เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 99 มรรคาจารย์แดนใต้ เจ้าอธรรมแดนเหนือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 99 มรรคาจารย์แดนใต้ เจ้าอธรรมแดนเหนือ
ตอนที่ 99 มรรคาจารย์แดนใต้ เจ้าอธรรมแดนเหนือ
เจียงเจียนและฮวงชวนพาเหล่าศิษย์ไปที่หน้าประตูสำนัก สีหน้าของฮวงชวนพลันเคร่งขรึมเมื่อได้เห็นเวยซวิ่น แค่มองแวบแรกก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งลึกล้ำไม่อาจหยั่ง หากประมือกับเขาก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะพ่ายแพ้ มิน่าเล่าท่านอาจารย์จึงจะต้องลงมือด้วยตนเอง ฮวงชวนสูดหายใจลึกๆ เอ่ยปากว่า “ต่อจากนี้เจ้าจะได้เห็นความแข็งแกร่งของท่านอาจารย์”
เจียงเจียนกลอกตามองบนใส่เขา “ข้ารู้มาตั้งนานแล้ว ซ้ำยังรู้ลึกซึ้งกว่าท่านเสียอีก” แม้พวกเขาจะต่างชั้นอาวุโสกัน แต่ปกติแล้วอยู่ด้วยกันราวพี่น้อง ที่สำคัญก็คือฮวงชวนมีหัวใจที่ไม่ยอมชรา
ทั้งเหล่าศิษย์และผู้มาทำบุญมองเวยซวิ่นแล้วพากันวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาไม่ได้รู้สึกกระวนกระวาย เพราะมรรคาจารย์ในหัวใจของพวกเขานั้นไร้เทียมทาน พวกเขาเพียงสงสัยว่าคนผู้นี้จะรับได้กี่กระบวนท่าเท่านั้น
“กี่กระบวนท่ารึ พวกเจ้าล้อเล่นกันอยู่หรือไร แต่ไรมาข้าไม่เคยเห็นว่ามรรคาจารย์จะเคยใช้กระบวนท่าที่สองยามต่อสู้กับศัตรูมาก่อนเลย”
“เจ้าหนุ่ม ข้าเคยเห็นมาแล้ว เมื่อหลายสิบปีก่อนครั้งมรรคาจารย์ได้เป็นตำนานแห่งยุทธภพ เคยต่อสู้กับคนครึ่งยุทธภพแต่เพียงผู้เดียวก็ไม่ได้ใช้แค่สองกระบวนท่านะ”
“ท่านหมายถึงร่างอาคมยอดยุทธ์ระฆังทอง ส่วนยอดเคล็ดวิชานั้นจนถึงวันนี้มีเพียงอาจารย์ลุงฮวงในอารามมังกรผงาดเท่านั้นที่ฝึกสำเร็จ”
“อาจารย์ลุงฮวงและองค์ชายเก้าไม่ได้ลงมือ ดูท่ามรรคาจารย์จะออกโรงเองแล้ว”
“อย่างไรก็มีคนรนหาที่ตายอยู่ดี ขวางไม่ได้หรอก”
เวยซวิ่นมิได้หวั่นไหวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์ของคนจำนวนมหาศาล สายตาของเขามองไปทางอารามมังกรผงาด ในเวลานั้นเองเวยซวิ่นกลับต้องตื่นตะลึง เขาเห็นนักพรตผู้หนึ่งเดินอยู่บนเมฆ ชุดคลุมนักพรตของนักพรตผู้นั้นงดงามหรูหราไม่ธรรมดาและยังมีแสงเรืองรองอีกด้วย ใบหน้าของเขายิ่งหนุ่มแน่นหล่อเหลา นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เวยซวิ่นเคยได้พบกับผู้อัศจรรย์เช่นนี้
ศิษย์ของอารามมังกรผงาดและผู้มาทำบุญต่างตกตะลึง การปรากฏตัวเช่นนี้จะไม่ทำให้คนตกตะลึงได้อย่างไร ชิงเออร์มองเจียงฉางเชิงลอยเข้ามา นางมีสีหน้าเหม่อลอย ความทรงจำที่อยู่ส่วนลึกของสมองผุดขึ้นมาอีกครั้ง รูปร่างหน้าตาของท่านนักพรตยังคงหนุ่มแน่นเหมือนครั้งนางยังเด็กไม่มีผิดเพี้ยน
เจียงฉางเชิงลอยค้างอยู่บนหน้าผา เขามองเวยซวิ่นและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “มาสู้กันบนอากาศเถิด จะได้ไม่ทำให้ยอดเขายุทธ์เสียหาย”
เวยซวิ่นพยักหน้า เขาชูดาบยักษ์ขึ้นและกระโดดจากหน้าผาขึ้นไปบนอากาศ
“เทวชน!” เจียงเจียนหรี่ตาลง สีหน้าของฮวงชวนยังคงเคร่งขรึม
ท่ามกลางสายตาของทุกคน ทั้งเจียงฉางเชิงและเวยซวิ่นมาอยู่กลางอากาศระหว่างเขาทั้งสองลูก คนทั้งสองอยู่ห่างกันสิบจั้ง เจียงฉางเชิงเอ่ยปากว่า “มาเถิด ให้ข้าได้ชมยอดเคล็ดวิชาของสำนักหลังบัลลังก์สักหน่อย”
เวยซวิ่นกุมดาบด้วยสองมือและชูไว้ตรงหน้า ใบดาบบดบังใบหน้าของเขา ลมปราณปะทุออกมากลายเป็นเปลวเพลิงหมุนพันรอบกาย พละกำลังของเขาสูงขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้คนที่มาชมการต่อสู้บริเวณประตูขึ้นยอดเขายุทธ์ต้องตื่นตกใจ ต่อให้เป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกยุทธ์ก็ยังสามารถสัมผัสพละกำลังนี้ได้
เวยซวิ่นตะโกนเสียงแข็งไปว่า “นี่คือดาบเปลวเพลิงเทวะ ขอมรรคาจารย์ให้คำชี้แนะด้วย!”
เขาหวดดาบไปเต็มแรง รวดเร็วยิ่งนัก ปราณวิญญาณดาบจำนวนนับไม่ถ้วนฟันออกไป พริบตานั้นเปลวเพลิงพลุ่งพล่านลุกโชติช่วงขึ้นมา ราวกับคลื่นเพลิงระลอกแล้วระลอกเล่าพุ่งเข้าจู่โจมเจียงฉางเชิง รุนแรงเกินต้าน ต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ปราณดาบเปลวเพลิงโหมระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ากระแทกเจียงฉางเชิง แต่กลับปะทะกับเกราะกำบังล่องหนจนสะท้อนและสลายไป แต่ปราณดาบเปลวเพลิงโหมมีมากเกินไปจริงๆ แม้ว่าเปลวเพลิงโหมจะระเบิดกระจายออกไปก็ยังคงปกคลุมร่างของเจียงฉางเชิงเอาไว้อยู่ ไอเพลิงร้อนแรงทำให้ผู้ชมการต่อสู้มีเหงื่อไหลอาบ แสงเพลิงแผดแสงโชติช่วงอยู่บนใบหน้าของพวกเขา นัยน์ตาเปี่ยมด้วยทะเลเพลิงโหมกระหน่ำ
ฮวงชวนกำสองหมัดแน่น เอ่ยเสียงต่ำว่า “เป็นพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งเหลือเกิน”
เจียงเจียนหรี่ตาลงจ้องเขม็งไปที่เวยซวิ่น เวยซวิ่นรวมพลังยุทธ์เข้าโจมตีแต่เพียงเจียงฉางเชิงเท่านั้น ไม่ได้กระทบถึงอารามมังกรผงาดและยอดเขายุทธ์ แต่ถึงกระนั้นลมปราณซึ่งเป็นเปลวเพลิงร้อนระอุก็ยังน่าตื่นตกใจเหลือประมาณ แสงเพลิงส่องสว่างอยู่ท่ามกลางภูเขาทั้งสองลูก พัดให้เมฆและหมอกกระจายตัวออกไป แม้แต่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยในเมืองหลวงก็ยังมองเห็นได้
“รีบมองไปทางอารามมังกรผงาดสิ!”
“ไฟลูกโตจริงๆ เหตุใดจึงมาปรากฏอยู่กลางอากาศได้”
“จะต้องเป็นยอดฝีมือมาท้าต่อสู้กับมรรคาจารย์เป็นแน่”
“นั่นเป็นวิชายุทธ์ อยู่ห่างจากที่นี่ตั้งมาก แต่พวกเราก็ยังมองเห็นได้”
“ไปกันเถอะ ไปดูเรื่องสนุกที่ยอดเขายุทธ์กัน!”
มีคนที่ได้ยินข่าวนี้และเดินออกจากบ้านเรือนเพื่อมองไปยังยอดเขายุทธ์มากขึ้นเรื่อยๆ เพลงดาบของเวยซวิ่นทรงอำนาจนนัก เทวชนโดยทั่วไปยากจะทานรับพละกำลังการโจมตีที่รุนแรงเช่นนี้ได้ แต่หลังจากเปลวเพลิงค่อยๆ บางเบาลง ร่างของเจียงฉางเชิงก็ปรากฏออกมา เขาไม่เป็นอะไรแม้แต่ปลายเล็บ เกราะกำบังปราณชั้นหนึ่งอยู่รอบตัวเขา กางกั้นปราณดาบเปลวเพลิงแสนรุนแรงนั้นเอาไว้
เวยซวิ่นเห็นแล้วจำต้องตกตะลึง เขาหวดดาบออกไปหลายร้อยดาบ ซ้ำยังหวดลมปราณไปอย่างไม่บันยะบันยังโดยไร้ซึ่งความเกรงกลัว แต่นึกไม่ถึงว่ายังแตะต้องแม้แต่เสื้อผ้าของมรรคาจารย์ไม่ได้ด้วยซ้ำ เหล่าศิษย์อารามมังกรผงาดและผู้มาทำบุญเห็นภาพนี้แล้วต่างไชโยโห่ร้อง
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “เจ้าแสดงเสร็จแล้วสินะ”
ม่านตาของเวยซวิ่นพลันหดลง เจียงฉางเชิงที่อยู่ท่ามกลางเปลวไฟที่หลงเหลืออยู่หายวับไปกับตา ปรากฏตัวอีกครั้งนั้นก็ครองรูม่านตาของเขาแล้ว!
แครก!
เจียงฉางเชิงบีบคอเวยซวิ่นด้วยมือข้างเดียวและบิดจนหัก ร่างของเวยซวิ่นแข็งทื่อ ตายตาไม่หลับ ทุกคนต่างตื่นตกใจ ในสายตาของพวกเขา เจียงฉางเชิงราวกับปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเวยซวิ่นด้วยการเคลื่อนย้ายในพริบตา เวยซวิ่นไม่อาจไหวตัวทันได้เลย ดวงตาของผู้เก่งกาจระดับฮวงชวนและเจียงเจียนก็ยังตามความเร็วของเจียงฉางเชิงไม่ทัน รวดเร็วเหลือเกิน! จนแทบไม่น่าเชื่อ
พอเวยซวิ่นตายและคลายมือออก ดาบยักษ์ก็ร่วงลงแต่ยังคงลอยขึ้นมาและเหินไปทางยอดเขายุทธ์ด้วยความเร็วสูงสุด ก่อนจะตกลงตรงหน้าประตู ปักอยู่บนพื้นดิน ใบดาบสั่นไหว ทำเอาคนจำนวนไม่น้อยตกใจจนต้องถอยหลังไป
เจียงฉางเชิงโยนศพของเวยซวิ่นไปทางฮวงชวนแล้วหันหลังเหินจากไป ทิ้งท้ายไว้บางเบาเพียงประโยคหนึ่งว่า “ให้ศิษย์ของเราฝังเขาไว้ในสุสานวีรบุรุษ”
เวยซวิ่นคู่ควรที่จะเข้าไปอยู่ในสุสานวีรบุรุษ หนึ่งคือด้านความสามารถ สองคือด้านความองอาจผ่าเผย เขาจงใจควบคุมลมปราณเพื่อไม่ให้กระทบถึงภูเขาทั้งสองลูก จะอย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว หากเขามีเจตนาร้ายก็สามารถปล่อยพลังทั้งหมดออกมาอย่างเต็มที่และแผดเผายอดเขายุทธ์ได้
ตุบ!
เมื่อเห็นศพของเวยซวิ่นร่วงลงตรงหน้าประตูทางขึ้นเขา ทุกคนต่างโห่ร้องออกมา การได้เห็นมรรคาจารย์ลงมือนับเป็นโชคยิ่งใหญ่ในชีวิตจริงๆ มรรคาจารย์ไม่ได้แสดงยอดเคล็ดวิชาแกร่งกล้า ทว่าด้วยความเร็วเช่นนั้น แค่บีบมืออย่างสบายๆ ก็บีบคอเวยซวิ่นซึ่งเป็นเทวชนไร้เทียมทานจนตายได้ ภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้จะสลักอยู่ในความทรงจำของผู้คนที่ได้พบเห็นการต่อสู้ในครั้งนี้ไปตลอดกาล ไม่อาจลืมได้ชั่วชีวิต
เจียงเจียนแบกง้าวสามแฉกสองคมจากไปเงียบๆ ฮวงชวนจัดแจงให้ศิษย์เตรียมขุดหลุมฝังเวยซวิ่น เมื่อกลับมาภายในเรือนพัก เจียงฉางเชิงก็นั่งขัดสมาธิที่ใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพีอีกครั้งเพื่อรอการมาเยือนของรางวัลรอดชีวิต
ไม่นานนักฮวาเจี้ยนซิน วั่งเฉิน และป๋ายฉีก็กลับมา ทั้งสามยังคงตื่นตะลึงกับความแข็งแกร่งของเวยซวิ่นอยู่ มีเพียงผู้ฝึกวรยุทธ์เท่านั้นจึงจะเข้าใจได้ว่าพลังยุทธ์ของเวยซวิ่นนั้นแข็งแกร่งเพียงใด ดาบนับร้อยที่ฟันออกมาเป็นที่น่าเลื่อมใสนัก
ในที่สุดก็มีการแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเจียงฉางเชิง:
[ปีเฉียนอู่ที่สามสิบห้า เนื่องจากเวยซวิ่นแห่งแดนสวรรค์ดาบเทวะธาตุไฟแตก ไม่อาจมีชีวิตยืนยาวจึงตั้งใจมาท้าสู้กับเจ้าโดยเฉพาะ เจ้ารอดชีวิตจากการท้าสู่ของเขา ผ่านเคราะห์ภัยไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า ใบหยกเกล็ดทอง]
“อีกแล้ว…” เจียงฉางเชิงนิ่งงันไป เหตุใดจึงเป็นใบหยกเกล็ดทอง แต่ก็ดีเช่นกัน เพราะใบหยกเกล็ดทองทรงอานุภาพมากและเขาก็สามารถใช้ได้อย่างคล่องมือแล้ว ใบหยกเกล็ดทองสองใบทำให้อานุภาพในการสังหารศัตรูของเขาเพิ่มมากขึ้น แล้วหากเขามีใบหยกเกล็ดทองหลายสิบใบละ…
รางวัลรอดชีวิตที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ไม่เคยซ้ำกัน แต่เวลานี้กลับมีที่ซ้ำกันปรากฏออกมา จะต้องมีความพิเศษในตัวมันเป็นแน่ หรืออาจเป็นได้ว่าเมื่อมีใบหยกเกล็ดทองครบจำนวนหนึ่งแล้วจะแสดงอานุภาพยิ่งใหญ่กว่านี้ออกมาได้ เจียงฉางเชิงไม่ได้รับใบหยกเกล็ดทองในทันที แต่หลับตาลงฝึกตนต่อรอตกกลางคืนจึงค่อยกลับห้องมาหลอมเปิดใช้
เจียงเจียนก็กลับมาแล้ว เขามานั่งยองๆ ตรงหน้าเจียงฉางเชิงแล้วถามว่า “อาจารย์ปู่ขอรับ เวยซวิ่นผู้นั้นเป็นแค่เทวชนหรือขอรับ”
เจียงฉางเชิงตอบไปทั้งหลับตาว่า “นับเป็นผู้อยู่ในระดับยอดของเทวชน”
เจียงเจียนถามต่อ “เมื่อใดข้าจึงจะสังหารระดับยอดของเทวชนได้อย่างง่ายดายเช่นท่านหรือขอรับ”
“ขั้นกายาทองคำ”
“ขั้นกายาทองคำก็เพียงพอแล้วหรือ”
“ห่างหนึ่งขั้น ต่างกันราวฟ้าดิน ความแตกต่างระหว่างเทวชนและกายาทองคำห่างเท่ามหานทีที่กว้างใหญ่ในวิถียุทธ์”
“ขอรับ” เจียงเจียนลุกขึ้นแล้วจากไปเพื่อเตรียมฝึกวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์ต่อ
เวยซวิ่นสร้างแรงกระตุ้นให้เขา ลมปราณที่ใช้ได้ไม่มีวันหมดนั้นทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตา ความสามารถของเขาในเวลานี้ล้วนต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่ง หลายปีมานี้เขาค่อนข้างละเลยการฝึกฝนลมปราณ ศึกในวันนี้ทำให้เขาเข้าใจขึ้นมาทันใดว่ากำลังภายในต่างหากคือสิ่งสำคัญในสิ่งสำคัญ เขาต้องการฝึกฝนทั้งกำลังภายในและร่างกายไปพร้อมกัน เจียงฉางเชิงสามารถคาดเดาสิ่งที่เจียงเจียนคิดได้ แต่เขาก็ไม่ได้ไปสนใจ
เพราะไม่ว่าอย่างไรหลังจากนี้หลายสิบปี เจียงเจียนก็ยังต้องอยู่ข้างกายเขา ให้เจียงเจียนบรรลุถึงขั้นกายาทองคำก่อนค่อยลงเขา นี่ไม่ใช่เรื่องตลก เจ้าหนุ่มนี่มีชีวิตอยู่ในราชวงศ์แห่งโชคชะตา มีโชคชะตามหาศาลอยู่ในกาย มีลวดลายแห่งมรรคามาแต่กำเนิด ได้รับการถ่ายทอดยอดเคล็ดวิชาของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ด้วยข้อได้เปรียบทั้งปวงนี้ หากว่ายังไม่อาจบรรลุถึงขั้นกายาทองคำ เช่นนั้นก็จงแก่ตายไปบนเขานี้เถิด
ต้าจิ่งไม่ขาดแคลนเทวชนแต่ขาดแคลนกายาทองคำ และขั้นกายาทองคำนี้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาทุ่มเทแรงใจและทรัพยากรอย่างที่สุดก็ยังยากจะบ่มเพาะออกมาได้ เพราะอย่างไรก็ยังต้องดูคุณสมบัติและโชควาสนาของแต่ละคน ไว้เจียงเจียนบรรลุถึงขั้นกายาทองคำแล้วก็จะเป็นเวลาที่ต้าจิ่งครอบครองทั้งใต้หล้า!
ทะเลเมฆแน่นขนัด ยอดเขาแหลมโผล่พ้นออกมาหลายยอด คล้ายเกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาล บนยอดเขาหนึ่งในนั้นมีตำหนักโบราณตั้งอยู่แห่งหนึ่ง ประตูทางขึ้นเขาถึงกับผุพังไปบางส่วน
ภายในตำหนักมีคนอยู่สองคน ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นสูง แก่หง่อม หลังค่อม ดูคล้ายหลับสนิทไปแล้ว อีกผู้หนึ่งสวมชุดผ้าจิ้น [1] สีม่วงทอลาย พกกระบี่งดงามสองเล่มไว้ที่เอว สวมหมวกฟางบนศีรษะไม่ได้เปิดเผยใบหน้าแม้แต่น้อย เขาเอ่ยขณะเอาสองมือไพล่หลังว่า
“เวยซวิ่นแห่งแดนสวรรค์ดาบเทวะเป็นยอดแห่งเทวชน แม้จะธาตุไฟเข้าแทรกแต่ก็ไม่อาจดูแคลนพลังยุทธ์ของเขาได้ ถึงกระนั้นเขาก็ยังถูกมรรคาจารย์ที่อยู่ในท่าทีผ่อนคลายบีบคอตายด้วยมือเพียงข้างเดียวโดยไม่อาจต่อต้านได้แต่อย่างใด ตามความเห็นของข้า มรรคาจารย์ต้องไม่มีทางอยู่ในชั้นกายาทองคำ แต่จะต้องไปถึงระดับขั้นที่สูงกว่านั้นแล้ว”
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาเอ่ยเสียงบางเบาโดยไม่เงยหน้าขึ้นว่า “มรรคาจารย์สังหารตงฟางจั่วท่ามกลางทหารม้านับพันนับหมื่น ย่อมต้องไม่ใช่แค่กายาทองคำธรรมดาๆ เท่านั้น หนำซ้ำเขายังย้ายภูเขายักษ์สูงพันจั้ง หากว่าเป็นเรื่องจริง ระดับชั้นของเขาก็ยากจะจินตนาการได้ เขาเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าแล้ว เว้นแต่ผู้อาวุโสแห่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดชผู้นั้นปรากฏตัว หาไม่แล้วใต้หล้านี้ก็ไม่มีผู้ใดจะเป็นคู่ปรับของมรรคาจารย์ได้”
บุรุษชุดผ้าจิ้นกล่าวว่า “ความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์นั้นน่าสงสัย แล้วแผนการใหญ่ของพวกเราจะเป็นเช่นใด”
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทานิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนกล่าวไปว่า “รอให้ฮ่องเต้ต้าจิ่งสวรรคตก่อนค่อยหารือเรื่องต้าจิ่งกันอีกครั้ง ถึงยามนั้นค่อยดูท่าทีของมรรคาจารย์ เหตุที่เขาหนุนต้าจิ่งเป็นเพียงเพราะสนับสนุนศิษย์ของตนก็เท่านั้น เขาหาได้อาศัยโชคชะตาของต้าจิ่ง ทั้งไม่ได้ให้ต้าจิ่งช่วยเขารวบรวมทรัพยากรอันใหญ่หลวง แม้แต่นามอารามมังกรผงาดเขาก็ยังปล่อยปละไม่ได้ใส่ใจ”
บุรุษชุดผ้าจิ้นกล่าวเป็นเชิงหยอกล้อว่า “นึกไม่ถึงเลยว่าท่านที่ดูเหมือนปลีกวิเวกหลีกเร้นจากเรื่องในหล้า แท้จริงกลับจัดวางหูตาไว้ในต้าจิ่งแล้ว”
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาเอ่ยเสียงเรียบว่า “ไม่ว่าเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาใดก็จะต้องซ่อนหูตาของแต่ละฝ่ายอำนาจไว้ทั้งสิ้น หาใช่เรื่องที่ต้องหยิบยกมาพูด”
บุรุษชุดผ้าจิ้นเปลี่ยนเรื่องสนทนา “ทางใต้มีมรรคาจารย์ ทางเหนือก็มีเจ้าอธรรมผู้หนึ่ง ในสายตาข้านั้นเจ้าอธรรมมีฤทธานุภาพมากกว่า คนผู้นี้จะต้องมาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ข้าสืบไปได้ว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชก็กำลังไล่ล่าสังหารเขาเช่นกัน เขาได้ประสบการณ์จากหอมังกรมหายานและปรับปรุงวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์ให้ดียิ่งขึ้น แม้มิอาจดูดซับพลังยุทธ์ของผู้อื่นได้ทั้งหมด แต่ก็ยังสะสมจากน้อยไปมากได้โดยที่ไม่ทำให้เส้นเอ็นและกระดูกของตนเสียหาย ว่ากันว่าพลังยุทธ์ของเขาไปถึงแปดร้อยปีแล้ว เขาไม่เพียงดูดซับพลังยุทธ์ของผู้อื่น ยังคิดจะดูดซับโชคชะตาแห่งชีพจรมังกรด้วย หากปล่อยให้เขาก้าวหน้าต่อไป ใต้หล้าจะต้องโกลาหลยกใหญ่เป็นแน่”
[1] ผ้าจิ้น (Jin): หนึ่งในสิบสี่ชนิดของผ้าไหมจีนดั้งเดิม มีสีสันสวยงามและเนื้อผ้าหนา มีประวัติศาสตร์ยาวนาน