เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 101 ระดับขั้นที่มีค่าเท่ากับหนึ่งล้านแต้ม
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 101 ระดับขั้นที่มีค่าเท่ากับหนึ่งล้านแต้ม
ตอนที่ 101 ระดับขั้นที่มีค่าเท่ากับหนึ่งล้านแต้ม
ในถุงผ้าปักที่เจียงฉางเชิงมอบให้ฮวงชวนมีใบหยกเกล็ดทองอยู่ใบหนึ่ง
มันแตกต่างจากเมล็ดถั่วพลังวิญญาณที่ใช้กับวิชาโปรยถั่วเสกทหาร
ใบหยกเกล็ดทองเป็นสมบัติอาคม เขาจึงควบคุมมันได้
เขาอยากลองดูว่าหากเขาสังหารศัตรูจากระยะทางไกลจะได้รับรางวัลรอดชีวิตหรือไม่
หลังจากบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นเจ็ด จิตของเขาก็เปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง
เขาทิ้งดวงจิตเสี้ยวหนึ่งไว้ในใบหยกเกล็ดทอง
หากดวงจิตเสี้ยวนี้เริ่มทำงาน มันจะคงอยู่ได้หนึ่งก้านธูป
ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ฮวงชวนอย่าใช้มันก่อนเวลา
เมื่อถึงเวลาเขาจะได้เล็งเป้าไปที่ศัตรูขั้นกายาทองคำผู้นั้นได้สะดวก
ดวงจิตทำหน้าที่เสมือนหนึ่งดวงตาของเจียงฉางเชิง
เขาสามารถควบคุมใบหยกเกล็ดทองเล็งเป้าไปที่ศัตรูจากระยะทางไกลนับแสนได้
ต่อให้ดวงจิตสลายไปแล้ว เพียงเขาตั้งจิตเรียกหาใบหยกเกล็ดทองก็บินกลับมาหาตนเองได้อยู่ดี
นี่ก็คือจุดแข็งของสมบัติอาคม
เวลาหนึ่งก้านธูป อาศัยใบหยกเกล็ดทองก็มากพอจะสังหารขั้นกายาทองคำแล้ว!
นี่คือความแตกต่างระหว่างการบำเพ็ญเซียนกับการฝึกยุทธ์
สิ่งที่แข็งแกร่งขึ้นจากการบำเพ็ญเซียนมิใช่แค่กายเนื้อ แต่ยังมีวิญญาณด้วย
ส่วนการฝึกยุทธ์ให้ความสำคัญกับกายเนื้อเท่านั้น
อย่างน้อยระดับชั้นวิถียุทธ์ที่เขาได้สัมผัสมาจนถึงตอนนี้ก็ไม่มีขั้นใดก้าวไปถึงวิญญาณ
มิอาจสัมผัสถึงวิญญาณย่อมไร้หนทางสัมผัสแก่นแท้ของฟ้าดิน!
เจียงฉางเชิงหันไปมองเจียงเจี้ยนที่กำลังเริ่มฝึกวรยุทธ์ ในใจก็คิดว่า
“ยามใดจะมีขั้นจักรวาลมาสักคนกันนะ ข้าอยากเห็นความร้ายกาจของขั้นนั้นเสียหน่อย”
เห็นชัดว่าวิถียุทธ์ในโลกใบนี้ไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ของมนุษย์ธรรมดา
แต่เป็นวรยุทธ์เหมือนในนิยายแฟนตาซีจีน
แต่เพราะเขาอยู่ในอารามมังกรผงาดมาตลอด ระดับขั้นของผู้ฝึกยุทธ์ที่เขาเคยได้พบจึงไม่กระโดดข้ามไปไกลนัก
อย่างน้อยบนทวีปแห่งนี้ ขั้นจักรวาลก็ยังเป็นเพียงตำนานที่น้อยคนนักจะรู้จัก
หากเขาไม่มีระบบรอดชีวิต ไม่อาจบำเพ็ญเซียน เขาคงจะต้องเดินทางไปฝึกวิชาที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช
รอจนกระทั่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดชทำให้เขาพอใจไม่ได้แล้ว เขาค่อยมุ่งหน้าไปยังโพ้นทะเล
เปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปเรื่อยๆ เพื่อให้ระดับขั้นของผู้ฝึกยุทธ์ที่พานพบสูงขึ้นเรื่อยๆ
คิดดูแล้วคงเหนื่อยมากทีเดียว โชคดีแล้วที่ข้าบำเพ็ญเซียน
เจียงฉางเชิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ เมื่อว่างเว้นไม่มีธุระ เขาจึงตัดสินใจเล่นฟังก์ชันแต้มเซ่นไหว้พยากรณ์อีกครั้ง
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 4,630,032 แต้ม]
“ข้าอยากรู้ว่าขั้นจักรวาลแข็งแกร่งเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 10,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่! ขั้นจักรวาลเท่ากับแต้มเซ่นไหว้หนึ่งหมื่นแต้มนี่เอง
ดูจากเรื่องนี้แล้ว แต้มเซ่นไหว้คงไม่อาจบ่งบอกพลังที่ใช้ในยามต่อสู้จริงๆ ได้
มันเป็นเพียงราคาของแต่ละระดับชั้นเท่านั้น
เจียงฉางเชิงเกิดความคิดอีกอย่างขึ้นมา
“ข้าอยากรู้ว่าขั้นถ้ำสวรรค์สามแข็งแกร่งเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 1,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่! แต้มเซ่นไหว้หนึ่งล้านแต้ม!
นอกจากตัวเขา ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนทวีปแห่งนี้ เพิ่งจะมีค่าเท่ากับแต้มเซ่นไหว้เก้าหมื่นแต้มเท่านั้น
ความห่างชั้นแสดงออกมาให้เห็นในพริบตา โล่งใจแล้ว!
เจียงฉางเชิงนึกถึงทะเลสวรรค์ที่ปราชญ์แห่งสี่สมุทรอาศัยอยู่ขึ้นมา
“ข้าอยากรู้ว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของทะเลสวรรค์แข็งแกร่งเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 150,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่! ทะเลสวรรค์มีผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่าบนแผ่นดินผืนนี้เสียด้วย
ดูท่าโลกแห่งวิถียุทธ์อีกฟากฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรคงจะแข็งแกร่งยิ่งกว่า
เจียงฉางเชิงลอบยินดีอยู่ในใจ โชคดีที่แผ่นดินที่ตนเองอาศัยอยู่ไม่นับว่าแข็งแกร่งที่สุด
มิเช่นนั้นคงอันตรายเกินไป ตราบจนบัดนี้ระบบก็ยังไม่อาจพยากรณ์ครอบคลุมโลกแห่งวิถียุทธ์ทั้งใบได้
แต่ในเมื่อมีขั้นถ้ำสวรรค์สามอยู่ เช่นนั้นในสถานที่ใดสักแห่งคงจะมียอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สามอยู่อย่างแน่นอน
“รออยู่ที่ต้าจิ่ง แล้วเลื่อนระดับขั้นให้แข็งแกร่งขึ้นไม่หยุดหย่อนนี่แหละ จึงจะเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุด”
เจียงฉางเชิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ เขาถามคำถามอีกสองสามข้อ ทั้งหมดล้วนเลือกไม่
แม้ว่าจะไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน แต่อย่างน้อยก็พอคาดเดาคำตอบที่ต้องการได้แล้ว
ในเมืองอันรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง เจียงหลัวนั่งอยู่ริมหน้าต่างชั้นสองของโรงเตี้ยม
เขากำลังจิบสุราอย่างเงียบๆ สายตามองไปยังถนน ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่
เวลาผ่านไปหลายปี ตัวเขาย่อมเติบใหญ่ ทั่วร่างล้วนแผ่กลิ่นอายอันตรายออกมา
ปานสีเลือดทำให้รูปลักษณ์ของเขายิ่งแลดูโหดเหี้ยม
เงารางหนึ่งนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเขา ทำให้ความคิดของเขาสะดุด
เจียงหลัวหันกลับมาถามว่า “อาจารย์ สถานการณ์เป็นเช่นไรบ้างขอรับ”
ผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาเป็นบุรุษผมขาวคนหนึ่ง แต่ใบหน้าของเขากลับไม่แก่ชรา
ดูเหมือนอายุสามสิบสี่สิบปีเท่านั้น บนร่างสวมเสื้อคลุมสีขาวตัวใหญ่
อยู่บนชั้นสองนอกจากพวกเขาก็ไม่มีลูกค้าคนอื่นอีก ดังนั้นเจียงหลัวจึงกล้าถามตรงๆ
บุรุษผมขาวตอบอย่างนิ่งสงบ “ชีพจรมังกรของต้าฉีแตะต้องไม่ง่าย”
“คิดไม่ถึงว่าต้าฉีจะสร้างเมืองหลวงไว้เหนือชีพจรมังกร พวกเขาขุดอุโมงค์ใต้ดินหมายจะขโมยพลังโชคชะตาของชีพจรมังกรแล้ว”
“ที่นี่ยากเกินไป คงได้แต่เปลี่ยนเป็นชีพจรมังกรที่อื่นแล้ว”
เจียงหลัวขมวดคิ้วถามว่า “ต้าฉีแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ แต่ท่านเป็นถึงขั้นกายาทองคำ”
จากที่เขารู้มา อาณาจักรแห่งหนึ่งมีขั้นเทวชนอยู่ก็ไม่เลวแล้ว อาณาจักรส่วนใหญ่ยังถือว่าขั้นเทวจิตเป็นระดับปรมาจารย์อยู่เลย
บุรุษผมขาวตอบว่า “ต้าฉีก็มีขั้นกายาทองคำ จะว่าไปแล้วเขายังเป็นอาจารย์ลุงของข้าด้วย”
“เขามาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเหมือนกันหรือ”
คิ้วของเจียงหลัวขมวดแน่นกว่าเดิม ยามเอ่ยถึงถ้ำสวรรค์สำแดงเดช แววตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้น
บุรุษผมขาวรินสุราให้ตนเองพลางพยักหน้าบอกว่า “ถูกต้องแล้ว”
“ต้นกำเนิดวิถียุทธ์บนทวีปแห่งนี้มาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ผู้บรรลุขั้นกายาทองคำจะน้อยจะมากก็ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช”
“นี่ก็คือขุมกำลังที่ซ่อนไว้ของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช พวกเขาไม่กลัวสำนักหลังบัลลังก์ผงาดขึ้นมามีอำนาจ และไม่มีความจำเป็นต้องครอบครองอำนาจในโลกมนุษย์ปุถุชน”
เจียงหลัวฟังจบก็รินสุราให้ตนเองแล้วดื่มหมดในรวดเดียว
บุรุษผมขาวคลี่ยิ้ม “เจ้าอยากแก้แค้นให้อาจารย์คนก่อนของเจ้า ข้าเข้าใจดี มิต้องรีบร้อน”
“ข้าก็อยากแก้แค้นถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเช่นกัน วางใจเถิด ช้าเร็ววันนั้นย่อมมาถึง”
เจียงหลัวถามว่า “อาจารย์ ยามนี้กำลังภายในของท่านเทียบเท่ากับกำลังภายในกี่ปีแล้ว”
“ใกล้หนึ่งพันปีแล้ว” บุรุษผมขาวเผยรอยยิ้ม มั่นใจในตนเองอย่างยิ่ง
เขาเว้นวรรคครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ระดับขั้นที่สูงกว่าขั้นกายาทองคำมิใช่ความหวังเพ้อฝันอีกต่อไปแล้ว”
“กินเสร็จดื่มสุราเสร็จก็ลงใต้กันเถิด เดี๋ยวอาจารย์จะให้เจ้าสูบกำลังภายในของผู้อื่นบ้าง เจ้าจะได้เหยียบเข้าสู่ขั้นเทวชนในเร็ววัน”
เจียงหลัวได้ยินคำว่าขั้นเทวชน ใบหน้าก็เผยสีหน้ากระเหี้ยนกระหือรือ
สงครามใหญ่ระหว่างต้าจิ่งกับต้าฮวงยังไม่อุบัติขึ้น คนทั่วไปไม่รู้จักปรากฏการณ์ประหลาดของขั้นกายาทองคำ
ชาวบ้านทั้งหลายจึงหลงคิดว่าฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัยแล้ว ต้าฮวงเองก็มิได้บุกมาโจมตีทันที
ราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งสองตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความสงบสุขที่อบอวลด้วยบรรยากาศแปลกพิกล
ราชวงศ์ทั้งสองต่างส่งกองทัพขนาดใหญ่มาประจำการที่ชายแดนเพื่อเฝ้าระวังอีกฝ่าย
ฤดูกาลทั้งสี่หมุนเวียนเปลี่ยนผัน ปีเฉียนอู่ที่สามสิบเจ็ดมาเยือน
วันหนึ่งในเดือนหก สายลมโชยพัดแสงแดดแจ่มใส
เจียงฉางเชิงเดินเล่นมาถึงป่าไผ่เขียวกระดูกหยก หลังจากปลูกมาสิบสองปี ป่าไผ่แห่งนี้ก็ขยายขนาดแล้ว
นี่หมายความว่าต้าจิ่งกลายเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตามาสิบสองปีแล้วเช่นกัน
ป่าไผ่แห่งนี้ดูภายนอกเหมือนป่าไผ่ธรรมดามิมีสิ่งใดแตกต่างมากนัก
แต่เจียงฉางเชิงสัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณที่ทำให้เขาจิตใจปลอดโปร่งโล่งสบาย
ปราณวิญญาณที่ป่าไผ่เขียวกระดูกหยกกับต้นวิญญาณปฐพีสร้างออกมาเวียนวนล้อมรอบเขามังกรผงาด
จนสถานที่แห่งนี้ประหนึ่งสถานที่แห่งการบรรลุเซียน
วังเฉินผู้ทำหน้าที่พิทักษ์ดูแลป่าไผ่เห็นเจียงฉางเชิงเดินมาก็ลุกขึ้นทันที
แต่เพราะลุกขึ้นมาเร็วเกินไป เขาจึงเกิดอาการเอวยอก สีหน้าทรมานเผยออกมา
เจียงฉางเชิงโผล่ออกมาจากอากาศว่างเปล่าตรงหน้าเขา แล้วใช้พลังวิญญาณช่วยรักษาเขาทันที
จากนั้นจึงประคองเขานั่งลงอย่างช้าๆ วังเฉินผู้ล่วงเข้าสู่บั้นปลายชีวิตยิ้มแห้งๆ
“คนเราแก่แล้ว กระดูกกระเดี้ยวก็เคล็ดขัดยอกง่ายไปเสียหมด”
ในฐานะอดีตองค์รัชทายาทตัวปลอม เขาเกิดปีเดียวกับเจียงฉางเชิง ยามนี้จึงอายุแปดสิบหกปีแล้ว
เพราะพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์อยู่ในระดับธรรมดา อีกทั้งยังพลาดช่วงวัยที่ฝึกยุทธ์ได้ดีที่สุด
ระดับขั้นของเขาจึงไม่สูงนัก อายุขัยย่อมเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
สองปีที่ผ่านมาวังเฉินเตรียมใจรอรับความตายไว้แล้ว
เขารู้ดีอย่างยิ่งว่าตนเองมีชีวิตอยู่ได้นานขนาดนี้ล้วนเป็นเพราะโอสถของเจียงฉางเชิง
แต่ละคนล้วนมีอายุขัยของตนเอง บางคนอายุยืนได้ถึงร้อยปี แต่คนปกติส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ได้แค่เจ็ดสิบปีเท่านั้น
เจียงฉางเชิงนั่งลงข้างเขา ชวนเขาคุยเรื่องในอดีต
ยามพูดถึงเรื่องราวสมัยเป็นองค์รัชทายาทในอดีต วังเฉินก็สีหน้าดีขึ้นทันที
เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ชีวิตนี้ข้าได้เป็นองค์รัชทายาทกับเขาหนหนึ่ง ได้สัมผัสการต่อสู้แย่งชิงอำนาจอันดุเดือด”
“แล้วยังได้บำเพ็ญพรตกับท่าน เป็นบุญวาสนาสามชาติของข้าแล้ว ได้บำเพ็ญตนอย่างเงียบสงบบนภูเขากับท่าน”
“แม้เรียบง่ายแต่ไม่จืดชืด รู้สึกว่ากาลเวลาผ่านไปเชื่องช้านัก ชีวิตนี้ยาวนานมากพอแล้ว ต่อให้วันพรุ่งนี้ข้าสิ้นใจ ข้าก็พอใจแล้ว”
เจียงฉางเชิงคลี่ยิ้มแล้วบอกว่า “เจ้าคิดได้เช่นนี้ดีมากทีเดียว มนุษย์ยามเกิดมามิมีสิ่งใดติดตัว ยามจากไปก็จงไปอย่างไร้ห่วงหาอาวรณ์”
วังเฉินพยักหน้า ตอนนั้นเองเขาก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“ท่านนักพรต ความจริงแล้วท่านคือองค์รัชทายาทคนแรกของต้าจิ่งสินะ แม้ท่านมิเคยเผยเรื่องนี้ แต่ข้ามองออก”
“เสด็จแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่ อีกทั้งตระกูลหยางยังสนับสนุนลูกศิษย์ของท่าน ความจริงแล้วคำตอบชัดเจนยิ่งนัก”
เจียงฉางเชิงไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิด แล้วเขาก็ไม่ปฏิเสธ
“สมัยหนุ่มฮ่องเต้หน้าตาคล้ายท่านมาก มาถึงองค์รัชทายาทก็ยิ่งคล้ายเข้าไปอีก”
“หากข้าเดาไม่ผิด ท่านไม่เพียงเป็นองค์รัชทายาทตัวจริงในตอนนั้น แต่ยังใช้วิธีเดียวกันคืนสนองกลับไปด้วย”
“โอรสสวรรค์ในวันนี้ก็คือบุตรชายของท่านล่ะสิ ละทิ้งฐานะองค์รัชทายาท อาศัยอยู่ในอารามอย่างสงบ แต่กลับยังควบคุมแผ่นดินต้าจิ่งได้ มิเสียทีที่เป็นท่านเซียนมาเกิด”
วังเฉินนับถือแล้วก็นึกขอบคุณยิ่ง ชาตินี้ผู้ใดเคยช่วยข้า ข้าล้วนเพียงนึกขอบคุณ
มีเพียงท่านช่วยข้า ข้ากลับละอายใจยิ่งนัก ดังนั้นข้าจึงยินดีเก็บรักษาความลับนี้ให้ท่าน
ตราบจนยามนี้ข้าใกล้ลาจากโลกมนุษย์แห่งนี้แล้ว คำพูดมากมายหากไม่พูดก็คงไม่มีโอกาสได้พูดอีก
เจียงฉางเชิงฟังวังเฉินพูดเองตอบเองอยู่เงียบๆ ระหว่างที่พูดไปพูดมา เสียงของวังเฉินก็แผ่วเบาลงเรื่อยๆ
ศีรษะเริ่มห้อยตกลง ความจริงเขาอยากหาโอกาสสนทนากับเจียงฉางเชิงมาตั้งนานแล้ว
เพียงแต่ปกติมักจะเห็นเจียงฉางเชิงฝึกวิชาอยู่ จึงไม่สะดวกรบกวน
ในใจมีความยึดติดประการนี้ผนวกกับได้พึ่งโอสถจึงทนอยู่มาได้นานหลายปี
พอได้ยินคำพูดของวังเฉิน เจียงฉางเชิงก็หวนนึกถึงครึ่งชีวิตแรก
ยามอายุน้อยเขาเกลียดชังองค์รัชทายาทตัวปลอม เคยถึงขั้นคิดจะหาโอกาสสังหารองค์รัชทายาทตัวปลอมเสีย
ทว่าเมื่อได้พบวังเฉินจริงๆ เขาถึงรู้ว่าไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้นที่น่าสงสาร แต่วังเฉินน่าสงสารยิ่งกว่า
แม้เจียงยวนจะทอดทิ้งเขา แต่ก็ยังคิดหาวิธีให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป
พวกผู้มีอำนาจที่ฉวยโอกาสคิดร้ายต่อเขาหลังถูกพรรคมารราวีก็ถูกเจียงยวนกำจัด นับเป็นการล้างแค้นให้เขา
แต่วิ่งเฉินเล่า เขาไร้บิดาไร้มารดาตามความหมายอย่างแท้จริง ผลลัพธ์จากความเพียรพยายามอันไร้ค่ามีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่
แม้เป็นองค์รัชทายาทตัวปลอม แต่ในเหตุการณ์กบฏที่เมืองหลวงหนนั้น
แม้ความตายกรายเข้ามาใกล้ วังเฉินก็ยังรักษาความองอาจห้าวหาญของราชสกุลเจียง แทนองค์รัชทายาทตัวจริงอย่างเจียงฉางเชิงคนนี้
กาลเวลาว่องไวดั่งกระสวยทอผ้า เจียงฉางเชิงคุ้นชินกับการมีวังเฉินอยู่เคียงข้างแล้ว
คุ้นชินกับการเห็นเขากวาดพื้น คอยยกน้ำชายกน้ำมาให้เขาอยู่ทุกวัน พวกเขากลายเป็นครอบครัวอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เจียงฉางเชิงนึกถึงคำสั่งเสียก่อนองค์ไทเฮาสิ้นพระชนม์ ครอบครัวที่ไม่มีสายเลือดเกี่ยวพัน
นางกำชับให้เขาดูแลวังเฉินให้มากหน่อย นางไม่รู้ว่านักพรตอัปลักษณ์ในเรือนก็คือวังเฉิน
แต่นางรู้ว่าเจียงฉางเชิงช่วยองค์รัชทายาทตัวปลอมไป
นางบอกว่าเขาเป็นผู้มีชะตาอาภัพ มิควรต้องแบกรับความเคียดแค้นชิงชังไว้อีก
สำหรับวังเฉินกาลเวลาผ่านไปเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่สำหรับเจียงฉางเชิงกาลเวลาผันผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก
คนรู้จักทยอยจากไปทีละคน เหลือเพียงกาลเวลาที่อยู่เคียงข้างเขา
จู่ๆ ศีรษะของวังเฉินก็เอนลงมาซบบนหัวไหล่ของเจียงฉางเชิง
เสียงของเขาแผ่วเบาอย่างยิ่ง “หากมีชาติหน้าจริง… ข้าก็ยังอยากอยู่เคียงข้างท่าน… ช่วยท่านกวาดลานเรือน…”
“…ฝึกตนกับท่าน… ผ่านวันเวลาด้วยกัน… ช่างสงบดียิ่ง….”
สองมือของวังเฉินร่วงตกไปอย่างไร้เรี่ยวแรง เสียงก็เงียบหายไปด้วย
เขาสบหัวไหล่ของเจียงฉางเชิงอยู่เช่นนี้ เหมือนกับแค่หลับใหลไป
เจียงฉางเชิงเงยหน้า สายตามองทะลุป่าไผ่จนมองเห็นท้องฟ้าสีครามที่อยู่ไกลๆ
เขาเอ่ยเสียงเบา “ต้องมีโอกาสแน่”
จู่ๆ เขาก็ค้นพบว่าตนเองเป็นคนที่ให้ค่ากับความสัมพันธ์เก่าก่อนอยู่เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้เขามักมองคนข้างกายเป็นแค่คนที่ผ่านทางเข้ามาในชีวิต แต่เมื่ออยู่เคียงข้างกันนานเข้า เขาเองก็ตัดใจจากไม่ลง