เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1578 พ่อแม่คู่นี้เลี้ยงยากจริงๆ (2)
เด็กชายกอดสารกลูโคสไว้ในอ้อมแขน เสมือนได้รับสมบัติล้ำค่า ระมัดระวังมาก!
กลัวจะทำหล่นหายราวกับนี่คือชีวิตเดียวของตน
“อาหมอครับ ผมดื่มตอนนี้เลยได้ไหม ผมกลัวแม่ผมจะสะเพร่าแล้วทำหาย…”
ประโยคนี้ทำเฉินชางเกือบหลุดขำแล้ว แม่เขาที่อยู่ด้านหลังไม่ถือสาที่ลูกชายกล่าวหาตนเลย กลับยิ้มจนปวดแก้มไปหมด เฉินชางให้หยางเจี้ยเปิดกลูโคสปริมาณไม่มาก แค่ขวดเล็กขนาด 100 ml
เด็กชายยกขึ้นมาดื่มอึกๆ จนหมดเกลี้ยง เมื่อชีวิตอยู่ตรงหน้าเด็กน้อยจึงเลือก ‘น้ำวิเศษ’ หลอดนี้
หลังดื่มหมดเขาตบหน้าท้องเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“อาหมอครับ ผมดีขึ้นแล้วจริงๆ! ขอบคุณสำหรับพระคุณช่วยชีวิตครับ”
เหล่าหมาที่อยู่ข้างๆ กลั้นขำจนหน้าม่วงแล้ว เฉินชางพยักหน้า
“กลับไปก็อย่าลืมที่สอนล่ะ ห้ามกินอะไรมั่วซั่ว ของแบบนี้มีอยู่แค่หลอดเดียวนะ”
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ราวกับได้รับภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง!
จากนั้นเขามองไปที่ผู้เป็นแม่ ถอนหายใจแล้วเดินเข้าไปหา จากนั้นก็เป็นฝ่ายยื่นมือออกไปหา
“จูงผมสิครับ ระวังด้วยล่ะ อย่าทำผมหาย…”
ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับ “ได้จ้ะหนุ่มน้อยของแม่ แม่ผิดไปแล้ว!”
เด็กชายถอนหายใจ “เฮ้อ…”
ถึงขั้นที่หลังถอนหายใจเขายกมือตบหน้าผากตัวเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเลียนแบบใครมา แต่น่าสนใจมาก
ราวกับการมีพ่อแม่แบบนี้ค่อนข้างเหนื่อยใจทีเดียว!
คนเป็นพ่อได้ยินเสียงถอนหายใจก็อดหัวเราะไม่ได้ เด็กชายหันไปหา
“พ่อไม่ต้องขำเลย รีบไปขับรถมาสิครับ”
คนเป็นพ่อพยักหน้าเดินออกไป เด็กน้อยมองพ่อแม่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจที่ฝนทั้งเป็นเข็มไม่ได้ พ่อแม่คู่นี้น่าเหนื่อยใจจริงๆ!
ผู้เป็นแม่จูงเด็กชายเดินออกไปด้านนอก ปากน้อยๆ ของเด็กชายขยับพูดเจื้อยแจ้ว
“แม่ครับ แม่อย่าสะเพร่าเชียวนะ แม่ต้องใส่ใจผมนะ!”
“ถ้าผมตายไป ใครจะอยู่เป็นเพื่อนแม่ล่ะ…”
“แม่ครับ ไอหยา แม่กำลังเดินอย่าเล่นมือถือสิ ดูทางด้วย… เฮ้อ!”
เสียงเบาลงเรื่อยๆ หลังพ้นประตูโรงพยาบาลไปแล้ว เฉินชางกับเหล่าหมาสบตากัน หัวเราะดังลั่นขึ้นมาทันที เด็กคนนี้น่า… น่าสนใจเกินไปแล้วจริงๆ
ควรจะพูดว่าครอบครัวนี้น่าสนใจกันหมดต่างหาก หยางเจี้ยพูดอย่างยิ้มไม่ได้ร้องไหไม่ออก
“หนุ่มน้อยคนนี้ทำฉันหัวเราะจนน้ำตาไหลเลยจริงๆ”
“คาดว่านี่คงเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงยากที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอแล้ว!”
“ฮ่าๆ…”
เหล่าหมาที่อยู่ข้างๆ ก็ลูบหน้าเอ่ยว่า
“เด็กคนนี้ตลกมาก เดี๋ยววันสองวันนี้ฉันจะกลับไปตั้งใจพยายามอย่างเต็มที่!”
“ให้ตายเถอะ ตาเฒ่านี้ฮึกเหิมขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ฉันจะต้องพยายามฝึกฝนให้หนักขึ้น เจ้าหนูคนนี้ไม่เลวเลย!”
ก็จริงทุกคนล้วนอารมณ์ดีเพราะเด็กคนนี้ทำให้คนอดขบขันไม่ได้ มองเด็กคนนี้แล้วก็รู้สึกว่าตลกมาก ครอบครัวแบบนี้เดินด้วยกันแล้วชวนให้รู้สึกว่าน่าสนใจมาก
โรงพยาบาลมักจะมีเรื่องราวหลากหลายประเภทที่น่าสนใจและชวนให้จนปัญญาเสมอ ทำงานในสภาพแวดล้อมแบบนี้จำเป็นต้องปรับคุณภาพจิตใจให้มั่นคงจริงๆ
กองบริหารทรัพยากรบุคคลประจำมณฑลตงหยางประกาศข่าวอย่างแน่ชัดแล้ว ช่วงนี้แจ้งรับสมัครบุคลากรไปยังเบื้องบนได้แล้ว หลังจากข่าวนี้ถูกประกาศ เฉินชางให้ความสนใจมาก
บุคลากรกลุ่มนี้ที่จะรับสมัครเข้ามาในภายหน้า จะกลายเป็นทีมของเฉินชาง สำหรับเฉินชางแล้วแน่นอนว่าตอนนี้เขาใส่ใจตึกฉุกเฉินอันดับสองของมณฑลตงหยางที่สุด ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่จริงจังอย่างที่สุดด้วย
วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์พอดี เฉินชางพาฉินเยว่กลับมาที่เมืองอันหยาง ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลก็ประมาณสิบเอ็ดโมงแล้ว ฉางลี่น่ากำลังเข้าเวรอยู่ พอเห็นเฉินชางกับฉินเยว่มา ดวงตาย่อมเป็นประกาย
“ไอหยา เจ้าตัวแสบ รู้จักกลับมาด้วยเหรอ!”
ฉางลี่นายังคงเจ้าอารมณ์เหมือนเดิม ไม่นานนักหวังหย่งได้ข่าวก็รีบออกมาจากห้องทำงาน หลังจากเห็นเฉินชางก็ตาเป็นประกาย
“กลับมาแล้วเหรอ ผู้อำนวยการเฉิน!”
เฉินชางยิ้มให้ ไม่ได้เจอหน้าหวังหย่งมาระยะหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก
ด้านหลังเขามีนักศึกษาปริญญาโทตามมาสองคน ทุกคนก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น จำเป็นต้องฝึกฝนประสบการณ์ จากปีที่แล้วมาถึงปีนี้ หวังหย่งก้าวหน้าขึ้นมาก ซึ่งแน่นอนว่าไม่พ้นไปจากการอบรมและยอมวางมือของหลี่เป่าซาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ แต่ตอนนี้ในห้องฉุกเฉินยังคงมีคนไม่น้อยเลย ช่วงเที่ยงฉินเยว่กลับบ้านไป แต่เฉินชางไม่ได้กลับไปด้วย แต่ไปยังร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งที่คุ้นเคยดี พร้อมกับหวังหย่ง พอเข้าไปในร้าน เถ้าแก่ก็จำพวกเขาสองคนได้ ทีนี่ยังอยู่ที่เดิม
ในอดีตทุกๆ วันหลังจากเฉินชางผ่าตัดล่วงเวลาเพื่อช่วยหวังหย่งสอบประเมินให้ผ่าน ก็จะมาที่ร้านนี้ สั่งกับข้าวสองอย่างกับเบียร์เย็นๆ สองขวด ตอนนี้เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว
“ตอนนี้มีคนไข้เยอะไหม ต้องดูแลกี่เตียง”
“ยี่สิบห้าเตียง”
เฉินชางตกใจเล็กน้อย “เยอะขนาดนี้เชียวเหรอ”
ห้องฉุกเฉินที่นี่เทียบศูนย์ฉุกเฉินเมืองหลวงไม่ติดเลย มีทั้งหมดเจ็ดสิบเตียงเท่านั้น นี่คือหลังจากขยายเพิ่มแล้ว หวังหย่งดูแลคนเดียว ยี่สิบห้าเตียงแบบนี้มีแรงกดดันสูงมาก จู่ๆ เฉินชางก็สงสัยขึ้นมา “อาจารย์สือล่ะ”
หวังหย่งยิ้ม “อาจารย์สือในปัจจุบันนี้ ต้องทำให้นายตกใจมากแน่นอน!”
ช่วงที่เขาแต่งงาน สือหน่าเข้าเวรไม่ได้ไปร่วมงาน ดังนั้นเฉินชางจึงไม่ได้พบในตอนนั้น
เมื่อก่อนสือหน่าเป็นกำลังหลักในการดูแลผู้ป่วย ถึงยังไงตอนนั้นก็ต้องเลี้ยงดูสามีไร้ความรับผิดชอบ แถมยังต้องเลี้ยงลูกด้วย ตอนนี้พาพ่อแม่มาช่วยเลี้ยงลูกแล้ว มีบ้านแล้ว แรงกดดันลดลงไปมาก
หวังหย่งยิ้มร่าเอ่ยไปว่า “ตอนนี้อาจารย์สือมีคนรักแล้ว ทั้งสองคนใกล้จะแต่งงานกันแล้วด้วย!”
เฉินชางตะลึงเล็กน้อย “ใครกัน”
หวังหย่งเอ่ยอย่างสะท้อนใจ
“อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์นะ เมื่อก่อนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับอาจารย์สือ ตอนนั้นหลังจากรู้เรื่องอาจารย์สือ ก็มาดูแลเอาใจใส่ทุกวัน ตอนนี้ทั้งสองคนรักกันมาก”
“อีกอย่างอาจารย์หยางก็เป็นผู้ชายที่ดี เอาการเอางาน ทะนุถนอมอาจารย์สือ ได้เจอฤดูใบไม้ผลิครั้งที่สองในชีวิตแบบนี้ก็โชคดีแล้ว”
เฉินชางได้ฟังพลันเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “อ้อ ใช่ ลูกชายหวังเซียนใกล้จะครบเดือนแล้วใช่ไหม”
ทั้งสองพูดคุยยิ้มหัวไม่ทันรู้ตัวก็ซัดเบียร์ลงท้องไปขวดที่สามแล้ว ช่วงพักเที่ยงเบียร์สามขวด แกล้มกับข้าวสองสามอย่าง ทั้งสองไม่รู้จะคุยอะไรแล้วจึงหยิบตะเกียบขึ้นมาจำลองการผ่าตัด
ช่วงบ่ายมีคนเข้าเวรแทน ไม่อย่างนั้นหวังหย่งคงไม่กล้า ทีมของพวกเขาในสมัยก่อนตอนนี้ล้วนค่อยๆ เข้ามาอยู่ในแผนกแล้ว กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้
ตกบ่ายเฉินชางกลับถึงบ้านก็นอนงีบหนึ่ง หลังตื่นขึ้นมา ฉินเสี้ยวยวนอยู่ในห้องหนังสือ พอเห็นเฉินชางตื่นแล้วก็เอ่ยถาม
“ร่างแบบแผนรับสมัครบุคลากรในแผนกเรียบร้อยหรือยัง”
เฉินชางพยักหน้า เปิดสมุดบันทึก หยิบแบบฟอร์มแผ่นหนึ่งออกมา
“ครับ ถ่ายเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว แต่มีคนค่อนข้างมาก”
“ผมวางแผนว่าจะรับสมัครหมอชุดแรกเข้ามาห้าสิบคน ก่อโครงสร้างขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ค่อยเดินหน้ารับเพิ่ม”
พอได้ยินคำพูดของเฉินชาง ฉินเสี้ยวยวนตะลึงงันไปทันที “ห้าสิบคนเหรอ…”
“เฮ้อ ผมรายงานเบื้องบนไปแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่ากระทรวงสาธารณสุขกับกองบริหารทรัพยากรบุคคลจะอนุมัติไหม”
“ปีก่อนโรงพยาบาลของเรารับเข้ามาทั้งหมดสามสิบคนเท่านั้น ตอนนี้แผนกของคุณคนเดียวกลับรับถึงห้าสิบคน ฮ่าๆ สมกับเป็นคุณ!”