เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1705 ความท้าทายใหม่!
ภายในห้องทำงาน เฉินชางมองใบหน้าของหลายคนที่
คุ้นเคย เป็นความสุขที่บอกไม่ถูก!
ครั้งแรกที่ต้องพาทุกคนมารับเวร ในใจเฉินชางรู้สึก
ซับซ้อนอธิบายไม่ถูก
แต่ว่าเมื่อเขาเงยหน้ามองทุกคน ทันใดนั้นทุกคนอด
ตะลึงงันไม่ได้
เนื่องจากจู่ๆ พวกเขาก็พบว่า ในตัวเฉินชางมีออร่า
ความเป็นผู้นำอยู่รางๆ
บอกไม่ถูก แต่รู้สึกได้อย่างชัดเจน
เฉินปิ่งเซิงเห็นฉากนี้พลันหัวเราะอยู่ในใจ
เจ้าหนุ่มเฉินคนนั้นที่เคยเดินตามหลังตนต้อยๆ คอย
เรียกหัวหน้าๆ วันนี้เติบโตแล้ว
พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาอดยิ้มไม่ได้ สุขใจอย่างยิ่ง!
ว่ากันตามจริง ตัวเขาเฉินปิ่งเซิงอาจเป็นหมอธรรมดา
ทั่วไป แต่เขาภูมิใจมากแล้ว เนื่องจากเขาเอ่ยได้อย่างภาคภูมิ
ว่า เจ้าหนุ่มเฉินคนนั้น ฉันเป็นคนพาเข้าวงการเอง!
ใช่แล้ว!
เมื่อเทียบกับเฉินปิ่งเซิงแล้ว เหล่าหม่ากลับใจเต้นแรง
จู่ๆ เขาก็รู้สึกตระหนกอยู่ในใจ
เจ้าหนุ่มเฉินชางคนนี้พอกลับถิ่นแล้วจะวางอำนาจใส่ตน
หรือเปล่า
พอคิดมาถึงตรงนี้ เหล่าหม่าอดมองเฉินปิ่งเซิงที่อยู่ข้าง
กายไม่ได้ เขารู้สึกว่า…ลูกพี่ท่านนี้หน้าตาเที่ยงธรรม หน้าตาดู
สัตย์ซื่อ ต้องเป็นคนดีแน่นอน!
อีกสักพัก…ไปหลอกถามดีกว่า!
หลังจากนั้นเฉินชางเริ่มจัดสรรงานอย่างเป็น
ระเบียบแบบแผน
นักศึกษาแพทย์ หมอและหัวหน้าแผนกต่างๆ ของศูนย์
ฉุกเฉินได้รับจัดสรรหน้าที่และภาระงานแล้ว
เฉินชางเพียงขานรายชื่อหนึ่งรอบ แล้วแจ้งเรื่องที่ทุกคน
ควรใส่ใจ
เมิ่งซีมองเฉินชาง ในใจรู้สึก…แปลกๆ เป็นความรู้สึกที่
ดูเหมือนจะต่างไปจากเดิม
จู่ๆ เธอก็ค้นพบว่าลูกศิษย์คนนี้ของตนที่ไม่ได้เจอกัน
มาสักพัก ดูมาดแมนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว!
นี่คือเสน่ห์ความเป็นชายงั้นหรือ
หวา หวา!
นี่คืออาวุธพิฆาตเหล่าสาวน้อยแน่นอน พอคิดมา
ถึงตรงนี้ เมิ่งซีก็เรียนรู้บุคลิกเฉินชาง อดไม่ได้ที่จะเลียนแบบดู
เฉินชางเห็นก็ขมวดคิ้วทันที “ผู้อำนวยการเมิ่ง ผมพูดว่า
ยังไงครับ”
เฉินชางทำให้เมิ่งซีสะดุ้งโหยง หลังได้สติกลับมาก็หน้า
แดงก่ำ ก้มหน้าด้วยความอับอาย
ในใจด่าเฉินชางไปหลายร้อยตลบ
แต่ยังคงเอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า “ขอโทษค่ะ ผู้อำนวยการ
เฉิน ฉันมัวแต่คิดเรื่องอื่น ฉันผิดไปแล้วค่ะ!”
แม้จะทราบดีว่าเธอคืออาจารย์ของเฉินชาง แต่ว่าที่นี่คือ
ที่ทำงาน ไม่ใช่ห้องเรียน
อาจารย์ก็ควรเคารพผู้อำนวยการเช่นกัน
หลังมอบหมายงานเสร็จ ทั้งศูนย์ฉุกเฉินก็เริ่มทำงาน
อย่างเป็นทางการ
เฉินชางในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ ย่อมไม่จำเป็นต้องลง
ไปทำงานเองทุกอย่าง แต่ระบบงานของทั้งศูนย์ฉุกเฉินกลับ
ไม่พ้นไปจากศูนย์กลางอย่างเขา
ช่วงเช้ามีเคสฉุกเฉินผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบรายหนึ่งเข้ามา
เมื่อเฉินปิ่งเซิงพบเฉินชางก็เอ่ยว่า “ผู้อำนวยการเฉิน
มีผู้ป่วยหนึ่งราย…”
เฉินชางได้ยินเฉินปิ่งเซิงเรียกตัวเองแบบนี้ ย่อมรู้สึก
อึดอัดใจอยู่บ้าง
เขาอดเอ่ยไม่ได้ “เรื่องนี้…หัวหน้า คุณ…”
พูดยังไม่ทันจบ เฉินปิ่งเซิงก็เอ่ยขัดเฉินชาง “เสี่ยวเฉิน
นายจำไว้นะ นี่คือครั้งสุดท้ายที่ฉันจะเรียกนายว่าเสี่ยวเฉินใน
เวลางาน!”
“ฉันไม่มีอะไรจะสอนนายมากนัก แต่วันนี้จะสอนเรื่อง
หนึ่งให้นาย”
“ที่นี่คือศูนย์ฉุกเฉิน ไม่ใช่ร้านอาหารด้านล่างหรือว่าใน
บ้าน นายคือผู้อำนวยการศูนย์ คือเสาหลักที่สำคัญที่สุดใน
ศูนย์นี้”
หลังพูดจบ เฉินปิ่งเซิงจ้องมองเฉินชาง เอ่ยอย่างจริงจัง
“ท่าทางที่นายแสดงออกช่วงเช้าวันนี้ยอดเยี่ยมมาก เหมือน
พวกผู้บริหาร นี่สิถึงจะเป็นภาพลักษณ์ที่ผู้อำนวยการศูนย์ควร
มี”
“ฉันรู้ว่านายคิดยังไง คิดว่าฉันดูแลนายมาหลายปีล่ะสิ”
“แต่ว่า นายเคยเห็นลูกน้องในที่ทำงานคนไหนตีเสมอ
เจ้านาย เจอหน้าก็เรียกเสี่ยวหลี่ เสี่ยวเฉินไหมล่ะ”
“ไม่มีเรื่องแบบนี้หรอกนะ!”
“พวกเราสนิทกันเป็นพิเศษ แต่ในศูนย์เรามีใครบ้างล่ะที่
นายไม่สนิทด้วยน่ะ”
“ถ้าตอนนี้นายไปเรียกสือน่าว่าอาจารย์สือ เธอจะกล้า
รับเหรอ”
“นายรู้ไหม ทุกคนปรับตัวได้ง่ายมาก แต่คนที่ปรับตัว
ยากที่สุดดันเป็นนาย”
“ขอแค่นายปรับตัวได้ ทุกคนก็ปรับตามได้ทั้งนั้น”
“ต่อไปนี้ ฉันจะเรียกนายว่าผู้อำนวยการเฉิน นายเรียก
ฉันว่าเหล่าเฉินได้ แต่ห้ามเรียกฉันว่าหัวหน้าและห้ามเรียกฉัน
ว่าอาจารย์เฉิน ในศูนย์นี้ มีแค่ผู้อำนวยการเฉินเท่านั้น!”
หลังพูดจบ เฉินปิ่งเซิงตบไหล่เฉินชางเบาๆ
เฉินชางก็ตะลึงงันกับคำพูดของเฉินปิ่งเซิงเช่นกัน
เขาใคร่ครวญเงียบๆ อยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ปล่อยวางได้
สำหรับตนแล้ว เฉินปิ่งเซิงคือตัวตนที่เปรียบเสมือนลูก
พี่ใหญ่คนหนึ่ง จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ก็อย่างที่เขาพูดมา ตนมีนิสัยอ่อนไหวกับวันเวลา
เก่าๆ เขายังคงกระดากปากกับเพื่อนร่วมงานเก่าเหล่านี้
แต่เหล่าเฉินหวังดี!
เขาเป็นแกนนำได้!
เฉินปิ่งเซิงรู้ดีว่าขอเพียงตนเป็นแกนนำเรียกเฉินชางว่า
ผู้อำนวยการเฉิน ทุกคนถึงจะเอาเยี่ยงอย่าง
ทุกคนเข้าวัยกลางคนกันแล้ว เรื่องแค่นี้จะมองไม่ออก
กันอีกหรือ
ดูเหมือนเฉินปิ่งเซิงจะพูดไปโดยไม่เจตนา แต่กลับช่วย
คลายความอึดอัดใจของเฉินชางได้มากทีเดียว
แต่ไรมาชีวิตก็เป็นแบบนี้!
บางคนเป็นผู้อาวุโสของคุณ แต่คอยช่วยสนับสนุน
การทำงานของคุณเงียบๆ
ในขณะเดียวกัน บางคนก็ถือตัวว่าเป็นผู้อาวุโสของคุณ
จึงทำงานส่งๆ ไม่ตั้งใจ
….
วันแรกที่เฉินชางกลับมาประจำศูนย์ฉุกเฉิน
ทุกคนก็เริ่มยุ่งจนปลีกตัวไปไหนไม่ได้
หลี่เป่าซานรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ
โรงพยาบาลต่อไป ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ให้เฉินชาง
แต่ว่าในขณะที่ทุกคนยังไม่พ้นช่วงปรับตัว ความท้าทาย
แรกก็มาเยือนศูนย์ฉุกเฉินโรงพยาบาลอันดับสองของมณฑล
แล้ว!
ความท้าทายครั้งนี้ ทำให้คนนับไม่ถ้วนหันมาจับตามอง
ศูนย์ฉุกเฉินโรงพยาบาลอันดับสองของมณฑล
ศูนย์ฉุกเฉินที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นไม่นาน!
5 มกราคม ปี 2021
คุณแม่วัยสามสิบสามปีรายหนึ่งที่ได้รับความสนใจจาก
สื่อมวลชนนับไม่ถ้วนถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาล!
แต่ว่า ผู้ป่วยรายนี้กลับกลายเป็นเผือกร้อนลวกมือ
โรงพยาบาลอันดับสองของมณฑล
ผู้ป่วยชื่อกัวเสวี่ย ปีนี้อายุสามสิบสาม
แต่สองวันก่อนผู้ป่วยถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลศูนย์
ฉุกเฉินเมืองหลวงเนื่องจากมีความดันโลหิตสูงในขณะ
ตั้งครรภ์!
ในเวลานั้น แผนกฉุกเฉินเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลืออย่าง
เร่งด่วน!
การตรวจครั้งนี้ทำให้ค้นพบว่าผู้ป่วยมีภาวะความดัน
ปอดสูงขั้นรุนแรง!
หลังจากตรวจพบอาการของผู้ป่วยรายนี้ สวีจื่อหมิง
แจ้งผู้ป่วยทันทีว่าจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์!
ไม่อย่างนั้นจะไม่รอดทั้งแม่และลูก!
ภาวะความดันปอดสูงเป็นโรคแบบไหนงั้นหรือ!
ตราบใดที่ไม่ตั้งครรภ์ อันที่จริงขอเพียงผู้ป่วยความดัน
ปอดสูงทั้งหมดได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ล้วนใช้ชีวิตได้ตามปกติ!
แต่ว่า!
สตรีส่วนใหญ่ล้วนยึดติดกับการตั้งครรภ์มีลูกจนแทบ
เข้าข่ายหมกมุ่น!
ราวกับชีวิตที่ไม่มีลูกคือชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบ
แต่การที่พวกเธอยอมเสี่ยงตั้งครรภ์ ถือเป็นความรักอัน
ยิ่งใหญ่ของแม่จริงๆ หรือ
ไม่ใช่เลย!
นี่คือความเสี่ยงจากการขาดความรับผิดชอบ
หากผู้ป่วยความดันปอดสูงอยากตั้งครรภ์ให้กำเนิด
อย่างสมบูรณ์ จะเป็นไปได้หรือไม่
อาจจะเป็นไปได้ แต่ต้องใช้ชีวิตแลกชีวิต
ต้องยอมสละปอดและหัวใจของตน อาศัยเครื่องทำ
บายพาสปอดและหัวใจคอยช่วยเหลือจากภายนอก
แต่ในสถานการณ์แบบนี้ นับว่าพอมีโอกาสเท่านั้น
เว้นแต่จะเข้ารับการผ่าตัด!
‘ผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจและปอดควบคู่กัน!’
แต่อย่างไรก็ตาม!
บนโลกนี้ ยังไม่เคยมีเคสผ่าตัดผู้ป่วยภาวะความดันปอด
สูงในขณะตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนเลย!
ทว่าเมื่อผู้ป่วยเป็นยืนยันแบบนี้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
ทำให้จำเป็นต้องส่งตัวมาที่เมืองอันหยาง