เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 100 ปรากฏการณ์ประหลาดของกายาทองคำ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 100 ปรากฏการณ์ประหลาดของกายาทองคำ
ตอนที่ 100 ปรากฏการณ์ประหลาดของกายาทองคำ
ชัยชนะเหนือตงหลินและการปฏิรูปการปกครอง
ต้นปีเฉียนอู่ที่สามสิบหก แนวหน้าส่งรายงานมาว่ายอดนักรบผิงอันแสดงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ ในที่สุดก็สังหารเทวชนแห่งอาณาจักรตงหลินลงได้ ทัพกลยุทธ์สวรรค์ไร้อุปสรรคขวางกั้น เริ่มบุกเข้าโจมตีในตัวเมืองอย่างบ้าคลั่ง อาณาจักรตงหลินล่มสลาย! ฮ่องเต้เปรมปรีดิ์ ประกาศไปทั่วใต้หล้าให้แต่งตั้งผิงอันเป็นแม่ทัพใหญ่เกรียงไกรแห่งทัพกลยุทธ์สวรรค์ ใต้หล้าปีติยินดี
ในระหว่างที่รอรายงานผลการรบอยู่นั้น ฮ่องเต้ก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เขาได้ปรับให้แผ่นดินต้าจิ่งกลายเป็นสี่สิบเก้ารัฐ แต่ละรัฐมีขนาดแตกต่างกัน บางรัฐกระทั่งใหญ่เท่ากับหลายรัฐ ทุกรัฐที่อยู่ใกล้ชายแดนล้วนให้อ๋องผู้ครองรัฐเป็นผู้ปกครอง อ๋องผู้ครองรัฐจะมีกำลังทหารของตนเองซึ่งต้องจัดตั้งกำลังทหารห้าแสนนายให้ได้ภายในเวลาสองปี และให้รอรับพระราชบัญชาจากโอรสสวรรค์อยู่อย่างสงบ
เมื่อต้าจิ่งแสดงแสนยานุภาพยิ่งใหญ่ก็ยิ่งมีอาณาจักรนานามาประจบต้าจิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งอยากมาเป็นอาณาจักรในอาณัติด้วย ทำให้ในเมืองหลวงคึกคักอย่างไม่ธรรมดา มักพบเห็นผู้คนจากอาณาจักรอื่นๆ บ่อยครั้ง ทั้งเสื้อผ้าและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันทำให้ชาวเมืองหลวงได้เปิดหูเปิดตา เมืองหลวงมีฉายาว่าเป็นเมืองแห่งใต้หล้าไปแล้ว!
การเผชิญหน้ากับทูตต้าฮวง
ณ ห้องทรงพระอักษร หวังชูเข้าเฝ้าฮ่องเต้เจียงจื่ออี้ หานเทียนจีและเจียงซิ่วก็อยู่ภายในห้องด้วย หวังชูประสานมือคำนับเจียงจื่ออี้ จากนั้นถามว่า “ขอทูลถามฮ่องเต้ต้าจิ่ง หลังจากยึดครองอาณาจักรตงหลินแล้วจะเข้าเป็นพันธมิตรกับต้าฮวงหรือไม่พะยะค่ะ”
เขานำทูตคนอื่นๆ มาเยือนเมืองหลวงครานี้ด้วยเพื่อสะดวกในการถ่ายทอดข้อความ ส่วนตัวเขานั้นอยู่ในเมืองหลวงเรื่อยมา เจียงจื่ออี้ปฏิบัติต่อเขาอย่างดียิ่ง คอยดูแลให้กินดีอยู่ดี แต่แรกนั้นหวังชูยังคิดว่าต้าจิ่งมีท่าทีเป็นมิตรจึงเป็นไปได้ว่าราชวงศ์ทั้งสองจะร่วมมือกัน แต่ยิ่งรอก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ ฮ่องเต้ต้าจิ่งไม่ยอมปริปากเสียที เป็นไปได้มากว่าจงใจล่อให้เขามีความหวัง
เจียงจื่ออี้เอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “เราทบทวนดูแล้ว แม้ใต้หล้าจะยิ่งใหญ่แต่เราไม่ต้องการเสมอกับผู้อื่น”
ทันทีที่เอ่ยออกไป หวังชูก็บันดาลโทสะ เขาชี้นิ้วใส่เจียงจื่ออี้พลางด่าว่า “เจ้าคนสามัญ เจ้าจงใจปั่นหัวข้า หวังให้ต้าฮวงละวางความระวังตัว เจ้าทำผิดมหันต์แล้ว ขอเพียงข้าไม่กลับไปหนึ่งวัน ต้าฮวงก็จะเกณฑ์ไพร่พลอย่างต่อเนื่อง ในเมื่อเจ้าต้องการศึกสงคราม เช่นนั้นก็ทำศึกกัน ต้าฮวงจะทำให้เจ้ารู้ว่าสิ่งใดจึงจะเรียกว่าราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่แท้จริง!”
เจียงจื่ออี้กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้ากลับไปเถิด เราจะไม่สังหารเจ้าก็แล้วกัน สองราชวงศ์สานสัมพันธ์ ไม่ตัดขาดด้านการทูต”
หวังชูยังคงเดือดดาลนัก แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกเหนือความคาดหมายเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจื่ออี้ เขานึกว่าตนเองจะต้องตายแน่แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าเจียงจื่ออี้กลับปล่อยเขาไป ยามต้องเผชิญกับสายตาของเขา เจียงจื่ออี้แค่หยิบฎีกาขึ้นมาเอ่ยอย่างผ่อนคลายว่า “เราจะไม่ลอบโจมตีต้าฮวง แต่จะทำศึกเด็ดขาดอย่างองอาจเปิดเผย เจ้าจงกลับไปรอดู รอวันเราตีต้าฮวงแตกพ่าย หากเจ้ายอมเป็นกำลังให้เรา เราก็ยินดีต้อนรับเจ้า”
หวังชูสูดหายใจลึกๆ กล่าวทั้งจับจ้องเขาอย่างลึกล้ำว่า “ฮ่องเต้ต้าจิ่ง พระทัยห้าวหาญของพระองค์ยิ่งใหญ่นัก แต่พระองค์ก็เป็นเพียงคนธรรมดาไม่อาจกลืนกินดินแดนอันแสนไพศาลได้หมด หวังว่าพระองค์จะไม่เสียพระทัยในภายหลัง” พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
ยุทธศาสตร์รวมใต้หล้า
หานเทียนจีมองเขาจากไป ปากเอ่ยอย่างสงสัยว่า “ความจริงแล้วสังหารเสียก็น่าจะดีกว่า จะได้ซื้อเวลาให้พวกเราได้มากขึ้น”
เจียงจื่ออี้กล่าวว่า “ไม่มีความจำเป็น เขากลับไปครานี้อย่างน้อยจะต้องใช้เวลาหนึ่งปีครึ่ง หากด่านชายแดนทำให้เขาเดือดร้อนอีกสักหน่อยจะยื้อไปอีกให้เป็นสองสามปีก็ไม่มีปัญหา”
หานเทียนจียิ้มออกมาและเอ่ยด้วยความนับถือว่า “อย่างไรฝ่าบาทก็ทรงพระปรีชายิ่ง”
เจียงซิ่วถามด้วยความสงสัยว่า “เสด็จพ่อ จะเปิดศึกบนเส้นทางขนส่งของอาณาจักรตงหลินเลยหรือไม่พะยะค่ะ ราชวงศ์แห่งโชคชะตายิ่งใหญ่เพียงนั้น เราจะตีราชวงศ์ที่อยู่โดยรอบอาณาจักรต้าฮวงก่อนหรือไม่ ลูกคิดว่าต้าฮวงน่าจะไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ อย่างไรพวกเขาก็อยู่อย่างสุขสงบมาหนึ่งร้อยปีแล้ว จะมีจิตใจฮึกเหิมที่ใดมารุกรานต้าจิ่งที่เป็นเช่นพยัคฆ์และหมาป่าเล่าพะยะค่ะ”
เจียงจื่ออมองไปยังกระบะทรายวางแผนรบที่อยู่ไม่ห่างออกไปด้วยแววตาแสนลึกล้ำ เขานิ่งเงียบอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ยปากว่า “ไม่จำเป็น เมื่อเข้าโจมตีอาณาจักรต้าฮวงโดยตรง ราชวงศ์โดยรอบย่อมต้องยอมศิโรราบ หากโจมตีราชวงศ์อื่นๆ จะสิ้นเปลืองเวลาเกินไป” เจียงซิ่วฟังความหมายอื่นในคำพูดนั้นออกจึงไม่เอ่ยอะไรเพิ่มอีก
เดือนหก ต้าจิ่งยึดครองอาณาจักรตงหลินได้อย่างสมบูรณ์ ฮ่องเต้ส่งฉินอ๋องเจียงจื่ออี้ผู้สูงวัยไปปกครองดินแดนตงหลิน แผนที่แผ่นดินต้าจิ่งกว้างขวางออกไปอีก ไม่เพียงผนวกเอาอาณาจักรตงหลินมาเท่านั้น ยังมีสำนักต่างๆ ของอาณาจักรตงหลินด้วย กองทัพจำนวนมากเริ่มเดินทางไปรวมกันที่ดินแดนตงหลิน และเบื้องหลังก็ยังมีแรงงานจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังซ่อมแซมถนนอยู่ หลายปีมานี้ด้วยผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เศรษฐกิจของต้าจิ่งก้าวหน้าขึ้นเรื่อยมา แม้จะเป็นการซ่อมแซมถนน แต่งบประมาณที่ได้มาก็มีไม่น้อย ประชาชนจึงไม่มีเสียงโอดครวญ
ศึกของราชวงศ์แห่งโชคชะตากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว สี่สิบเก้ารัฐในใต้หล้าต่างกำลังถกถึงเรื่องนี้ คนจำนวนมากคิดว่าไม่จำเป็นต้องเปิดศึก แต่ก็มีคนอีกมากเช่นกันที่รู้สึกว่าศึกนี้สมควรแล้ว เพราะการใช้ศึกหล่อเลี้ยงศึก จึงจะทำให้ความสามารถของต้าจิ่งแข็งแกร่งรุ่งโรจน์สืบไป
ปรากฏการณ์ประหลาด: กายาทองคำถือกำเนิด
เวลาเที่ยงตรง เจียงฉางเชิงเพิ่งควบคุมอัสนีหลอมกายแกร่งให้เจียงเจียนได้ครึ่งชั่วยาม หลังจากเจียงเจียนอาบน้ำเสร็จแล้วก็ไปนั่งสมาธิฝึกวิชาเพิ่มพูนลมปราณ หลี่หมิ่นเข้ามาภายในเรือนพักและเดินมาข้างๆ เจียงฉางเชิงเพื่อบอกเล่าเรื่องนานาของใต้หล้าในระยะนี้ เจียงฉางเชิงฟังอย่างตั้งใจ
ขณะที่เจียงฉางเชิงกำลังฟังอยู่ จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมอง หลี่หมิ่น ไป๋จี และฮวาเจี้ยนซินก็เงยหน้าขึ้นเช่นกันและล้วนตกตะลึง เห็นเพียงแผ่นฟ้ามีสายธารเมฆที่บิดเบี้ยวปรากฏขึ้นมาหลายสายและมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ราวกับมังกรยาวกำลังเคลื่อนไหวกายา เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการนัก เจียงฉางเชิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าโชคชะตาของต้าจิ่งกำลังเคลื่อนไหว สายตาของเขามองไปยังทิศตะวันตก หรือว่า… กายาทองคำถือกำเนิด?
หลายปีมานี้หานเทียนจีมาเยี่ยมเยือนเขาบ้างเป็นบางคราวและเคยเอ่ยถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดของขั้นกายาทองคำ เมื่อใดที่ขั้นกายาทองคำถือกำเนิด โชคชะตาแห่งฟ้าดินจะต้องเกิดปรากฏการณ์ประหลาด เนื่องจากต้าจิ่งเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาแล้วจึงมีโชคชะตาแผ่ขยาย ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นจึงยิ่งใหญ่กว่าปกติ เพื่อเตือนให้ทุกคนในอาณาจักรแห่งโชคชะตารู้ว่าบังเกิดขั้นกายาทองคำขึ้นในใต้หล้าแล้ว
หลี่หมิ่นพึมพำว่า “ทิศทางของเมฆนี้ มิใช่ต้าฮวงหรอกหรือ”
ต้าฮวงบังเกิดขั้นกายาทองคำ เจียงฉางเชิงหรี่ตาลง คิดว่ามีความเป็นไปได้ นั่นเพราะเวลานี้ต้าฮวงเป็นราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวมากที่สุดและยังเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาด้วย จึงยากจะจินตนาการเส้นสนกลในของที่แห่งนั้นได้
อีกด้านหนึ่ง หานเทียนจีมาที่ห้องทรงพระอักษรอย่างร้อนอกร้อนใจและแจ้งเรื่องนี้ให้เจียงจื่ออี้ได้รับรู้ เมื่อเจียงจื่ออี้ได้ฟังสีหน้าก็เคร่งเครียดในทันใด ต้าจิ่งมีเทวชนแต่ไร้กายาทองคำ นอกจากสามยอดสำนักหลังบัลลังก์แล้ว สำนักหลังบัลลังก์อื่นๆ ก็ไร้ขั้นกายาทองคำเช่นกัน ต้าฮวงมีบุญญาบารมีใดจึงได้ถือกำเนิดผู้แข็งแกร่งขั้นกายาทองคำมากัน
“แน่ใจว่าเป็นต้าฮวงหรือไม่” เจียงจื่ออี้ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
หานเทียนจีตอบไปว่า “ไม่แน่ใจพะยะค่ะ แต่เป็นทิศทางเดียวกับต้าฮวง อาจมาจากดินแดนข้างหลังต้าฮวง แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าต้าฮวงถือกำเนิดขั้นกายาทองคำแล้ว จำเป็นต้องมีความกังวลในเรื่องนี้พะยะค่ะ”
เจียงจื่ออี้ลุกขึ้นเดินไปตรงหน้าประตู ทอดสายตามองไปยังปรากฏการณ์ประหลาดแห่งโชคชะตาบนท้องฟ้าซึ่งเป็นภาพของคลื่นที่ถาโถมรุนแรง หานเทียนจีเดินมาข้างหลังเขา ฮ่องเต้ขุนนางทั้งสองต่างเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าแย่เช่นกัน ทันใดนั้นเจียงจื่ออี้ก็ถามขึ้นมาว่า “เหตุใดครั้งมรรคาจารย์จึงไม่ได้ชักนำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้เล่า”
หานเทียนจีใคร่ครวญแล้วตอบว่า “อาจเป็นเพราะเขาเคยประสบมาแล้วและเกิดขึ้นมาเนิ่นนานแล้ว ซึ่งในยามนั้นชาวต้าจิ่งยังไม่รู้จักขั้นกายาทองคำพะยะค่ะ” คำถามนี้เขาเองก็เคยคิดมาเนิ่นนานแล้วและคิดว่ามีเพียงความเป็นไปได้นี้เท่านั้น
เจียงจื่ออี้คิดว่าก่อนนี้ต้าจิ่งไม่ได้เป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา บางทีประชาชนอาจมองไม่เห็นปรากฏการณ์ประหลาด ขุนนางผู้บันทึกประวัติศาสตร์จึงไม่ได้จดบันทึกเอาไว้
“ฝ่าบาท เวลานี้จะยังเปิดศึกอีกหรือไม่พะยะค่ะ ตามความคิดเห็นของกระหม่อมคือให้ตรวจสอบข้อมูลเสียก่อน หากมาจากต้าฮวงจริง ต้าฮวงเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา คงไม่อาจปกปิดได้พะยะค่ะ”
“อืม เช่นนั้นก็ไปสืบดูก่อนเถิด” เจียงจื่ออี้เอ่ยด้วยท่าทางค่อนข้างอ่อนล้า เขาหวังจะรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง แต่ลำพังแค่อาณาจักรต้าฮวงก็ทำให้เขาปวดเศียรเวียนเกล้าได้แล้ว เช่นนั้นเขาจะรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร อุดมการณ์นี้อาจเป็นเพียงความเพ้อฝันหวังเกินตัวจริงๆ
ละครของเจียงจื่ออี้และถุงผ้าปัก
ตกกลางคืนเจียงจื่ออี้ไปหาเจียงฉางเชิงเพียงลำพังและยังนำสุราไปด้วย คนอื่นๆ ไปที่เรือนพักแห่งอื่นกันหมดแล้วรวมทั้งเจียงเจียนด้วย จึงไม่มีใครมารบกวนพวกเขา เจียงจื่ออี้ดื่มสุราคนเดียวหลายถ้วยจนเมาได้ที่ จึงระบายความในใจออกมา
“ท่านพ่อ! นับวันลูกจะยิ่งมีแต่ความตั้งใจทว่าไร้กำลัง แม้ต้าจิ่งจะแข็งแกร่งแต่เมื่อเทียบกับราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่นแล้วก็ยังมีอายุน้อยนัก หากต้องการครอบครองทั้งใต้หล้าก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นราวกับไต่ขึ้นสวรรค์ทีเดียว”
เจียงฉางเชิงแกว่งจอกสุราไปมา เอ่ยถามว่า “มิใช่ว่าก่อนหน้านี้ยังฮึกเหิมหนักหนาหรอกหรือ ไฉนจู่ๆ จึงไม่มีปณิธานแห่งการต่อสู้เสียแล้ว เพราะอาจเป็นไปได้ว่าต้าฮวงจะมีกายาทองคำผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้นหรือ?”
เจียงจื่ออี้เอ่ยทั้งความทุกข์ท่วมท้นใบหน้าว่า “กายาทองคำผู้หนึ่ง? กายาทองคำนั่นบ่งชี้ถึงสิ่งใด ท่านย่อมเข้าใจแจ่มชัดเป็นที่สุด ต่อให้เป็นกองทัพที่แข็งแกร่งอีกสักเท่าใดก็ยังไม่อาจต้านทานพลังยุทธ์แข็งกล้าของขั้นกายาทองคำได้ ต้าจิ่งของเรามีท่านผู้เดียวที่เป็นขั้นกายาทองคำ ข้าย่อมไม่อาจขอให้ท่านลงศึกสังหารศัตรูอยู่ร่ำไปกระมัง เช่นนั้นก็อกตัญญูเหลือเกินแล้ว”
เจียงฉางเชิงชมการแสดงของเขาพลางหัวเราะเหอะๆ เจียงจื่ออี้เริ่มระบายความทุกข์ บอกเล่าความรันทดท้อใจทั้งหมดที่มีในหลายปีนี้ออกมา ความจริงแล้วเหล่าขุนนางและราชนิกุลต่างไม่อยากให้เขาทำศึก อยากให้เขาหยุดเสียที แต่เขาก็เป็นเพียงปุถุชนทั่วไป อย่างมากชั่วชีวิตนี้มีอายุได้เพียงหนึ่งร้อยปีเท่านั้น เวลานี้เขาก็อายุห้าสิบเจ็ดปีแล้วจะรออีกได้อย่างไร
เขามองออกว่าเจียงซิ่วมีปณิธานแรงกล้าที่ต้องการครอบครองใต้หล้า แต่ในขณะเดียวกันก็มีมโนธรรมที่คำนึงถึงไพร่ฟ้าด้วยเช่นกัน ส่วนพระนัดดารัชทายาทก็ยังเยาว์นักจึงไม่อาจเข้าใจปณิธานของเขา เขารู้สึกว่าหากตนเองยอมหยุดตรงนี้ ต้าจิ่งก็จะหยุดลงโดยสิ้นเชิงเช่นกัน อย่างน้อยในห้าสิบปีหรือกระทั่งหนึ่งร้อยปีจากนี้จะไม่ขยายอาณาเขตออกไปอีก จนกว่าจะมีราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่นมารุกราน
เจียงฉางเชิงเอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “เอาล่ะๆ พอจะช่วยเจ้าเช่นนี้ได้แล้วกระมัง”
เจียงจื่ออี้ได้ยินเช่นนั้นก็สร่างเมาในทันทีและถามอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “ท่านพ่อยินยอมจะลงสนามรบหรือขอรับ”
เจียงฉางเชิงกลอกตามองบนใส่เขา กล่าวว่า “วันพรุ่งนี้พ่อจะให้ฮวงชวนไปพบเจ้า เจ้าให้คนนำทางเขาไปที่สนามรบ”
เจียงจื่ออี้กล่าวทั้งขมวดคิ้วว่า “แม้ฮวงชวนจะเป็นเทวชน แต่จะเป็นคู่ปรับของกายาทองคำได้เยี่ยงไรขอรับ”
“พ่อมีวิธีของพ่อ หากกายาทองคำกล้ามาปรากฏตัว ก็ต้องทำให้เขาตายได้แน่นอน”
เจียงจื่ออี้ได้ฟังก็เลือกที่จะเชื่อเจียงฉางเชิง นี่อาจเป็นวิชายุทธ์อัศจรรย์ทำนองเดียวกับโปรยถั่วเสกทหาร เจียงจื่ออี้เอ่ยด้วยความซาบซึ้งและรู้สึกผิดว่า “ท่านพ่อ รบกวนท่านอีกแล้ว ลูกช่างไม่ได้ความโดยแท้”
เจียงฉางเชิงทนดูท่าทีเช่นนี้ของเขาไม่ได้ จึงเอ่ยว่า “ดื่มสุราเถิด”
พ่อลูกสองคนดื่มสุราต่อ ดื่มกันไปหนึ่งชั่วยามเจียงจื่ออี้จึงได้จากไปทั้งเดินโซเซ องครักษ์ชุดขาวที่อยู่ไม่ไกลรีบเข้ามาประคอง เจียงฉางเชิงมองแผ่นหลังของเขาและคิดอยู่ในใจเงียบๆ ว่า “ลูกพ่อ แผ่ขยายอาณาเขตไปให้ดีเถิด ความจริงนั้นพ่อสนับสนุนอย่างเต็มใจและจริงใจ แต้มเซ่นไหว้ของพ่อยังต้องให้เจ้าช่วยขยายรากฐานอีก”
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงฉางเชิงเรียกฮวงชวนมาหา หลังจากสั่งความภารกิจแล้วจึงส่งถุงผ้าปักให้เขาถุงหนึ่ง พร้อมกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า “หากยังไม่เห็นกายาทองคำก็อย่าเปิดออกโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นใบไม้ธรรมดาใบหนึ่งแล้วก็จะหมดอิทธิฤทธิ์ไป เข้าใจหรือไม่”
เมื่อฮวงชวนได้ฟังก็ตึงเครียดขึ้นมาทันใดและรับถุงผ้าปักนั้นมาอย่างระมัดระวัง เขานึกถึงเรื่องโปรยถั่วเสกทหารเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา อดกล่าวอย่างคึกคักไม่ได้ว่า “ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ข้าจะเก็บรักษาเอาไว้กับตัว ไม่สูญหายเป็นอันขาดขอรับ”
เจียงฉางเชิงพยักหน้า ฮวงชวนออกเดินทางในทันที เอาแต่เฝ้ารออยู่ในอารามมังกรผงาดน่าเบื่อเต็มทน ในที่สุดก็สามารถออกไปแสดงฝีมือได้แล้ว เขาจึงตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุด ก่อนไปเขายังหันหน้ามาส่งสายตาท้าทายให้เจียงเจียนหนหนึ่ง พลางอวดว่า “เจียงเจียน คอยดูเถอะข้าจะไปสร้างชื่อเสียงเกรียงไกรกลับมา ฮ่าๆๆ!”
เจียงเจียนโมโหจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่เขาก็ไม่ได้ไปขอเจียงฉางเชิงออกรบ เพราะเป้าหมายของเขาคือชั้นกายาทองคำ! อย่างมากก็รออีกไม่กี่สิบปี ถึงยามนั้นเขาก็จะทำให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาต้องขวัญผวาเพราะเขาเช่นกัน!