มเด็กน้อยอยู่ก็เอ่ยปลอบเด็กน้อยอยู่ตรงนั้นอย่างกระอักกระอ่วน
“เค้านะ พ่อแค่หลอกลูก ล้อลูกเล่นนะ…”
“ลูกอย่าร้องไปเลยลูกรัก พ่อล้อลูกเล่นจริงๆ!”
ตอนที่ฝ่ายหญิงกำลังลงทะเบียนอยู่ เฉินชางอดถามไม่ได้ “สวัสดีครับ มีอะไรหรือเปล่า เด็กไม่สบายเหรอครับ”
ตอนนี้เองเด็กน้อยรีบดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนของฝ่ายชาย วิ่งเข้ามาหาเฉินชาง
“อาหมอครับ ช่วยผมด้วย ผมไม่อยากตาย ผมอยากตรวจ…”
เวลานี้เฉินชางได้เห็นหน้าของเด็กชายแล้ว เขาผงะไปทันที เหล่าหมาก็อ้าปากค้างเช่นกัน หยางเจี้ยเผลอหลุดขำคิกๆ ขึ้นมา เนื่องจากใบหน้าเด็กน้อยละเลงเครื่องสำอางเลอะเทอะ ลิปสติกเอย อายแชโดว์เอย มีหลายสิ่งหลายอย่างทำให้ดูเหมือนสัตว์ประหลาดน้อยไม่มีผิด!
ที่สำคัญคือ…
เด็กน้อยร้องไห้จนเครื่องสำอางเปรอะ ยิ่งดูน่าตลกเข้าไปใหญ่
เฉินชางก็งงกับคำพูดของเด็กน้อยแล้ว
อะไรนะ… ไม่อยากตายงั้นเหรอ
“เกิดอะไรขึ้น เจ้าเด็กไม่สบายตรงไหนเหรอ”
“แม่บอกว่าผมกำลังจะตาย… อาหมอครับช่วยผมด้วย”
เด็กน้อยร้องไห้งอแงดูกลัวมาก ฝ่ายหญิงกลั้นไม่อยู่หัวเราะออกมาทันที พอเด็กชายเห็นก็ร้อนใจแล้ว!
เขาจ้องมองผู้หญิงคนนั้น ทำท่าทางคับแค้นใจที่เปลี่ยนเหล็กให้เป็นเหล็กกล้าไม่ได้ เอ่ยเสียงโมโหฟึดฟัด
“แม่ครับ ผมเป็นลูกชายคนเดียวของแม่นะ แม่ยังหัวเราะได้อีกเหรอ!”
“ถ้าผมตายไป ใครจะทำให้แม่ดีใจ ใครจะกินข้าวเป็นเพื่อนแม่ ใครจะซักถุงเท้าให้แม่ล่ะ!”
โอเค เดิมทีเฉินชางกับเหล่าหมาไม่คิดจะขำเลย แต่ตอนที่เด็กน้อยคนนี้น้ำตาไหลพราก ร้องไห้พร้อมเอ่ยประโยคนี้ออกมาอย่างเสียอกเสียใจมาก พวกเขาก็อดไม่อยู่แล้ว!
สถานการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างน่าขบขันจริงๆ เด็กชายเช็ดน้ำตา เครื่องสำอางก็ยิ่งเละเทะ!
ฝ่ายหญิงอดขำไม่ได้ “ไม่เป็นอะไรหรอกจ้ะลูกรัก ไม่เป็นอะไรจริงๆ”
“ถึงเลียลิปสติกก็ไม่เป็นไรหรอก!”
เด็กน้อยถามอย่างโศกเศร้า “จะไม่เป็นไรได้ยังไง เกิดเรื่องขึ้นแล้วนะ!”
“ผมกำลังจะตาย จะไม่เป็นไรได้ยังไง!”
“แม่ครับ ผมหลอกพวกแม่ ผมกินลิปสติกของแม่เข้าไป ผมกินเข้าไปเยอะขนาดนี้เลยนะ แถมผมยังเลียน้ำหอมอีก”
“หมอครับ ช่วยผมทีได้ไหม ต่อไปผมไม่กล้าทำแล้ว”
พูดมาถึงตรงนี้ เด็กชายก็วิ่งเข้ามากอดขาเฉินชาง ดวงตากลมโตคลอน้ำ
“อาหมอครับ ขอร้องคุณแล้ว ผมไม่อยากตาย…”
ผู้ชายที่อยู่ด้านข้างก็ยิ้มไม่ได้ร้องไหไม่ออกเช่นกัน เขาเอ่ยกับเฉินชางว่า
“วันนี้กลับไปถึงบ้านก็พบว่าเด็กคนนี้ไม่รู้ไปหยิบเครื่องสำอางของแม่เขามาจากไหน เอามาละเลงตัวเองเล่น… จากนั้นก็กลายเป็นแบบนี้ครับ!”
“ต่อมาก็กินลิปสติกเข้าไปนิดหน่อยด้วย”
“พอแม่เขากลับมาเห็นก็โมโหขึ้นมา”
“ถามเขาว่าทำไมลิปสติกถึงหายไป”
“เด็กคนนี้กลัวแม่จะตีเขาเลยโกหกว่าตัวเองเอาไปเขียนเล่น จากนั้นก็หัก”
“แม่เขาโกรธก็เลยขู่ว่าของพวกนี้มีพิษ กินลิปสติกแล้วจะตาย”
“ผลคือ… กลายเป็นแบบนี้ ตกใจจนร้องไห้ เอาแต่บอกว่าตัวเองกำลังจะตาย ปลอบยังไงก็ปลอบไม่อยู่ อันที่จริงก็กินเข้าไปไม่เท่าไร นิดเดียวเท่านั้น ไม่มีพิษเลยครับ”
“เขายืนกรานว่าจะมาหาหมอ! พวกเราพูดยังไงก็ไม่ยอมเชื่อ!”
เฉินชางเห็นเด็กน้อยโศกเศร้าก็ยิ้มออกมาเพราะกลั้นไว้ไม่อยู่ เขาลูบหัวเด็กน้อย เอ่ยอย่างจริงจังว่า
“ครั้งนี้อาจะช่วยหนูแล้วกัน แต่ว่า… ถ้ามีครั้งหน้า อาจะไม่ช่วยหนูแล้ว วันหลังอย่ากินอะไรมั่วซั่วนะครับ เข้าใจไหม”
เด็กน้อยยังคงเชื่อฟังหมอเป็นอย่างดี!
ก็เหมือนที่เด็กเล็กๆ อิจฉาตำรวจมากนั่นแหละ
“ได้ครับ! คุณอา ขอบคุณมากครับ ผมไม่อยากตาย…”
ระหว่างที่พูด เฉินชางเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์พยาบาล หยิบสารกลูโคสมาหลอดหนึ่ง เดินออกมาอย่างเป็นการเป็นงาน
“วันนี้หนูกลับไปดื่มหลอดนี้ให้หมดก็หายแล้ว!”
“แต่ว่ามีหลอดนี้หลอดเดียวเท่านั้น ต่อไปจะหาไม่ได้อีก”