เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1579 ใจกล้ากว่านี้หน่อย!
ความกังวลของฉินเสี้ยวยวนไม่ได้ไร้เหตุผลเลย โดยพื้นฐานแล้วตอนนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โควตาบรรจุลดน้อยลงเรื่อยๆ โรงพยาบาลทยอยยกเลิกการบรรจุ จัดตั้งระบบจัดเก็บข้อมูลที่ผนวกรวมเข้ากับระบบสัญญาจ้างอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการบรรจุของแต่ละปีจะน้อยลงเรื่อยๆ
โรงพยาบาลหนึ่งแห่งไม่มีทางรองรับจำนวนห้าสิบคนได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงแผนกแผนกหนึ่งเลย ใช่ว่ากองบริหารทรัพยากรบุคคลจะไม่ยอมอนุมัติ แต่โควตามีจำกัด อีกทั้งมณฑลตงหยางก็ด้อยพัฒนาอยู่แล้วมีงบประมาณจำกัด ดังนั้นทุกคนจึงไม่ยินดีที่จะยกโควตาให้ พอเฉินชางลองคิดดูก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
“ไม่อย่างนั้นก็บรรจุพนักงานในสังกัดห้าสิบคนดูสิ แต่ว่า… เพิ่มสัญญาจ้างให้มากหน่อย เพิ่มค่าตอบแทนให้สูงขึ้น หวังว่าจะดึงดูดคนมีความสามารถเข้ามา”
ฉินเสี้ยวยวนพยักหน้ารับ “อืม อันที่จริง… ถ้าได้รับอนุมัติจริงๆ ฉันว่าก็คงดูไม่ดี ถึงยังไงก็ไม่ใช่ของที่ใครจะยอมยกให้ใครได้ ค่อนข้างลำบากกันทั้งนั้น”
เทียบกับการบรรจุแล้ว แบบสัญญาจ้างดึงดูดใจคนมีความสามารถไม่ค่อยได้จริงๆ ถึงอย่างไรด้วยสภาพแวดล้อมในประเทศเรา ไม่ว่าที่ไหน ทุกคนล้วนชอบคำว่า ‘จ้างถาวร’ หรือที่เรียกกันว่างานมั่นคงนั่นแหละ
เฉินชางพยักหน้า “ได้ครับ ผมจะไปพรุ่งนี้ ไปหารือกับพวกผู้อำนวยการหลี่ดูว่าจะจัดสรรการบรรจุห้าสิบคนนี้ยังไง”
อาคารฉุกเฉินกำลังก่อสร้าง แผนการของเฉินชางคือแบ่งทีมดูแลอาคารฉุกเฉินมีทั้งหมดแปดชั้น ถือว่าโอ่อ่ามาก แผนการของเฉินชางคือจัดให้ชั้นหนึ่งเป็นคลินิกฉุกเฉินรวมถึงศูนย์กู้ชีพ ส่วนชั้นสองจะให้เป็นห้องผ่าตัดของแผนกฉุกเฉินโดยเฉพาะ ชั้นสามจะให้เป็นแผนกศัลยกรรมทั่วไปและศัลยกรรมตับและท่อน้ำดีฉุกเฉิน ชั้นสี่เป็นแผนกศัลยกรรมหัวใจฉุกเฉิน ชั้นห้าเป็นแผนกศัลยกรรมกระดูกและมือฉุกเฉิน ชั้นหกให้เป็นห้องสังเกตอาการ ICU ชั้นเจ็ดเป็นแผนกประสาทวิทยาและศัลยกรรมประสาทฉุกเฉิน ชั้นแปดเป็นแผนกอายุรศาสตร์ฉุกเฉิน
ช่วยไม่ได้ ตึกแปดชั้นไม่พอจริงๆ ได้แต่พยายามจัดแผนกบางส่วนให้ครอบคลุมเท่าที่จะทำได้ ด้วยเหตุนี้พอก่อตั้งเครือข่ายขึ้นแล้ว ก็จำเป็นต้องจัดสรรบุคลากรเข้าไป วันต่อมามีการเรียกตัวทุกคนในเครือข่ายมาเริ่มประชุมตามแผนเดิม ภาระหนัก เวลากระชั้นชิด ทุกคนจำเป็นต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนสักหน่อย
หลี่เป่าซานคือรองผู้อำนวยการอาคารฉุกเฉิน ช่วยปูทางประสานงานกับฝ่ายบริหารแทนเฉินชางเรียบร้อย หลังจากนั้นเฉินชางวางแผนว่าจะดำเนินการแนะนำบุคลากรด้าน ICU เข้ามาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามอันที่จริงงานฉุกเฉินกับงานไอชียูค่อยส่งเสริมเกื้อกูลขาดกันไปไม่ได้เลย เฉินชางดูแลได้ไม่ทั่วถึง ผู้อำนวยการหลี่ก็ไม่ได้จับงานด้าน ICU มานานมากแล้ว น่าจะรับมือไม่ไหว
เฉินชางตัดสินใจจะดึงตัวบุคลากรเข้ามา ส่วนผู้อำนวยการของแผนกศัลยกรรมทั่วไปและแผนกศัลยกรรมตับและท่อน้ำดี เฉินชางจะให้ลูกพี่เก่าของตนอย่างเฉินปิงเชิงมารับหน้าที่
การหารือเป็นไปอย่างดุเดือดมาก ทุกคนล้วนต้องการให้แผนกของตนได้บุคลากรเพิ่มขึ้นอีกสองสามคน ดีร้ายอย่างไรก็นับว่าได้รับจัดสรรกันไป แต่ส่วนที่ยากที่สุดอย่างแผนกศัลยกรรมประสาทและ ICU ยังคงว่างเปล่าไร้เสาหลัก เฉินชางทำได้เพียงพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้บุคลากรสัญญาจ้างเพิ่ม หวังว่าพอมาแล้วจะอยู่ถาวรนะ!
หลังจากหารือกันทั้งวันสุดท้ายก็กำหนดโควตาเสร็จสิ้น เฉินชางก็ไม่กล้าโอ้เอ้นานเกินไป เร่งเดินทางกลับเมืองหลวงในชั่วข้ามคืน
วันต่อมาโรงพยาบาลส่งรายงานโควตาแล้ว กองบริหารทรัพยากรบุคคลของมณฑลทำการรวบรวมข้อมูลจากโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงดำเนินการตรวจสอบเพื่ออนุมัติ แต่ว่าหลังจากโรงพยาบาลอันดับสองของมณฑลยื่นรายงานอนุมัติจัดสรรบุคลากรไป กลับถูกส่งตรงไปยังหัวหน้าฝ่ายจัดบรรจุ
ในฐานะผู้มีสัมผัสเฉียบไวด้านการเมือง เหลยอวิ่นตารู้ว่าควรจะทำอะไรบางอย่าง ดังนั้นเขาหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาฉินเสี้ยวยวนโดยตรง
“อธิการบดีฉิน ผมเอง เหล่าเหลย!” เหลยอวิ่นตาไม่มีความเย่อหยิ่งใดๆ
ถึงแม้เขาจะเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดบรรจุ อีกทั้งเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก แต่ว่า! ฉินเสี้ยวยวนเป็นใครกันล่ะ แน่นอนเขาก็คืออธิการบดีมหาวิทยาลัยการแพทย์ เป็นรองอธิบดีมากความสามารถคนหนึ่ง อันที่จริงพวกเขาสองคนอยู่ในระดับเดียวกัน ฝ่ายจัดบรรจุคือส่วนสำคัญของกองบริหารทรัพยากรบุคคล อีกทั้งเหลยอวิ่นตาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกองบริหารทรัพยากรบุคคลด้วย เมื่อเทียบกันแล้วฐานะของตัวเขาเหลยอวิ่นตามีเกียรติมาก แต่ว่าประเด็นสำคัญคือฉินเสี้ยวยวนคนนี้คือพ่อตาของศาสตราจารย์เฉินชาง นี่คือประเด็นสำคัญ ในตงหยางเฉินชางมีพ่อบุญธรรมคนหนึ่งชื่อขงเสียงหมิง มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อเจิงกัวถาน
ถ้าให้ขยายวงออกไปอีก เหลยอวิ่นตาก็ไม่กล้าคิดต่อแล้ว นี่คือรองหัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญคณะกรรมการสุขภาพศูนย์กลางให้บริการชั้นผู้นำโดยเฉพาะ เขาไม่โง่ขนาดจะไปหาเรื่องฉินเสี้ยวยวน แต่จะส่งมอบน้ำใจให้แทน ดังนั้นเขาถึงได้เป็นฝ่ายโทรหาฉินเสี้ยวยวนก่อน หลังจากฉินเสี้ยวยวนรับสายเขาอิ้มทันทีเอ่ยไปว่า “รองเหลย สวัสดีครับ! มีอะไรจะชี้แนะหรือ”
เหลยอวิ่นตาหัวเราะแล้วกล่าวว่า “เหล่าฉิน นี่คุณกำลังล้อเลียนผมเหรอ พวกเราติดต่อกันมาครึ่งชีวิตแล้ว ยังจะพูดเรื่องชี้แนะอะไรอีก!”
ฉินเสี้ยวยวนก็ไม่ขุดคุ้ยแล้วเช่นกัน ตอนนี้ตัวเขาฉินเสี้ยวยวนลำพองนิดหน่อยจริงๆ เพราะถึงอย่างไรแม้แต่นายกเทศมนตรีพอเจอตนก็จะพูดคุยด้วยรอยยิ้ม ไม่กล้าและไม่มีทางจงใจล่วงเกิน
ความจริงแล้วเมื่อก่อนผู้นำระดับมณฑลเหล่านี้กลับมาเยี่ยมโรงพยาบาลอันดับสองน้อยมาก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหน่วยงานอย่างโรงพยาบาลประชาชนมณฑล ศูนย์วิจัยมณฑล โรงพยาบาลตงต้านสาขาที่หนึ่ง เป็นต้น แต่ช่วงนี้กลับแปลกไป นับตั้งแต่เฉินชางแต่งงาน แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟูแสนทรุดโทรมของโรงพยาบาลอันดับสอง ตอนนี้กำลังรุ่งโรจน์โดดเด่น ผู้อำนวยการหลี่ประจำแผนกเวชศาสตร์นวดบำบัดฟื้นฟูที่เดิมทีเตรียมตัวเกษียณไปเลี้ยงหลาน ได้นำเสนอ ‘ศาสตร์นวดจัดกระดูกทงตู’ แถมยังมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
เหลยอวิ่นตารู้จักคบหากับคนอื่นเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องไร้ประโยชน์พวกนี้ให้มากความ ตัดตรงเข้าประเด็นทันที
“อธิการบดีฉิน ผมไม่ได้มาคุยเรื่องอื่นหรอก แต่มาคุยเรื่องคำร้องอนุมัติที่ทางโรงพยาบาลของคุณส่งมา ผมอ่านดูแล้ว ผมคิดว่ามีปัญหาบางอย่างนะ!”
ฉินเสี้ยวยวนขมวดคิ้วทันที! ใช่จริงๆ แผนกฉุกเฉินแผนกเดียวต้องการขออนุมัติสิบห้าคน… ค่อนข้างเป็นปัญหายังคงต้องขยับขยายให้เสร็จสิ้นภายในสามถึงห้าปีจึงจะค่อนข้างดี
ฉินเสี้ยวยวนพยักหน้าเอ่ยไปว่า “อืม เสี่ยวเฉินก็ไม่ค่อยรู้ความนะ รองเหลยคุณอย่าถือสาเลยนะ เขาเพิ่งขึ้นเป็นผู้อำนวยการ อีกทั้งมีใจทะเยอทะยานอยากสร้างผลงานดีๆ ดังนั้นถึงยื่นขอคนมากไปหน่อย!”
“เดี๋ยวผมจะให้เขาพิจารณาตัดทิ้งไปสักหน่อย…”
เหลยอวิ่นตาได้ยินก็ผงะไปทันที นี่ฉินเสี้ยวยวนกำลังจะผลักตนเข้ากองเพลิงหรือไง เจตนาฉันสื่อไปแบบนี้เหรอ เขารีบอธิบายทันที
“นี่อธิการบดีฉิน นี่คุณเข้าใจผมผิดแล้ว”
“ความหมายของผมคือทางมณฑลให้ความสำคัญกับงานของอาคารฉุกเฉินอันดับสองมาก ดังนั้นจึงกำชับผมเป็นพิเศษให้พยายามตอบสนองต่อการรับสมัครบุคลากรของพวกคุณ”
“ที่ผมจะพูดคือให้อธิการบดีฉินติดต่อไปหาศาสตราจารย์เฉินหน่อย ให้เขาใจกล้ากว่านี้ พวกเราอนุมัติให้ในระดับที่เหมาะสมได้ ถึงยังไงก็ทำเพื่อประชาชนในมณฑลตงหยางทั้งนั้น!”
ฉินเสี้ยวยวนสับสนขึ้นมาทันที! เขาถามอย่างระมัดระวัง “ถ้างั้น… ยี่สิบคนได้ไหม”
เหลยอวิ่นต่ายิ้มน้อยๆ “พอเหรอ”
ฉินเสี้ยวยวนกลืนน้ำลายใจเต้นแรง “หรือว่า… ยี่สิบห้าคน!”
เหลยอวิ่นตาเอ่ยว่า “ใจกล้ากว่านี้อีกหน่อยสิ!”
ฉินเสี้ยวยวนคลั่งแล้ว! เขาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลมานานขนาดนี้ หนึ่งแผนกได้โควตาบรรจุยี่สิบห้าคนต่อปีก็หายากมากแล้ว! นี่ฝ่ายจัดบรรจุคุยด้วยง่ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร!
ฉินเสี้ยวยวนกัดฟันเอ่ย “รองเหลย คุณระบุจำนวนให้ผมเถอะ ผมเดาไม่ออกเลยจริงๆ ยังไงก็ไม่เกินห้าสิบใช่ไหม!”
เหลยอวิ่นตาได้ฟังก็เงียบไปครู่หนึ่ง “อืม! ได้ ยึดตามเกณฑ์นี้เลยเถอะ!”